Sameejaejung (สามีแจจุง)

หนังสือและ Boxset ซีรีส์ H.E.A.R.T. เปิดจองแล้วน้า

คลั่งรักครั้งที่ 4 ครั้งแรกของมึงคือมันใช่มั้ย!

ชื่อตอน : คลั่งรักครั้งที่ 4 ครั้งแรกของมึงคือมันใช่มั้ย!

คำค้น : HEART , Rabid , หัวใจคลั่งรัก , เพลิงพาย , Yaoi , Sameejaejung

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.1k

ความคิดเห็น : 102

ปรับปรุงล่าสุด : 14 พ.ค. 2561 22:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
คลั่งรักครั้งที่ 4 ครั้งแรกของมึงคือมันใช่มั้ย!
แบบอักษร



**Part 4# Pieครั้งแรกของมึงคือมันใช่มั้ย **

“เฮ้อออออออ” ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังจากทิ้งตัวลงบนที่นอน ความเหนื่อยล้าจากกิจกรรม (กาม) ที่ทำกับเพลิงเล่นเอาผมแทบหมดแรง อาจเป็นเพราะยังไม่ได้กินข้าวด้วยแหละ แต่ถึงจะหิวผมก็ไม่มีอารมณ์แล้ว เพราะตอนนี้ตาของผมกำลังจะปิด

ก็หวังว่าพอได้เอาคืนผมแล้วเพลิงจะเลิกโกรธแค้นผมสักที ที่ผมยอมมีอะไรกับเพลิงก็เพราะเหตุผลนี้ ขืนดึงดันก็มีแต่จะทำให้คนอัณฑพาลแบบนั้นเกรี้ยวกราดมากกว่า ถ้ายอมง่ายๆ เพลิงที่มีนิสัยชอบเอาชนะจะได้รู้สึกเบื่อผม ชีวิตอันแสนสงบสุขก็จะกลับคืนมา

ผมเคยมีอะไรกับเพลิงไปแล้ว ผมไม่ใช่คนบริสุทธิ์อีกต่อไป เพราะงั้นหากมีอะไรกันอีกครั้งมันก็คงจะไม่เป็นไร ใช่ว่าเพลิงจะโรคจิตซาดิสม์สักหน่อย ถึงจะทำอย่างรุนแรงไปบ้างแต่ผมก็รู้สึกดี ไม่สิ...ดีมากเลยต่างหาก ต่างจากเวลาทำเองลิบลับ เล่นเอาผมเสียววูบที่ตรงท้องน้อยเมื่อคิดถึงตอนที่ทำกัน ผมจึงรีบสลัดภาพความทรงจำพวกนั้นออกไปแล้วข่มตานอน

โชคดีที่ผมง่วงและเหนื่อยล้ามากเพียงไม่นานผมจึงนอนหลับไป แถมดูท่าว่าจะหลับเป็นตายจนไม่รู้สึกถึงแรงสั่นจากโทรศัพท์ที่อยู่ข้างๆ จนไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่เสียงเคาะประตูและเสียงเรียกชื่อผมก็ดังขึ้น ผมหลับลึกจนปล่อยให้คนคนนั้นเคาะประตูอยู่นานเลยแหละกว่าจะรู้สึกตัวตื่น

ก๊อกๆๆๆๆๆๆๆ

               “พาย! พายอยู่ข้างในรึเปล่า! พาย! พาย!” น้ำเสียงอันคุ้นเคยที่ค่อนข้างร้อนรนทำให้ผมรีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วเดินไปเปิดประตู

“ว่าไงกวี” ผมถามอย่างงงๆ ด้วยเสียงงัวเงียนิดหน่อย ส่วนกวีที่พอเห็นประตูเปิดก็ตั้งท่าจะซักถามอะไรบางอย่าง แต่พอเห็นหน้าผมแล้วมองตั้งแต่หัวจรดเท้า ก็เกิดอาการตกตะลึงแถมยังพูดอย่างอ้ำๆ อึ้งๆ ซะงั้น

“พะ...พาย...อะ...เอ่อ...กำลังนอน...อยู่หรอ” ผมสังเกตว่าใบหน้าของกวีเป็นสีแดงขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกผมก็งงอยู่หรอก แต่พอเอะใจเลยก้มลงมองสารรูปของตัวเอง

โอ้ไม่นะ! ตอนนี้ผมใส่เพียงแค่เสื้อยืดคอกว้างตัวใหญ่กับกางเกงชั้นในเท่านั้นเอง!

“อ๊ะ! โทษที! รอแป๊บนึงนะกวี!” ผมพูดจบก็รีบปิดประตูทันที แล้ววิ่งไปเปลี่ยนเสื้อกับใส่กางเกงให้เรียบร้อย ผมไม่คิดว่าจะมีใครมาหาเลยแต่งตัวแบบนั้นเพื่อให้นอนสบาย

ให้ตายสิ! ดันทำตัวน่าอายต่อหน้ากวีไปซะแล้ว!

จากที่กำลังงัวเงียอยู่ก็ตื่นเต็มตาเลยสิผม ซึ่งหลังจากที่แต่งตัวให้เรียบร้อยผมก็เดินวนไปวนมาที่หน้าประตูสักพัก จนกระทั่งสูดหายใจเข้าลึกๆ 3 – 4 ครั้งอาการลนลานก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ นั่นแหละผมถึงทำใจค่อยๆ เอื้อมมือไปเปิดประตูให้กวีได้

“ขะ...ขอโทษนะที่ทำให้ต้องรอนาน” ผมยิ้มแห้งๆ ไม่ค่อยกล้าสบตากวีเท่าไหร่ แต่สำหรับกวีก็รู้สึกว่าอาการตกตะลึงกับสีหน้าที่แดงก่ำได้กลับไปเป็นปกติแล้ว

“ไม่เป็นไร เราสิที่ต้องขอโทษ ถ้ารู้ว่าพายนอนอยู่เราคงไม่กวนหรอก”

“แล้วกวีมาหาเรามีธุระอะไรงั้นหรอ”

“กินข้าวด้วยกันมั้ย พายกินข้าวรึยัง” กวีชูถุงพลาสติกขนาดใหญ่ที่ใส่กล่องโฟม 4 กล่องขึ้นมา

“ยังไม่ได้กินเลย เข้ามาก่อนสิ” ผมหลีกทางให้กวีเข้ามา ก่อนจะเดินไปหยิบโต๊ะญี่ปุ่นออกมากางแล้ววางไว้กลางห้อง จากนั้นก็เดินไปหยิบจาน ช้อน ส้อม แล้วเดินมาหากวีที่นั่งรอตรงโต๊ะเรียบร้อย

“พายหลับไปตั้งแต่กี่โมงหรอ” กวีถามขึ้นในระหว่างที่เราสองคนกำลังกินอาหาร กวีซื้อกับมาซะเยอะแถมยังหลายอย่างมาก ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าพวกเราจะกินให้หมดได้ยังไง

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะประมาณ 6 โมงไม่ก็ 1 ทุ่มล่ะมั้ง” ก่อนจะนอนผมก็ไม่ได้มองนาฬิกาซะด้วย แต่ผมก็นอนไปได้แค่แป๊บเดียวเองแฮะ เพราะนี่พึ่งจะเป็นเวลา 3 ทุ่มเอง

“มิน่าล่ะถึงไม่ยอมรับสาย เราตั้งใจจะโทรถามนี่แหละว่ากินข้าวรึยัง ถ้ายังอยากกินอะไร แต่พอพายไม่รับสายแถมเคาะประตูตั้งนานก็ยังไม่ยอมเปิด เราก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี” สีหน้าของกวีตอนที่พูดดูกังวลและเป็นห่วงเป็นใยผมมาก เจอแบบนี้ก็ใจบางเลยสิผม แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ผมจะตัดใจได้สักที

“ขอบใจนะกวีที่เป็นห่วงเรา แต่เราแค่เหนื่อยเลยอยากนอนพักเท่านั้นแหละ” แน่นอนว่าผมไม่ได้บอกว่าเป็นเพราะอะไร ดีที่กวีไม่ได้ถามด้วย ไม่อย่างนั้นผมคงจะไปไม่เป็นแน่ๆ

“ดีแล้วแหละที่พายไม่ได้เป็นอะไร” กวียิ้มอย่างโล่งใจ

“แล้วนี่ทำไมกวียังไม่ได้กินข้าวล่ะ เราก็นึกว่าจะกินกับเดือนมาแล้วซะอีก” ปกติคนเป็นแฟนกันเวลาไปไหนด้วยกันก็ต้องกินข้าวด้วยกันสักมื้ออยู่แล้วนี่นา

“ก็กินแล้วแหละแต่ว่าไม่อิ่ม”

“หืม?” ผมทำหน้างง กวีเลยยิ้มแห้งๆ แล้วอธิบายให้ผมฟัง

“ก็เดือนเล่นสั่งแต่สลัดกับผลไม้ บอกว่าเลยหกโมงกินเนื้อไม่ได้เพราะกลัวอ้วน ส่วนเราไม่กลัวเลยจะสั่งสเต็กมากิน แต่ทีนี้เดือนไม่ยอมกลัวจะตบะแตก เราเลยต้องจำใจกินแต่สลัดกับผลไม้ตามที่เดือนกินน่ะสิ” พูดจบกวีก็ถอนหายใจออกมา สีหน้าดูเบื่อหน่ายและเซ็งสุดๆ

“เอาน่า กวีต้องเข้าใจนะว่าผู้หญิงน่ะอ้วนง่ายกว่าผู้ชาย กวีต้องชื่นชมมากกว่าที่เดือนมีวินัยขนาดนี้ จะได้เป็นแฟนที่สวยและน่ารักของกวีตลอดไปไง” พูดเองก็เจ็บเอง แต่เจ็บหนักๆ นั่นแหละดี เพราะผมจะได้ตัดใจจากกวีได้เร็วๆ

“ขอบใจนะพาย” แค่ได้เห็นรอยยิ้มของกวีผมก็คิดว่ามันคุ้มค่ามากๆ แล้ว คนที่แอบรักอยู่ข้างเดียวจะไปหวังมากกว่านี้ได้ยังไง ที่ทำได้ก็คงเป็นแค่ที่ปรึกษาเท่านั้น

การทำให้คนที่เรารักมีความสุข มันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน...

หลังจากที่กินข้าวเสร็จผมกับกวีก็นั่งคุยเรื่องสัพเพเหระกันต่อ ระหว่างที่คุยผมสังเกตเห็นว่ากวีมองมาที่ผมแปลกๆ แถมยังทำท่าเหมือนจะถามอะไรสักอย่าง แต่ก็อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ยอมถามกลับชวนคุยเรื่องอื่น ผมที่เป็นฝ่ายทนไม่ไหวเลยเอ่ยปากถามซะเลย

“กวีมีเรื่องอะไรอยากจะถามเรารึเปล่า” พอได้ยินแบบนั้นกวีก็ทำหน้าตกใจเล็กน้อย ก่อนจะถามคำถามที่ค้างคาใจอยู่นานออกมา

“ตรงคอของพายน่ะ รอยอะไรหรอ” ผมรู้สึกงงกับคำถามนั้นเลยขมวดคิ้วด้วยความงุนงง แต่พอนึกออกว่าคงเป็นรอยดูดที่เพลิงทำเอาไว้ ผมก็เบิกตากว้างแล้วรีบยกมือขึ้นมาปิดที่ต้นคอด้วยความรวดเร็ว

“คะ...คะ...คือ...ระ...เรา...โดนยุงกัด...ใช่แล้ว! เราโดนยุงกัดน่ะกวี!” ผมรู้ว่าตัวเองกำลังแถแบบฟังไม่ขึ้น แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็ผมคิดไม่ออกนี่นาว่าจะแก้ตัวว่าอะไร ใครจะกล้าบอกความจริงให้คนที่ชอบรับรู้เรื่องไม่ดีของตัวเองกันเล่า

โชคดีที่กวีไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงแค่พูดว่า ‘งั้นหรอ’ อย่างเดียวเท่านั้น ผมก็มองไม่เห็นด้วยว่ากวีกำลังทำหน้าแบบไหน เพราะเอาแต่ก้มหน้าหลบตา แต่ถ้าไม่ถามอะไรออกมาก็คงจะเชื่อผมอยู่ล่ะมั้ง ซึ่งหลังจากนั้นกวีก็ชวนผมคุยตามปกติ จนกระทั่ง 4 ทุ่มนิดๆ ก็ช่วยกันเก็บจานชามไปล้าง

“พรุ่งนี้พายมีเรียนแค่ช่วงบ่ายใช่มั้ย ถ้ายังไงตอนเย็นไปกินข้าวกับเรานะ เดี๋ยวเราเรียนเสร็จจะเดินไปหาที่คณะ” กวีพูดขึ้นตรงประตูก่อนที่จะเดินกลับห้อง

“เรายังไงก็ได้ แต่กวีไม่ต้องไปกินข้าวกับเดือนหรอ”

“ไม่ล่ะ กินกับพายอร่อยกว่านี่นา” ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงเขินแทบบ้า แถมยังจะเอาคำพูดนั้นไปนอนฝันหวาน แต่ตอนนี้ผมกลับยืนสงบนิ่ง แน่นอนล่ะว่าเสี้ยวหนึ่งผมรู้สึกดีใจ แต่ผมก็รู้ไงว่ากวีไม่ได้คิดอะไรกับผม เราสองคนเป็นได้แค่เพื่อนกัน เพราะงั้นผมจะเก็บเอาคำพูดนั้นมาคิดเข้าข้างตัวเองทำไม

“ถ้างั้นก็เจอกันหลังเลิกเรียนนะ”

“อืม ฝันดีนะพาย”

“ฝันดีเหมือนกัน” เราสองคนอมยิ้มและโบกมือให้กัน จากนั้นกวีก็เดินกลับเข้าห้องไป ส่วนผมก็หาอะไรทำสักพัก จนกระทั่งความง่วงเริ่มก่อตัวขึ้นมาผมจึงได้ขึ้นเตียงไปนอน

วันต่อมาผมมีเรียนในช่วงบ่าย ซึ่งก็เป็นวิชาเฉพาะเลยไม่ได้เรียนกับสาขาไหน เลยทำให้ผมเรียนได้อย่างสบายใจไม่ต้องหวาดระแวงเหมือนเมื่อวาน

แต่จะว่าไปปัญหากับเพลิงผมก็เคลียร์ไปแล้วนี่นะ เพราะงั้นผมก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรแล้วสิ อีกอย่างวันนี้ทั้งวันเพลิงก็ไม่ได้มาหาเรื่องหรือตามล่าผมด้วย ในที่สุดความสงบสุขก็กลับมาหาคนจืดจางอย่างผมสักที

“เย็นนี้ได้ไปไหนมั้ยพาย เราว่าจะชวนไปทำวิจัยที่ห้องสมุด” อินน์ถามผมหลังจากที่หมดเวลาเรียนตอน 4 โมงเย็น การที่อินน์กลับมาเรียกชื่อผมว่าพาย เป็นเพราะผมบอกว่าการเปลี่ยนชื่อเพื่อแก้เคล็ดได้จบลงแล้ว

“ไว้เป็นวันพรุ่งนี้ได้มั้ยอินน์ วันนี้เรามีนัดแล้วน่ะ”

“หืม? มีนัด? กับหนุ่มที่ไหนอะ?” อินน์อมยิ้มน้อยๆ ด้วยดวงตาเป็นประกาย แต่พอผมตอบไปว่าใครสีหน้าก็กลายเป็นเบื่อหน่ายทันที

“กวี”

“เฮอะ! นี่ยังไม่เลิกคุยกับมันอีกหรอ” ผมกะแล้วว่าปฏิกิริยาของอินน์ต้องเป็นแบบนี้ ก็อินน์ดูเหมือนจะโกรธกวีมากกว่าผมที่เป็นคนอกหักเองซะอีก

“ก็นอกจากอินน์เราก็มีกวีนี่แหละที่เป็นเพื่อนอีกคน แล้วอย่างนี้จะให้เราเลิกคุยได้ยังไง อีกอย่างพวกเราก็อยู่ข้างห้องกันด้วย ยังไงก็ต้องเจอกันเกือบทุกวันอยู่แล้ว”

“ถ้างั้นก็ตามใจแล้วกัน” อินน์ทำหน้าเซ็งๆ

“โกรธเรางั้นหรอ” ผมหน้าจ๋อย อินน์เลยถอนหายใจออกมาแล้วใช้สองมือบีบที่แก้มของผม

“โกรธ แต่ว่าหายแล้ว เพื่อนกันไม่โกรธกันนานหรอก” พอได้ยินแบบนี้ผมก็ยิ้มออกมา อินน์ที่ใจอ่อนหายโกรธผมแล้วก็เช่นกัน ก่อนจะกลับไปเป็นหน้าบึ้งอีกครั้งก็ตอนที่ลงจากตึกมาแล้วเจอกวียืนอยู่ข้างหน้า

“เฮอะ! เหม็นหน้าคนแถวนี้ชะมัด เราไปก่อนนะพาย” อินน์โบกมือลาแล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปเลย กวีที่เห็นแบบนั้นก็ถึงกับงงน่ะสิ

“เมื่อกี้เพื่อนพายหมายถึงเรารึเปล่า” ไม่แปลกหรอกที่กวีจะถาม ก็โดนอินน์มองหน้าซะเขียวปั๊ดขนาดนั้นเลยนี่นา

“เปล่าหรอก อินน์คงโมโหเพื่อนในสาขาล่ะมั้ง อย่าคิดมากเลยกวี” ถึงจะทำหน้าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่กวีคงขี้เกียจซักไซ้ล่ะมั้งเลยไม่ได้ถามอะไรผมต่อ

“อืม แล้วนี่พายหิวรึยัง ไปกินข้าวกันเลยมั้ย”

“ไปเลยก็ได้” ความจริงผมยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่เพราะพึ่งกินข้าวไปตอนเที่ยงกว่าๆ แต่ที่ผมเลยตามเลยก็เป็นเพราะนิสัยอะไรก็ได้ ไม่ค่อยชอบปฏิเสธคน

ระหว่างเดินไปหลังม.เราสองคนก็คุยอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย โดยที่ระหว่างนั้นได้มีสายโทรเข้ามาที่โทรศัพท์ของผม แต่ผมพึ่งรู้ตัวเลยรับไม่ทัน แถมยังเป็นเบอร์แปลกด้วยผมเลยไม่ได้สนใจ บางทีอาจจะแค่โทรผิดก็ได้ คนจืดจางอย่างผมที่แทบไม่มีใครรู้เบอร์จะมีคนรู้จักโทรหาได้ยังไง

แต่ถึงจะคิดอย่างนั้น...

“ทำไมมึงถึงไม่รับสายกู!” เสียงเกรี้ยวกราดอันเป็นเอกลักษณ์ได้พูดขึ้นอยู่ทางด้านหลัง จากนั้นก็ตรงเข้ามากระชากข้อมือของผมให้หันหน้ากลับไปหา

“เพลิง!” ผมเบิกตากว้างราวกับเห็นผี แต่เอาจริงๆ ต่อให้เห็นผีผมก็คงจะไม่ตกใจเท่านี้แน่นอน “นะ...นายรู้เบอร์เราได้ยังไง”

“มึงรู้ไปแล้วมันได้อะไร ยังไงกูก็รู้เบอร์มึงแล้ว” คำตอบนั้นทำให้ผมทำหน้าเหนื่อยใจ แต่ก็เอาเถอะ คำตอบสมกับเป็นคนอย่างเพลิงดี

“แล้วนายโทรหาเราทำไม”

“ไม่ต้องถามมาก เดินตามกูมาก็พอ” ถึงจะบอกให้เดินตาม แต่เพลิงกลับลากผมจะให้เดินกลับเข้าไปในม. ซึ่งถ้าเป็นตอนอื่นผมก็คงจะถูกลากไปได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เพราะผมไม่ได้อยู่คนเดียว

“เดี๋ยว มึงจะพาพายไปไหน ถ้าพายไม่เต็มใจกูก็ไม่ยอม” กวีจับที่แขนอีกข้างของผมเอาไว้ ทำให้ตอนนี้ผมอยู่ตรงกลางระหว่างเพลิงและกวี สถานการณ์ตอนนี้ราวกับซาตาน VS เทวดายังไงยังงั้น ต่างฝ่ายต่างจ้องหน้ากันและกันอย่างเอาเรื่องโดยไม่มีใครยอมใคร

ทำไมมันถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ล่ะเนี่ย!

“ไอ้หน้าตี๋นี่เป็นใคร” เพลิงถามผมแต่สายตากลับเหยียดมองกวีตั้งแต่หัวจรดเท้า

“เอ่อ...” แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบคำถาม กวีก็ชิงพูดขัดขึ้นซะก่อน

“พายไปรู้จักกับคนอย่างนั้นได้ยังไง คนรอบข้างมันมีคนดีที่ไหนพายก็น่าจะรู้” กวีเหยียดมองเพลิงคืนบ้าง

อันที่จริงที่กวีพูดมันก็ดูจะเกินจริงไปหน่อย ถึงแม้ชื่อเสีย (ง) ของเพลิงจะไม่ค่อยดีเพราะเป็นจอม ‘อัณฑะพาล’ ฟันผู้ชายไปทั่ว แต่นิสัยส่วนตัวก็ไม่ได้เลวร้ายเลวทรามขนาดนั้น ติดที่อารมณ์ร้อนแล้วก็เอาแต่ใจไปสักหน่อย ไม่สิ...จะว่าไปก็มากเลยแหละ

“แหม ไอ้คนดี ปากดีไม่พอยังอ้อนตีนกูด้วยนะมึง” เพลิงที่ดูเหมือนว่าจะของขึ้นสุดๆ ทำท่าจะพุ่งเข้าใส่กวี ผมที่เห็นแบบนั้นเลยรีบห้ามเอาไว้ไม่งั้นได้เกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ

“อย่านะเพลิง! กวีไม่ได้ตั้งใจจะว่านายหรอก!”

“ไม่ได้ตั้งใจ? นี่ถ้ามันตั้งใจจะไม่ด่ากูถึงโคตรเหง้าศักราชเลยหรอวะ!” เพลิงหันมาขึ้นเสียงใส่ผม ผมที่ไม่รู้จะแก้ตัวแทนกวียังไงเลยได้แต่เงียบแล้วก้มหน้า กวีเลยคิดว่าผมกำลังกลัวและเสียขวัญอยู่มั้งเลยเป็นฝ่ายเอ่ยปากออกมา

“หยุดตะคอกใส่พายเดี๋ยวนี้”

“มึงมีสิทธิ์อะไรมาสั่งกู”

“แล้วมึงมีสิทธิ์อะไรไปตะคอกใส่พาย”

“กูจะพูดดีๆ หรือจะตะคอกแล้วมึงมาเสือกอะไร”

“จะไม่ให้กูเสือกได้ยังไงก็กูเป็นเพื่อนของพาย”

“เฮอะ! แค่เพื่อนทำมาเป็นคุย รู้ไว้ซะว่ากูเป็นผั-...”

“เพลิง!” ผมรีบพูดขัดขึ้นเสียงดังเพราะรู้ว่าเพลิงกำลังจะพูดอะไร ต่อให้ต้องตายผมก็ไม่ยอมให้กวีรู้แน่ว่าผมกับเพลิงมีความสัมพันธ์กันแบบนั้น!

“ขอร้องล่ะ ช่วยอยู่เงียบๆ อย่าพูดอะไรได้มั้ย แล้วเราจะทำตามที่นายต้องการทุกอย่างเลย” ผมหันไปขยับปากพูดกับเพลิงแบบไม่ออกเสียง เพลิงที่ได้ยินแบบนั้นเลยแสยะยิ้มที่มุมปาก ผมคิดว่าวันนี้คงไม่พ้นโดนอัณฑะพาลอย่างเพลิงจับกินอีกแน่ๆ แต่ถึงจะรู้ผมก็คงต้องยอมเพราะไม่มีทางเลือก

ก็ผมไม่อยากให้กวีรู้เรื่องที่ไม่ดีของผมนี่นา...

ผมแกะมือของเพลิงออกแล้วเดินไปหยุดตรงหน้าของกวี วินาทีนั้นสายตาของกวีหันไปมองเพลิงอย่างผู้ชนะทั้งยังยิ้มหยัน แต่พอผมแกะมือของกวีออกเหมือนกันสายตาและรอยยิ้มนั้นก็พลันหายไป

“เอ่อ...ขอโทษนะกวี เราพึ่งนึกได้น่ะว่ามีนัดกับเพลิงแล้ว ไว้วันหลังเราค่อยไปกินข้าวด้วยกันนะ เดี๋ยวเราจะขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงไถ่โทษเอง”

“แต่พาย...” กวีพยายามจะพูดเพื่อรั้งผมเอาไว้ ผมเข้าใจดีว่ากวีคงเป็นห่วงผมมาก เป็นผมผมก็คงจะห่วงเหมือนกันถ้าเพื่อนบอกว่ามีนัดกับคนอันตราย

“ไม่ต้องห่วงหรอกกวี เพลิงไม่ได้เป็นคนไม่ดีอย่างที่กวีคิดหรอก” ผมยิ้มออกมาเพื่อให้กวีสบายใจ

“ได้ยินชัดแล้วนะไอ้หน้าตี๋” เพลิงเดินเข้ามาโอบไหล่ของผมพลางยิ้มที่มุมปาก สายตามองไปยังกวีอย่างผู้ชนะตัวจริง กวีจึงกำหมัดแน่นแล้วมองหน้าเพลิงอย่างเจ็บใจ แต่เพลิงก็ไม่แคร์แถมยังโอบไหล่ของผมให้แน่นขึ้น แล้วพาเดินกลับไปยังด้านหลัง

“นายจะพาเราไปไหน”

“เดี๋ยวมึงก็รู้” พอได้ยินคำตอบแบบนี้ผมก็ไม่คิดจะถามอีกให้เสียเวลา เลยเดินตามไปเงียบๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองกวี ซึ่งพอเจอสายตาที่มองตรงมาอย่างไม่พอใจ ผมเลยรีบหันหน้ากลับไปเพราะไม่อยากให้กวีรู้สึกโกรธไปมากกว่านี้

พอเดินตรงไปอีกนิดหน่อยผมก็เห็นรถออดี้สีแดงที่จอดอยู่ไม่ไกล ผมจำได้ว่านั่นเป็นรถของเพลิง เพราะสีแบบนี้ทั้งมหา’ลัยมีอยู่คันเดียว ช่างเลือกสีได้เด่นสะดุดตาดีจริงๆ

“ขึ้นไป นี่รถกูเอง” เพลิงเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้แล้วดันผมเข้าไป จากนั้นก็เดินอ้อมไปยังอีกฝั่งแล้วเข้ามานั่งข้างใน เพลิงไม่พูดไม่จาอะไรแล้วขับรถตรงออกไปเลย

ประมาณ 15 นาทีต่อมารถสีแดงของเพลิงก็มาจอดอยู่ที่หน้าโรงแรม Arena จากนั้นก็จูงมือ (ลาก) ผมลงจากรถแล้วตรงเข้าไปข้างใน เพลิงจองห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ผมฟังไม่ทันว่าเป็นห้อง Superior หรือ Deluxe แต่จะเป็นห้องอะไรก็ช่างยังไงผมก็ไม่รอดอยู่ดี เพราะตอนนี้ผมเข้ามาอยู่ข้างในกับเพลิงแล้ว

 “ไอ้หน้าตี๋นั่นเป็นใคร” คำถามนั้นของเพลิงทำให้ผมรู้สึกงงนิดหน่อย ตอนแรกผมก็นึกว่าจะถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้า ไม่ก็ถูกผลักหรือโยนลงไปบนเตียงทันทีที่เข้ามาในห้องซะอีก

“กวีเป็นเพื่อนของเรา”

“มึงแน่ใจนะว่ามันเป็นแค่เพื่อนจริงๆ” เพลิงหรี่ตาลงอย่างไม่ค่อยเชื่อผมเท่าไหร่นัก

“แน่ใจสิ ก็กวีมีแฟนอยู่แล้ว” พอพูดถึงเรื่องนี้ผมก็อดที่จะทำหน้าเศร้าลงไม่ได้ ถึงมันจะไม่ได้มากมายอะไรแต่เพลิงที่กำลังจ้องอยู่ก็สังเกตเห็น

“กูเข้าใจแล้ว ที่มึงบอกว่าอกหักเป็นเพราะไอ้เวรนั่นมันทิ้งมึงไปมีคนใหม่สินะ” เพลิงจิ๊ปากอย่างไม่สบอารมณ์ ดูท่าทางจะไม่ชอบขี้หน้ากวีเอามากๆ

“พูดถึงกวีให้ดีๆ หน่อยไม่ได้รึไง”

“แล้วมึงจะไปโกรธแทนมันทำไม ต้องขอบคุณกูสิที่ช่วยด่ามันให้”

“แต่กวีไม่ได้ทำผิดสักหน่อย เราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่แล้ว แค่อยู่ห้องข้างกันเท่านั้นเอง”

“อ๋อ ก็เลยกินกันง่ายๆ อยากเมื่อไหร่ก็มาเคาะห้องมึงสินะ”

“มันไม่ใช่แบบนั้น...”

“แล้วมันเป็นแบบไหน! หรือว่ามึงเป็นคนไปเคาะห้องมันแล้วถวายตัวให้มันจนถึงที่!” ยิ่งพูดเสียงของเพลิงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเพลิงจะพาลใส่ผมทำไม แต่ก็นะ...ฉายา ‘อัณฑะพาล’ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยอยู่แล้ว

“ถ้านายอยากจะคิดแบบนั้นก็เชิญตามสบาย” ที่พูดผมไม่ได้ประชดแต่อย่างใด เพลิงจะคิดแบบไหนมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมอยู่แล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าคำตอบนั้นจะทำให้เพลิงยิ่งคลั่งหนักมากขึ้นกว่าเดิม

“ไอ้หน้าตี๋นั่นมันเป็นคนได้ครั้งแรกของมึงไปใช่มั้ย!” ขึ้นเสียงใส่ไม่พอยังจ้องหน้าผมแทบจะกินเลือดกินเนื้ออีกต่างหาก จะโมโหอะไรมากมายก็ไม่รู้

“ไม่ใช่” แต่คำตอบนั้นแทนที่จะทำให้เพลิงอารมณ์เย็นลง เปล่าเลย เพราะเพลิงดันของขึ้นยิ่งกว่าเดิมซะอีก

“นี่ยังมีคนก่อนหน้าไอ้ตี๋นั่นอีกหรอห้ะ!” เอาเข้าไป ชักจะไปกันใหญ่แล้วนะเนี่ย “ไอ้เวรนั่นมันชื่ออะไรบอกกูมาเดี๋ยวนี้!”

“ชื่อชี้กับกลาง”

“หา? คนบ้าอะไรชื่อประหลาดขนาดนั้น! แต่เดี๋ยวนะ...นี่ครั้งแรกมึงก็เล่นแซนด์วิชแบบ 3P แล้วเรอะ!” ความคิดแบบนั้นของเพลิงทำเอาผมอดไม่ได้จริงๆ ที่จะกลอกตามองบน

“เราไม่ได้เป็นคนมีรสนิยมแบบนั้นสักหน่อย”

“ถ้าอย่างนั้นแล้วไอ้ชี้กับไอ้กลางที่มึงว่ามันหมายความว่ายังไง!” ผมไม่พูดอะไรแต่ชูสองนิ้วแล้วยื่นไปตรงหน้าของเพลิงแทน

ถ้าทำขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจ ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้ว หวังว่าผมคงไม่ต้องเติมฉายาให้เพลิงเป็น ‘อัณฑะพาลจอมทึ่ม’ หรอกนะ!

 2BC


​ฮัลโหลวววว สวัสดีค่าทุกคน Rabid หัวใจคลั่งรักตอนที่ 4 ก็จบลงไปเรียบร้อยแล้วน้า อีตาเพลิงพระเอกของเรื่อง (หรือตัวร้าย?) ก็มีเรื่องมาให้ได้ด่าทุกตอนจริงๆ ลองทายกันซิว่าตอนหน้ามันจะรู้มั้ยว่ามันนั่นแหละที่เป็นคนแรกของพาย 55555 ​ส่วนเรื่องของกวีที่ยังสงสัยกันอยู่ว่าคิดยังไงกับพายกันแน่ เดี๋ยวตอนต่อๆไปก็คงจะได้รู้กันนะคะ แต่สำหรับตอนหน้ามาลุ้นเรื่องความสัมพันธ์ของเพลิงและพายกันดีกว่า จะดีขึ้นหรือว่าเลวร้ายกว่านี้ แล้วจะมี NC ให้เลือดสูบฉีดกันรึเปล่า (ก็อีตาเพลิงอุตส่าห์ลากพายมาที่โรงแรมเดิมแล้วนี่เนอะ) ยังไงก็มาลุ้นไปพร้อมๆ กันน้า ​แต่ตอนหน้าเราอาจจะมาช้าหน่อยเหมือนตอนนี้นะคะ แบบว่าติดภารกิจแพคหนังสือคู่พฤกษ์ซ่าอยู่น่ะค่ะ ยังไงก็อย่าพึ่งเทเค้าไปไหนน้า เค้าจะรีบแพคให้เสร็จแล้วรีบมาลงนิยายแบบปกติให้เร็วที่สุดเลยค่า รักทุกคนนะคะจุ๊บๆ ​ปล.ขอโทษนะคะที่ช่วงนี้เค้าอาจจะไม่ว่างตอบคอมเมนท์ (แต่ยังอ่านอย่างมีความสุขเหมือนเดิมน้า ^^) ไว้แพคหนังสือเสร็จเค้าจะกลับมาตอบทุกคนเป็นปกตินะคะ หวังว่าจะไม่งอนเค้าน้าคนดีของเค้า ​(14 พ.ค. 61)

http://cdn-th.tunwalai.net/files/member/48456/584810482-member.jpg

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}