repey

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 24 รัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 220

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2561 03:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 24 รัก
แบบอักษร

[Boy’s part]

นี่ก็ผ่านไปได้เดือนกว่าๆแล้ว หลังจากค้นพบวิธีใหม่ในการติดต่อกันได้ ผมก็เริ่มมีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น เพราะมันทำให้ผมรู้ว่าไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่เป็นกังวล และคิดถึงเบ๊บมากขนาดนี้

: จะนอนยัง

: จะนอนละ เบ๊บง่วงแล้วเนี่ย

: เล่นอีกเกมได้ป่ะ กับบอทก็ได้

: ง่วงอะ พนเบ๊บเรียนนะ

: กูก็ทำงาน แต่อยากได้ยินเสียงอะ

: ก็ได้ งั้นเดี๋ยวเบ๊บชวน

ใครว่าผมตามใจมันอยู่ฝ่ายเดียว ก็ต่างคนต่างยอมกันมาแต่ไหนแต่ไร

ตอนแรกก็แค่พิมพ์คุยกัน ผมใช้เวลาว่างส่วนมากไปกับการเล่นเกมนี้ทั้งวันทั้งคืน เล่นจนเน็ตโทรศัพท์จะหมดแล้ว แต่ในเกมbugมันก็เยอะ บางทีผมส่งอะไรไปเบ๊บก็ไม่เห็น เลยใช้วิธีการคุยกันแค่ช่วงตั้งแต่สี่ห้าทุ่มเป็นต้นไป อย่างน้อยแม่มันก็ยังใจดีที่ไม่เช็คประวัติการเล่นrovด้วย

[ฮาโหลลลลล นอนยังๆๆ] เสียงไอ้เบ๊บแว่วออกมาจากลำโพงทันทีที่เราเข้าเกม

“ยัง มึงทำไรอยู่”

[ก็นอนเล่นเกมอยู่ในห้องนี่แหละ ต้องพูดเบาหน่อยนะพี่ แม่นอนแล้ว]

“เออๆ แล้วมึงเป็นไงบ้างช่วงนี้”

[ก็เรื่อยๆอะแหละ นี่เบ๊บแทบจะแค่ตื่นเช้ามาอาบน้ำ ไปโรงเรียนแล้วก็กลับบ้าน ทุกวันวนอยู่แค่นี้อะพี่ เบื่ออะ]

“แล้วจะให้ทำไงล่ะ ตอนนี้ก็เหมือนโดนกักบริเวณนั่นแหละ ถึงมึงจะออกไปข้างนอกได้ พ่อแม่มึงเขาก็คิดว่าแอบมาหากูอยู่ดี”

[ซึ่งก็จริง ถ้าเบ๊บออกไปข้างนอกก็แปลว่าแอบนัดพี่ไปเจอนั่นแหละ]

“ฮ่าๆ ไอ้นี่เพ้อเจ้อ ทำตัวเหมือนมนต์รักลูกทุ่ง เป็นทองกวาวกับพี่คล้าวงี้หรอ” เหมือนว่าผมต้องคอยแอบไปด้อมๆมองๆ นัดเจอกันตอนดึกๆกลัวพ่อกำนันมายิงทิ้งหรืออะไรทำนองนั้น

[...]

“รักต่างชนชั้นงี้หรอวะ ฮ่าๆๆๆ”

[...]

“เบ๊บ” ผมพยายามลองเรียกมันดู เพราะอยู่ๆเสียงฝั่งนั้นก็เงียบไป คงจะเป็นเพราะเน็ตใครสักคนที่ทำให้สัญญาณกระตุกแบบนี้

[พี่บอย เหนื่อยบ้างไหม]

“หือ?”

[เป็นแบบทุกวันนี้พี่เหนื่อยบ้างไหม เหนื่อยหรือเปล่าที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อผมอยู่คนเดียว]

“มึงพูดอะไรของมึง” ผมถามด้วยความสงสัย ถึงแม้จะไม่เห็นหน้ากัน แต่เพราะน้ำเสียงและสรรพนามที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเบ๊บกำลังจริงจัง

[ตอบผมก่อนดิ แค่ที่ผมถามอะ]

“ไม่เหนื่อย”

[โกหก]

“ก็กูไม่ได้เหนื่อย ทำไมกูต้องบอกว่าเหนื่อยล่ะ มึงคิดมากอะไรอีกบอกกูมาดีกว่า” ผมชิงถามก่อน ไม่รู้ว่าระหว่างที่ไม่เจอกันเบ๊บมันคิดเป็นตุเป็นตะไปถึงไหน ผมเคยบอกไปแล้วใช่ไหมว่าเบ๊บถ้าเรื่องไหนเบ๊บมันไม่สนใจมันก็จะไม่ให้ความสำคัญเลยจนมันลืม แต่ถ้าอะไรที่มันสนใจมันก็จะคิดวนเวียนอยู่กับสิ่งนั้นตลอดเวลา

และตอนนี้ผมว่ามันก็คงกำลังคิดมากเรื่องอะไรสักอย่างอยู่

[ผมรู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว ฮึก...ผมทำอะไรไม่ได้เลย]

“เบ๊บ...”

อย่าร้องไห้ มึงก็รู้ว่าตอนนี้กูไปปลอบมึงไม่ได้ เพราะงั้นอย่าร้องไห้ตอนนี้

[พี่...ฮึก ถ้าเหนื่อยพี่จะพอได้หรือยัง]

“เบ๊บ มึงหมายความว่าอะไร มึงค่อยๆพูด ค่อยๆเรียบเรียง” ผมไม่รู้จะเริ่มพูดกับมันยังไง เพราะผมไม่รู้ว่ามันพูดถึงอะไร แต่ที่แน่ๆผมรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดี แล้วยิ่งเบ๊บร้องไห้แบบนี้ผมก็ยิ่งร้อนใจ

[ทำไมไม่บอกผมว่าพี่ไปทำงานที่อื่นต่อนอกจากที่โรงสีด้วย]

“...” กลายเป็นผมเองที่เงียบไปหลังจากฟังมันพูดจบ

[พี่คิดว่าผมจะปล่อยให้พี่แก้ปัญหาทุกอย่างคนเดียวหรอ ฮึก แล้วก็ยังเอาเวลานอนมาพิมพ์คุยกับผมอีก เหนื่อยไหมที่ทั้งต้องทำงานงกๆ พิสูจน์ตัวเอง แล้วไหนจะต้องคอยมาดูแลเป็นห่วงเป็นใยผมอีกอะ...]

“มึงรู้ได้ยังไง”

[ไอ้เอกบอกผม นี่ถ้ามันไม่พูดผมก็คงไม่มีทางรู้จากปากพี่ด้วยใช่ไหม]

“กูไม่ได้จะปิดมึงเรื่องนี้ กูแค่ไม่เห็นความสำคัญว่าจะต้องบอก มึงก็เรียนของมึงไปเหมือนที่ผ่านมา กูก็แค่ทำงาน แต่ทุกๆวันมันก็ยังเหมือนเดิม อย่าคิดว่าตัวเองเป็นภาระแบบนี้อีก”

ผมไม่ได้บอกมันว่าไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารหลังเลิกงานที่โรงสีต่ออีก ตั้งแต่หกโมงถึงสี่ทุ่ม ส่วนวันอาทิตย์ที่โรงสีหยุดผมก็ไปทำเต็มวัน ถึงมันจะได้เงินไม่มาก แต่ก็ถือเป็นค่ากินและค่าน้ำมันในแต่ละวันได้เลย

ถึงผมจะไม่ได้บอกเองโดยตรง แต่ผมก็เล่าให้ไอ้เอกฟัง สาเหตุก็เพราะผมใช้มันไปหาไอ้เบ๊บแทนบ่อยๆ และผมก็คงลืมไปว่าเบ๊บมันก็คงถามเรื่องผมกับไอ้เอกเช่นกัน

มันถือเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับผม ไม่คิดว่าพอเบ๊บรู้แล้วมันจะอาการหนักขนาดนี้

[ทำไมจะไม่สำคัญอะ ไหนว่าเราจะเดินไปพร้อมๆกันไง แล้วทำไมไม่ยอมบอกอะไรผมเลย]

“ก็กูบอกไปแล้วว่าเป็นเพราะไม่ได้เห็นว่ามันสำคัญขนาดนั้น ทำงานเพิ่มแค่ไม่กี่ชั่วโมงกูไม่ได้เหนื่อยมากมายเลย แล้วที่สำคัญช่วงดึกๆกลับบ้านมาได้คุยกับมึงบ้างมันก็เหมือนเติมพลังแล้ว กูไม่ได้รู้สึกว่าที่เป็นแบบนี้มันกินเวลาชีวิตกูเลยนะเบ๊บ” ผมอธิบายช้าๆตามความคิดจริงๆ ก่อนหน้านี้ที่ทำงานอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อหนักกว่าตอนนี้อีก เพราะแทบไม่ได้พักเลย กะดึกก็กลับดึกกว่านี้อีกด้วยซ้ำ

[...]

“แต่ถ้ากูคิดผิดกูก็ขอโทษ ไม่คิดว่ามันจะบานปลายแบบนี้”

[พี่รู้ไหมว่าแบบนี้มันเหมือนย้อนกลับไปตอนที่เราเป็นพี่น้องกันมากกว่า ตอนนี้เราเป็นมากกว่านั้นแล้ว พี่จะเก็บทุกอย่างไว้กับตัวอย่างนี้ไปถึงเมื่อไร ถ้ารักกัน ไม่ใช่แค่ตอนสุขดิที่พี่จะให้ผมรับรู้และอยู่ด้วย ผมอยากให้พี่คิดถึงผมตอนที่พี่ทุกข์ด้วยนะ ผมอยากอยู่ในทุกๆเหตุการณ์ของเรา เป็นคนแรกที่พี่คิดถึงตอนเหนื่อย คนเดียวที่พี่มาบ่นด้วย หรือเป็นอะไรก็ได้ที่ได้อยู่ข้างๆพี่อะ]

พอเบ๊บเริ่มหยุดร้องไห้แล้วตั้งสติได้ มันก็พูดออกมายาวเหยียด และนั่นทำให้ผมเข้าใจความคิดของมันมากขึ้น ข้อดีของเบ๊บอย่างหนึ่งก็คือมันเป็นคนพูดตรงๆ รู้สึกยังไงก็พูดออกมาแบบนั้น ผมเลยไม่ต้องมานั่งเดาใจมันเวลาทะเลาะกัน

“โอเคกูเข้าใจแล้ว แต่ถ้ามึงมาอยู่ตรงที่กูยืนมึงจะเข้าใจว่ากูทำแบบนั้นตลอดไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าความจริงคือรักอย่างเดียวมันไม่พอ กูกำลังพิสูจน์ตัวเองอยู่ว่ากูพร้อมจะดูแลมึงและพ่อแม่มึงเขาจะไม่เสียใจถ้าให้เราได้รักกัน”

[เนี่ย พี่เป็นแบบนี้อีกแล้ว พี่กดดันตัวเองแบบนี้ทำไม]

“เพราะกูไม่มีอะไรเลยเบ๊บ กูไม่มีอะไรติดตัวเลย กูถึงต้องทำ ทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเหตุผลเดียวที่จะทำก็เพราะรักมึง ไม่อยากให้มึงมองมันเป็นปัญหาที่กูแบกไว้คนเดียวแล้วไม่แชร์ให้มึงรับรู้ แต่อยากให้มึงมองว่ามันเป็นบททดสอบที่กูต้องผ่านไปให้ได้ เท่านั้นเอง”

[แต่มันก็คือการที่พี่ต้องทำงานเหนื่อยอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนผมก็ใช้ชีวิตปกติเพื่อรอวันที่พี่มีเงินแล้วมาสู่ของี้หรอ บอกว่านั่นบททดสอบของพี่ แล้วไหนของผมล่ะ]

“สิ่งที่มึงควรทำคือตั้งใจเรียนไม่ออกนอกลู่นอกทาง เป็นเด็กดีเข้าใจไหม แค่นั้นพ่อแม่มึงเขาก็เห็นและรับรู้ได้แล้วว่ามึงพยายาม ส่วนบททดสอบของเราทั้งคู่ก็คือเวลา พ่อแม่มึงแค่อยากให้เราทนกับภาวะที่ไกลกันให้ได้ ถ้าผ่านไปได้ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง”

[ตอนสำเร็จอะไรก็คงดีทั้งนั้น ที่ยากคือตอนที่กำลังจะผ่านไปนี่แหละ ผมใจจะขาดแล้ว]

เบ๊บพูดเสียงสั่นๆอีกครั้ง ถ้ามันนั่งอยู่หน้าผมตอนนี้น้ำตาก็คงคลอเบ้าแล้วล่ะ

“สัญญากับกูสิว่าจะไม่ร้องไห้แล้ว กูทรมานไม่ต่างจากมึงหรอกเบ๊บ แต่กูก็มองหาทางออกไหนไม่เจอเลยที่จะไม่ใช่การดันทุรังอดทนไปแบบนี้ แล้วรอให้ถึงวันที่พ่อกับแม่มึงจะใจอ่อน”

[ฟืดดด ผมจะไม่ร้องไห้แล้ว]

“ดีมากคนเก่งของกู มึงต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้ มองให้เห็นเหตุผลของกู เหตุผลของพ่อแม่มึง แล้วมึงจะเข้าใจคนอื่นมากขึ้น อย่าคิดน้อยใจกับสิ่งที่เขาทำไปแค่เพราะมันทำให้มึงเสียใจ มองให้เห็นถึงเจตนาจริงๆ”

ตอนนี้อะไรมันก็อ่อนไหวไปหมด ไม่ใช่แค่เบ๊บ ตัวผมเองก็ใช่ว่าจะเข้มแข็งมาก มีทั้งทุกข์ทั้งเศร้าเหมือนกัน แต่ในวันที่เบ๊บอ่อนแอผมจะอ่อนแอตามไม่ได้ วันที่มันคิดน้อยใจหรือเสียใจ ผมต้องเป็นหลักและเตือนสติมัน

ช่วงเวลาแบบนี้ความไม่เข้าใจ ความสับสน และมรสุมทุกอย่างจะรุมเร้าเราได้ง่ายมาก หนึ่งก็เพราะเราไม่ได้ติดต่อกันโดยตรง ช่วงเวลาที่ไม่ได้เจอกัน ต่างคนต่างคิดและทำเรื่องของตัวเองในมุมของตัวเอง สองคือความคิดถึงที่กัดกินเรา มันทรมานและเหมือนฆ่าเราทั้งเป็น ห่างกันแค่นิดเดียวแต่เจอกันไม่ได้

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คืออดทน อดทน และอดทน

“ส่วนเรื่องที่มึงน้อยใจ กูก็คงเลิกทำงานไม่ได้หรอกเพราะมันเป็นหน้าที่ กูต้องหาเงินเก็บเป็นค่าเทอมด้วย เพราะงั้นมันก็ต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่สิ่งที่กูจะทำมากขึ้นคือเล่าทุกอย่างให้มึงฟัง ให้มึงรับรู้แต่ละวันของกู โอเคไหม” ในเมื่อไม่เข้าใจกันเพราะผมไม่ได้บอกมัน ดังนั้นอะไรที่เปลี่ยนได้ก็ต้องปรับเข้าหากัน

ถึงแม้เงินค่าเทอมตอนนี้ผมจะเก็บได้เกินครึ่งไปแล้ว แต่ก็อย่าลืมว่ายังต้องกินต้องใช้ ผมแทบไม่ได้แบมือขอเงินพ่ออีกแล้ว ภาระทุกอย่างจึงต้องรับผิดชอบเองคนเดียว

[อือ ผมก็ผิดเองแหละที่รู้แล้วก็ยังเก็บไว้ แค่จะวัดใจดูว่าพี่จะยอมบอกเองเมื่อไร พอพี่ไม่พูดผมก็ยิ่งคิดมากไปเองเรื่อยๆ ผมก็ขอโทษเหมือนกัน]

“อืม กูรักมึงนะเบ๊บ”

[รักเหมือนกัน ถ้าเหนื่อยเมื่อไรก็ชวนผมเล่นrovนะ ผมจะรอพี่ตลอดเวลาที่ว่างเลย]

“อย่าเชียวนะมึง ไปตั้งใจเรียนเลย ทำให้กูภูมิใจหน่อย เข้าใจป่ะ” ผมรู้สึกได้ว่าการคุยกันแล้วปรับความเข้าใจ ทำให้บรรยากาศดีๆระหว่างเรากลับมาอีกครั้ง ผมดีใจที่เรายังประคับประคองกันมาได้เรื่อยๆแบบนี้






ที่โรงสี

เวลาบ่ายโมงแบบนี้อย่าถามหาความเย็นจากประเทศไทยเลยครับ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้ ตอนนี้ผมเชื่อว่าคนงานทุกคนที่ทำงานในโรงสีต้องไม่มีใครอารมณ์ดีได้อย่างแน่นอน นอกจากงานที่หนักแล้ว สภาพอากาศก็ย่ำแย่ เสื้อผ้าก็ต้องใส่แขนยาวขายาวเพื่อป้องกันฝุ่นละออง  

แล้วคือโรงสีมันก็มีงานหลายส่วน ตั้งแต่ทำความสะอาดเอาสิ่งสกปรกออกจากข้าว สีกะเทาะเปลือก แยกแกลบ แยกรำข้าว ไปจนถึงคัดขนาดข้าวสารที่ได้แบ่งเป็นเกรด

ผมเองทำงานอยู่ในส่วนของสีกะเทาะเปลือกจนกลายเป็นข้าวกล้อง เครื่องมันก็จะไม่ได้ใหญ่มาก แต่มีหลายเครื่องเท่านั้นเอง หน้าที่ผมก็แค่ไปขนข้าวเปลือกที่ล้างและตากแล้วเรียบร้อยมาใส่ลงไป แล้วเครื่องที่มีลูกกลิ้งด้านในก็จะหมุนขบกันไปจนเปลือกข้าวหลุดออก จะขัดละเอียดขัดหยาบก็แล้วแต่เราปรับความเร็วลูกกลิ้งนั้น

พอเสร็จก็จะได้ข้าวกล้องที่เปลือกหลุดออกไป คราวนี้ก็ต้องรู้ว่าล็อตนี้จะขายเป็นข้าวกล้อง ล็อตนี้จะขายเป็นขาวสาร ส่วนแกลบก็ต้องแพ็คใส่ถุงไปไว้อีกที่เช่นกัน

ตอนนี้ผมก็กำลังเริ่มทยอยแพ็คกระสอบข้าว คือพอเราสีรอบหนึ่งเสร็จ ก็คอยทยอยแพ็คใส่ถุงได้เลย เสร็จแล้วก็ค่อยเอารถโฟล์คลิฟท์มายกไป แต่ผมไม่ใช่คนขับเองหรอกนะครับ แต่ละส่วนก็จะมีคนทำหน้าที่ประจำของตัวเองอยู่แล้ว

“ไอ้บอย ยังไม่กลับอีกหรอวะ” พี่เก๋าเดินมาทักผมที่ยังเปิดไฟทำงานอยู่ แม้ตอนนี้จะเกือบหกโมงแล้ว พระอาทิตย์ก็ใกล้จะตกดินเต็มที เวลาเลิกงานจริงๆคือห้าโมงตรง จะมีบางคนที่ได้คุยกับเฮียหรือพ่อของเบ๊บว่าจะทำโอที ก็จะได้เพิ่มอีกหนึ่งชั่วโมงถึงหกโมงเย็น แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ ต้องเป็นงานในส่วนที่เฮียเขาเร่งทำให้ทัน

“วันนี้ทำโออะพี่” ผมเงยหน้าขึ้นไปตอบ

“อ้าว เห็นปกติไม่ทำ ช่วงนี้เฮียเร่งหรอวะ”

“ใช่พี่ ก็เห็นว่าปกติยอดข้าวกล้องมันได้มากกว่านี้ เดือนนี้มันไม่ทันจริงๆ” ผมตอบตามที่ได้ยินมา พอต้องทำโอเพิ่มอย่างนี้ ผมก็ได้รับผลกระทบอยู่เหมือนกัน เพราะงานพาร์ทไทม์ที่ทำอยู่เข้างานหกโมงตรง ปกติมันก็เหลือเวลาได้กินข้าวนั่งพักอยู่บ้าง เพราะร้านอาหารอยู่แค่ในตลาด ขับไปนิดเดียวก็ถึง

แต่ช่วงนี้ต้องทำโอสองสัปดาห์ติด ผมก็ต้องแจ้งทางร้านนู้นไว้ว่าผมขอเข้าหนึ่งทุ่ม ยังดีที่เขายอมให้เพราะปกติก็จ่ายรายชั่วโมงอยู่แล้ว มันไม่ได้มีผลอะไรมาก

จะมีปัญหาก็ตรงที่มันค่อนข้างจะเหนื่อยหน่อยเท่านั้นเอง

“แล้วมึงไม่ต้องไปทำงานข้างนอกต่อหรอ”

“ช่วงนี้เข้าสายได้พี่ ไม่เป็นไร”

“เออๆ ขยันห่าไรขนาดนั้นวะ นี่ถ้าเมียกูได้มึงเป็นผัวแม่งคงยิ้มอะ” พี่เก๋าพูดติดตลกก่อนจะเดินมาตบบ่าผมสองที “งั้นกูไปก่อนละ เดี๋ยวต้องไปแวะซื้อผ้าอ้อมให้ลูกอีก”

“เจอกันพี่”

“เออ”

ลากันเสร็จผมก็เริ่มทำต่อ ความจริงไม่ได้มีแค่ผมคนเดียวที่ทำ แต่ว่าคนอื่นๆที่อยู่โซนเดียวกันก็ต้องเร่งมือเช่นกัน เมื่อเบื้องบนสั่งมาว่าต้องเน้นข้าวกล้องมากเป็นพิเศษ ตอนนี้เทรนด์รักษาสุขภาพกำลังมาแรง



หนึ่งชั่วโมงผ่านไป

“ซ่า”

ผมแทบจะถอดเสื้อผ้าอาบน้ำตรงนี้ ถ้าเป็นไปได้ก็จะพกสบู่ ยาสระผมมาอาบที่นี่เสียเลย เพราะอากาศมันร้อนเหมือนว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะร้อนได้ เหงื่อไคลในแต่ละวันก็ใช่เล่น แล้วพอไปทำงานต่อถึงแม้จะได้อยู่แค่โซนหลังร้าน แต่คนที่นั่นเขาก็สะอาดสะอ้านกันทุกคน ไม่มีใครสภาพโทรมๆไปทำงาน

อ้อ ผมลืมบอกไปใช่ไหมว่างานที่ร้านอาหารคือเก็บล้างเครื่องครัว พอช่วงเย็นที่ร้านอาหารเขาปิดแล้ว ผมก็ต้องคอยยกพวกเตาทอด เตาย่าง ถ้วยชาม และของใช้ในครัวทุกอย่างออกมาแช่น้ำยา ขัดล้างให้สะอาด รวมถึงอยู่ปิดร้าน เก็บป้าย ปิดประตูทุกอย่างให้เรียบร้อย บางคนแปลกใจว่าทำไมงานล้างจานถึงเป็นของผู้ชายแบบผม คำตอบก็คือเพราะข้าวของมันหนักมาก เตาทั้งหลายต้องแยกออกเป็นหลายส่วน ไหนจะหม้อทอดแบบเฉพาะ ทุกอย่างมีน้ำหนักมาก พวกผู้หญิงก็ทำไม่ไหวอยู่แล้ว สุดท้ายร้านเลยต้องเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่ม

ซึ่งเพราะงานผมเป็นแบบนี้ การที่เข้าช้าหนึ่งชั่วโมงก็แปลว่าผมต้องเก็บล้างให้เสร็จในเวลาจำกัดมากขึ้นเท่านั้นเอง ในขณะที่คนอื่นเก็บร้านส่วนอื่นเสร็จแล้ว ผมก็อาจจะต้องอยู่ต่อนานขึ้น

“ไอ้บอย...”

ผมเงยหน้าที่เปียกน้ำขึ้นมามองว่าใครเรียก ใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าเช็ดตาเพื่อให้มองชัดขึ้น

“...ลุงโชติ สวัสดีครับ” ผมรีบยกมือไหว้ทันทีเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนเดินมาเรียก “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“เลิกแล้วไปไหนต่อหรือเปล่า”

“มีธุระนิดหน่อยครับ”

“ไปทำงานต่อ?”

“ครับ”

“ที่ไหน”

“ร้านอาหาราในตลาด ที่มาเปิดใหม่น่ะครับ” ผมอธิบาย นี่น่าจะเป็นบทสนทนาที่ยาวที่สุดตั้งแต่ลุงโชติยอมพูดกับผมหลังจากเกิดเรื่อง เพราะปกติเวลาทำงานก็แทบจะถามคำตอบคำ เงินออกก็แค่แจกแจงรายละเอียดแล้วก็ไม่มีอะไรอีก

“วันนี้แม่ไอ้เบ๊บทำกับข้าวเยอะ กลัวจะกินไม่หมด เลยให้มาเรียกไปกินด้วยกัน เอ็งรีบหรือเปล่าล่ะ”

“ฮะ...เรียกผมไปกินข้าว...หรอครับ” ผมอึ้งจนพูดตะกุกตะกัก เมื่อกี้ผมไม่ได้หูฝาดใช่ไหม

“อือ เขามีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”

“ครับๆ งั้นเดี๋ยวผมตามเข้าไป”

ลุงโชติแค่พยักหน้าแล้วเดินไป ปล่อยให้ผมยืนยิ้มจนหน้าแห้งหน้าห้องน้ำคนงานอยู่คนเดียว






ผมนึกว่าที่โต๊ะจะมีไอ้เบ๊บนั่งหน้าแป้นแล้นรออยู่ แต่พอมาถึงจึงได้นึกขึ้นได้ว่าโดนสั่งห้ามเจอกันอยู่ ถ้าไม่ใช่ว่าอยู่บนห้อง ก็คงจะไปที่อื่น วันนี้ทั้งวันยังไม่ได้คุยกันเลย

มีคนเคยบอกไว้ว่าเวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึก ผมนึกว่ายิ่งนานวันตัวเองจะเริ่มชินกับความคิดถึงได้เสียที แต่ความจริงมันไม่ใช่เลย ผมค้นพบแล้วว่ายิ่งนานก็ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งไม่เจอก็ยิ่งโหยหา ยิ่งห่างไกลยิ่งคิดถึง เพราะถ้าคุณห่างกับคนที่คุณรักแล้ววันหนึ่งเกิดความเคยชินได้ แปลว่าคุณไม่ได้รักกันมากพอ

จริงอยู่ที่ชีวิตต้องไปต่อ ผมก็ไม่เคยเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการทำงานหรือใช้ชีวิต ทุกวันผมยังคงคิดถึง โหยหา และต้องการให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม ผมไม่มีทางเคยชินกับการที่ไม่มีเบ๊บได้อย่างแน่นอน

แค่ต้องรอเวลาที่เหมาะสม

“สวัสดีครับ” ผมสวัสดีแม่เบ๊บทันทีที่เดินเข้าไปถึงห้องครัว

“ไหว้พระเถอะ ไปตักข้าวในหม้อไป เพิ่งหุงมาร้อนๆ” พูดจบป้าก็กวักมือเรียกผมเข้าไปนั่ง ผมก็รีบไปหยิบจานมาตักข้าว แล้วเดินไปนั่งฝั่งข้างๆลุงโชติอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนรังสีความกดดันมากนัก

“มองหาเบ๊บหรอ อยู่บนห้องนู่น เห็นว่ากินมาแล้วก็เลยไม่ได้ชวน” ป้าพูดดักทางทันทีที่ผมสอดส่องสายตาไปรอบๆ

“อ่อครับ”

“เป็นยังไงบ้างล่ะช่วงนี้” ลุงโชติถามขึ้นขณะที่เราต่างคนต่างเริ่มกิน ปกติผมแทบจะไม่เคยนั่งกินข้าวกับลุงและป้าเพียงลำพังแบบนี้ เบ๊บมักจะเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์อยู่เสมอ และมันไม่เคยกระอักกระอ่วนขนาดนี้

“ก็เรื่อยๆครับ สบายดี”

“ที่บอกว่าไปทำร้านอาหารคือไปเป็นเด็กเสิร์ฟหรืออะไร”

“ไปเก็บล้างมากกว่า ผมเป็นผู้ชายเขาเลยให้ไปยกพวกเตาหรือหม้อทอดเฉพาะที่มันหนักๆ พวกงานเสิร์ฟก็มีผู้หญิงทำอยู่ก่อนแล้ว ร้านเขาเพิ่งเปิดใหม่ด้วยครับ”

“อือ แล้วได้เงินเป็นรายวันหรอ หรือเป็นเดือน”

“รายวันครับ ผมทำแค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนปิดร้าน”

“อืม งั้นเข้าเรื่องเลยแล้วกัน” อยู่ๆลุงโชติก็หันไปพยักหน้ากับป้า เหมือนก่อนนหน้านี้เขาคุยกันมาก่อนแล้ว “เอ็งจริงจังกับเบ๊บแค่ไหน”

ผมค่อนข้างอึ้งกับเรื่องที่ลุงจุดประเด็นขึ้นมา ไม่คิดว่าอยู่ๆจะเริ่มถามกันด้วยคำถามแบบนี้ แต่ยังไงผมก็มั่นใจของผมเหมือนกัน “เท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งจะทำได้ครับ”

ตอนที่ผมตอบไปทั้งสองคนก็หันมามองหน้าผมอย่างจริงจัง เรียกได้ว่าไม่มีใครสนใจกับข้าวตรงหน้าอีกแล้ว เราวางมือจากช้อนและจานตรงหน้าไปโดยปริยาย

ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายพ่อแม่เบ๊บจะเห็นดีเห็นงามด้วยไหม ใจผมเต้นแรงกว่าจังหวะสามช่า มันลุ้นไปหมด นี่อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการสั่งห้ามเจอกันตลอดชีวิตก็ได้ ใครจะไปรู้ ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากใจดีสู้เสือ ถ้าสุดท้ายแล้วเขาสองคนไม่ยอมรับผมก็ไม่รู้จะเดินต่อไปทางไหนเหมือนกัน

“แล้วคิดไหมว่าเบ๊บมันยังต้องมีอนาคตอีกไกลแค่ไหน”

‘มึงคิดว่าลูกสาวกูจะยอมจมปรักอยู่กับคนไร้อนาคตอย่างมึงหรอ’

“ผมรู้ว่าเป้าหมายชีวิตของมันคือเรียนต่อให้จบมหาฯลัย สุดท้ายก็กลับมาทำงานที่นี่ ผมรู้ทุกอย่างครับ”

“เบ๊บมันยังเด็ก เอ็งก็ยังเด็ก ไม่คิดหรอวะว่าโตอีกหน่อยก็อาจจะไปเจอคนที่รักและเหมาะสมมากกว่านี้”

‘ถ้าฉันส่งฝ้ายไปเรียนกรุงเทพฯตั้งแต่ม.ต้นก็คงไม่เกิดเรื่องอย่างนี้ใช่ไหม ฉันผิดเอง’

“...ผมไม่เคยคิดถึงชีวิตที่ไม่มีเบ๊บ” พูดไปน้ำตาผมก็เริ่มรื้นที่ขอบตา ผมไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตที่ไม่มีมันจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ผมคงไม่ตายหรอก แต่มันก็คงไม่มีความสุขมากนัก ครึ่งหนึ่งของรอยยิ้มผมก็เพราะมันทั้งนั้น ที่สำคัญแล้วถ้าไม่มีผม เบ๊บจะมีความสุขไหม มันจะยอมหรอ

‘ก็แค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายตีน ไสหัวไปแล้วอย่ามายุ่งกับลุกสาวกูอีก!!’

“ไหนลองพูดมาซิว่าตอนนี้คิดอะไรในหัวบ้าง คิดจะทำอะไรต่อไป”

“ตอนนี้ผมกับเบ๊บถือเป็นคนรักกัน ผมรักมัน แต่ผมก็ไม่รู้ว่าจะพิสูจน์ให้ลุงกับป้าเห็นได้ยังไง เพราะมันเป็นนามธรรม สิ่งที่ผมทำได้คือเปลี่ยนแปลงตัวเอง ตอนนี้ผมมีกำลังแค่นี้ก็คงยังทำได้ไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากจะขอโอกาสลุงกับป้าให้เวลาผมอีกสักนิด ถ้าผมกับเบ๊บโตขึ้น เราคงทำอะไรได้มากกว่านี้”

“ผมจะไม่ปล่อยมือมัน ไม่ว่าในฐานะอะไรก็ตาม แต่ขอให้เบ๊บเป็นคนเลือกเอง ผมจะยอมทุกอย่างถ้าหากมันเป็นคนไล่ให้ไปหรือขอให้อยู่” ผมล้อเล่นครับ ถึงไอ้เบ๊บมันจะไล่ผมก็ไม่หยุดหรอก ผมจะหน้าด้านอยู่กับมันไปตลอดนี่แหละ แต่ตอนนี้ต้องตอบให้ดูดีเอาไว้ก่อนครับ

ถ้าตอบดีกว่านี้อีกนิดผมจะลาออกจากโรงสีแล้วไปสมัครเป็นพระเอกละครแล้ว

“ถูกใจแม่ยังล่ะ” ลุงโชติไม่ได้พูดอะไรกับผม แต่หันไปคุยกับป้าแทน และสุดท้ายป้าที่นั่งเงียบฟังผมสองคนคุยกันมานานก็ถามขึ้นมาบ้าง ปกติป้าจะเป็นคนอารมณ์ร้อนและโกรธง่าย แต่วันนี้ผมว่าเขาดูสงบและนิ่งมาก เล่นเอาขนลุกซู่ตามไปด้วย

“ที่ผ่านมาไม่ใช่ฉันสองคนไม่รู้ว่าพวกแกรักกัน ฉันเชื่อว่าแกรักเบ๊บ และไอ้เบ๊บก็รักแก ไม่งั้นก็คงไม่ตามกันแจขนาดนั้น เพียงแต่ไม่เคยรู้ว่าวันหนึ่งมันจะเปลี่ยนจากพี่น้องมาเป็นแบบนี้ได้ สิบกว่าปีที่ผ่านมาถ้าเบ๊บมันไม่มีแกก็ไม่รู้ว่าจะโตมาเป็นยังไง พี่น้องก็ไม่มีแถมตอนมันเกิดใหม่ๆก็ยังไม่ได้มีเงินมีทองเท่าทุกวันนี้ ฉันสองคนต้องขอบใจด้วยซ้ำที่ช่วยดูแลมันให้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมก็เห็นมันเหมือนน้องชายอยู่แล้ว”

“...คงไม่มีใครดูแลมันดีเท่านี้อีกแล้วล่ะมั้งพ่อ”

“อืม ถึงเบ๊บมันไม่ใช่ผู้หญิงที่ต้องให้ใครมาดูแลตลอด...แต่มันก็คงไม่ใช่ผู้ชายแล้วล่ะ”

“ลุงกับป้าหมายความว่า...” ใจผมเต้นแรงจนแทบหลุดออกมาจากอก รอลุ้นคำที่จะออกมาจากปากทั้งสองคน

“หลังจากนี้ก็ดูแลมันต่อไปด้วยแล้วกัน”

“ลุงโชติ...”

ผมแทบจะยิ้มออกมาทันทีหลังคำนั้น ไม่เคยรู้สึกดีใจอะไรเท่าครั้งนี้มาก่อน ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองเพดานทันที เพราะตอนนี้รู้สึกว่าน้ำตากำลังจะไหลออกมา มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งดีใจ ขอบคุณ และสุขใจ ผมไม่รู้จะหาคำไหนมาบรรยายสิ่งที่อยู่ในหัวตอนนี้

“ยอมรับว่าที่พวกข้าเปิดใจเรื่องนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเห็นเอ็งตั้งใจทำงาน ขยันทำมาหากิน ถึงจะไม่มีเงินแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก ส่วนอีกเรื่องก็เพราะมานั่งคุยกับแม่แล้วก็เห็นว่าคนที่คอยก้มผูกเชือกรองเท้าให้ไอ้เบ๊บตอนเด็กๆ ไปรับไปส่งตอนมันยังไม่มีรถขับ สอนมันชักว่าว...”

“พ่อ!!!” ป้ารีบร้องห้ามทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา ผมจำได้ว่าผมอยู่ในเหตุการณ์ที่เบ๊บเพิ่งรู้จักการช่วยตัวเองเป็นครั้งแรก มันไม่รู้ว่าคืออะไรและหมายความว่ายังไง แต่ก็นั่นแหละครับ ผมเป็นคนสอนมันดูหนังโป๊เองกับมือ

“เออนั่นแหละ จนถึงทุกวันนี้สิ่งที่ข้าเห็นก็คือเอ็งยังนั่งแกะปลาให้มันกิน เลาะหนังไก่ทอดให้มัน ห้ามมัันกินเหล้าดูดบุหรี่ คอยดูแลทุกอย่าง และคนที่เข้าใจมันมากที่สุดในโลกก็ไม่ใช่พ่อแม่ แต่กลับเป็นเอ็งนั่นแหละ ที่สำคัญคนที่เบ๊บจะยอมอ่อนข้อและเข้าใจทุกเรื่องก็คงจะมีแค่เอ็งคนเดียวเหมือนกัน”

“...”

“ไม่มีเหตุผลที่คนเป็นพ่อแม่จะตัดสินชีวิตลูกตัวเองได้ ยังไงสุดท้ายทางเดินก็ต้องเป็นของเบ๊บมันเองอยู่ดี และในเมื่อมันเลือกแล้วว่าจะทำแบบนี้ ก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไป”

“ผะ...ผมไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว ผมคะ...แค่อยากขอบคุณลุงกับป้า ขอบคุณที่ให้โอกาสคนอย่างผม...” ผมรู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรดี

“อืม”

ผมรีบยกมือไหว้ทั้งสองคนจนหัวแทบก้มติดโต๊ะกินข้าว ความรู้สึกตอนนี้คือมันตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว ผมแม่งโคตรดีใจ มันเป็นเหมือนสัญญาณเล็กๆที่แสดงขึ้นมาว่าผมผ่านด่านไปอีกขั้นของชีวิตแล้ว

สุดท้ายกับข้าวมื้อนี้ก็ต้องเป็นหมันไปเพราะความดีใจของผมมันล้นปรี่ออกมาจนอิ่มไปอีกสามวันเจ็ดวัน ที่สำคัญคือผมต้องไปทำงานต่อ และมันเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ดังนั้นจากตอนแรกที่ตั้งใจจะขึ้นไปหาไอ้เบ๊บบนห้อง กลับต้องยอมตัดใจแล้วบอกลาลุงกับป้าบึ่งรถไปทำงานทันที

ถึงแม้จะยังไม่ได้เจอกัน แต่อย่างน้อยคืนนี้ผมก็มีเรื่องเล่าให้ไอ้เบ๊บฟังอีกเรื่องแล้วล่ะ

__

__

__

__

__

ฝ้ายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมพูดได้ว่าผมรัก เพราะผมไม่มีแม่ตั้งแต่เกิด ชีวิตผมไม่มีความอ่อนโยน อ่อนหวาน หรือสดใสของผู้หญิงเข้ามาปะปน และพอวันหนึ่งที่ผมได้รู้จักมัน ผมก็รับรู้ว่ามันช่างหอมหวานเหลือเกิน การที่จะได้ปกป้องคนอื่น มีความรู้สึกดีๆให้ใครสักคน และอยากจะอยู่กับเขาไปนานๆ

แต่แล้ววันหนึ่งก็เหมือนความฝันพังทลาย ผมเป็นแค่เด็กแว้นกระจอกๆคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรดีเลย ตอนนั้นผมยังคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันเท่นัก ไม่เคยคิดว่ามันจะทำให้ใครเดือดร้อนหรือมองว่าแย่ยังไง แค่รู้ว่าตัวกูสนุกก็พอ และเพราะแบบนั้นทำให้ผลสุดท้ายเรื่องของผมกับฝ้ายต้องจบลง

การกระทำของพวกเขาคือการ ‘กีดกัน’

ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าชีวิตมันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากต้องยอมปล่อยมือ

ฝ้ายหายไป ผมออกตามหา แต่สุดท้ายก็พบแต่ความว่างเปล่าเพราะคนพวกนั้นลบทุกอย่างทิ้งเหมือนว่าฝ้ายไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่นี่ จนตอนนี้ผมทำได้แค่เชื่อว่าฝ้ายกำลังมีชีวิตที่ดี เพียบพร้อม และมีอนาคตที่สดใสกว่าตอนที่อยู่กับผมจริงๆ อย่างที่พ่อแม่เขาต้องการ

วันนี้ ผมเชื่อว่าผมโตขึ้นมาก เพราะความรู้สึกที่อยากจะปกป้องคนอื่น มีความรู้สึกดีๆให้ใครสักคน และอยากจะอยู่กับเขาไปนานๆมันวนกลับเข้ามาหาผมอีกแล้ว เพียงแต่สิ่งที่ต่างกันไปก็คือ...

.

.

.

ครั้งนี้ผมไม่คิดจะปล่อยมือคู่นี้ไป

ผมเลือกที่จะจับมันไว้ให้มั่นคงที่สุด พาเขาเดินไปพร้อมกับผมให้ไกลที่สุด และที่สำคัญ ผมจะไม่ยอมให้มีใครมาตัดสินเราได้อีก

ความรู้สึกนี้มันไม่จำเป็นต้องมีให้แค่ผู้หญิงหรือผู้ชาย อายุมากหรือน้อย เพียงแค่รู้สึกว่ารัก มันก็คือรัก

ผมรัก





--Talk—

อ่า ครั้งนี้หายไปไม่นานนะคะ ก็ถือว่าปั่นเร็วอยู่55555555 สนุกไหมเอ่ยยยยย ฮือออออออ ปมคู่นี้จบลงแล้วค่ะ ปรบมือสิบครั้งรออะไรรรรรรรรร เย่! เอาล่ะค่ะ ตอนต่อไปจะเป็นเรื่องราวของคู่รองกันบ้าง รับรองว่าไม่แพ้คู่หลักค่ะ หมายถึงเวลาที่เราจะหายไปนะคะไม่ใช่ความดราม่า555555555 ล้อเล่นนนนน เดี๋ยวเราก็กลับมาค่ะ เราเขียนดราม่าไม่เป็นนนน ไม่รู้จักกกก ชอบนิยายใสๆมากกว่าค่ะอิอิ

ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะที่ทุกคนยังตามอ่าน และรอคอยตอนต่อไปกันอยู่ เราเคยบอกไปแล้วในเรื่องเก่าว่าเราแต่งนิยายเพราะความสุข ถ้ามีคนอ่านแค่คนเดียวก็ถือว่าเรามีความสุขมากขึ้น ดังนั้นเราต้องขอขอบคุณครั้งที่สามแสน ที่มีคนเข้ามาอ่านนิยายที่เราตั้งใจแต่งนะคะ รัก

ปอลอ พี่บอยไม่รู้นะคะว่าฝ้ายเสียแล้ว

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}