ลูกตุ้มเงิน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชอบอ่านนิยายผิดตรงไหน?

ชื่อตอน : ชอบอ่านนิยายผิดตรงไหน?

คำค้น : ตามรอยนิยายรัก, ญี่ปุ่น, ท่องเที่ยว, ลูกตุ้มเงิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 87

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2561 12:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชอบอ่านนิยายผิดตรงไหน?
แบบอักษร

​            นช่วงเวลาพักกลางวัน โรงอาหารของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมต่างก็คราคร่ำไปด้วยพนักงานกะเช้า ที่วางมือจากงานที่ทำอยู่แล้วออกมารับประทานอาหารกัน รวมทั้งโรงงานฉีดพลาสติกที่สิตางศุ์ทำงานอยู่ก็เป็นเช่นเดียวกัน เนื่องจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ มักมีกฎห้ามไม่ให้พนักงานออกนอกโรงงาน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของโรงงาน และความสะดวกของพนักงานเอง หากจำเป็นต้องออกนอกโรงงานก็สามารถทำได้ โดยการขออนุญาตหัวหน้างานของตน

            สิตางศุ์ ทักษาวงศ์ หญิงสาวในวัยยี่สิบสี่ปี เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลให้กับโรงงานแห่งนี้มาตั้งแต่เรียนจบ ซึ่งเป็นระยะเวลาปีกว่า ๆ และตอนนี้หญิงสาวมีงานใหม่รออยู่แล้วด้วย ถึงจะเป็นงานในฝ่ายบุคคลเช่นเดิม หากแต่เปลี่ยนบริษัท เพื่อไปรับเงินเดือนที่มากขึ้น และสวัสดิการที่ดีขึ้น

            “ไอ้หวาน แกก็จะทำงานที่นี่อีกไม่กี่วันแล้ว ไม่คิดจะพักอ่านนิยายแล้วหันมาคุยกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ บ้างหรือไง” เสียงจากเกวลิน เพื่อนร่วมงานดังขึ้นทักสิตางศุ์ ที่รับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ก็เข้ามานั่งในออฟฟิศ ปลีกวิเวกก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือนิยายอยู่ที่โต๊ะทำงานของตนเอง โดยไม่สนใจที่จะหันมาคุยกับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ที่กำลังจับกลุ่มเมาท์มอยกันอยู่

            “ฉันถนัดฟัง แกมีอะไรก็คุยมาเลย ฉันฟังอยู่” สิตางศุ์เงยหน้ามาตอบกลับเกวลินพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะก้มหน้าอ่านนิยายของเธอต่อไป

            “อ่านแล้วมันได้อะไรเหรอหวาน บอกหน่อย เผื่อพี่จะได้อ่านบ้าง” นิภา หัวหน้างานเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย ว่านิยายนั้นมีอะไรดี เพราะตั้งแต่ที่ทำงานร่วมกันมา ไม่มีวันไหนที่ลูกน้องของเธอคนนี้จะไม่หยิบหนังสือนิยายขึ้นมาอ่าน

            “มันก็ได้หลายอย่างนะคะพี่นิ ได้ความรู้ ได้แง่คิด ได้คลายเครียด ได้ฟิน แล้วก็ได้ฆ่าเวลาด้วยค่ะ”

            “ได้หลายอย่างเหมือนกันนะ แล้วมันเสียอะไรไปบ้างล่ะ?” นิภาถามขึ้นอีกครั้ง เมื่อได้รับฟังคำตอบ

            “หืม..ยังไงคะพี่? หมายถึงอ่านนิยายแล้วต้องเสียอะไรบ้างน่ะเหรอคะ?”

            “ใช่จ้ะ”

            “ก็เสียเงินค่ะ ฮ่าฮ่า นอกนั้นหวานก็ไม่เห็นว่าต้องเสียอะไรอีกนี่คะ”

            “แต่พี่ว่าเสียเวลาในการพูดคุยสานความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานนะ”

            “ก็จริงนะคะพี่ แต่ว่าถ้าคุยกันมาก ก็มีโอกาสทะเลาะกันมากขึ้นตามไปด้วยนะคะ จากผลการวิจัยพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล มาจากการสื่อสารที่บกพร่องเป็นสาเหตุแรก ๆ เลยค่ะพี่ อย่างหวานนี่เสี่ยงมาก ยิ่งพูดอะไรไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่ด้วย เดี๋ยวคนอื่นจะเอาไปตีความผิดซะ หวานเลยเลือกฟังมากกว่าพูดค่ะ ปลอดภัยกว่า แฮ่ ๆ”

            “เออ งั้นก็ฟังไปแล้วกันนะ” นิภาฟังคำตอบของลูกน้องสาวแล้วก็เถียงไม่ออก จึงได้แต่ปล่อยไป แต่เพื่อนคนอื่น ๆ ต่างก็พากันอมยิ้ม ที่ไม่มีอะไรเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้ ด้วยรู้ดีว่าไม่มีใครทัดทานให้สิตางศุ์วางมือจากหนังสือนิยายได้ ทั้งนี้ก็เพราะพวกเธอได้ลองกันมาหมดทุกคนแล้ว

            “แล้วหวานจะไปเริ่มงานที่บริษัทคาวาอะไรนั่นเมื่อไหร่เหรอ?” เป็นสายสุดา เพื่อนร่วมงานอีกคนที่ส่งคำถามให้เพื่อนสาว

            “กลางเดือนหน้าจ้ะ”

            “อ้าว! แล้วทำไมรีบออกจัง นึกว่าบริษัทนั้นเรียกให้ไปทำตั้งแต่ต้นเดือนเสียอีก แต่จะว่าไปก็ดีเนาะ ได้มีเวลาพักตั้งสองอาทิตย์”

            “ใช่จ้ะ เพราะหวานวางแผนไว้ว่าไปเที่ยวเสียหน่อย ตั้งแต่เรียนจบมา ยังไม่ได้ไปเที่ยวไกล ๆ สักทีเลย”

            “หวานจะไปไหนเหรอ” เกวลินถาม

            “ญี่ปุ่นจ้ะ”

            “ว้าว! ตาร้อนเลยจ้า”  สายสุดาหันมาทำตาเปล่งประกาศใส่สิตางศุ์ “สายก็อยากไปเหมือนกันนะ แต่ติดอยู่นิดเดียว”

            “อะไรเหรอสาย” เกวลินถามสายสุดา

            “เงินสิจ๊ะ คนมีภาระเยอะอย่างสาย จะเอาตังค์ไปเที่ยวก็ไม่ได้ น้องยังต้องเรียน บ้านยังต้องเช่า”

            “เออ งั้นก็อยู่ทำงานกับพี่ไปเรื่อย ๆ เก็บตังค์ซื้อบ้านให้ได้ ส่งน้องเรียนให้จบก่อนแล้วกันนะ ค่อยเที่ยวนอกประเทศ” นิภาบอกลูกน้องของเธออีกคน

            “ตามนั้นค่ะพี่”

            สายสุดาตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม อย่างคนที่ทำใจยอมรับในภาระของตนเองได้ ส่วนสิตางศุ์นั้นกลับเข้าไปอยู่ในโลกนิยายของเธอไปเรียบร้อยแล้ว

            ที่บ้านทักษาวงศ์ตอนนี้มีไปรษณีย์มาส่งจดหมาย แม่พัชที่กำลังทำความสะอาดบ้านอยู่ ได้ยินเสียงกริ่งที่หน้าประตูบ้านดังขึ้น จึงได้ออกมาเซ็นรับไว้

            “อะไรกันนะ ส่งมาถึงยัยหวาน” แม่พัชบ่นพึมพำด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้แกะดู หากแต่นำไปวางเอาไว้ที่โต๊ะรับแขก แล้วก็ไปทำงานที่ทำค้างไว้ต่อ

            ตอนเย็นพ่อกิตกลับมาจากทำงาน เห็นเอกสารเข้าก็นึกแปลกใจ เพราะหัวซองจดหมายเป็นของสำนักงานหนังสือเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศ จึงได้ส่งเสียงถามภรรยานำเข้าครัวไปก่อนจะพาตัวเองตามเข้าไปหาน้ำดื่มสักแก้ว

            “แม่..ลูกจะไปไหนเหรอ ถึงไปทำหนังสือเดินทาง”

            “หืม? หนังสือเดินทางเหรอคะ?” เสียงจากแม่พัชตอบกลับมาจากในครัว

            “ใช่สิ นั่นไง จดหมายจากสำนักงานหนังสือเดินทาง วางอยู่บนโต๊ะนั่น”

            “นั่นหนังสือเดินทางเหรอ แม่ก็ไม่ทันอ่าน เซ็นรับมาจากไปรษณีย์ แล้วก็เอาไปวางไว้นั่นเลยค่ะ อาจจะเป็นที่โรงงานส่งไปหรือเปล่าคะ เดี๋ยวยัยหวานกลับมาต้องถามเสียหน่อยแล้ว”

            “ไม่น่าใช่โรงงานส่งไปนะ โรงงานเดิมก็จะออกอยู่ไม่กี่วันนี่แล้ว เขาคงไม่ใจดีส่งคนลาออกไปดูงานหรอก ส่วนโรงงานใหม่ก็ไม่น่าใช่ หรือว่าลูกเราจะไปเที่ยวไหน?”

            “ไม่เห็นบอกนะคะ รอถามลูกเอาแล้วกันค่ะ”

ความคิดเห็น