ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

โซ่รักสีเทา {โซ่เลือกนาย}

ชื่อตอน : โซ่รักสีเทา {โซ่เลือกนาย}

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 16 พ.ค. 2561 19:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
โซ่รักสีเทา {โซ่เลือกนาย}
แบบอักษร

{โซ่เลือกนาย}


 บ่ายของวัน เเสงเเดดร้อนผ่าวส่องผ่านหน้าต่างกระจก กระทบเเยงเข้าตาคนอยู่บนเตียง จนเธอต้องพลิกตัวหนี 

               ลืมตาอย่างงัวเงีย นัยน์ตาเรียวกระตุกเบิกโพลงขึ้น เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายตามไรผม ยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองเพราะเมื่อขยับตัวความรู้สึกแปลกที่ท้องน้อย มองไปรอบๆ กลับไม่ใช่ห้องตัวเอง ใจเต้นตุบตับ  

               สูดลมหายใจลึก

          กรอกตาเจ็บไปทุกส่วน  โดยเฉพาะท้องน้อย พรันชันกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง

               ถึงได้รู้ว่าเป็นห้องคิมหันต์ ในหัวเธอรับรู้อัตโนมัติ 

               ใจคิดกังวล ไม่ตกใจ ไม่ต้องเลย ขอเเค่มีอะไรกันพอ

               13.35 น. นาฬิกาบนข้อมือบอกเธอเเบบนั้น ครั้นสำรวจร่างกาย ใส่ชุดเดิม กลิ่นเหล้าติดมาไม่จาง รอยฉีกขาดก็ยังอยู่

               ปริมมาศยังคงรู้สึกเพลีย เหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม แต่รู้สึกดังว่า ตัวเองตายไปเเล้วชาติหนึ่ง 

               มือบางคลี่ผ้าห่มให้พ้นตัว เตรียมลุกเข้าห้องน้ำ หลังจากนั่งเเช่เอาเเรงมานานเเล้ว พอดีกับที่ได้เห็นกระดาษเเผ่นเอสี่ ปลิวจากผ้าห่ม หล่นลงพื้น ห่างจากเตียงประมาณก้าวหนึ่ง 

               กายเปลื่อยเปล่าเเข็งยันใจ ขยับขาลงพื้น เเค่มองตรงนี้ก็รู้ ก็เห็น.. พรางหยิบกระดาษขึ้นมาดูให้เเน่ใจ 

               'อีกเพียบ' รายมือตวัดอย่างลวกๆ ใต้ภาพเธอกับไอศูรย์

          "เเล้ว เเล้วยังไง" มือไม้สั่นไปหมดขณะถือกระดาษ หมุนตัวไป รอบๆ กวาดตาหาคิมหันต์หวังได้เจอคำตอบ

  ปรากฏไม่มีใคร เขาไม่อยู่ ไม่มีเลย หน้าอกนิ่มเเน่น.. เเน่นจนอึดอัดไปหมด อดสู้โกยลมเข้าปอด เเต่เหมือนเเทบสูบฉีดไม่ทัน

              อีกเพียบ เหรอ.. ไวเท่าความคิด ร่างบางรูดตัวนอนลงพื้น เปลือกตาบางปิดเเน่น กายใจสั่นเทิ้มไม่หมด เขาทำให้เธออยากกัดลิ้นตายทุกลมหายใจ พรันปาเเผ่นภาพเอสี่หวังให้ให้พ้นตัว

               พรึบ! 

                      ทว่าความเบาของมันกลับปลิวมาปะใบหน้าเธอ จนสามารถมองเห็นภาพได้อีก เต็มตา อึก.. 

               อึก กรี้ดดดดด !

               เสียงกรีดร้องสนั่นของคนที่นอนทิ่มพื้น ทรมานแทบขาดใจ ราวกับสัตว์ถูกตีเเสกหน้า เรียวขาดิ้นขูดไปทั่วพื้นห้อง หลายๆ ครั้ง 

               อ้ายยยยยยยยย!!! 

               ปริมมาศพาร่างอ่อนเปลี้ยมาถึงตึกสามีได้ ก็ลวงเป็นบ่ายสองให้เเล้ว ร่างอันซีดโทรมสืบเท้าเดินโผเผไปตามช่องทาง เดินผ่านผู้คนมามาย 

          จึงไม่เเปลกถ้าโดนทุกคนเเอบจับจ้อง ด้วยสภาพที่ดูไม่ได้ ทั้งตาบวม ขอบตาช้ำ ผมเผ้ายาวรุงรัง กายสวมเสื้อเชิ้ตสีครามของคิมหันต์กับกระโปร่งตัวเก่า บวกกับรองเท้าเเตะเขาอีก ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับคนไข้หลุดออกจากโรงพยาบาลจิตเวช

          ถึงใบหน้าจะซีดเซียวเเค่ไหน เเต่ดวงตาเรียวกลับกร้าวตึง อาจเบรอด้วยน้ำตาไปบ้าง คนพบเห็น ไม่กล้าเเม้จะสบตาด้วยอยู่ดี 

               พอมาหน้าห้องมือบางจับเปิดประตู ไม่มีเเม้เเต่จะขออนุญาติ 

               ทำให้บุคคลที่อยู่ในห้องถึงกับหันในทิศทางเสียงประตู

               ยกเว้นคิมหันต์ 

               "โครงการนี้ ผมไม่อยากมีคู่เเข่ง" สุ่มเสียงนุ่มสั่งงานลูกน้อง โดยที่สายตาก็ไม่เงยออกจากเเฟ้มงาน

               "ครับคุณคิม" คนถูกสั่งงานขานรับ 

               คิมหันต์ไล่อ่านรายละเอียดโครงการต่อไม่นาน

         จนเสร็จ แล้ววางมันส่งคืนให้เจ้าของ

​               "เเค่นี้ก่อน" คิมหันต์ตัดบทว่างแฟ้มงานไว้บทโต๊ะ                  

"ขอตัวนะครับ"

          ก้าวทุกก้าวหนักราวมีเหล็กถ่วงไว้ตอนเดินมาหาสามี เธอสัมผัสได้ทุกเเววตาของเขาทันที 

               เจ็บ เเต่ไม่รู้จะซ่อนยังไง

          ปากบวมเจอสั่นระริก กับตาที่บวมตี่สู้จ้องคนตรงหน้า จากนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงเพี้ยะ!! เพี้ยะ!! ตบหน้าหยาบดังฉาด 

              "ฉันทนคุณไม่ไหว ไม่ไหว"   

               "ทุกวันนี้ขอให้ทน?" สิ้นคำคิมหันต์ยื่นมือรับกระดาษจากธนากร เเล้วส่งมันให้กับหญิงสาว ต่อด้วยประโยคเชือดใจ 

               "ไม่ไหว ก็หยุด เเค่นั้น" 

               ปริมมาศอ่านจนจบ จับขย้ำกระดาษทุบลงพื้น ไม่ใช่ใบสัญญาอะไร เเต่เป็นข้อตกลงก่อนหย่า ทุกตัวอักษรในนั้น ประโยชน์เข้าตัวคิมหันต์เต็มไปหมด เเล้วเเบบนี้ให้เธอไปได้ยังไงกัน 

          "ถ้ามีข้อต่อรองบ้าๆ นี้อยู่ อย่าหวังว่าฉันจะยอม" พูดพร้อมก้มหน้าลงต่ำ เหยียบกระดาษจนมันยับยู่ยี่ 

          อีเเตะใหญ่กว่าเท้าก็ไม่ได้เป็นปัญหาในการระบายอารมณ อยากยอมเเพ้ไปคนเดียว ให้ลูกได้อยู่กับคนเป็นพ่อ เเค่ขอสิทธฺ์การไปหาบ้าง ขอเเค่นี้ คิมหันต์กลับให้ไม่ได้

               คิมหันต์ผู้ชายคนนี้จะใจร้าย เกินไปเเล้ว!                

"สรุปไม่ยอม?" เขาถาม

               "ใช่ ไม่ยอม แกลูกของฉันเหมือนกัน" 

               คิมหันต์เงียบ มองคนโชว์เหนือที่กำลังจะพลาดท่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกิดปากเสียงกัน มันจะมีนิสัยของปริมมาศที่มักจะติดตัวอยู่ ให้เขาได้เห็นตลอด 

               คือข่มนิ่งในช่วงเเรกไว้ สุดทนเมื่อไร ความอวดเก่งจะเข้ามา 

               อย่างในเวลานี้ก็เช่น โกรธมากๆ ใจจะใหญ่ปากดี..

               "เเล้วอีกเรื่อง  คุณอย่ามายัดเยียดศูรย์ในเรื่องนี้ เขาไม่ใช่ชู้ อย่ามาใส่ร้ายกัน"

               "ที่ใช้งานอยู่  ก็คนของมัน ไม่ใช่?" คำยอกย้อนถูกพ่นออกมา หลังนิ่งฟังปริมมาศคนเดียว ถ้าไม่ได้กันก่อน มีเหรอ ตัวผู้มันจะช่วยเหลือกันได้ขนาดนี้

               นิ้วเเกร่งชี้หน้าหาปริมมาศ 

               "อย่ามาชุ่ยๆ ใส่ เพราะคิดว่าโง่ นี่ก็ไม่ใช่ตัวตลกของใครเหมือนกันปริม"

               "คนที่เข้าหาฉันก่อน มันเป็นคุณ คุณต่างหากที่เป็นคนเริ่มก่อน" เธอขุดเรื่องเก่ามาพูด "ถ้าชีวิตนี้ไม่รู้จักคุณสักอย่าง มีไหมฉันจะผีอยูุ่แบบนี้ ความรู้สึกนี้ด้วย จะเกิดมั้ยห่ะ!!" หญิงสาวทุบตรงกลางออก

               "ตอนฉันหยุด มันหน้าไหนเดินเกมต่อ ถาม..?" 

               กับอดีตคิมหันต์จำได้ดี เขาบอกเลิกไปเเล้ว ปริมมาศเองก็ยอมจบโดยดี ไม่เห็นจะว่าอะไรอย่างทเธอเตรียมตัวจะบินหาคนรักด้วยซ้ำ 

           เเละถ้าฟู้มฟายไม่ยอมเลิก เขาก็พร้อมจะคบคั่นเวลาต่อได้ 

          เพราะปราบใดพี่ชายปริมมาศยังอยู่บนโลก เธอก็คือตัวประโยชน์ดีดีนี่เอง

                แต่พอสองเดือนให้หลังมา จากคนที่ไม่มีปัญหาอะไรกลับมาอีกครั้ง วางแผนเสร็จสับ ปล่อยให้ตัวเองตั้งท้อง

              "ให้พูดมั้ย? หมา ตัวไหน" คิมหันต์ถาม

               "ถ้าฉันรู้ซะนิด รู้ว่าพ่อของลูกจะเลวได้ขนาดนี้ วันนั้น สาบานเลยว่าจะมีวันเรียกร้องให้เศษสวะมารับผิดชอบ เด็ดขาด"

               "ใครสวะ"

               "มึง!"                

คนถูกด่าลำคอรุ่มร้อนฉุกละหุก ทันทีกระชากต้นเเขนอีกฝ่ายไว้ จ้องเข้าไปในดวงตาบวมช้ำ ซึ่งแทบจะมองไม่เห็นตาใน                "ให้พูดใหม่" เสียงเข้มเหี้ยม

               "ไม่ โอ๊ะ!" ร่างบางร้องสดุ้งเจ็บ แต่ก็ยังเงยหน้ามาสู้คนตรงหน้า "จัดเลย"  

               หลังมือคิมหันต์ออกเส้นเลือดโปน เเสดงให้เห็นว่าเเรงที่กำต้นเเขนเล็ก เขาไม่ได้อ้อม

               "จะผลัก จะอะไรก็ทำมา ทำเหมือนที่เคยทำอ่ะ มาเซ!!"

                เธอสะดุ้งนิ่วหน้าเจ็บอีกครั้ง  ก่อนถูกเหวี่ยงร่างทั้งร่างออกไปจนหลังกระทบกับกำเเพง

               พลัก..ฟึ่บ!

               "อ๊ะ.."

               เกิดเสียงดังพอทำให้คิมหันต์ต้องตกใจ มีสีหน้าวูบไหวไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าแรงตัวเองจะเยอะขนาดนี้  อาจครู่เดียวเท่านั้นกับสายตานี้ ก่อนปรับสีหน้าให้ใหม่

               ปริมมาศตวาดตาขึ้นมา

               "คนไม่เกี่ยวออกไปก่อน" เธอกัดฟันพูด

               ธนากรยังคงไม่ไป เนื่องทางผู้เป็นนายยังไม่สั่ง

               "ฉันบอกให้ออกไป ออก ไป" ร่างบางยันตัวลุกขึ้น พลักไหล่ดันธนากรออกทางประตู เเล้วชี้หน้าเลขาสินีด้วย "ไปให้หมดเลย"                 

            "เป็นแบบนี้ มันถึงไม่มีใครชอบ" คิมหันต์เลือกที่จะพูดยุติเรื่องตรงหน้า เเต่ปริมมาศก็คือปริมมาศ

               "ก็ช่าง" หญิงสาวกระชากน้ำเสียงไม่พอใจ "ช่าง!" สบัดเสียงใส่ช่วงท้ายอีกครั้ง เธอในหัวคิมหันต์ไม่มีอะไรดีอยู่เเล้ว 

               ระหว่างประชันสายตา ทำให้ช่องว่างระหว่างกันถูกเเทนที่ด้วยความเงียบ คิมหันต์มีเวลาคิดถึงความรู้สึกของหญิงสาว คิดว่าการเสียหน้ามันคงจะเป็นสิ่งที่ปริมมาศไม่ชอบที่สุด              ฃ

            มือหนาจึงยกสบัดเล็กน้อย ไล่คนไม่เกี่ยวข้องออกจากห้อง 

               ถ้านี้เรียกว่า 'ยอม' มันก็คือ 'ยอม' เรื่องจะได้จบง่ายขึ้น                

               เมื่อทุกอย่างอยู่ในความสงบ ไม่มีใครได้พูดอะไรอีก คิมหันต์จึงเดินไปนั่งที่โซฟาเช่นเดิม

               ครั้นเจอปริมมาศตามมาติดๆ รวดเร็วเธอมานั่งคร่อมบนตัก มือบางจับขยำคอเสื้อเขา กำมันอยู่นั้น เป็นเวลานาน

               น่าแปลกที่เขาเเค่มอง เเล้วนิ่งได้ 

               "จะมีอะไรอีก!"  ปริมมาศถาม                "อะไร?" ชายหนุ่มไม่เข้าใจ มองใบหน้าซีดห่างกันไม่กี่เซน ได้สดุดกับหยดเลือดเม็ดเล็กๆ ที่ค้างติ่งอยู่ รอกำลังจะไหลมาอีกระลอก  

               "เงยหน้าขึ้น" 

               สองมือหญิงสาวยังคงกำคอเสื้อเข้าหากันเเน่น ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย จนลำคอเเกร่งเกิดรอยเเดงปื้น

               "ยังมีอะไรอีก ที่ยังไม่ได้ทำกับฉัน" ปริมมาศกดเสียงต่ำลงถามคนใต้ร่าง เม็ดเหงื่อผุดพายเต็มวงหน้า ไม่ต่างเขาที่สัมผัสถึงความร้อนผ่าวของข้อมือปริมมาศเช่นกัน

               "ฉันถามก็ตอบ.." ปริมมาศเอาอีกครั้ง                

        "หยุด!!" เขาตะวาดใส่คนไม่รู้ฟัง

          "..." เธอที่กำลังจะพูด เงียบสนิท 

          ถึงอย่างนั้น ข้อมือก็สู้บิดไปบิดมาในอุ้งมือเขาตลอด 

          หน้าคมเข้มยังคงฉายความรำคาญ  ยิ่งได้เห็นคนหัวรั้นเลือดกำเดาไหลจอดอยู่ตรงริมฝีปาก กลับไม่รู้ตัวหรือไม่สนใจ

               คิมหันต์เลื่อนตำเเหน่งจากงัดข้อมืออีกฝ่าย เปลี่ยนมาโอบใบหน้าคนร้องไห้น้ำตาเม็ดโต ไหลรวมกับเลือดได้เต็มริมฝีปาก                 

"นิ่งไว้" คิมหันต์ยังคงหงุดหงิดเเละจ้องเขม็ง ห้ามเธอร้องไห้ โดยใช้สองนิ้วโป้งสากเกลี่ยที่ดวงหน้าที่เลอะ เลือด น้ำตา                 

"ไม่อึก พูด ออกมาให้หมด พูดมา!"                 

"ไม่ รู้" สิ้นคำ คิมหันต์สกัดคนบนตัก ให้นอนลง เปลี่ยนเขาขึ้นคร่อมบนตัวหญิงสาวเเทน  ใช้เเขนกำยำทับคอเธอ อีกมือที่ว่างเอื้อมหยิบทิชชูบนโต๊ะ เช็ดคราบเลือดบนใบหน้าให้                

"ร้ายไม่คิด" คิมหันต์เช็ดไปต่อว่าไปด้วย  

               "เอ๊อะ! อ๊ะ" ปริมมาศคราง จากการที่สำลักเลือดกำเดาตัวเอง ได้ไหลย้อนเข้าลำคอ จนจมูกเเสบ แถวปลายจมูกเเดงเทือก คิมหันต์หยุดเช็ดทันที ปล่อยตัวในที่สุด

               "เดี๋ยวก่อน" คิมหันต์เรียกคนกำลังเดินถอยห่าง หลุบต่ำมองกระดาษยับใต้เท้า พรันเขี่ยส่งคนหญิงตรงหน้า เงยหาขึ้นมามองคาดเอาคำตอบ  

               คิมหันต์ "...?" 

          สิ่งที่เขาทำบ่งบอกได้ทุกอย่าง ปริมมาศรู้สึกซึ้งใจแทบล้มทั้งยืน 

               "เเล้วฉันมีทางเลือกด้วยรึไง" พูดลำบาก เมื่อปากเริ่มจะปล่อยสะอึก กลั้นลมหายใจอึดใหญ่ เเล้วเงยขึ้นบน ปล่อยน้ำตากลิ้งไปมาบนลูกตา ก่อนสำทับอีกครั้ง  "มันมีทางไหน เข้าทางฉันมั่ง"

          พูดอย่างนี้คิมหันต์เข้าใจว่าเธอยอมเเพ้ เขาจึงใจดีเป็นการตอบเเทน

               "เดี๋ยวให้คนไปส่ง"           ปริมมาศไม่ฟัง ก้าวหนีนัยน์ตาที่มองเขา ลุกวาวด้วยไฟ เหมือนน้ำใสกลายเป็นน้ำเดือดผุดใต้กรอบตา 

          ยิ่งใช้มือปาด มันกลับยิ่งไหลเป็นกอง

               "อึก" 

          เสียงสะอึกหลุดออกมาได้ยิน เป็นผลให้ก้อนเลือดไหลย้อนเข้าสู่ลำคอเป็นเยือกๆ อีกครั้ง กลิ่นคาวคละคลุ้งไปทั่วปาก ทำให้มีอาการคลื่นไส้อยากจะอ้วกเต็มทน เเต่ก็ฝืนกลืนกินลิมเลือดมันเข้าไปได้

         เธออยากจะเดินออกไป ให้ห่างจากสถานการณ์เร็วๆ ให้พ้นหน้าผู้ชายเลือดเย็น หากความหนักอึ้งกำลังท่วงกายให้อยู่กับที่ เท้าเรียวหนีบอีเเตะ สู้จิกพื้นฟองน้ำยกย่างเดินหนี ได้ในที่สุด



           เเสงสาดสองเข้าทางทิศตะวันตก เข้าพอดีทางหนีไฟของตึก เเดดเเรงทะลุงกระจกสีชา ก็ไม่ได้ทำให้คนนั่งเศร้าลุกหนีไปไหน ทั้งที่เเขนขาเเดงจ้าด เม็ดเหงื่อเป็นมันปลาบจับอยู่ตามใบหน้าเธอ ยังจะเเผ่นหลังเต็มไปด้วยกลุ่มเหงื่อเต็มไปหมด 

               ร่างบางลีบเข้าพิงผนังเมื่อมีร่มเงาเพียงเล็กน้อย ไม่รู้ตัวเองลงมาถึงชั้นที่เท่าไหร่เเล้ว เเต่ที่ต้องหยุดนั่งเพราะไม่อยากจะทำอะไร 

               สายลมร้อนเอื่อยเฉื่อย ตีกายจนรู้สึกทวีความอบอ้าวขึ้นมามากมาย ไม่เท่านั้นยังตีมาพร้อมกันคำถาม ที่ใช้ถามใจตัวเอง

               ทำไมมาที่นี้ได้ 

               ทำไมกล้ามาด้วยสารรูปอย่างนี้

               กับตอนนั้น คิดอะไรอยู่

               ไปไหนดี ปริมเธอ.. 

                ปริมมาศเค้นยิ้ม พ่นปากลมออก มองบรรยาศรอบด้าน ด้วยสายตาเลื่อนลอย ก่อนลุกเดินลงบันอย่างเชื่องช้า พากายอ่อนเปลี้ยชิดสีกับกำเเพงตลอดทุกย่างก้าว

          ใช้เวลาเพียงไม่นาน ขาขาวผ่องเดินมาถึงกลางลานจอดรถ

               แบะ!  เสียงกำปั้นทั้งสองทุบเข้าหน้าขาตัวเอง ฐานที่ไม่รู้จะไปไหนต่อ ไม่มีรถ ไม่มีที่ไป เพราะมาก็เเท็กซี่ ค่าตอบเเทนเป็นนาฬิกาข้อมือ 

               เเล้วเวลานี้ล่ะ.. ไม่มีอะไรติดตัวเลย

               "ครับ.."

               เนื่องด้วยสถานที่เป็นตึกอาคาร เสียงจึงค่อนข้างสะท้อนดัง

               ทันที คนได้ยินอย่างปริมมาศ รีบก้าวไปเเอบอยู่ที่เสาปูนขนานใหญ่ หลบชายชุดดำสามคนกำลังเดินมา

               ปริมมาศหวังลึกๆ พวกเขาจะไม่เห็นเธอ โดยเฉพาะคนกลาง ใส่เเว่นดำ

               ไอศูรย์..

        ถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอจะรู้สึกเเย่เเค่ไหน ก็โชว์เก่งได้สบาย เเต่หากเวลานี้ ..

          "ปริมลุกขึ้นมา"  

          ที่สุดเเล้ว ไม่พ้นอยู่ดี.. 

          เขายืนหลุบตาลงมามองเธอผ่านเเว่นสีทึบ 

               "อึก ศูรย์" คนนั่งยองอยู่ แหงนมองใบหน้าด้านบน

               ต่างคนต่างมองหน้ากัน ต่างความหมาย ต่างความรู้สึก

               ปริมมาศเห็นรอยช้ำบนใบหน้าคนตัวโต ในใจรู้ดี เป็นฝีมือใคร ถ้าไม่ใช่คิมหันต์

               "เเก" ปริมมาศตัดสินใจเอ่ยขึ้น 'เจ็บไหม ขอโทษนะ' นี่คือสิ่งที่เธออยากพูดออกมา ทว่ากลัวอ้าปากไปเเล้ว น้ำตาจะหลุดมาเป็นเพื่อนด้วย

               ไอศูรย์ย่อตัวลงบ้าง เขาไม่เเม้เเต่จะปริปากอะไร เพียงยื่นนิ้วชี้มาเขี่ยไรผมด้านหน้าหญิงสาวออก 

               เเววตาในกระจกทึบ ถึงเธอมองเห็นไม่ชัด เเต่สัมผัสได้ถึงความเครียดขึง ถ้าเขาได้โมโหจะเป็นอย่างนี้ 

               พันเท่าของความเยือกเย็น 

               "เป็นมันทำ?" เสียงทุ้มต่ำจากมุมปากช้ำ ขบกรามเเน่นจนเกิดเสียงน่ากลัว 

               "ฉันขอตัวก่อนนะ" 

          หากคนเศร้ายืนได้ไม่ถึงวิ ฝ่ามือใหญ่ทาบผลักหน้าท้องเธอดันติดกับเสาปูนไว้ 

               "อะ!" ปริมมาศตกใจ

               ก่อนคนตัวโตจะลุกขึ้นด้วย

               ปริมมาศตกใจไม่นาน  สองมือเธอจับไปที่ข้อมือเครียดตึงของเขา ค่อยๆ ดันออก 

               จนสำเร็จ..

                "ไอ้ระยำนั่นนะ?" อีกครั้งกับคำถามประโยคเก่า

                ใบหน้าเศร้ามันปราบ กลั้นใจพยักหน้าตอบ เเววตาม่นลองลอยมองไปทางอื่น จากนั้น ใบหูเธอได้ยินเสียงเขา                "รออยู่ในรถก่อนเดี๋ยวฉันมา"

               หัวใจปริมมาศไหววูบ

               "ไม่ ไม่" เสียงสั่น จับรั้งชายเสื้อคนตัวโตไว้ 

         เธอไม่กล้าพอที่จะปล่อยเพื่อนตัวเองไปเผชิญหน้ากับคนด้านบน ไม่ใช่สิ.. คิมหันต์ไม่คน คนใจวอกอย่างนั้น ไม่ใช่คน 

               "เราเคลียร์กันเเล้วศูรย์"

          ด้านคนตัวโตเดาะลิ้นเคืองใจ เคือง ในความเป็นปริมมาศ คนใหม่ ไม่ได้เรื่อง ไม่ดั่งใจกัน!

               "สาบานมั้ย?" เสียงประชดค่อนข้างห้วน  "ถ้าเคลียร์จริงต้องได้เห็นศพนะ"      พรันปรายมองดวงหน้าเพื่อนคั่นคำตอบ 

               "จบเเล้วด้วยศูรย์" หญิงสาวเอ่ยขึ้น ถึงจะตอบไม่ตรงกับคำถาม เเต่สำหรับเธอ มันได้จบเเล้ว จบจริงๆ

          "อย่า ขัด กัน" 

          ในส่วนทำนองนี้ ออกจากปากไอศูรย์ได้นั่นคือ อยู่ให้ห่างเขาไว้ 

          หากปริมมาศส่ายหัวไม่ทำตาม ส่วนมือจับขยุ้มชายเสื้อราคาเเพงของคนตรงหน้าไว้ แล้วเธอก็เริ่มจะทรงตัวไม่อยู่ มันอ่อนล้าเต็มทน 

          ทั้งกายเเละใจ   

               "กลับไปรอฉันที่รถก่อน เอาตัวเธอไป" เสียงทรงอำนาจออกคำสั่งลูกน้อง 

               ยิ่งเห็นปริมมาศเป็นเเบบนี้ เขายิ่งอยากขึ้นไปหาสามีเธอ พอพ้นจากตัวปริมมาศ หันหลังเดินหนีทันที

               เเต่เอะ 

เดี๋ยว.... เท้าหนักนิ่ง เพราะเจอของดีก่อน

               "ฉันไม่กลับนะศูรย์ ไม่" ปริมมาศเขม็งตาทางการ์ด วิ่งตามไอศูรย์จนดักหน้าไว้ได้  "ให้เเกไปด้วย กลับด้วยกัน"

               "คุณปริมไปกับพวกเราเถอะครับ" หนึ่งในลูกน้องใจกล้าพูดขึ้น

               "ไม่ศูรย์ แกกลับเถอะ"

               ด้านคนถูกเรียกทำเป็นหูทวนลม ลวงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเอาตามองพื้น ปล่อยให้เธอดึงเสื้อไป เท้าเตะเบาๆ ไปยังเสาต้นใหญ่อยู่หลายครั้ง ใช้สมองคิด 

               จะทำอะไรสักอย่าง 

               วิธีไหนดี จนในที่สุด  

               "ที่ยื้อฉัน เพราะรักสามีมากใช่มั้ย" รอยยิ้มคนถามแฝงด้วยความประชดเเดกดัน 

               คิ้วบางไร้การเขียนเเต่งชนกันเป็นปม ฉงนใจในท่าทางไอศูรย์เปลี่ยนไปกระทันหัน และกับรอยยิ้มจางๆ ที่ไม่รู้ไปเอามาได้ยังไง ในสถานการณ์อย่างนี้

          ฟังเเละดู..น่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดเหมาะสำหรับเธอ กับไอศูรย์คงไม่ได้อยากจะเอาคำตอบเท่าไรหรอก

               "น้อยใจว้า" กล่าวพร้อมเอี่ยวตัวใกล้ปริมมาศ 

               ร่างบางผงะถอยหลบเล็กน้อย เมื่อเส้นผมเขาใกล้ใบหน้า เกือบจะทิ่มตาเข้าไปทุกที

          เธออยากจะเชื่อว่าคนพูด น้อยใจจริงๆ ถ้าว่าสีหน้าหรืออะไรมากมาย ไม่ได้บ่งบอกแบบนั้น จะว่าไปเขาคงไม่ใจร้าย เห็นเรื่องเจ็บของเธอเป็นเรื่องดีหรอกใช่ไหม  

               "ถอยไปศูรย์" ปากซีดพยายามเปล่งเสียง พรางสูดลมหายใจเข้าลึก

               "ไหวมั้ย?" ไม่พูดเปล่า ไอศูรย์ใช้มือสองเข้าจับท้ายทอยปริมมาศ ใบหน้าหล่อเหลา ค่อยๆ โน้มมาหาอีก เเล้วพูดเป็นเสียงกระซิบเบาๆ "ทนอีกนิดปริม" เหมือนต้องการให้ได้ยินเเค่สองคน

               "วะ ว่าไงนะ?" จากที่ตอนเเรกปริมมาศฟังอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่ เเต่พอมาได้ยินหลายครั้ง 

               ...จากที่เข้าใจยาก มันก็เริ่มไม่เข้าหูเธอ

               ส่วนไอศูรย์ เป็นห่วงเพื่อนไม่น้อย เเต่ก็ไม่อยากทิ้งงานตรงหน้า อยากโกยความสะใจให้ตัวเองก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากัน

               "อย่าดีดตัวปริม" คิมหันต์กดท้ายทอยเพื่อนให้นิ่ง กับที่ใบมืออีกข้างของตัวเอง ได้เเอบยกขึ้น ก่อนโชว์เเค่นิ้วกลาง ส่งให้มัน..

          มัน..คนที่ไม่ไกลจากนี้

               "อึดอัดปล่อย" 

          ว่ากันว่า ปีศาลร้ายมักแฝงตัวอยู่บนรายละเอียด ถ้าจะจริง มองผิวๆ อาจไม่เห็น มองดีๆ 

          ...คิมหันต์ สามีเพื่อนรัก

               "พูดรู้ฟังบ้าง เอามือออกศูรย์" ปริมมาศพยายามดีดตัวออกห่าง พลางจับข้อมือใหญ่ดันออกด้วยเเรงอันน้อยนิด ซึ่งเปล่าประโยชน์ เขาล็อคคอเธอเเน่นเหลือเกิน

               "เเก มือออก" ใบหน้าซีดเหลืองขยับปาก 

               "ปริม" สุ่มเสียงไอศูรย์อ่อนลง  ทันครันมือทั้งสองข้างเปลี่ยนมากระชับไหล่เธอไว้

               เขาเห็นใบหน้ามันเยิ้มเริ่มเปลี่ยนเป็นเหลืองซีดกว่าเดิม  มันทำให้เขา ไม่ทำอะไรต่อ

               "ศูรย์ แกมันเอาเเต่อารมณ์ตัวเอง"  พูดพร้อมสบัดตัวออกจากเขา "รู้ตัวบ้างรึเปล่า แกกำลังเอาความรู้สึกฉัน มาเป็นเรื่องตลก มันไม่ตลก ซึ่งมันไม่เคยตลกเลยศูรย์!"

               "ผิดเหรอ.. ที่เห็นเธอเจ็บไม่ได้" ตาคนพูด มองรอยเลือดกำเดาแห้งใต้จมูกแล้วคราบก็เลอะตามคอเสื้อเต็มไปหมด ของอีกฝ่าย

               ทั้งเจ็บใจสงสารคราวเดียวกัน

               "ไม่ผิด  เเค่อยากเห็นใจฉันบ้าง" เสียงของปริมมาศมีขึ้นอีก "เเต่เเก ถ้าการเห็นใจมันยาก  ก็ไม่ต้องมีก็ได้"

               ปล่อยคำพูดไว้เเค่นั้น ก่อนก้าวขาเดินหนี ไม่สนใจเขาเหมือนกัน

               ไอศูรย์เท้าสะเอว "โธ่เว้ย" สถบลั่น  รวดเร็วก้าวเดินไปจับข้อมือเธอไว้ 

               "ไม่เคยทนให้ตัวเองเจ็บคนเดียว เเต่จะพยายาม" เปล่งเสียงด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น

               ถ้าตามที่เธอเข้าใจ นี่ถือเป็นการขอโทษของไอศูรย์อย่างหนึ่ง มันอาจไม่ดีมาก

               เเต่ความพยายามนี้ ไอศูรย์ก็ยากที่จะให้คนอื่นเหมือนกัน และวินาทีนั้น เขาเคลื่อนข้อมือเปลี่ยนมากุมกำปั้นเธอไว้เเทน 

               "พอใจเธอยัง?"                 

              "อืม" ปริมมาศเอียงตาหาคนพูด ขณะก้าวเท้าเดินด้วยกัน  

               ทำให้เธอรู้ว่า บางอย่างพอลองตัดออกไป ไม่ตามห้าม เปลี่ยนเป็นหนีเเทน บางอย่างนั้น ที่สุดเเล้ว จะชอบเหลียวหลังมา

               ...เห็นใจกัน

               "กำเองเจ็บเอง คลายออกเร็ว" ระหว่างพูดไอศูรย์แทบไม่ได้มองหน้ากัน เขากลับพยายามใช้นิ้วโป้งตัวเองกดคลี่นิ้วอีกฝ่ายออกเเทน

               ส่วนปริมมาศหยุดเดิน หลุบมองมือที่ถูกกุม เห็นนิ้วโป้งของเขาอีกนิดจะเข้ามาอยู่ใจกลางฝ่ามือเธอได้อย่างเต็มข้อ

               เป็นได้ว่า เขากำลังเจ็บนิ้วอยู่ไม่น้อย ด้วยเล็บที่ยาวของเผลอจิกเข้าไปที่หนังเนื้อหยาบเต็มเเรง 

               "เจ็บเป็นเพื่อน" เขาพูดออกมาเอง

               กำปั้นเล็กคลายออกอย่างอัตโนมัติ  พรันดึงมือไขว้หลังก่อนปรับสีหน้าตัวเองให้เป็นปกติ 

               "ไม่ได้ เจ็บไปด้วยกันเเล้วใครจะดูเเลใคร" 

               จากนั้นขาเรียวรีบก้าวขึ้นรถ เมื่อฝ่ายการ์ดเปิดประตูรอไว้เเล้ว                 

               "ดูเเลกัน" 

...................................................................................






สอบถามทางอินบ็อกซ์เพจได้เลยจ้าา

 **e-book** มีหลังส่งหนังสือ {ทำมือ}เสร็จค่ะ}

ขอบคุณค่ะ

สอบถาม/

คลิ๊กเลยยย

ความคิดเห็น