ลูกตุ้มเงิน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ลัดฟ้าสู่ดินแดนในฝัน

ชื่อตอน : ลัดฟ้าสู่ดินแดนในฝัน

คำค้น : ตามรอยนิยายรัก, ท่องเที่ยว, ญี่ปุ่น, นิยายรัก, ลูกตุ้มเงิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 80

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2561 16:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ลัดฟ้าสู่ดินแดนในฝัน
แบบอักษร

            ผ่านด่านสำคัญมาได้ สิตางศุ์ก็เตรียมเก็บกระเป๋าเหินฟ้าบินสู่เมืองที่เธอใฝ่ฝันได้อย่างสบายใจ ในระหว่างที่แพ็คกระเป๋าอยู่ในห้องของเธอนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

            ก๊อก...ก๊อก...

            “เข้ามาเลยค่ะ” สิ้นเสียงอนุญาตของเจ้าของห้อง ประตูก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างของรัตนา เพื่อนรัก ที่บ้านอยู่ใกล้กันและเรียนด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล ก่อนจะแยกกันไปเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบในระดับปริญญาตรี ตอนนี้รัตนาทำงานอยู่ฝ่ายจัดซื้อของบริษัทที่สิตางศุ์จะไปเริ่มงานในกลางเดือนหน้านั่นเอง

            “แกเอาจริงใช่ไหมเนี่ย ไอ้หวาน” เป็นประโยคแรกที่เพื่อนรักเอ่ยทักทาย พร้อมกับเดินมาหย่อนก้นนั่งลงบนเตียงนอนมองดูเพื่อนจัดของใส่กระเป๋าเดินทาง บนเตียงยังมีนิยายเล่มโปรดของเพื่อนรัก ซึ่งเป็นต้นเหตุของความคิดในการเดินทางท่องเที่ยวในครั้งนี้วางไว้อีกด้วย

            “เอาจริงสิแก พ่อกับแม่ก็อนุญาตเรียบร้อยแล้วด้วย ตั๋วก็ซื้อไว้หมดแล้ว วันนี้หนังสือเดินทางก็ส่งมาแล้ว”

            “มันอันตรายไปหรือเปล่าวะแก เดินทางคนเดีย...อุ๊บ!...” รัตนาพูดได้ไม่จบคำ เพราะสิตางศุ์กระโดดเข้ามาเอามือปิดปากเพื่อนรักเอาไว้ก่อน

            “เบา ๆ สิแก เดี๋ยวพ่อกับแม่ได้ยิน ฉันบอกว่าฉันไปกับบริษัททัวร์นะ”

            “นั่นไง ฉันก็ว่าแล้ว ทำไมพ่อกับแม่แกให้ไปง่ายจัง”

            “ก็ถ้าไม่บอกอย่างนั้น ฉันก็ไม่ได้ไปน่ะสิ แกไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่ะ ฉันเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมหมดแล้ว ที่พักที่โน่น โปรแกรมเดินทาง เส้นทางทุกอย่าง วิธีขึ้นรถ ซื้อตั๋วรถไฟฟ้าที่โน่นเอาไว้แล้วด้วย ฉันอ่านรีวิวคนที่เขาไปเที่ยวญี่ปุ่นมาจะเป็นร้อยคนแล้วมั้ง ก็ไม่เห็นมีใครความคิดติดลบสักคน มีแต่ประทับใจ อยากไปอีกกันทั้งนั้น แสดงว่ามันไม่ได้เลวร้ายหรอกไอ้นา ที่นั่นน่ะ”

            “จะเชื่อถือได้แค่ไหนก็ไม่รู้ ทั้งนิยาย ทั้งรีวิว นิยายมันก็เป็นนิยายนะแก แกเล่นจะไปตามรอยมันขนาดนั้น ถ้าไปเจอประเภทที่นักเขียนมโนแต่งขึ้นมาเอง แกจะไม่แย่เหรอวะ”

            “อย่างน้อยฉันก็ไปให้รู้ไง ว่าไอ้ที่นักเขียนเขาพรรณนาไว้อย่างสวยงามนั่น เป็นแค่การมโนอย่างที่แกบอกหรือเปล่า แกไม่ต้องห่วงหรอกน่ะ ฉันโตแล้วน่า เอาตัวรอดได้สบายมาก”

            “เออ ฉันทัดทานแกก็ไม่ฟังแล้วใช่ป่ะ”

            “......” สิตางศุ์ยักคิ้วส่งยิ้มหวานให้เพื่อนรักเป็นคำตอบ

            “เสียดาย ฉันลางานไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะไปเป็นเพื่อนแกอยู่แหละ”

            “แกทำตัวเป็นพนักงานดีเด่นอย่างนี้ไปก็ดีแล้ว เอาไว้ฉันย้ายไปทำที่บริษัทคาวาอะไรนั่นของแก ฉันจะได้พึ่งพาแต้มบุญของแกต่อได้ ฮ่าฮ่า”

            “บริษัทเขาชื่อ คาวาคุรุมะ แกนี่มันยังไงวะ จะไปทำงานอยู่ไม่กี่วันนี่แล้ว ยังจำชื่อบริษัทไม่ได้เลย ไม่รู้ผ่านสัมภาษณ์งานมาได้ยังไง”

            “ก็อาศัยแต้มบุญของแกมาไง อิอิ”

            “ฉันยังไม่แก่กล้าขนาดนั้นหรอกแก เพิ่งจะเข้าไปทำแค่ปีกว่า ๆ อยู่รอดมาถึงตอนนี้ได้ก็ดีแล้ว”

            “แหม อย่าถล่มตัวเลยไอ้นา วันนั้นฉันเข้าไปสัมภาษณ์งาน พี่เอ๋ใช่ป่ะ ที่เป็นคนสัมภาษณ์ฉันน่ะ เขายังชมแกเลย”

            “จริงเหรอวะ พี่เอ๋อ่ะนะ..ชมฉัน?” รัตนาจ้องหน้าเพื่อน ถามอีกครั้ง อย่างต้องการฟังให้แน่ใจ

            “เออสิ พี่เอ๋นี่เขาน่ารักดีเนาะ เป็นกันเองมากเลย เป็นถึงผู้จัดการฝ่ายบุคคล แต่ก็ไม่ถือตัวด้วย บอกให้ฉันเรียกเขาว่าพี่ล่ะ”

            “อืม แล้วเขาชมฉันว่ายังไงวะแก”

            “เขาก็บอกว่าแกขยันทำงาน แล้วก็เรียบร้อยดี มีสัมมาคารวะ แล้วยังบอกฉันอีกนะ ว่าเป็นเพื่อนกันก็ต้องทำตัวให้น่ารักเหมือนกันด้วย เห็นไหมล่ะ ว่าแต้มบุญแกน่ะก็พอมีส่วนทำให้ฉันได้งานอยู่”

            “............” ไม่มีเสียงตอบกลับจากเพื่อนรัก

            สิตางศุ์เงยหน้าจากกองผ้าขึ้นมามองหน้าเพื่อน จึงได้เห็นว่าเพื่อนรักของเธอนั้นนั่งยิ้มกริ่มอยู่ จึงได้ยื่นหน้าเข้าไปถามใกล้ ๆ

            “เอ๊....หรือว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นวะไอ้นา”

            “มีอะไร ไม่มี้...” รัตนารีบตอบกลับเสียงสูง

            “แหม..เสียงสูงเชียวนะแก ฉันไม่ถามแกก็ได้ เอาไว้ฉันเข้าไปทำงานที่นั่นแล้วฉันจะไปส่องเอง”

            “ไอ้หวาน..กองหนังสือนิยายนั่น อย่าบอกนะว่าแกจะเอาไปญี่ปุ่นด้วยน่ะ” รัตนาชวนเปลี่ยนเรื่องคุย ไปพูดถึงกองหนังสือนิยายที่ตั้งอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางแทน

            “อืม ติดไปหน่อย เผื่อใช้อ่านฆ่าเวลา”

            “แกนี่มันสุดยอดจริง ๆ เลย จะไปถึงญี่ปุ่น ยังอุตส่าห์จะเอานิยายไปอ่านอีก ฉันว่าแกไปถึงที่โน่น จะมีแต่ความตื่นตาตื่นใจจนไม่มีเวลาได้อ่านน่ะสิไม่ว่า ใครจะไปรู้ ครั้งนี้แกอาจจะไปเจอพระเอกในฝันของแกก็ได้ พอถึงเวลานั้น นิยายที่แกหอบไปก็จะหนักกระเป๋าเปล่า ๆ เน้อ”

            “มันก็ยังดีกว่าเวลาไปเจออะไรเซ็ง ๆ แล้วหาที่ลงไม่ได้ไง”

            “เออ ตามใจแก”

            ล้ววันที่สิตางศุ์รอคอยก็มาถึง เที่ยวบินที่เธอจองไว้เป็นเที่ยวบินตรงจากดอนเมืองถึงโอซาก้า เครื่องออกเวลาเก้าโมงสิบห้านาที หญิงสาวมาถึงดอนเมืองตอนแปดโมงโดยมีแม่พัชมาส่ง

            “หวาน..ไหนกรุ๊ปทัวร์ของหนูล่ะ เขานัดกันที่ไหนล่ะลูก”

            “เอ่อ..เขาบอกให้เช็คอินแล้วเข้าไปเจอกันข้างในเลยค่ะแม่”

            “หืม อย่างนั้นเหรอลูก ปกติแม่เห็นเขานัดกันข้างนอก แล้วทัวร์ก็นำทีมไปเช็คอินนี่นา”

            “ไม่เสมอไปหรอกค่ะแม่ หนูว่าแม่กลับเลยดีกว่าค่ะ ยิ่งสายรถยิ่งเยอะ หนูเป็นห่วงค่ะ ต้องขับกลับคนเดียวด้วย ไม่ต้องห่วงหนูนะคะ ไปถึงที่โน่นแล้วหนูจะโทรหาค่ะ”

            “โทรทางไกลไม่เปลืองแย่เหรอลูก ส่งมาแค่ข้อความก็พอแล้ว ให้แม่สบายใจหน่อย”

            “ไม่เปลืองหรอกค่ะแม่ หนูเช่าพ็อกเก็ตไวไฟไว้แล้ว โทรผ่านอินเตอร์ได้เลยค่ะ”

            “อ้อ..ถ้าอย่างนั้นแม่จะรอรับแล้วกันนะ”

            “ค่ะแม่ ขับรถดี ๆ นะคะ เดี๋ยวหนูไปเช็คอินแล้วจะเข้าข้างในเลยค่ะ”

            “เหรอ....” แม่พัชเริ่มเสียงสั่นเสียแล้ว เมื่อถึงเวลาที่จะต้องจากลูกสาวจริง ๆ ถึงแม้ว่าจะแค่สองอาทิตย์ก็เถอะ หัวอกคนเป็นแม่ ก็ใจหวิว ๆ อยู่เหมือนกัน

            “แม่คะ....ไม่ร้องนะ” สิตางศุ์ฟังน้ำเสียงของแม่ตนเอง แล้วก็ต้องเข้าไปกอดปลอบ “หนูไปเที่ยวค่ะ ไม่ได้ไปเสี่ยงตายที่ไหนเสียหน่อย ไปแค่สองอาทิตย์เองด้วย เดี๋ยวก็กลับมาแล้วค่ะ”

            “รักษาเนื้อรักษาตัวนะลูก เที่ยวให้สนุก แล้วกลับมาให้ครบสามสิบสองนะ”

            “ค่ะแม่ หนูรักแม่นะคะ” หญิงสาวบอกรักแม่พร้อมกับหอมแก้มไปหนึ่งฟอดใหญ่ และยืนโบกมืออยู่อีกครู่ กว่าแม่ของเธอจะกลับไป

ความคิดเห็น