เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

ขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 39 คราปักษาถังแตก

ชื่อตอน : ตอนที่ 39 คราปักษาถังแตก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 121

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2561 14:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 39 คราปักษาถังแตก
แบบอักษร

​ตอนที่ 39 คราปักษาถังแตก

          หนูทำได้แล้วแม่… เสียงอันเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจดังกังวานท่ามกลางอดีตที่มิอาจหวนกลับ คราวเมรัยตื่นและแลเห็นดวงตาสีเขียวมรกตจับจ้องตนอย่างอ่อนโยน หมอผีน้อยลูบหยดน้ำอุ่นผ่าวที่มิใช่รินจากดวงตาสีส้มเพลิง แต่เป็นหยดน้ำตานารีที่ไม่รู้ทำไมถึงหลั่งไหล เมรัยหลุบตา ขนคิ้วพลิ้วสั่นระริก “อรุณสวัสดิ์” หมอผีน้อยเอื้อนเอ่ยทักทาย ฉับพลันดวงดาวน้อยซุกหน้าแนบท้องหมอผีน้อย ภายในกระโจมไร้แสงใด กระนั้นดวงตะวันกำลังลอยสูงพ้นขอบขุนเขา แสงแรกของวันเริ่มทอประกายใต้กระโจน ณ รอยต่อที่ปิดไม่สนิทมีลำแสงระยิบระยับ “อรุณสวัสดิ์” นารีทักตอบเสยงอุบอิบเพราะปากประกบชิดพุงเมรัย หมอผีน้อยแผ่วหัวเราะ ครั้นเมื่อดวงดาวน้อยแหงนหน้าขึ้นใหม่ หยาดน้ำตาหายไปแทนที่ด้วยรอยยิ้มงดงาม

          “เจ้าขี้แยเหมือนกันนะ”

          “แค่ง่วงเท่านั้น”

          เวลาหาวบางคนก็น้ำตาไหลมิใช่หรือ ยิ่งเวลาเช้าๆมิอยากตื่น นารีปั้นหน้าเย็นชาอธิบาย เมรัยฟังแล้วหัวร่อขำ ด้านในกระโจมมีฟูกนอน ผ้าปูพื้น บนฟูกนอนมีสามสาวน้อยนอนหลับใหล ทว่าสองนางตื่นแล้ว ซึ่งหากสังเกตดีๆจะพบสิ่งผิดปกติคือเมรัยตื่นก่อนเรไร ยามนี้ปักษาน้อยนอนเคลิ้มดูดนมหมอผีน้อยปานลูกเสือกินนมแม่เสือ เมรัยหรี่ตาเอ็นดู อุ้งมือลูบศีรษะเรไร ปักษาน้อยคงฝันว่าหมอผีน้อยเป็นแม่วัวสาวกระมัง  

          “นารีถ้าอยากก็ไม่ว่านะ จ้องใหญ่เชียว”เมรัยเห็นนารีจ้องเขม่นทรวงอกเปลือยเปล่าอย่างมีอารมณ์ดูดดื่ม

          “อือ”

          เช้าตรู่มีเสียงสูด..อากาศ ไม่นานพวกเมรัยก็ทำกิจยามเช้าเรียบร้อย หมอผีน้อยยืนตระหง่านบนเนินหญ้า รอบด้านมีโขดหินประปราย นางบิดแขนบิดเอว ยืดเส้นยืดสายพลางปล่อยให้กระแสลมฤดูฝนพัดกระทบพวงแก้มอวบอิ่ม นางเบิกตาสดใสมองกำแพงเมืองไฟท์มาคิสออน[โลหิตไหลอาบขั้นบันได]เมืองแห่งนักสู้ที่มีกำแพงปราการโอบล้อมนคร กำแพงสูงชันประหนึ่งกำแพงปราสาทราชา หินสีดำทมิฬผิวราบเรียบเรียงซ้อนทับเป็นระเบียบแลหนักแน่น องอาจ แข็งกล้ายากทำลาย

          ด้านในเมืองก็มีสภาพมิต่างกับกำแพงของมันกระมัง เมรัยนึกผิดถนัด เพราะตึกรามบ้านช่องของที่นี้มิให้ความรู้สึกหนักแน่นหรือน่าเกรงขาม บ้านเรือนส่วนมากมีผนังสีครีมนมแลนุ่มนิ่มอร่อย ชาวเมืองก็มิชอบปั้นหน้าใจร้ายใจดำ ดุดันดุเดือด และน่ากลัวปานแม่หมี พวกเขาใจดีอารีและรักเด็กมาก ยิ่งสบเห็นพวกวัยรุ่นมากมายเต็มถนน แต่ละคนพกอาวุธ ดาบ กระบี่ หอก ขวาน ธนู และไม้เท้า แปดส่วนครอบครองอาวุธธรรมดา สองส่วนครองอาวุธวิเศษอัดพลังมาโฮ สามสาวน้อยมองสังเกตกลุ่มนักสู้เดินเพ่นพ่านทั่วท้องถนนโดยไม่มีทหารคอยดูแลควบคุม ที่เมืองนี้อนุญาตให้นักเดินทาง นักผจญภัย พ่อค้า คนเก็บศพ และทุกอาชีพพกอาวุธได้อิสรเสรีโดยมิกลัวเกิดเหตุความวุ่นวาย หรือเพราะพวกเขามั่นใจว่าหากมีเรื่องวุ่นวายก็สามารถรับมือไหว วิธีการคือปล่อยให้ตีกันเองจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสลบกระมัง

กฎเหล็กและกฎพิเศษเมืองไฟท์มาคิสออนคือ ห้ามฆ่าคนนอกสนามประลองหรือก็คือหากอยู่ในสนามประลองก็สามารถปลิดชีพ สังหารกันได้อย่างถูกกฎหมาย

          กฎหมายอนุญาตให้ฆ่าคนได้มีให้เห็นมิมากนัก เพราะเมืองส่วนใหญ่มีระบบและอำนาจการปกครองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยเมืองส่วนมากจะมีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมเด่นชัด สำหรับเมืองนักสู้ เมืองนักรบ เมืองนักผจญภัย อำนาจสูงสุดแห่งการปกครองเมืองคือพลังล้วนๆ มิใช่งานศิลปะ ไม่เน้นบทกวี และมิยกย่องเสียงดนตรี

          เมืองไฟท์มาคิสออนตัดสินคุณค่าชีวิตด้วยพลังแห่งการห้ำหั่น ศาสตร์แห่งการต่อสู้ ใครแข็งแกร่งกว่าวัดกันบนลานประลองอันเปี่ยมด้วย เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความหมายสีแดงเพลิงและความฝันแห่งกำปั้นเหล็กไหล   

          “แลคึกคักกว่าเมืองแบลดแอน์นะ”

          เหมือนจู่ๆโดดจากโลกที่มีเสียงเพลงทุกวินาทีมายังโลกที่มีประกายไฟแตกกระเซ็นเวลาดาบตีกระทบดาบตลอดเวลา พวกสาวน้อยเมรัยยืนหลบมุมในสวนสาธารณะด้วยมีร่างกายกระจิ๋วมิกล้ายืนขวางทางชาวเมือง พวกนางพึ่งเข้าเมืองไฟท์มาคิสออน แม้นจักพึ่งรู้จักเมืองนี้ แต่ก็ได้สัมผัสบรรยากาศคุกรุ่น ร้อนระอุ ไอความหยิ่งยโส และบ้าคลั่งอบอวล มองทิศไหนก็เจอชายฉกรรจ์พกค้อนทุบอสูร หญิงสาวมีรอยแผลเป็นบนใบหน้างดงามและพกธนูนักล่า เมื่อครู่พวกเมรัยเห็นหัวขโมยที่วิ่งราวขโมยกระเป๋าคุณยายด้วย เจ้าหัวขโมยทำพลาดและถูกนักสู้บนถนนรุมกระทืบปางตาย เลือกท่วมปาก แน่นอนขาเขาหักด้วย ที่น่าสลดคือเขาถูกเหยียบแท่งหยกจนหักครึ่ง

          ณ ร้านอาหารทอร์ในตรอกมืด เมรัยนั่งกินมื้อกลางวันด้วยอารมณ์มิดีนัก

          “คือว่า…”

          เมรัยลอบสังเกตสีหน้านารีและเรไร หมอผีน้อยกลืนน้ำลาย แล้วพยายามพูดเสียงเบาหวิวด้วยความปรารถนาดี

          “อย่าตกใจนะ คือข้าลืมกระเป๋าตังไว้ที่บ้านพี่แคไรไลน์”

          พรวด!!!!

          เรไรกำลังดื่มน้ำพลันยินเมรัยพูดเรื่องเงินก็ตกใจพ่นน้ำทันทีทันใด แม้นแต่นารีที่กินเนื้อย่างก็เผลอตัวกลืนเนื้อโดยลืมเคี้ยวทำให้เนื้อติดคอ เมรัยหดหัวกิริยาขลาดกลัวแววตาเดือดดาลเมียรัก หมอผีน้อยตากลอกกลิ้งกระวนกระวาย บิดก้นหยุกหยิก แสร้งหัวเราะแห้ง พยายามปลอบใจสาวๆ “พวกเราล้างจานจ่ายแทนได้นะ”

          “คิดผิดคิดใหม่เถิด เมรัย…”

          “แปลว่ามื้อนี้เราไม่มีเงินจ่ายรึ”

          นารียิ้มเย็นระคนทะมึน เรไรหน้าซีดเผือกราวไข่ต้ม เมรัยเกาแก้มเอียงอาย “พวกเราไม่มีเงินจ่าย แต่ข้ายืมเงินผีใต้โต๊ะได้นะ”

          “…………….”

          เพี๊ยะ!! นารีหยิบพัดกระดาษพลันฟาดตีเมรัยระรัวด้วยความโกรธแค้น ตวาดใส่หมอผีน้อยอย่างเกรี้ยวกราดปานผีเสื้อสมุทร กล่าวตัดพ้อว่า เจ้ารู้ว่าไม่มีเงินแล้วยังจูงมือพวกข้ามากินข้าวหรือ เมรัยปฏิเสธอย่างแข็งขืนส่ายหน้า อ้างว่า ข้าพึ่งรู้มันหายเมื่อครู่นี้ นารีก็ผงกหัวจิตใจสงบลงสามส่วน ดวงดาวน้อยขยับนั่งใกล้หมอผีน้อย อุ้งมือนางลูบไล้มือหมอผีน้อยพยายามกล่อมมิให้อีกฝ่ายกลัวฉี่ราด “จริงหรือ”

          “จริงสิ”

          “แน่ใจหรือ”

          “…อ อืม”

          เมรัยเหงื่อแตก ขณะน้ำเสียงนารีลดระดับเรื่อยๆกระทั่งหมอผีน้อยยอมรับและอ้าปากคายความจริง “ก็ได้ ข้าอยากบอกพวกเจ้าตั้งนานแล้ว แต่…ไม่มีโอกาส…”หมอผีน้อยยอมรับผิด แสร้งทำหน้าลูกหมาถูกทิ้ง แววตาคลอหยาดน้ำตาน่าสงสาร ทำให้ใจนารีอ่อนยวบ ยากนักจักใจร้ายดุเมรัย ดวงดาวน้อยกัดฟันอดกลั้น นางถอนหายใจโดยมีเรไรคอยประครองมิให้ลุกไปตบกระบาลเมรัย “แล้วคราวนี้จักทำอย่างไร” เรไรอยากเอาผิดเมรัย กระนั้นเห็นสภาพจิตตกเหมือนกระต่ายขี้โรค ป่วยกระเสาะกระแสะ ปักษาน้อยให้โมโหมิลง

          “ช่วงนี้ก็ใช้เงินนารีก่อน”

          “ทองคำข้าก็หมดแล้ว”

          “อาเร๊ะ”

          นารีสีหน้าเคร่งเครียด ตอนนางคิดตกลงสู่โลกได้เตรียมทองคำไว้จำนวนหนึ่งซึ่งมิมากมิน้อย พอใช้สำหรับการเดินทางระยะหนึ่ง นางมิทราบหน่วยเงินและค่าครองชีพของโลกว่าต้องมีมากแค่ไหนถึงเรียกสบายอิ่มท้อง กระนั้นด้วยการคาดเดาและคำนวณ นารีจึงเตรียมทองคำมากพอเป็นค่าใช้จ่าย กระนั้นก็เพียงพอสำหรับนางคนเดียว เฮ้อ รู้เช่นนี้ขนทองคำมาทั้งคลังสมบัติหลวงติก็ดี

          “นารีเงินหมด…พวกเราก็ตายสิ!!!”เมรัยอ้าปากร้อง สีหน้าแตกตื่นปานเจอผี

          “เงินข้าหมดแล้ว แล้วเงินเรไรก็อยู่ในกระเป่าตังเมรัยมิใช่หรือ ฮึ”

          “ก็ข้ากลัวเรไรทำเงินหาย”

          “โธ่เอ๊ย ข้าว่าเรไรมีความรับผิดชอบมากกว่าเจ้าอีก”

          “ง่ะ อย่าพูดความจริงสิ”

          การเดินทางแน่นอนต้องมีค่าใช้จ่าย เงินเมรัยมีไม่มาก เงินหมอผีน้อยคือเงินที่เก็บหอมรอมริมจากงานหมอผี และเงินค่าขนมจากบาเบลร่าและแคโรไลน์ ซึ่งเงินดังกล่าวเมรัยเก็บใส่กระเป่าตังใบใหญ่ๆและนางลืมทิ้งไว้ที่บ้านเด็กกำพร้า ส่วนเงินเรไรก็เป็นค่าขนมและเงินสนับสนุกจากผู้อาวุโสเผ่าปักษาซึ่งมีจำนวนมากเช่นกัน กระนั้นเพราะตอนนี้ปักษาน้อยร่วมทางกับพวกหมอผีน้อย เมรัยจึงเสนอให้นำเงินทุกคนมาร่วมกันไว้ที่นาง และแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้กับนารีเป็นเงินสำรอง “ที่จริงพวกเรามีเงินมากมิใช่หรือ ทำไมมันหมดเร็วจัง”

          “…เพราะของกินระหว่างทางกระมัง”

          “นั้นสินะ..”

          “…”

          แต่ละนางสีหน้ากระอักกระอ่วน ข้อนี้โทษเมรัยคนเดียวมิได้ เพราะระหว่างทาง อาหารสามมื้อ ไหนจะค่าที่พักมีเตียง มีห้องน้ำ  

          “สรุปคือพวกเราถังแตกแล้ว”

          เมรัยจิ้มไส้กรอกชิ้นสุดท้าย มองมันด้วยแววตาอาลัยและมืดบอด หัวข้อการประชุมวางแผนตอนนี้จึงเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย วิธีการหาทุนเดินทางมีมากมาย ปกติถ้าเมรัยใคร่เดินทางท่องดินแดนแล้วเงินหมด นางจักรับงานกำจัดผี นารีเป็นฮ่องเต้ งานที่เหมาะสมตำแหน่งและความสามารถมีไม่มากนัก แน่นอนเงินทุนนางถ้าหมดแล้วก็หมดเลย ส่วนเรไรน่าจะพอมีงานให้ทำอย่างเป็นสาวใช้ เด็กขัดรองเท้า หรือเป็นคู่รักปลอมๆให้หนุ่มๆเอาไปหลอกคุณพ่อคุณแม่

          “ข้ารู้แล้วพวกเราจะหาเงินอย่างไรดี”

          เมรัยคลี่ยิ้มดั่งหัวหน้าครอบครัว สีหน้าซุกซนแฝงความหรรษามิทำให้นารีและเรไรพึงพอใจเท่าไหร่นัก

          “พวกเราขายตัวกันเถอะ”

          เกิดเป็นสตรีก็ต้องใช้อาวุธลับที่พวกเรามีให้เป็นประโยชน์สิ ใช้เสน่ห์หลอกล่อพวกขุนนางหรือเศรษฐีรวยๆแล้วขโมยเงินพวกนั้น แผนยอดเยี่ยม

          “ไม่ไหว”นารีส่ายหน้ากลัดกลุ้ม คิ้วขมวดปรากฏไอความสิ้นหวังเรืองรอง

          “ทำไมรึ มันมิแย่นะ หาเงินเร็วด้วย”

          “งานมิแย่ แต่ที่ไม่ไหวคือเจ้าต่างหาก อวบเหมือนหมูน้อยอย่างนี้ ขายไม่ออกหรอก”

          อึก…

          จู่ๆก็โดนนารีแทงอย่างไม่ทันตั้งตัว เมรัยกระอักเลือด ใช่…เศร้าจัง

           “แล้วถ้าเป็นข้าล่ะ..”เรไรเกี่ยวนิ้วก้มหน้า สีหน้าฉายแววอยากลอง นารีส่ายหน้าอีกหน “ขายเมรัยได้ แต่เรไรอย่าหวัง”

          “ทำไมรึ ข้าก็…สวยใช้ได้เลยนะ”

          “จ้าๆเรไรยังเด็กเกินไป เจ้าเป็นสมบัติของพวกเรา พวกเราไม่ให้ใครแตะต้องเรไรหรอก”

          นารีกล่อมเสียงอ่อนละมุนละไมพลางลูบหัวเรไร เมรัยพยักหน้าเห็นด้วยพลางอุ้งมือลูบต้นขาเรไร

          “แต่ว่า…”

          “อย่างที่นารีบอก เรไรทำหน้าที่อุ่นเตียงดีๆเถอะส่วนเรื่องหาเงินให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”

          เมรัยหยิกเอวเรไร นารีมองพวกเมรัยแล้วตัดสินใจอย่างไร้ความลังเล “ไม่”

          นางเอ่ยต่อด้วยเสียงหนักแน่นสมฐานะผู้อยู่เหนือสรรพสิ่ง “ให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ”

          …

ความคิดเห็น