เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 40 คราปักษาฮ่องเต้ดาราเผยสันดานจ้าวจักรวาล

ชื่อตอน : ตอนที่ 40 คราปักษาฮ่องเต้ดาราเผยสันดานจ้าวจักรวาล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 151

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ต.ค. 2562 19:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 40 คราปักษาฮ่องเต้ดาราเผยสันดานจ้าวจักรวาล
แบบอักษร

​ตอนที่ 40 คราปักษาฮ่องเต้ดาราเผยสันดานจ้าวจักรวาล 

ตั้งแต่สมัยโบราณมนุษย์ชื่นชอบการแก่งแย่ง ช่วงชิง และอยากอยู่เหนือผู้อื่นด้วยเหตุผลต่างๆนานาประการ มิว่าอยากทำงานในตำแหน่งหัวหน้าเพื่อเงินเดือนที่มากกว่าลูกน้อง หรือการค้นหาทางลัดเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการโดยเร็ว มนุษย์มีหลายจำพวก คนทะเยอทะยาน คนมีความมั่นใจ คนรักในงานที่ทำ คนขี้คร้านขี้เกียจ คนที่ทำบ้างมิทำบ้าง คนที่ชอบยืนเฉยๆแม้ใจอยากพูด และอื่นๆ เคยมีคนคนหนึ่งกล่าวว่าในโลกมีคนสองประเภท แต่พอเขาพูดเสร็จก็มีอีกคนค้านทันทีว่า มนุษย์มีหลายประเภทมิใช่แค่สองด้านเหมือนสีดำและสีขาว มนุษย์มีสีแดงกุหลาบ ฟ้าคราม เขียวไผ่ ม่วงพราว หรือกระทั่งสีเทามัวหมอง มิเคยมีคนที่ชั่วร้ายประหนึ่งหัวใจสีดำทมิฬ และมิคนดีใจสะอาดเหมือนหัวใจสีขาวปีกนกอินทรี 

แต่กระนั้นสำหรับคนคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า มนุษย์ก็มีสีดำและขาวอย่างละครึ่งในใจ ไม่ว่าคนพวกนั้นจะสังกัดสีอะไร ภายในใจก็มีสีดำและสีขาวเสมอ เสมือนแขนขาที่มิอาจขาด 

สีดำและสีขาวมิใช่หมายเพียงคือความดีและความชั่ว สองสีนี้ยังหมายถึงคนสองคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนที่เล่นเพื่อชนะ และคนที่เล่นเพียงเพื่อความสนุก สองคนนี้ต่างกันตรงที่คนแรกมีเป้าหมาย คนที่สองพอใจกับสิ่งที่ตนเป็นแล้ว คนที่มีเป้าหมายมักเดินนำหน้า มักรู้ว่าต้องทำอะไร ส่วนคนที่ไม่มีเป้าหมายก็เปรียบเหมือนเรือใบที่แล่นท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพรศาล มิรู้จักหันหัวเรือทางไหน หลงทิศ มิรู้ล่องเรือทำไมอีกต่างหาก 

การมีเป้าหมายจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศ บางคนเรียกเป้าหมายว่าแสงสว่างในความมืด บางคนเรียกมันว่าดวงวิญญาณในวันมีสายฝน 

หากอยากนำผู้คน อยากให้พวกเขาคล้อยตามก็จงตั้งเป้าหมายให้สูง คุ้มค่า ทรงคุณค่า ถ้าคนเดียวแยกมิไหวก็จงเปิดพจนานุกรมและใช้คำว่า อุดมการณ์ 

คนที่พอใจกับสิ่งที่ตนมีไม่ไล่ตามเป้าหมายแน่นอน แต่คนที่ยังมีความฝันและความปรารถนาอันแรงกล้าเยี่ยงศรแห่งจุดเริ่มต้น[สตาแอนโรท์] พวกเขาจะพุ่งทะยานคว้าเป้าหมายอย่างมิยอมปล่อยวางเสมือนนักรบคนสุดท้ายที่จะยืนหยัดต่อกรศัตรูนับหมื่นแสน 

เพราะโลกยังมีคนใฝ่สูง นี้จึงเป็นสาเหตุให้ริเริ่มงานประลอง และงานประลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปี 

งานประลอง วีรชนสิงหา 

บนลานประลองอันไร้ซึ่งผู้ขี้คร้าน ล้วนมีแต่ผู้แข็งแกร่ง ผู้ยึดมั่นในความเชื่อ ผู้ไม่อยากยอมแพ้ พวกเขาจักยืนตระหง่านต้านดาบศัตรู งานวีรชนสิงหาคืองานประลองทางการที่จัดขึ้นทุกๆปี โดยแต่ละปีเลื่อนเวลาจัดตามฤดูกาล ร้อน ฝน หนาว ปีนี้งานจัดในช่วงฤดูฝนซึ่งมีสายฝนพร่ำโปรยปราย เย็นฉ่ำ งานประลองระดับสูงสุดมีการคัดเลือกตัวแทนจากเมืองต่างๆภายใต้การปกครองแคว้นแมรี่ แต่ละเมืองจัดงานประลองคัดเลือกนักสู้ก่อนช่วงเวลาเริ่มงานวีรชนสิงหา เพื่อคัดหานักสู้ระดับพระกาฬ 2 คน ส่งทั้งคู่มาร่วมงานวีรชนสิงหา ณ เมืองไฟท์มาคิสออน นครแห่งนักสู้แห่งพิภพ 

งานวีรชนสิงหาถือเป็นงานอันทรงเกียรติและเป็นบันไดหยกสู่ชื่อเสียง ความมั่งคั่ง ความฝันสีทองคำที่จักครองตำแหน่งอันดับหนึ่งเหนือเหล่านักสู้ทั้งหลายทั้งปวง ภายในงานมีการต่อสู้ดุเดือดเลือดพล่าน แสงสีพลังมาโฮ กระบวนศาสตร์วิชาร้อยแปด และการเดิมพันทุกสิ่งในชีวิตเพื่อเอาชนะ ล้มศัตรูทีละรายเพื่อปีนไต่สู่ชั้นบนสุดของขั้นบันได เป็นผู้ชนะและได้รับนามว่า นักรบอันดับหนึ่ง เพียงผู้เดียว 

ขั้นบันไดที่อาบด้วยหยาดเหงื่อแห่งความลำบาก หยดน้ำตาแห่งความเสียใจคราพ่ายแพ้ บนลานประลองหรือดินแดนศักดิ์สิทธิคือสถานที่พิสูจน์เจตนารมณ์ ความฝันอันสูงส่ง และพลังใจสีเปลวเพลิงที่ส่องไสวดุจเยี่ยงเปลวเพลิงสุริยัน 

เหล่านักสู้จากทั่วสารทิศจะชิงชัยในเมืองบ้านเกิด และตัดสินชะตาต่อที่เมืองไฟท์มาคิสออน ซึ่งเก้าในสิบล้วนเป็นยอดฝีมือระดับที่เมืองต่างๆไว้ใจและรับประกันว่าโหด ร้ายกาจ พอๆกับตำนานมีชีวิต 

ณ ห้องพัก บนยอดอาคารสูง ด้านในตกแต่งด้วยผ้าแพรห้อยระย้า คราวมีลมพัดแผ่วกระทบสายผ้าก็สั่นไหวเบาๆแลงดงามปานมองกระโปรงเจ้าสาวพลิ้วสะบัด ด้านนอกโล่งไร้หน้าต่างเป็นราวระเบียงไว้ใช้ตั้งโต๊ะกินข้าวใต้แสงเดือน ส่วนด้านในห้องมีเสาหินสลักลายสิ่งสาราสัตว์ โต๊ะน้ำชา เก้าอี้ไม้ยาวมีเบาะรองนั่งนุ่มนิ่ม พรมรอง โคมไฟที่ใช้หินวิเศษแทนแท่งเทียน ผนังสีน้ำตาลเงางาม ข้างนอกประตูห้องมีองครักษ์ยืนเฝ้ายาม ภายในห้องก็มีองครักษ์เฝ้าระกุม 

ยังมิร่วมองครักษ์เงาที่แอบซุ่ม ณ มุมมืดอีกหลายคน 

“ข้าเห็นฝีมือเจ้าในงานประลองคืนนี้แล้ว!ให้ถูกใจยิ่งนัก” 

เด็กสาวอายุสิบสาม หน้าตาน่ารักน่าชัง มีลักยิ้มสดใส เวลานางยิ้มช่างน่าเอ็นดูเหมือนลูกเสือน้อย นางมีชื่อว่า “ลิซ่า”เป็นลูกสาวที่รักของพ่อค้าอัญมณีแม่เปิดกิจการหอนางโลม ฐานะทางบ้านร่ำรวยระดับที่ขุนนางยังต้องให้ความเคารพ เจอหน้ากันก็มีไหว้ทักทาย คุณพ่อของนางถือเป็นคนใหญ่คนโตในวงการการค้า ร้านค้ามณีและเมืองแร่สามส่วนเป็นของบ้านลิซ่า ซึ่งการครอบครองเมืองแร่นั้นต้องมีสัญญายินยอมของราชาแคว้น ซึ่งผู้ที่ประกอบธุรกิจแล้วยังมีพื้นที่ผลิตสินค้าอย่างบ้านลิซ่ามีน้อยนิด นั้นทำให้นางเปรียบเสมือนเจ้าหญิงตัวน้อย แค่ไม่มีมงกุฎกับตำแหน่งให้ใส่ 

ลิซ่ามีผมสีครีมยาวสลวย และลื่นดุจแพรไหม มันทอประกายระยิบระยับคราต้องแสงสว่างและเวลานางดื่มนมเพิ่มส่วนสูง ดวงสีตาเนื้อแตงโมระบายความเจ้าเล่ห์ มากด้วยอุบายประหนึ่งแมงมุมแม่ม่ายและอสรพิษใต้บึง แม้นจักยังเป็นสัตว์มีพิษวัยเยาว์ แต่ถ้าถูกมันกัดก็เจ็บแสบร้อน พิษร้ายแรงที่ค่อยๆทรมานร่างกายและจิตใจจนเน่าเปื่อย นิสัยลิซ่าก็เหมือนสัตว์พวกนั้น ฉากหน้ายิ้มแย้มน่ารัก ฉากหลังก็ลอบกัดอย่างเลือดเย็น 

นางนั่งกระดิกเท้าอีกฝั่งโต๊ะ ระหว่างนารีและลิซ่ามีโต๊ะน้ำชากั้นกลาง บนโต๊ะมีขนมโดนัท และเครื่องดื่มกลิ่นหอมละไม 

คืนนี้หลังจบงานประลอง ลิซ่ายื่นคำเชิญมางานเลี้ยงน้ำชาเพื่อเจรจาต่อรอง จุดประสงค์ของลิซ่าคืออยากจ้างนารีให้เป็นตัวแทนนักสู้ ให้นารีลงสู้ในงานวีรชนสิงหาที่จะมีขึ้นในอีกสองวัน แน่นอนเรื่องว่าจ้างนักสู้เป็นตัวแทนพ่อค้าลงสู้ในงานมิใช่เรื่องผิด นักสู้คนอื่นๆก็มีผู้สนับสนุนเป็นพ่อค้าแม่ค้าเช่นกัน อีกเรื่องการให้นารีที่ไม่ใช่ตัวแทนเมืองลงสู้ก็มิใช่ปัญหา เพราะนารีสามารถลงสู้ได้ในฐานะตัวแทนงานประลองใต้ดิน เนื่องว่านางชนะและได้สิทธิ์ร่วมงาน 

สิทธิ์ดังกล่าว นารีก็รู้ 

ส่วนเรื่องผลประโยชน์ก็ง่ายๆ นารีลงสู้ให้ลิซ่า ลิซ่าก็จะจ่ายค่าตอบแทนให้ 

“ว่าอย่างไร หากทำงานให้ข้า ข้าจะจ่ายให้เจ้าอย่างงาม” 

“เท่าไหร่หรือ” 

“คิกๆมากกว่าจำนวนเงินรางวัลที่เจ้าได้คืนนี้ สองเท่า” 

“เช่นนั้นหรือ” 

สุรเสียงราบเรียนไร้แววสนอกสนใจทำให้ลิซ่าเผลอกัดลิ้น คิ้วกระตุก ทำไมดูเหมือนอีกฝ่ายไม่มีความใคร่กระหายเงินทองเหมือนตอนลงสู้ในงานประลองใต้ดินเลยเล่า ตอนนั้นลิซ่าแอบนั่งเงียบมองเฟ้นหานักสู้เก่งๆคราวเห็นนารีสู้อย่างบ้าเลือด ล้มศัตรูทุกรายเพื่อหวังเงินรางวัล ลิซ่าก็มั่นในสิบส่วนว่านารีร้อนเงินเสียอีก วางแผนใช้เงินเอาทองซื้อตัวนารี คงได้ผล แต่เหมือนจะล้มเหลว 

ลิซ่าผิดหวังประเดี๋ยวหนึ่ง พลางสมองเริ่มประมวลผลใช้แผนใหม่ 

“เจ้ามิลองคิดให้ดีหรือ หากทำงานให้ข้า เจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเร่ร่อนแล้วนะ” 

“ทำไมคิดว่าข้าใช้ชีวิตเร่ร่อนรึ” 

นารีมิจิบชาเนื่องนางสวมหน้ากาก ดวงดาวน้อยนั่งมือวางแนบลำตัว รอฟังอีกฝ่ายเล่นแง่อย่างใจจดใจจ่อ 

“ฮึ นักสู้อย่างพวกเจ้าก็หากินกับเงินรางวัล อีกอย่างดูฝีมือแล้วการแต่งตัวเจ้าเหมือนพวกคุณหนูตกอับที่ต้องหางานทำเลย” 

เรื่องฝีมือต่อสู้นั้นลิซ่ายอมรับว่านารีเก่ง เรื่องเสื้อผ้าที่นารีใส่ก็สังเกตว่ามันสวยกว่าชาวบ้าน เรียบร้อยแตกต่างจากเสื้อผ้านักสู้ธรรมดาลิบลับ ซึ่งนางเป็นสตรีด้วยหากให้เดาก็มีเค้าโครงเป็นอย่างกิ้งก่าน้อยวิเคราะห์ สาเหตุใดรึจะทำให้คุณหนูผู้สูงส่งผันตัวเป็นนักสู้ ก็ต้องเพราะครอบครัวแตกแยก ธุรกิจล้มละลาย ตอนนี้ก็คงต้องนอนใต้สะพาน พยายามหาเงินเลี้ยงน้องชายน้องสาว 

ลิซ่าแคลนเสียงฮึ ฟังระคายหู แต่เพราะคิดว่าอีกฝ่ายมิมีทางสู้ตนได้ กิ้งก่าน้อยจึงมิสงวนท่าทีทำเหมือนนางกำลังคุยกับนักสู้ผู้ดิ้นรนสู้ชีวิต มากกว่าคุณหนูที่ชอบจัดงานเลี้ยงน้ำชาเช่นกัน เป็นท่าทีกวนโมโหและยั่วประสาทมาก ดั่งสำนวนยกตนข่มท่าน 

หากที่ลิซ่าพูดเป็นความจริง แล้วนารีเป็นคุณหนูตกอับละก็นะ 

เด็กนี้อ่านนิยายมากไปกระมัง…ภายใต้หน้ากากนารีมิยิ้ม สีหน้าดวงดาวน้อยเรียบเฉยดุจปรมาจารย์ นางคิดว่าสมควรกลับได้แล้ว 

คิดผิดจริงๆลืมไปว่าตนเองปิดบังตัวตนอยู่ จึงถอดหน้ากากดื่มชามิได้ โธ่ 

“ข้าไม่ทำงานให้เจ้า ในเมือหมดธุระแล้วข้าต้องขอตัว” 

“รอก่อนสิ!” 

ลิซ่าตกใจโดยพลันมินึกอีกฝ่ายจะปฏิเสธอย่างเด็ดขาดตัดทิ้งทุกความเป็นไปได้ กิ้งก่าน้อยรีบวางแก้วชาและลุกยกมือห้ามไม่ให้นารีไปไหน การเจรจาคือเรื่องถนัดของลิซ่า แม้นนางพึ่งอายุสิบสาม กระนั้นพ่อแม่นางก็สั่งสอนอย่างดี หลายครั้งที่นางเจรจาการค้าสำเร็จ ถึงจะไม่สำเร็จทุกครั้ง แต่อย่างน้อยคราวนี้ลิซ่าก็มั่นใจว่าจะจ้างนารีและมัดนารีอยู่หมัด กิ้งก่าน้อยสูดหายใจบอกให้ดวงดาวน้อยนั่งแล้วค่อยๆคิด 

หากให้นารีประเมินลิซ่าในมุมมองกษัตริย์ ลิซ่ายังไร้ประสบการณ์ แถมยังลำพอง ยโสสมเป็นเด็กๆ สังเกตจากที่พอนางคาดเดาเรื่องราวนารีเรียบร้อย ก็เริ่มพูดดูแคลนนารี ใช้วิธียกตนข่มท่าน คิดว่านารีจะอับจนปัญญาและขอร้องให้ลิซ่ารับเข้าทำงาน ความคิดที่จะให้อำนาจสูงกว่ากดดันฝ่ายต่ำกว่ามิใช่เรื่องผิดในการเล่นเกมชีวิต กระนั้นสิ่งที่ลิซ่าทำพลาดคือ เดาฐานะนารีผิด ด่วนสรุป เหมือนการเดินเกมที่ก้าวพลาดก็ตกเหวตายง่ายๆ 

เอาจริงๆไม่มีใครรู้ฐานะนารีหรอก ซึ่งนี้แหละคือสิ่งที่ทำให้ไม่มีใครชนะนารีได้ แล้วถึงจะรู้ความจริงเรื่องนารี 

นารีที่นั่งบัลลังก์ฮ่องเต้จักรวาลมีหรือ จะให้คนอื่นข่มเหง 

นิสัยผู้ปกครองมิเคยยอมถอย นารีถูกสั่งสอนให้แกร่งเหนือทุกสมการ มิหวาดหวั่นต่อผู้ใด 

ดวงดาวน้อยมิใช่ฮ่องเต้ที่ชอบข่มเหงประชาชน หรือกลั่นแกล้งผู้ด้อยกว่า เพียงบางครั้งนางก็เผลอปล่อยสันดานราชาโดยมิตั้งใจ 

เหมือนยามนี้ หากนางไม่รีบกลับมีหวังเมรัยตื่นมาเขมือบนางแน่ อยู่คุยกับลิซ่าที่นี้ช่างเสียเวลา 

คราวคิดได้เช่นนั้นนารีก็สะบัดก้น เดินไปที่ประตู 

กิริยาโอหังมิเห็นหัวลิซ่าทำให้กิ้งก่าน้อยอึ้ง ไม่นานก็โมโห 

“พวกเรายังคุยกันไม่จบ!!องครักษ์” 

เด็กสาวตวาดและสั่งให้องครักษ์ในห้องพุ่งเข้าขัดขวางนารี เหล่าผู้คุ้มกันยืนล้อมดวงดาวน้อยและชักดาบ ชี้คมจ่อนารี ปฏิบัติการกักขังอีกฝ่ายมิให้เคลื่อนไหวแล้วค่อยๆบังคับให้นารีกลับไปนั่งเก้าอี้ องครักษ์เหล่านี้ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับเทียบเท่านักสู้ระดับต้นๆงานประลองใต้ดิน ทว่านารีที่ตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงควรจะเจ็บปวด กระนั้นนางกลับนิ่งเฉยเมย นิ่งสงบราวฟ้าใกล้ปรากฏพายุมรสุม 

เพียงนารีเหลียวมองลิซ่าด้วยดวงตาจ้าวจักรวาล ลิซ่าสบตาคู่นั้นพลันเย็นวาบ เสียวสันหลังปานสัมผัสถึงไอเย็นยะเยืองของสัตว์ร้าย “!!”กลิ่นไอเจือจางน้อยๆที่ซุกซ่อนในนัยน์นารีมีพอให้กดดันลิซ่าจมดิน รัศมีจ้าวแห่งปกครองมิอาจใช้กับเด็กน้อยตัวเล็ก นารีเพียงใช้หางตา เท่านี้ก็มากพอทำให้ลิซ่าหวาดกลัว ขาสั่นระริก 

อำนาจกษัตริย์ต่อให้ไม่แต่งตัวเต็มยศ ก็ยังเปล่งรัศมีเกรียงไกร 

“ข ข้าต้องการท่าน..”ลิซ่าตื่นตระหนักจนต้องเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานนารี ในยามนี้กิ้งก่าน้อยมิหลงเหลือความหยิ่งยโส นางเหมือนลูกเสือน้อยที่พยายามขอร้องพญานาค จ้าวผู้สร้างจักรวาล ลิซ่าหลุบตากำมือ ในอกอึดอัด หายใจโรยริน นางหมดแรงทรุดเข่า เหงื่อแตกเป็นเม็ด เห็นสภาพจะตายแลมิตายแล นารีก็หรี่ตา พลางชักสายตากลับ 

เหมือนครั้งนี้จะเสียการควบคุมซะแล้ว ต่อให้วังหลวงพินาศนารีก็มิเคยหวั่นใจแท้ๆ แต่พอคิดถึงเมรัยทีรอเขมือบก็ให้กลัวจับใจ 

“เจ้าต้องการอะไร” 

นารีมิควรใช้ความโกรธทำร้ายผู้เยาว์ ดวงดาวน้อยปรับจังหวะหัวใจให้นิ่งสงบ รอฟังลิซ่าอธิบาย การเจรจาครั้งนี้สำเร็จหรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับคำพูดของลิซ่าแล้วว่าจะทำให้นารีเปลี่ยนความคิดหรือไม่ จุดประสงค์แรกที่ลิซ่าบอกไม่ใช่ความจริงทั้งหมด และอย่างว่าเงินไม่ใช่ปัญหา ดังนั้นหากลิซ่าอยากได้ตัวนารีต้องใช้สิ่งอื่นแลกเปลี่ยน เมื่อการเจรจาเริ่มเปิดฉากก็เหมือนสนามรบที่ประลองกันด้วยความคิด ปัญญา คำพูด นารีต้องการทราบ จุดประสงค์จริงๆของอีกฝ่าย เพราะถ้ารู้ความต้องการของลิซ่า นารีก็ถือว่ากุมหัวใจลิซ่าแล้ว และตาชั่งจะเอนมาทางนารี ยกนารีให้กลายเป็นผู้กำหนดเงื่อนไข คนคุมการต่อรอง 

นารีจะแสดงให้ดูเองว่า วิธียกตนข่มท่านมันใช้ยังไง อันวิธีที่เปลี่ยนการต่อรองเป็นการข่มขู่ฝ่ายเดียว 

“ข้าต้องการชนะยัยหัวซาลาเปา”ลิซ่าก้มหน้ากัดฟันพูดอย่างเคียดแค้น ใครคือยัยหัวซาลาเปา ไม่นานนารีก็รู้คำตอบ ลิซ่าเล่าคร่าวๆว่านางมีเพื่อน และเพื่อนคนนั้นท้าแข่งกับนาง ให้เลือกนักสู้ของตน ส่งลงสู้ในงานวีรชนสิงหา ใครชนะก็ขึ้นอยู่กับฝีมือนักสู้แต่ละฝ่าย 

เหตุผลดีมาก นารีลอบขำ ความจริงก็แค่เด็กน้อยตีกันหรือ นี้ถึงขนาดใช้เงินทองจ้างนารีไปสู้เพื่อศักดิ์ศรีเด็กน้อยที่แค่โกรธกัน 

ก็นึกว่ามีเหตุผลสำคัญอะไร นารีส่ายหน้า เด็กหนอ 

“ท่านต้องการอะไรหรือ” 

เรื่องฝีมือและความต่างระดับลิซ่าคุกเข่ายอมรับแต่โดยดี ยามนี้กิ้งก่าน้อยขอเพียงรั้งตัวอีกฝ่ายก็พอ ไม่ต้องจ่ายสิ่งใด 

“…”นารีอยากหาเงินเพิ่มอีกสักหน่อย แต่นางมิคิดลงแข่งงานวีรชนสิงหา กระนั้นหากนึกถึงรางวัลงานแข่งแล้วก็ให้ตาลุกวาว เงินทอง โล่เกียรติยศ และดวงดาวตก นารีใช้หน้ากากซ่อนสีหน้า ปรับน้ำเสียงเข้มขรึม “ถ้าข้าชนะงานประลองจะได้รางวัลทั้งหมดหรือไม่” “ข้าต้องการให้ท่านเอาชนะนักสู้ของเพื่อนข้าก็พอ ส่วนเรื่องเงินรางวัล ของรางวัลท่านเอาไปเลย”ลิซ่าเริ่มมีหวังคราวรู้สึกนารีมีความสนใจ แต่นั้นก็ยังไม่เหตุผลพอให้นารีเป็นคนของลิซ่า “…” 

นารียื่นปลายจมูกหน้ากากใกล้ลิซี่นั่งคุกเข่าแปะพื้น กิ้งก่าน้อยผงะถอยหนี ให้รู้สึกเหมือนจะโดนพญานาคกิน 

มีคำกล่าว่า มนุษย์กลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก หากคิดดั่งนั้น ลิซ่าไม่รู้นารีเป็นใคร กิ้งก่าน้อยจึงลังเลและระแวง และด้วยยังเยาว์ พอถูกดดันมากๆก็รับสติไม่ไหว เช่นนี้นางแค่ลูกไก่ในกำมือ 

“แม่เจ้าเป็นเจ้าของหอนางโลมใช่รึไม่” 

“ใช่…แม่ค้าเปิดหอนางโลมที่เมืองหลวง อีกหลายเมืองก็มี แต่เมืองไมเดนดีสุด..”นิสัยแม่ค้าคราวเห็นลูกค้าถามเกี่ยวกับสินค้า ปากก็ร่ายยาวนำเสนอ 

“เช่นนั้นค่าตอบแทนขอ…เป็น” 

นารียกยิ้ม แม้ลิซ่ามองมิเห็นเพราะหน้ากากบัง แต่กิ้งก่าน้อยเห็นออร่านักล่าที่กระหยิ่มยิ้มคราวจับเหยื่อสำเร็จ 

“หอนางโลมทั้งหมดของแม่เจ้าละกัน” 

“ไม่ได้!!” 

บ้าไปแล้ว ลิซ่าร้องเสียงดังลั่นเพราะความปรารถนาอีกฝ่ายเหนือขอบเขตที่นางสามารถให้ไหว นารีต้องการเป็นเจ้าของหอนางโลมทั้งหมดภายใต้การดูแลของครอบครัวลิซ่า ซึ่งแน่นอนใครมันจะไปยอม เป็นนารีอาจยอมนะ หากมีของดีๆมาแลก ฮึๆ “ข้าให้ท่านเป็นลูกค้าพิเศษได้…ท่านจะได้รับบริการอย่างดี”ลิซ่าเริ่มผวา เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนางพูดถึงหอนางโลมหรือ นางเป็นสตรีเช่นกันมิใช่หรือ ที่ต้องถามหาควรเป็นหอชายบำเรอสิ “บริการดีกว่าเวลาเจ้าใช้หรือไม่” “ด ดีกว่า”ให้ตายเถอะ ลิซ่ารู้จักแต่ไม่เคยเข้านะ ถึงอย่างนั้นนางขอสัญญาจะบริการนารีมิต่างกับนารีเป็นเจ้าของเลย 

“ตามนั้น” 

การเจรจาสิ้นสุด นารีรับงาน ลิซ่ายังมึนงงสติหลุด หลังเขียนเซ็นสัญญาว่าจ้างเรียบร้อย นารีเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ลิซ่าเก็บไว้ส่วนหนึ่ง นารีมิวายร้องขอเงินสนับสนุนนักสู้ด้วย เป็นเงินค่าใช้จ่าย ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าขนม จำนวน..นิดหน่อย ลิซ่าเริ่มวิตกว่าตนเองทำสัญญากับมนุษย์ หรือปีศาจกันแน่ ทำไมนางรู้สึกสูญเสียกำไรเช่นนี้ ทว่านารีก็ให้สัญญาจะตบศัตรูลิซ่าให้ ไม่แน่นอนหากนารีชนะงานวีรชนสิงหาก็จะแบ่งรางวัลให้ลิซ่าด้วย อย่างนี้ก็ถือเป็นอันมีสุขทั้งสองฝ่าย 

ตั้งเป้าหมาย ทำทุกวิธีเพื่อเป้าหมายมิด้วยกลโกงใดๆ และบรรลุเป้าหมาย สำหรับนารีเป็นคนประเภทไหน นางก็แค่กษัตริย์ตัวเล็กตัวน้อย นิสัยชอบค้นหาสิ่งใหม่ๆและท้าทายความมืด ความกลัวที่ผู้อื่นไม่กล้าท้าทาย คุณแม่ชอบบ่นนารีเป็นคนมีความคิดของตนเองสูงมาก ความโลภของนางก็มากมายมหาศาล 

ตอนพูดขอหอนางโลมนารีก็พูดจริงๆ ความจริงใจแรงกล้าของนางมีอำนาจพอต่อยศัตรูตัวแตก… 

แต่ที่สำคัญเหนือสิ่งใด นารีโยนม้วนกระดาษหลักฐานสิทธิ์ลูกค้าพิเศษหอนางโลม ยังมีหอชายบำเรอในเครือด้วย นางเก็บมันใส่ประตูโยดาอย่างสำราญ 

“เอาไอ้นี้ฟาดปากเมรัยก็เงียบแล้ว…” 

ดวงดาวน้อยยิ้มพราย รอดูสิแผนการเอารางวัลบรรเทาแค้นเมรัยจะสำเร็จหรือไม่… 

-- 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น