เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

39.2 ระดับพลังมาโฮ [2]

ชื่อตอน : 39.2 ระดับพลังมาโฮ [2]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 196

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2562 01:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
39.2 ระดับพลังมาโฮ [2]
แบบอักษร

พลังมาโฮพื้นฐานแบ่งเป็นสี่ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตต่างๆบนโลก มนุษย์ ปักษา มังกร จักถือกำเนิดพร้อมขุมพลังมาโฮ โดยพวกเขาเหล่านั้นจักมีพลังมาโฮพื้นฐาน สามารถเสกไฟ ปั้นน้ำ เรียกสายลม และเดินข้ามก้อนหิน แต่ละคนมีขีดกำจัดค่ามาโฮแตกต่างกัน หากฝึกฝนหนักๆก็สามารถพัฒนาขีดจำกัด และปลดผนึกพลังมาโฮสายพิเศษ  

          ขีดจำกัดมาโฮมีระดับดังนี้ เรียกสูงสุดลงต่ำสุด

          ดวงดารา – สูงสุดในประวัติศาสตร์

          ดวงอาทิตย์

          ดวงจันทร์

          ท้องฟ้า

          ต้นโพธิ์

          ต้นมะม่วง

          ต้นมะเขือเทศ

          รากหญ้า – พื้นฐาน

          อัตราการเกิดในหมู่เด็กธรรมดาจะเกิดในระดับมาโฮรากหญ้า และมีส่วนน้อยเกิดในระดับต้นมะม่วง กระนั้นก็โอกาสน้อยนิดเท่าเม็ดทรายที่เกิดในระดับต้นโพธิ์ สำหรับเด็กที่มีพลังมาโฮระดับต้นมะม่วงถือเป็นบุคคลพิเศษ นี้คือขีดจำกัดและต้นทุนของมนุษย์ ส่วนพวกที่เกิดพร้อมขุมพลังมาโฮระดับสูงอย่างมังกร หรือปักษา พวกเขาล้วนเกิดพร้อมความสามารถพิเศษ และมีมาโฮระดับท้องฟ้าเป็นขีดจำกัดขั้นต่ำ

          พลังมาโฮสามารถฝึกฝน รวบรวม และยกระดับได้ นอกเหนือพลังมาโฮที่ติดตัวตั้งแต่เกิด ยังมีพลังมาโฮสายนอก[กุมภัณฑ์นอกเครื่องแบบ] พลังมาโฮลึกลับ[ปริศนามาโฮแพนโดร่า]อีกมากมายที่ถือกำเนิดด้วยสาเหตุที่มิอาจหาคำตอบ อาทิพลังมาโฮตำนานเทวนิยาย ทั้งนี้สิ่งพิเศษของพลังมาโฮคือมันสามารถขโมย และช่วงชิงกันได้ หากมีของวิเศษหรือความสามารถร้ายกาจ

          อุปสรรคและเครื่องกีดขวางการพัฒนาพลังมาโฮคือการยกระดับพลังที่ไม่เท่าเทียมกัน ตัวอย่าง หากรากหญ้าอยากเติบโตเป็นต้นมะเขือเทศต้องใช้เวลาฝึกสองสามปี แต่หากต้นมะเขือเทศอยากเติบโตเป็นระดับมะม่วงต้องใช้เวลารดน้ำ และใส่ปุ๋ย มั่นดูแล อย่างต่ำเจ็ดแปดปี

          แล้วถ้าต้นโพธิ์อยากแปรเปลี่ยนเป็นดวงดาราต้องใช้เวลา…อย่างต่ำหมื่นปี

          ฉะนั้นเรื่องทลายกำแพงขีดจำกัดและระดับความสูงจึงเป็นเรื่องยากเย็นประหนึ่งไล่เก็บขนกิเลน คนส่วนมากหันหลังให้วิธีนี้ และออกแสวงหาพลังมาโฮนอกกายมากกว่าเก็บตัวซุ่มฝึกฝนฝีมือ พัฒนาจิตใจ และร่ายกายตนเอง

          นอกจากนี้ยังมีเรื่องสำคัญคือ การพัฒนาพลังมาโฮไม่ใช่เพียงช่วยเพิ่มขีดกำจัดเท่านั้น มันยังสามารถปลดผนึกพลังมาโฮพิเศษในตัวผู้ใช้อีกด้วย ซึ่งพลังมาโฮสายพิเศษนั้นมีความสามารถไม่สังกัดธาตุใด เป็นพลังมาโฮชนิดพิเศษ ตัวอย่าง พลังมาโฮแห่งความมืด พลังมาโฮที่สามารถหยุดเวลา พลังมาโฮที่ทรงอำนาจ หรือพลังมาโฮที่สามารถทำให้ผู้ใช้ซักผ้ารีดผ้าได้อย่างรวดเร็ว

          ผนึกพลังมาโฮสายพิเศษมีอยู่ในทุกสรรพสิ่ง มนุษย์ต้องใช้เวลาฝึกมากหน่อยเพื่อปลดผนึก แต่สิ่งอื่นอย่าง ต้นกล้วย แมลงเต่าทอง กระต่ายก็ใช้เวลามากมิต่างกัน

          และมิว่ามนุษย์ ปักษา มังกร ก็ต่างมีขุมพลังพลังมาโฮ คำกล่าวนี้คือความจริงและหลักฐานที่ว่าผู้ไร้พลังมาโฮคือเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะ โอกาสจักเกิดโดยไร้พลังมาโฮคือ 0% หรือก็คือมีโอกาสเกิดเทียบเท่ามาโฮระดับดวงดารา

          เพราะเหตุมีโอกาสเกิดน้อยนิด พวกนางจึงเจอกันกระมัง

          “ไม่ ข้ามิอนุญาต”

          หมอผีน้อยผู้มีค่าพลังมาโฮต่ำกว่ารากต้นมะม่วง ระดับบ้านไส้เดือน นางกอดอกอวบอิ่ม เชิดคางแก้มป่อง ดวงตาสีส้มเปลวเพลิวมีประกายสดใสหรี่ต่ำด้วยความกังวลระคนห่วงใย เมรัยปฏิเสธคำขอนารี ดวงดาวน้อยขอหมอผีน้อยจะไปต่อสู้ในงานประลองใต้ดินเพื่อหาเงินเร่งด่วน แต่เพราะเมรัยเป็นห่วงกลัวนารีมีอันตรายจึงคัดค้านเสียงแข็ง “เจ้าไปประลองในงานแข่งขันที่จัดขึ้นอย่างเป็นทางการสิ ทำไมต้องมุดใต้ดินด้วย เจ้าก็รู้งานประลองใต้ดินมันมีแต่พวกโหดร้าย ไม่มีคนขายประกันด้วย เกิดเจ้าโดนคู่ต่อสู้ยกเก้าอี้ฟาดกระเด็นจักทำอย่างไร พวกนั้นป่าเถื่อน ไม่มีใครควบคุมดูแล”

          ที่เมรัยพูดคือความจริงยากยอมรับ นารีกลืนน้ำลายฟังแล้วนึกภาพ ความจริงดวงดาวน้อยมิรอบรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก เพียงแต่เห็นคุณลุงในร้านเหล้าชอบพูดกันถึงงานประลองใต้ดิน ว่าวิธีนี้ใช้หาเงินเร็ว แต่ต้องยอมเสี่ยงชีวิต

          เวลาพลบค่ำ สามสาวน้อยยืนเฝ้าหน้าตรอก บรรยากาศหนาวเหน็บมีลมพัดกระหน่ำ เมรัยมิว่าอย่างไรไม่มีทางเห็นด้วยกับความคิดข้อเสนอนารี

          ขณะที่ทั้งสองเริ่มมีเค้ารางความโกรธร้อนระอุจวนเจียนระเบิดบึ้ม เรไรที่ยืนตรงกลางก็ลองเสนอตัว

          “ถ้าไม่ให้นารีไป ให้ข้าไปดีหรือไม่”

          “..”

          “..”

          ยายเฒ่านารี เมรัยยังไม่อนุญาต แล้วหนูน้อยอย่างเรไรมีหวังรึ ทั้งหมอผีน้อยและดวงดาวน้อยพุ่งหัวหอก ค้อนใส่ปักษาน้อยทันทีอย่างมิได้นัดหมาย แววตาทั้งคู่จ้องเขม่นอย่างเดือดดาล ภายในให้กลัดกลุ้มทวี “งานแข่งทางการต้องใช้เวลาอย่างต่ำสี่ห้าวัน ในช่วงนี้พวกเราไม่มีเงิน เงินไม่มีก็มิมีเตียงนอน ข้าวก็มิมีกินด้วย จะทำเช่นไรรึ ข้าไม่ยอมให้เรไรอดอาหาร เมรัยด้วย”

          “ข้าก็ไม่ยอม พวกเราอุสาขุนเรไรจนอ้วนขนาดนี้ ข้าไม่ยอมให้อาหารที่อยู่ในท้องเรไรสูญเปล่าเด็ดขาด”

          นารีสีหน้าเข้มขรึม เมรัยเบือนหน้าหนีสีหน้ายุ่งยากใจ เรไรอยากแทรกอะไรสักอย่าง แต่ก็มิรู้จักแทรกอะไร อาเร๊ะ

          “คืนนี้พวกเรากางกระโจมนอน..ใต้สะพาน พรุ่งนี้พวกเราค่อยไปขายไม้ขีดไฟ”

          แม้นขายไม้ขีดไฟมีรายได้มิมากพอซื้อขนมปังทานประทังชีวิต กระนั้นหากเป็นไปตามนิทาน พวกนางก็จะได้พบคุณย่าและจากไปอย่างสงบ…

          “หยุดบ๊องสักที ยัยต๊อง”

          นารีทนเห็นสีหน้าเอาจริงเอาจังของหมอผีน้อยมิไหว ให้หยิบพัดกระดาษตีหน้าผากเมรัยดังแปะ หมอผีน้อยสูดน้ำลาย เช็ดน้ำตา นี่เวลาพวกนางหมดแล้วหรือ ภารกิจของคนขอพรคนที่สามมีหวังเป็นอันล้มเหลวเพราะพวกนางตายก่อนแน่ กระซิกๆ เมรัยอยากร้องไห้ปานหญิงโดนทิ้ง นางกระโดดเกาะขานารีพลางซุกหน้ามิยอมปล่อยอีกฝ่าย “อย่าเลยนะนารี นะ” “…นี่”ดวงตาหมอผีน้อยอาบน้ำตาใสกระจ่าง นารีคิ้วกระตุกอยากถีบหน้าอีกฝ่าย กระนั้นก็อดกลั้น ใจมิร้ายพอ

          ดวงดาวน้อยสูดหายใจเข้าปอด พลันระบายฟู่ คิดถึงเมรัยและเรไร

          จู่ๆใจก็อ่อนยวบ “จ้าๆมิไปแล้ว เจ้าว่าอย่างไรก็อย่างนั้น”

          “ฮือ”เมรัยน้ำตาแตก นารีหน้าดำทะมึนเป็นก้นหม้อ ยกเท้าสะกิดทันใด

          “หยุดร้อง ขายหน้าเรไรหมด เลิกดิ้นด้วย”

          เมรัยดิ้นกระดุกกระดิกเป็นไส้เดือนโดนเหยียบ

          ใช้เวลาพยุงประครองเมรัยให้ยืนไหวนานจนตะวันลับฟ้า เมรัยขอโทษนารีที่บังคับมิให้ทำงาน นารีหน้าแดงก็บอกไปว่า เพราะเมรัยและเรไรเป็นห่วงตนมิใช่หรือ จะให้โกรธทำไม พวกสาวน้อยใช้เงินอันน้อยนิดจากค่าล้างจาน ซื้อมื้อเย็นและกางกระโจมพักใต้สะพาน พวกนางออกนอกเมืองมิได้ เพราะต้องเสียค่าด่านตรวจ พวกเมรัยจนใจแล้วปักหลักในเขตเมือง รอจนกว่าจะหาเงินได้มากพอใช้เป็นค่าใช้จ่าย

          ตกกลางดึกสงัด เมรัยนอนกอดเรไร ปักษาน้อยใบหน้าสุขสมพลางปล่อยให้เรือนขาหนักสอดแทรกระหว่างขานาง ขณะที่สองสาวน้อยหลับใหล อีกหนึ่งสาวน้อยแอบลืมตาอย่างระมัดระวัง และย่องหนีออกนอกกระโจม นารีเลิกผ้าบังกระโจมพลางส่งสายตาขอโทษพวกเมรัย ปัญหาคราวนี้นางลั่นวาจาแล้วจักแก้ปัญหาด้วยอุ้งมือนี้ นารีเป็นกษัตริย์ ที่สำคัญนางเป็นห่วงพวกเมรัย

          “ไว้ข้าจะรีบกลับนะ…”

          ดวงดาวน้อยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์พิธีการ เปลี่ยนลวดลายเป็นผีเสื้อและบุปผา และสีเส้นผมเป็นสีน้ำเงินมหาสมุทร

          นางเปิดประตูโยดา และหยิบหน้ากาก…

          พลันพริบตานั้น…บุคคลปริศนาอันมีพลังมาโฮมากที่สุดในโลกย่างสู่ลานประลองแห่งขั้นบันไดโลหิต

งานประลองแบ่งเป็นสองประเภท อธิบายให้เข้าใจอย่างง่ายคือๆ งานประลองทางการ และงานประลองใต้ดิน อันดับแรกงานประลองทางการคือ งานที่จัดขึ้นโดยมีผู้ดูแลคือคณะเจ้าเมือง มีสถานที่จัดงานในที่แจ้ง และเปิดให้นักเดินทาง นักท่องเที่ยง ไม่ว่าคนอาชีพใดเข้าชมได้โดยเสียเงินค่าที่นั่ง ภายในงานประลองมีระบบรักษาความปลอดภัย และการดูแลนักสู้อย่างเอาใจใส่ เพราะนักสู้แต่ละคนคือสินค้าและเครื่องมือทำกำไร อีกทั้งงานประลองทางการยังเป็นที่รู้จักของทุกๆคน เปรียบประหนึ่งละครฉากหน้าที่มีทุ้งดอกคาเนชั่นเบ่งบาน

          กล่าวถึงงานประลองใต้ดินคือ งานประลองไม่เป็นทางการ ไม่มีคณะเจ้าเมืองกำกับดูแล สถานที่ที่จัดงานก็มืดๆปานมุดตีกันใต้ผ้าห่ม ชื่นชอบพิภพใต้ดิน มิจัดงานเวลากลางวัน ชอบจัดการแข่งขันยามกลางคืน ระบบรักษาความปลอดภัยขั้นต่ำมิมีมาตรฐาน นักสู้แต่ละคนเป็นพวกป่าเถื่อน กระหายเลือด บ้าหักกระดูกและหัวรุนแรง คนดูแลงานประลองใต้ดินคือกลุ่มสมาคมลับที่ประกอบด้วยสมาคมไหนบ้าง ไม่มีใครรู้ เพราะมันคือความลับ ถ้าบอกว่ามีใครสนับสนุนบ้างก็จะโดนสมาคมลับตามล่า และฆ่าทิ้ง กระนั้นถึงมิรู้ความจริงว่าใครจัดงานประลองใต้ดิน แต่หลายๆคนคงเดาได้ว่าต้องเป็นพวกขุนนางหน้าเลือด พ่อค้าทาส และบรรดาผู้ชอบความรุนแรง ทรมานเหยื่อ ดิบเถื่อน พวกคลั่งความบันเทิงหลุดโลกอย่างลูกหลานปีศาจ

          งานประลองใต้ดินไม่มีกฎ หากกล่าวให้เห็นภาพรวมอย่างง่ายๆก็เหมือนภาพเวทีประลองที่เต็มไปด้วยกองเลือดไหลนอง ฟันที่หลุดจากเหงือก รอยขีดข่วนระบายบนพื้นหิน และความทรุดโทรมประปราย กติกาเพียงหนึ่งเดียวที่เมื่อขึ้นประลองแล้วคือต้องชนะ ชนะอีกฝ่ายให้ได้เท่านั้น มิว่าด้วยการหักแท่งหยก วางกับดัก หรือใช้วิธีกุลอุบาย วิธีแห่งความสกปรกก็ตาม

          ขอเพียงตีคู่ต่อสู้ล้มลง ตายสนิท ก็ถือว่าชนะ

          เหล่านักสู้ประหนึ่งหมูป่าพวกนี้ชอบฆ่าคู่ต่อสู้มากกว่าปล่อยให้มีลมหายใจ การต่อสู้แต่ละครั้งจึงต้องเดิมพัน เสี่ยงชีวิตนักสู้เพื่อแลกกับค่าตอบแทนมหาศาล

          ณ สถานที่จัดงานประลองใต้ดินมีผู้คนพลุ่งพล่าน นักพนันมือทอง ผีสุราขี้เหล้า นักฆ่าเลือดเย็นที่แอบใต้หลังคา นักสู้วิญญาณอสูรที่นั่งเงียบๆระหว่างเงาสลัวและแสงสว่าง สาวใช้ผิวแทนฉีกยิ้มพลางวิ่งยกถาดอาหารเครื่องดื่ม พ่อครัวที่เอาตะหลิ่วฟาดหัวลูกค้า สถานที่จัดงานประลองใต้ดินรอบพิเศษ “งานประลองพฤศจิก[เต้นรำบนหลังแมงป่อง]”คือชื่องานครั้งนี้ ชื่อเรียกบ้านๆที่ชาวเมืองชอบเรียกคืองานเดือนสิบเอ็ด เป็นงานประลองใต้ดินที่จัดงานประลองกลางแจ้ง เปิดสนามโล่งใต้แสงดวงจันทร์นวล และไฟครบเพลิงโชติช่วง สถานที่จัดงานจัดเปลี่ยนทุกครั้ง ไม่อยู่นิ่งประหนึ่งคณะนักสู้ที่ชอบเดินเพ่นพ่านมิมีที่อยู่หลักแหล่ง  

          บนยอดครบเพลิงมีเปลวไฟส่องไสวริบหรี่เมื่อเทียบแสงจันทรา บ้านเรือนในตรอกมืดคือชุมชนผู้ยากไร้ หลังคาผ้ามุง ชั้นบันไดเรียงรายประหนึ่งเขาวงกต และลำธารน้ำใสทอดยาวลัดเลาะพื้นทางถนน แปรดอกเข็มสีเงิน ราวแขวนผ้ามีชุดชั้นในและกางเกงในนักมวยปล้ำ สถานที่จัดงานเดือนสิบเอ็ดตั้งในอาณาเขตมาโฮมิติลี้ลับ ทำให้ไม่มีใครล่วงรู้การคงอยู่ของมัน นอกจากคนรู้จักหรือพวกมีเส้นสายได้รับเชิญจากคนจัดงาน

          “อีหนู เหล้าๆ!!”ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก ครื้นเครง สนุกสนามมีเสียงหัวเราะดังกระหึมปานประหนึ่งงานเลี้ยงสัตว์ประหลาด นอกเหนือผู้ใหญ่อายุสิบสาม ยังมีผู้เยาว์อายุสิบขวบ มิคอยเห็นคนเฒ่าเท่าไหร่นัก กระนั้นถ้ามองหาพวกวัยรุ่นวัยคะนองมีให้เห็นละลานทั่วหัวมุมตึก พวกวัยรุ่นประกอบอาชีพนักผจญภัย นักสู้ และอื่นๆ พวกเขาคงอยากรู้กระมังว่างานเดือนสิบเอ็ดเป็นเช่นไร

          และแล้วเมื่อดวงเดือนลอยแตะจุดกึ่งกลางนภา พลันงานประลองเปิดม่าน

          “ใครเป็นคนแรกหรือ”

          “เม่นกำปั้นหนามเจอเด็กหน้าใหม่”

          “เด็กใหม่อยากลองของหรือ ฮาๆ”

          บนลานประลองพื้นหินสีเทามีแสงสลัวไสว ภายใต้สายตาร้อยคู่จับจ้องอย่างหิวกระหาย สาวน้อยปริศนาเยื้องย่างสู่ลานประลองอย่างเชื่องช้า ชายอาภรณ์ปลิวสะบัดแผ่วบาง อาภรณ์สีแดงเปลวไฟสวรรค์ซ้อนทับสีน้ำเงินครามท้องมหาสมุทรดาราจักร เครื่องประดับเปล่งแสงแพรวพราว ตุ่มหูมณี กำไลข้อมือและข้อเท้า แพรพรรณคาดเอว และรองเท้าหนังสีน้ำตาล ตลอดยามที่ปลายเท้านั้นแตะพื้นพลันบังเกิดระลอกแสงระยิบระยับแลลึกล้ำ งดงามราวย่างก้าวเทพธิดาแห่งตำนักปักษา[ปักษาแห่งเจ้าหญิง] กลิ่นไอสูงส่ง สง่างามเจือความน่าเกรงขามทำให้หลายคนหยุดกลั้นหายใจ  

          มิมีใครทราบนางคือใคร กระนั้นหน้ากากอนูบีสสีดำดั่งหยดน้ำหมึกขับให้นางแลลึกลับราวภาพมายา

          “ลงข้างอีหนู สิบเหรียญ”

          “ข้าด้วย”นับแต่สาวน้อยปริศนายืนตระห่านบนลานประลองก็พลันมีเสียงดังวุ่นวายปานนกแตกรัง พวกนักพนันเปลี่ยนข้างลงเงินฝั่งสาวน้อยปริศนากันจ้าละหวั่น เหตุสัมผัสถึงออร่า รัศมีความเก่งกาจของนางกระมัง สาวน้อยลอบยิ้มแก้มบานภายใต้หน้ากากอำพราง เหตุผลที่นางสวมหน้ากากก็เพราะกลัวใครพบเจอและจดจำใบหน้านางได้ นารีมิชอบสร้างต้นตอปัญหาให้พวกมันไล่ตามล้างแค้นที่หลัง คนไม่มีหนี้คือคนประเสริฐ  

          หากนางเผลอทำร้ายคู่ต่อสู้จนเจ็บช้ำ คราวลงจากลานประลองก็ไม่มีใครเอาผิดนางได้แล้ว เพราะไม่มีใครรู้ว่านางคือใคร

          “ขอเชิญเม่นกำปั้นหนาม”

          นารีเป็นนักสู้หน้าใหม่จึงมิได้รับการปฏิบัติอย่างสมเกียรติ แต่ฝั่งคู่ต่อสู้เป็นนักสู้มืออาชีพที่ผ่านการสู้มานับครั้งมิถ้วน บนลานประลองแห่งนี้ เขาจารึกเรื่องราวอันเปี่ยมด้วยกลิ่นคาวเลือด สร้างชื่อเสียงด้วยการทำลายล้างคู่ต่อสู้จนย่อยยับ เม่นกำปั้นหนามเดินโผล่พ้นช่องทาง ออกจากความมืดมิดปานสัตว์ร้ายโผล่หางจากถ้ำแห่งคำสาป เขาคือชายหนุ่มตัวใหญ่เท่าหมีควาย มีกล้ามเป็นมัด รูปร่างล่ำสัน และมิสวมเสื้อท่อนบน

          ทั่วกายมีบาดแผลหลายจุด แสดงว่าเขารอดจากเงื้อมมือยมทูตเกินร้อยหน

          ย้าก ชายหนุ่มอ้าปากคำรามเสียงดังปานเสียงระเบิด ผู้ชมรอบด้านพลันร่วมใจเงียบกริบ มิกล้าส่งเสียงรบกวน ประหนึ่งว่าที่แห่งนี้มีเม่นกำปั้นหนามเป็นผู้ปกครอง เขาคือนักสู้อันดับต้นๆของงานประลองใต้ดิน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับนารีแล้ว คงมิต้องเดาว่าใครเก่งกว่ากัน โอกาสที่นารีจักชนะช่างริบหรี่ดุจแสงหิ้งห้อย คราวนี้นักพนันเริ่มหวั่นใจแล้วจะเปลี่ยนข้างดีหรือไม่ กระนั้นมีมิน้อยเชื่อมั่นในความร้ายกาจ และคำว่าไม่รู้ ให้ลองรูปเกมก่อน

          ไม่มีผู้ดูแลคอยเตือนว่าใครแพ้ชนะ มีแต่หญิงสาวที่ตะโกนบอกเริ่มการประลอง

          ธงแดงประหนึ่งสีเลือดโบกกระพือ เวลาแห่งการเชือดคมเริ่มต้นด้วยความเงียบงันพลางค่อยๆมีเสียงสูดหายใจเมื่อเม่นกำปั้นหนามคว้าอาวุธคู่กาย ลูกตุ่มเหล็กมีหนามแหลมผูกติดไว้กับโซ่เหล็กเส้นใหญ่กว่าท่อนแขนนารีสองเท่า เพียงเห็นอาวุธหนัก ผู้ชมก็อยากใคร่สลบมิมีใครกล้านึกภาพนารีถูกลุกตุ่มทุบจนตัวแตก ภาพนั้นสยดสยองเกินไป แม้นนี้จะเป็นงานประลองใต้ดิน

          ทว่ามิอาจเปลี่ยนความจริง นารีจะลงลานประลองได้ก็ต่อเมื่อนางชนะ

          หลายๆคนรับรู้ความน่ากลัว อาวุธเม่นกำปั้นหนาม และประวัติผลงานของเขาแล้ว คราวนี้ถึงเวลานารีแสดงอาวุธคู่ชีพบ้าง

          รับรองว่าไม่มีใครสามารถเอาชนะ อาวุธของจ้าวแห่งจักรวาลได้ สาวน้อยสะบัดฝ่ามือไปด้านข้าง และเปิดประตูโยดา

          ต่างคนต่างทายนางจักใช้อาวุธประเภทใด กระบี่ ดาบ ลุ้นว่านางหยิบอะไร ใช้อาวุธแบบใดสู้

          และเพราะ นารีมิเคยทำให้ใครผิดหวัง ที่จริงแล้วนางชอบแกล้งซุ่มเงียบรอโอกาสแกล้งคนอื่นมาก

          พึ่บ

          “สำหรับพวกเจ้า…แค่สิ่งนี้ก็พอแล้ว”

          สุรเสียงไพเราะแฝงแววเอาจริงเอาจัง

          และนี่ก็คือสิ่งที่นางใช้สู้มนุษย์บนโลก

          พัดกระดาษอย่างไรล่ะ ไอ้พัดที่เอาไหวตบหน้าเมรัย ใช้ตบมุขปัญญานิ่มนั้นแหละ

          “!!”

          คนดูตาเหลือก คราวเม่นปั้นหนามหัวร่อร่าและพุ่งทะยานหมายเด็ดหัวนารี ดวงดาวน้อยก็มินิ่งเฉย โบกพัดกระดาษตบเม่นกำปั้นหนามปลิวหลุดออกนอกลานประลองทันใด ใช้เวลาทั้งสิ้น 0.0002 วินาที

          “นั่นมันพัดกระดาบ้าอะไร!!”กติการับเงินค่าตอบแทนคือยิ่งนารีเอาชนะคู่ต่อสู้มากเท่าไหร่ เงินที่ได้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และค่ำคืนนี้ช่างยาวนานปานร้อยปี นารีมือลูบพัดกระดาษ เรือนเกศาสีน้ำเงินกระดิกสะบัดพัดอย่างสุขสำราญ นางใช้พัดกระดาษตบศัตรูที่ดาหน้าเข้าหาทีละราย จากหนึ่งผู้ท้ายชิง เพิ่มเป็นสองคนระดับฝีมือก็สูงอย่างทวีคูณ ขนาดมีนักรบรับจ้าง ทหารรับจ้าง จ้าวกระบี่ พี่น้องฆาตกร เด็กสาวจอมขมังเวทย์ พ่อลูกอ่อน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาดในท่อน้ำ หรือชาวปักษาที่แอบมาประลอง ก็ต้องสยบแถบเท้าพัดกระดาษ เอ้ย เท้านารี ดวงดาวน้อยรับชัยชนะอย่างง่ายดายจนนางเริ่มสงสัยว่ามนุษย์โลกอ่อนแอเกินไป หรือนางแข็งแกร่งเกินไปกันแน่  

          ดวงดาวน้อยแอบลำพองฮึกเหิม นางเหวี่ยงแขน สะบัดพัดกระดาษอย่างมิปล่อยแรงสูญเปล่า นางตบจ้าวแห่งเข็ม พัดราชินีแห่งน้ำ ส่งผู้ท้าชิงลงสนามอย่างอ่อนโยนกระมัง กระทั่งคณะผู้จัดงานเห็นท่าไม่ดี ถ้าปล่อยให้นารีชนะติดต่อกัน พวกเขาจึงงัดใช้แผนลับ ส่งยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดลงสนามเพื่อหยุดยั้งความบ้าคลั่งของนารี นักสู้ที่ได้รับเบี้ยเลี้ยงและการดูแลของสมาคมลับ คือนักสู้มากฝีมือประหนึ่งนักฆ่า เขาคือชายหนุ่มเจ้าของนามแห่งฝันร้าย สู้ร้อย ชนะร้อยครั้ง มิเคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ เขาจักสังหารคู่ต่อสู้ทุกรายที่กล้าชี้ดาบใส่เจ้านาย เขาคือมัจจุราชทมิฬ แม้นแต่นารีต้องยำเกรง

          กระมัง

          พรวด!!

          นารีไม่แม้แต่จะหักห้ามใจรอให้เขาหยิบอาวุธ เขาขึ้นลานประลองเรียบร้อย ดวงดาวน้อยก็ลอยตัวไปตบเขาตกลานประลองทันทีทันใด ถือว่าเขาเป็นคนที่โชคร้ายมาก เพราะคนคือคนแรกที่นารีเปิดฉากตีก่อน มิรู้บุญเขาหมดหรือไม่ แรงที่นารีทุ่มใส่ก็มากกว่าคนอื่น..เก้าส่วน แรงพอส่งเขาทะลุกำแพงบ้านเรือนไปห้าหลัง   

          อุ๊บ นารียกมือแตะปากแอบกังวลเรื่องใส่แรงเมื่อครู่ หวังว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ตายนะ… เริ่มด้วยความตื้นเต้นแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว ฝีมือนารีเหมือนกำลังตบเด็กมิสิ้นกลิ่นน้ำนม เรียกงานประลองคราวนี้ไม่ใช่คนระดับนางจักลงสู้ เพราะฝีมือและพลังอยู่คนละระดับราวฟ้ากับเหว กระนั้นคณะผู้จัดงานมิคิดว่านารีจะร้ายกาจเพียงนี้ คืนนี้พวกเขาขาดทุนครั้งใหญ่ ต้องเสียเงินรางวัลให้นารีเอากลับบ้าน ดวงดาวน้อยเท้าเอว ยืดอกภาคภูมิใจ สีหน้าเข้มขรึม แววตายินดีดีใจ ภายในใจยิ่งคลั่งเมื่อได้เห็นกองเงินเป็นเสาเรียงราย  

          ค่ำคืนนี้ชื่อเสียงของนารีเริ่มแพร่กระจายสู่เมืองไฟท์มาคิสออน นามเรียกขานสาวน้อยปริศนาผู้มีฝีมือต่อสู้ไม่แน่ชัด กระนั้นสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกรายด้วยใช้เพียงแค่พัดกระดาษราคาสองเหรียญ ตบอีกฝ่ายตกลานประลองเพียงครั้งเดียว แม้นไม่รู้มีพลังมาโฮชนิดใด แต่ถ้าพูดถึงกำลังแขน นางนี้แหละคือที่หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย สืบเสาะ

          “แม่พัดกระดาษน้อย” คือนามที่นารีใช้ลงสมัครร่วมงาน ชื่อนี้จึงกลายเป็นฉายาทางการของนางไปโดยปริยาย นารีมิใส่ใจเท่าไหร่นัก ไม่มีใครสำคัญพอให้นางสนใจ และดวงดาวน้อยก็มิใส่ใจเรื่องชื่อด้วย เพราะอย่างไรซะ นางก็เป็นเพียงสาวน้อยปริศนาที่กลิ้งผ่านมา ตอนนี้สู้เพียงหาเงินช่วยดูแลครอบครัวเท่านั้น

          คราวได้เวลากลับ นารียังสวมหน้ากากและชุดอาภรณ์นักสู้ นางแอบย่องและหลบเลี่ยงการพบปะผู้คน กระนั้นคิดมิถึงนางจะถูกหมายตาเข้าให้ ขณะนารีออกจากสถานที่จัดงาน ใต้แสงจันทร์ผ่องใส บนถนนริมทางมีต้นมะพร้าว และรั้วหินประกบปิดทางหนี เบื้องหน้านารีคือเด็กสาวผู้หนึ่ง นางเป็นใครกัน

          “ขอเวลาให้ข้าประเดี๋ยว แม่พัดกระดาษน้อย”

          …

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น