เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

37.4 เจ้าหญิงแอบเหงา เจ้าชายแอบหวง

ชื่อตอน : 37.4 เจ้าหญิงแอบเหงา เจ้าชายแอบหวง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 152

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2561 13:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
37.4 เจ้าหญิงแอบเหงา เจ้าชายแอบหวง
แบบอักษร

แสงจันทร์สง่าทอประกายแพรวพราวอร่ามควบคู่หมู่ดวงดาราทางช้างเผือก

          ภายใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงินแลดำสลัวมีค้างคาวบินข้ามดวงเดือน สะพานแขวนข้ามสายธารน้ำใสไร้วี่แววมนุษย์หมาป่าแห่งทุ้งต้องห้าม ณ หอคอยอันเปล่าเปลี่ยวมีรังนกนางแอ่น ทั่วนครแห่งดนตรีมีเสียงเพลงพิณขจร บ้านเด็กกำพร้าลิเทอท์แอน์มีสาวน้อยสามนางยืนมือกุมอกนอกห้องผู้แล ขณะประตูห้องเปิดต้อนรับพวกนาง พวกเมรัยยิ้มเขินอายพลางจับมือกันกาวเท้าไปด้วยกัน

          แสงไฟส่องเต็มกระจก ด้านในห้องมีเงาสั่นวูบวาบและเสียงหัวร่อคิกคัก

          และ ณ บริเวณนอกบ้าน โซฟียืนหลบมุมตึก อ้อมแขนกอดตุ๊กตา รู้สึกให้โดดเดี่ยวเดียวดายยิ่งนัก

          “…”

          เวลาแปดเก้าวันที่นางนอนพักฟื้นพลัง เนื่องสาเหตุหลังการปะทะเอาชีวิตเข้าแลกคืนนั้น โซฟีก็ไม่อาจใช้ข้ออ้างใดปฏิเสธคำสั่งคุณหมอ พี่สาวอมีตี้ สาวน้อยมีอายุอาราวและความรู้ปัญญามากกว่า อมีตี้ใช้อำนาจฐานะผู้ดูแลคนไข้ สั่งมิให้โซฟีทำอันใดรุนแรง ห้ามออกไปไหน ห้ามลุกจากเตียง ห้ามโน่นห้ามนี้ และนางมิเพียงสั่งห้าม อมิตี้ยังสั่งให้โซฟีทำในสิ่งที่สาวน้อยอยากจักลืมชั่วชีวิต

          แก้ผ้าสิ ข้าจักดูหน่อยว่าน้องชายข้ามีค่าควรคู่กับเจ้ารึเปล่า

          โซฟีกลืนมิเข้าคายไม่ออก นางเหมือนถูกวางยาสลบให้หมดแรงต่อต้าน และต้องตอบสนองความใคร่ลึกลับ พิสดารของอมิตี้ ปฏิบัติราวกับโซฟีเป็นตุ๊กตาให้จับแต่งตัวใส่เสื้อ เล่นพ่อแม่ลูก นักเชิดหุ่นน้อยมิเคยโดนใครแกล้งเช่นนี้ ปกตินางมักเล่นกับตุ๊กตาแมว กระนั้นไม่เคยสักครั้งที่ตุ๊กตาแมวจักเป็นฝ่ายเล่นงานนาง โซฟีกล้ำกลืนฝืนใจ ยอมเป็นทาสเป็นรองเท้าให้อมิตี้เหยียบย่ำ ข่มเหงทารุณ ทรมานจนร่างกายบอบบางแหลกเหลว

          แม้เรื่องจริงมิโหดร้ายอย่างที่โซฟีอธิบาย กระนั้นสำหรับสาวน้อยตัวเล็กตัวจิ๋วมันช่างเป็นช่วงเวลาอันเลวร้าย

          เสียงร้องว้ายดังดึงสติโซฟี นักเชิดหุ่นน้อยชะโงกศีรษะมองชั้นสอง นางพยายามหลบใต้เงามืดดั่งที่กระทำมาตลอด โซฟีกอดกระชับตุ๊กตาแมวตัวโปรด สีหน้าแววตานางอมทุกข์สามส่วน คืนนี้นางพอมีพลังมาโฮแปดส่วน มีมากพอเปิดศึกกับพวกเมรัยอีกหน กระนั้นพอลอบสังเกตอีกฝ่าย ปรากฏไม่พบช่องว่างหรือจังหวะเวลาเหมาะๆควรแก่การจู่โจม โซฟีมิใคร่อยากสร้างความวุ่นวายนัก เรื่องนี้สำหรับนักฆ่าแล้วเป็นความผิดพลาดที่มิอาจเพิงเฉย

          มิกล้าลงมือในที่แจ้ง

          มิหาญกระทำลอบสังหารอย่างเด็ดขาด แม้ไม่มีโอกาส และพร้อม

          โซฟีมิใช่กลัวเกิดความแตกตื่น อลหม่าน เพียงแต่นางมองสถานที่ตรงหน้าแล้วให้ชะงัก อีกฟากถนนคือบ้านเด็กกำพร้า สถานที่ที่มีเด็กน้อยวัยสดใสนิทรา ผู้บริสุทธิ์ประหนึ่งผ้าขาว โซฟีมองเห็นภาพวิหารบ้านเกิดของนางซ้อนทับภาพบ้านหลังนี้ แม้นความอบอุ่น และแสงสว่างที่ส่องลอดหน้าต่างนั้นจักแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจเพราะเช่นนี้กระมัง โซฟีจึงลังเล สับสน สองจิตสองใจ

          แสงสว่างที่ส่องไสวประหนึ่งเปลวเพลิงแห่งความหวัง…ทำให้นางกลัว

          นางมิถูกกับแสงสว่างและความอบอุ่นของผู้อื่น ยิ่งมิกล้าใกล้ชิดและเอื้อมมือแตะต้องมัน

          กลัวว่าพอนิ้วแตะแล้ว มันจัก…แตกสลาย

          บาดเจ็บแผลในอดีตยังมิเลือนหายจากใจโซฟี ความเจ็บช้ำ และเรื่องราวเลวร้ายในวิหารยังมิอนุญาตให้นางมีความหวังใหม่ โซฟีเกรงกลัวผู้มีความหวังสว่างไสวประหนึ่งดวงตะวัน นางมิกล้ายอมรับ เปิดใจรับผู้ใด นางอยากอยู่เพียงคนเดียว และความจริงนางไม่มีใครเลย สาวน้อยเช่นนาง มีชีวิตเพื่อทำตามเป้าหมายเท่านั้น ในโลกสีดำอันหนาวเย็นประหนึ่งหุบเหวหิมะ ภายในพายุฝนนี้จะไม่มีใครกางร่มให้นางทั้งสิ้น

          เพราะนางมิเคยปรารถนาให้ผู้ใดแตะต้องหัวใจนางอีกแล้ว

          โซฟีหลุบตาซ้อนความโศกเศร้า ลึกๆนางมิอยากทำร้ายใคร และคืนนี้นางหันหลังหลีกหนี

          ปล่อยให้พวกเมรัยหรรษาสนุกสนาม มีความสุขภายในบ้านแสนอบอุ่น

          โดยไม่มีนางรบกวน

          “อยากเดินชมเดือนหรือ แคนดี้”

          ดวงเดือนลอยเด่น ตุ๊กตาแมวเหมียวขอร้องอ้อนให้เจ้านายไม่รีบเร่งกลับฐาน โซฟีอุ้มมันเดินทักทายลมหนาว และเยี่ยมชมนครแห่งดนตรีสักคืนโดยไม่มีใครแอบติดตาม แอบซุ่มจับตา สาวน้อยยิ้มอ่อน หยีตาและแผ่วหัวเราะ ตุ๊กตาแมวของนางพูดมิได้หรอก บางทีมันอาจไม่มีชีวิตด้วยซ้ำ เป็นแค่ตุ๊กตาโง่ๆที่นางชอบ และจินตนาการว่ามันพูดคุยกับนาง แทนเพื่อน แทนครอบครัว แทนพี่น้อง ตุ๊กตาแมวชื่อแคนดี้เปรียบเสมือนคู่หูและครึ่งชีวิตโซฟี พวกนางมิมีวันแยกจากกัน ไม่ว่าอย่างไร

          นางอาจเพ้อฝันและเหงาหงอยจนต้องพูดคุยกับตุ๊กตา เหมือนคนบ้ากระมัง โซฟีคิดเช่นนั้น กระนั้นในโลกมีคนบ้ามิน้อย นางมิเคยเสียใจที่เป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น ช่วยมิได้กระมัง เพราะโลกนี้ของนางช่างเงียบเหลือเกิน แต่ละวันผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย กระนั้นหลายปีหลายเดือนที่ผ่านมา นางเริ่มรู้สึกเปลี่ยนไป บรรยากาศ ความสัมพันธ์ มันเริ่มแตกต่างตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

          ใช่ตอนที่พบกับอีซีโอหรือไม่

          เด็กหนุ่มที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นและขอนางแต่งงาน

          “…ทำอย่างไรดีแคนดี้”

          ยามนั้นหัวใจนางด้านชาเกินกว่าจักตอบตกลง บัดนี้มันก็ยังเย็นยะเยืองมิแปรผัน

          แต่ว่าโซฟีรู้ดีว่ากำแพงที่กั้นหัวใจนางเริ่มละลายแล้ว

          เพราะขนมที่เขาใช้ล่อมันอร่อยมาก…

          “////”

          ขนมหวาน สาวใช้ที่เขามอบให้ พี่สาวเขาด้วย ทำไมอีซีโอใส่ใจนางเพียงนี้ เขาไม่อบอุ่นสักนิด กระนั้นเวลาที่เขามองตานาง ยามเขาพยายามไม่จับไหล่นาง แม้นเขาจักอยากจับใจจะขาด เขาคิดอะไรกันแน่นะ เหตุใดจึงชอบนาง

          โซฟีมีดีตรงไหน สวยก็ไม่สวย ขี้กลัวต่างหาก

          “ทำไมเป็นข้า..”

          โซฟีนั่งรับลมริมถนน บนเก้าอี้ม้าหินโดยรอบมีพงไม้ดอกเข็มสีแดงเพลิงโตเรียงราย ข้างหลังมีต้นมะม่วง และบนกิ่งไม้มีโคมไฟส่องแสงริบหรี่ โซฟีนั่งกอดเข่า หนีบเจ้าตุ๊กตาแคนดี้ไว้ซุกแนบหน้าท้อง สาวน้อยหรี่ตามือจับแขนตุ๊กตาส่ายๆ นางอยากได้คำตอบ กระนั้นกลัวมิมั่นถามตรงๆ คนแบบนางแค่พูดสักคำยังเสียงสั่น แล้วจะไปทำอะไรได้ เรื่องสื่อสารยังมืดแปดด้าน เรื่องแต่งาน ทำอาหาร เลี้ยงลูก ทำความสะอาดไม่ต้องฝันเลย

          “เฮ้อ…”ลมหายใจแห่งความเศร้าสร้อยถอดถอนเป็นเสียงสาวน้อยผู้สับสนในความรัก ฉับพลันแสงโคมไฟมอดดับ และแล้วแสงจันทร์ก็เริ่มแผ่สยายปกคลุมริมถนน บนเส้นทางที่ไม่มีนักดนตรีเดินสัญจร รถม้าหมดเวลาทำงาน ยามกลางคืนอันอ้างว้าง ความอาลัยไหนนั่งเคียงบ่าโซฟี นางมิมีบ้าน มิมีครอบครัวให้คิดถึง ความตายไหนเลยนวดบ่านาง พวกความตายมีแต่จักมายามนางลงมือสังหาร

          ค่ำคืนไหนเลยมีสายฝนพร่ำชโลมใจปวดรวดร้าว แม้นเช่นนั้นหัวใจนางหนาวเหน็บเหลือเกิน

          มิรู้นางนั่งเหงานานเพียงใด คราวนางนึกอยากให้ใครสักคนเคียงข้าง สาวน้อยหลุบตา แผ่วเอ่ยคำปรารถนาแห่งความฝันเลือนราง

          “อย่าปล่อยให้ข้าอยู่คนเดียวนะ…แคนนี้”

          “หนูเป็นอะไรหรือจ๊ะ"

          แม้นเจ้าตุ๊กตาแมวอยากตอบให้สัญญาใจจักขาดดิ้น กระนั้นมันทำได้มีเพียงดึงผู้อื่นมาช่วยปลอบเจ้านายน่าสงสาร โซฟีแว่วยินเสียงเสนาะไพเราะดั่งเสียงภูตพงไพรแห่งไทรทอง[ราชีนีฟอรเรส] สาวน้อยเงยหน้าสบมองหญิงสาวปริศนา ผู้มีโฉมองคาสะคราญหยาดเหยิ้มราวนางคณิกาในหอนางโลมหลวง ดวงตาสีทองเจือสีขาวมีความรักละมุนละม่อน ด้านในอบอวลด้วยไอหมอกเจือจางความเมตตากรุณาไพรศาล หางคิ้วขีดสะบัดดุจคิ้วมารดาแผ่นดิน เรือนผมสีทองยาวสลวยเกี่ยวผ่านเรียวหูยาวมีตุ่มหูสีเขียวมรกต พวงแก้มอวบอิ่มนวลเปล่งปลั่งน่าหยิก ทั่วสรรพางค์กายมีไอร้อนผ่าว ทรวงทรงส่วนโค้งดั่งรูปสลักที่หลอมและปั้นแต่งให้สวยงามอุดมเสน่ห์มนตราเหนือรูปสลักเทพธิดาใด

          แคโรไลน์สวมชุดนอนสีเขียวอ่อนมะพร้าว สวมผ้าคลุมไหล่ยาวห้อยจรดเอวสีเหลืองดอกขมิ้น โนบรา

          ชายผ้าไหมพลิ้วไหวดุจดั่งคลื่นน้ำทะเลซัดสู่ชายหาด มันมิช่วยปิดส่วนร่องอกเย้ายวนหรือบั้นท้ายนางแต่อย่างใด กระนั้นเสมือนรั้วหมอกขวางมิให้ผู้ใดคิดอกุศลกับแม่วัวสาว

          เพราะมีคนทัก “…”โซฟีจึงตกใจผวาอย่างมิทันระวัง ดวงตาสีฟ้านภาฉายความสะพรึง ตระหนักถึงเรื่องราวที่มิควรเกิด เมื่อครู่สาวน้อยพลั่งพึมพำความปรารถนา ความต้องการที่นางแอบซ่อนปิดเงียบไว้ นางกังวลถ้าแคโรไลน์ได้ยิน “มานั่งทำอะไรตรงนี้หรือ” แคโรไลน์มีอายุและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน พริบตาที่โซฟีสั่นระริก มีความกลัวแตกซ่าน ลมหายใจแปรปรวน แม้นอากัปกิริยาปรากฏประเดี๋ยวเดียว กระนั้นแคโรไลน์ก็มองเห็น รวมเสียงอันเจ็บปวดของสาวน้อยด้วย

          แม่วัวสาวเดินอุ้ยอ้าย อกส่าย นางอมยิ้มนุ่มลึกพลางย่อเข่า มือรวบกระโปรง นั่งย่องๆเผชิญโซฟี แคโรไลน์ให้สงสัยนักเหตุใด ยามวิกาลจึงมีเด็กหลงทาง

          เด็กน้อยช่างเงียบมิตอบอันใด หูแคโรไลน์พลันลดระดับ สีหน้าแจ่มใส ทว่าในใจหนักอึ้งสามส่วน

          “ให้ข้านั่งคอยเป็นเพื่อนดีหรือไม่”

          ขณะโซฟีวิตกสมองทึ่มทื่อ แคโรไลน์มิรีรอ แม่วัวสาวพลิกก้นพลางนั่งข้างๆสาวน้อย กลิ่นหอมกรุ่นลอยสะกิดจมูกโซฟี มิรู้เพราะเนื้อตัวแม่วัวสาวหอมชวนใจละลายหรือไม่ สาวน้อยรู้สึกดีขึ้น ความหนักหน่วงที่ดึงและตีกระหน่ำเริ่มชะล่อความเร็ว กระทั่งลดลงถึงจุดต่ำ โซฟีแอบเล่นตุ๊กตา นางมิพูดอันใด บรรยากาศที่ควรอึดอัด หายใจลำบาก กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะแคโรไลน์ก็เงียบงันมิต่างกัน แต่ละคนซุ่มท่ามกลางกลิ่นหอมจางๆ

โซฟีใจเต้นตึกตัก เหนือหัวมีดาวตกลอยผ่าน

          “หิวหรือไม่”แคโรไลน์อาศัยตอนโซฟีเบนหน้าหนี แม่วัวสาวลอบพินิจสาวน้อยจากมุมสูง คำถามแฝงความห่วงใยเฝ้ารอคำตอบเนิ่นนาน กระนั้นก็มีเสียงตอบแผ่วเบา “ไม่หิว..ค่ะ”ประโยคนี้มีระดับเสียงเหมือนคุยกับมดตะนอย หากมิใช่คนหูดีเลิศอย่างแคโรไลน์ก็คงไม่มีทางยินเสียงโซฟี ต่อให้สาวน้อยพูดประโยคเดิมซ้ำร้อยครั้ง

          ลมหนาวหยุดพัด ณ ห้วงแห่งความว่างเปล่ามีเสียงเปียโนแห่งผู้ลาลับ[โฮมคำมิ่ง]

          โซฟี และแคโรไลน์ หนึ่งเยาว์วัย หนึ่งอายุสูงวัยทำงาน คิดเล่นๆว่าทั้งสองมาพบกันเหมือนดั่งคำว่าโลกช่างกลมนัก  

          รัตติกาลที่คุณความสุขพักอาศัยที่ใดสักแห่งบนโลก ราตรีที่คุณความเหงาก็ทำงานมิละลด มิว่าด้วยบังเอิญ วาสนา โชคชะตาชักนำพา กระนั้นการที่คนสองคนบนโลกเจอกันก็ถือเป็นเรื่องพิเศษ หลายคนอาจมิสนใจใยดีกับสายสัมพันธ์ที่สักวันก็ย่อมลาจากและแยกขาด กระนั้นบางคนถวิลหา เรียกร้องหาใครสักคนอย่างมิหยุดคาดหวัง แคโรไลน์มิใช่คนขี้เหงา กระนั้นโซฟีใช่แน่แท้

          คุณหมอคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ คนเราไม่ควรอยู่ใกล้คนที่ชอบคิดด้านลบ เพราะเราจะถูกดึงให้หดหู่และเสียใจไปด้วย เรื่องนี้มันทำร้ายสุขภาพและจิตใจมิต่างกับยาพิษ ยาเสพติด ดังนั้นมิควรเข้าใกล้พวกที่ชอบคิดเรื่องต่างๆในด้านลบ

          ฟังแล้วขาดใจแคโรไลน์มากนัก ไม่ให้เป็นเพื่อน มิสามารถใกล้หรือ ทั้งที่คนพวกนั้นก็เป็นคนเหมือนกัน ยิ่งหากทอดทิ้งพวกเขาให้อยู่เพียงลำพัก มิใช่ปล่อยให้พวกเขาค่อยๆร่วงโรยและสิ้นลมหายใจหรือ

          แม่วัวสาวมิอยากให้ความเศร้ากลืนกินผู้ใด นางจึงสร้างบ้านเด็กกำพร้า และเลี้ยงดูเมรัยประหนึ่งลูกสาวคนสำคัญ

          สหายรัก คู่กัดนางเคยเสียดสีและชื่นชมนาง ว่านางใจใหญ่พอๆกับก้อนเนื้อไร้ค่าที่ทำสาวๆด้วยกันน้ำลายไหล

          น่าขำ เห็นแคโรไลน์เรียบง่าย ใสซื่อคล้ายคนสบายๆเหมือนวัวอ้วนรักสงบ แต่ครั้งยังเยาว์ นางก็ร้ายใช่เล่น ใครจักดึงนางสู่ห้วงแห่งความมืดรึ มิมีทาง เพราะนางมีแสงสว่างและน้ำนมอุ่นๆพอจะเหยี่ยวยา และดึงให้เด็กๆหลุดจากบ่อโคลนแห่งความเลวร้าย โลกสีฟ้าที่มีเงาดำลอยประหนึ่งหมู่เมฆฝน   

          นางโอบกอดเด็กๆมากมาย ให้กอดโซฟีอีกสักคนจักเป็นไร

“…”แม่วัวสาวเคลื่อนขยับประชิดสาวน้อยพลันดึงเจ้าตัวน้อยซุกอ้อมอก โซฟีตกใจคิดดิ้นขัดขืน ทว่ามือไม้มิสนองตามความคิด นางสะดุ้ง หัวใจดิ่งวูบ เนื้อตัวสั่นเทิ้มเหมือนลูกเสือที่เฝ้ารอแม่เสือตลอดคืน แต่แม่เสือก็ไม่กลับรังนอน ทอดทิ้งลูกๆให้ตรอมใจตาย ดวงตาโซฟีเบิกกว้าง ประกายแสงสีสั่นไหว นางกอดคอตุ๊กตาแมวจนมันอยากกรีดร้องขอเจ้านายไว้ชีวิต หนึ่งคนกอดตุ๊กตาเพื่อนรัก หนึ่งกอดสาวน้อยแปลกหน้า

ไออุ่นปานประหนึ่งอ้อมกอดมารดาในคืนมีสายฝนพร่ำนอกกระท่อม โซฟีแน่นิ่ง หูแว่วยินแคโรไลน์กระซิบปลอบ

ไม่เป็นไร

เดี๋ยวจะมีคนมารับหนู สักพักหากไม่มีใครมาคืนนี้ก็กลับไปนอนบ้านพี่สาวสักคืน นั่งคอยตรงนี้นานๆหนูคงหิวแล้วกระมัง ที่บ้านข้ามีของกินเยอะแยะล้วนแต่อร่อยเลิศรส ไม่ต้องกลัว บ้านหลังนั้นมีแต่คนใจดี ข้าจักเตรียมน้ำอุ่น และห้องนอนให้ หากหนูกลัวต้องนอนคนเดียว ข้าจักนอนเป็นเพื่อน มันจะไม่เป็นไร หากว่าหนูกลัวต้องอยู่คนเดียว คืนนี้หนูจะไม่เดี่ยวดาย

แคโรไลน์เชยคางโซฟีให้สาวน้อยสบตาอ่อนโยนเปี่ยมด้วยไอรักละไม สาวน้อยเคลิบเคลิ้ม นางมิเข้าใจทำไมถึงไม่ขัดขืนอีกฝ่าย กระนั้นนางปรารถนาให้ใครสักคนกอดนางเช่นนี้ นางคิดถึงคุณแม่…

อ้อมกอดคุณแม่คงให้ความรู้สึกเช่นนี้

โซฟีกัดฟันหน้าซุกไซ้ร่องอกเนื้อนิ่ม แคโรไลน์ลูบหลังสาวน้อยเบาๆ เวลานี้หากคนนอกยืนดูจักเห็นภาพเหมือนคุณแม่กำลังปลอบลูกสาว ใต้แสงเดือนที่ลบหายไปด้วยแสงโคมไฟเริ่มกะพริบอีกครั้ง

คราวความเหงาที่อาศัยภายในหัวใจโซฟี ย้ายบ้านหนี

แค่คืนนี้ที่นางจักไม่ตัวคนเดียว…

มีเสียงโครมครามเสมือนคนถูกถีบตกตึก และไม่นานก็มีเสียงรองเท้าเดินเข้ามาใกล้ ฝีเท้าเบาประหนึ่งสัตว์ร้าย กระนั้นก็ทำใจกล้ามิถอยหนี

ขณะแคโรไลน์ปิดตา นางค่อยๆลืมตาพลันเหลียวมองถนน บนดินแดนแห่งความมืดสลัวมีเด็กหนุ่มแห่งรัตติกาล เขาสวมผ้าคลุมสีดำทมิฬเฉกเช่นเดียวกับนภากาลยุคมืด ดวงตาเข้มขรึมมีแววลำบากใจหนึ่งส่วน สับสนหนึ่งส่วน และส่วนที่มากสุดคือความน่าเกรงขามในฐานะ อีซีโอเดินฝ่าแสงจันทร์ เขาหยุดยืนทิ้งระยะห่าง สีหน้าแน่วแน่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างน่าประหลาดใจ

โซฟีสัมผัสกลิ่นไอมาโฮคุกรุ่น นางผละปากจากเนินอกแม่วัวสาว พลางใช้สายตาใสซื่อไร้เดียงสามองอีซีโอ คราวหัวใจนางกระตุกกระเพื่อมไหว

“ข้ามารับน้องสาว”นัยน์ตาเด็กหนุ่มแฝงความห่วงใยเสมือนพี่ชายที่ทำน้องสาวหล่นหาย น้ำเสียงราบเรียบเท่าใบหน้าเฉยเมยมิให้เหมือนพี่ชายเท่าไหร่นัก กระนั้นแคโรไลน์ลอบยิ้มพราย “พี่ชายหนูรึ”แม่วัวสาวกอดโซฟีพลางถาม สาวน้อยทำใบหน้าโง่งมทันใด จะบอกว่าไม่ใช่ก็กลัวอีซีโอหน้าแตก จะบอกว่าใช่ก็ดูฝืน ขัดใจยิ่งนัก

โซฟีก้มหน้าปากจูบผิวทรวงอกแคโรไลน์ นางหรี่ตาซ้อนความอาลัย และรีบเงยหน้า แม้นแคโรไลน์จักมองออกว่าโซฟีปวดใจ ทว่าสาวน้อยไม่ปฏิเสธเด็กหนุ่ม

“หนู..ต้องไปแล้ว”

แคโรไลน์ยิ้มเข้าใจ ฝ่ามือลูบไล้เรือนเกศาสาวน้อยครู่หนึ่ง พลางยื่นฝีปากกระซิบหูโซฟี “หากอยากดื่มนมหวานๆก็ให้มาหาข้า”โซฟีหน้าแดงระเรื่อ พลางเบือนหน้าหนีอย่างเอียงอาย กระโดดหลุดจากอกแคโรไลน์ สาวน้อยวิ่งเตาะแตะไปหาอีซีโอ คราวจากลา นางเหลียวมองส่งแม่วัวสาว โซฟีไม่ยิ้ม นางทำหน้ากลัดกลุ้มปานกำลังแยกกับมารดา ให้ทรมานจนแคโรไลน์หวั่นไหวมิอยากปล่อยให้สาวน้อยไปทั้งอย่างนั้น

“ขอบคุณนะคะ”วาจาแผ่วเบาราวเสียงฝนฤดูหนาว ไม่มีใครได้ยิน นอกจากเจ้าตัวและแคโรไลน์

โซฟีก้มหน้ากอดตุ๊กตาและวิ่งหนีอย่างเร็ว เร็วจนอีซีโอตกใจ เขาอึ้งสักพักก็เร่งฝีเท้าวิ่งไล่หลังโซฟี

ทิ้งแคโรไลน์ไว้เบื้องหลัง

“แน่นอนว่าคืนนี้เจ้ามิตัวคนเดียว…”

แม่วัวสาวลุก และเหวี่ยงอกช้าๆ เดินกลับบ้านเด็กกำพร้า เอาไว้พรุ่งนี้ นางส่งนมไปให้สาวน้อยสักถังดีกว่า…

อีกด้าน โซฟีวิ่งหนีความอบอุ่นกระทั่งนางปวดขาและหยุดวิ่ง เปลี่ยนเป็นเดินอย่างคนจิตตก อีซีโอผ่อนแรงเท้าและค่อยๆเดินข้างหลังโซฟี เขาลอบถอนหายใจ เมื่อครู่เขาไม่ควรยื่นมือยุ่ง ถ้าหากมิใช่เพราะหัวใจเขามันเรียกร้องและคำรนให้เขารั้งนางเอาไว้ ไม่อยากให้นางใกล้ชิดคนแปลกหน้า อีซีโอละอายใจนัก เพราะบางทีสิ่งที่เขาทำอาจทำให้โซฟีพลาดพลั่งจากความสุขที่นางไล่หา

“ขอโทษ”เด็กหนุ่มหยุดเยื้องย่างและกล่าวคำขอโทษอย่างหนักแน่น กลัวการกระทำครั้งนี้จะกลายเป็นความผิดชั่วชีวิตที่ไม่อาจให้อภัย

เพราะความเห็นแก่ตัวจึงไม่ยอมให้ใครใกล้ชิดโซฟี มันช่างน่าละอายสำหรับลูกผู้ชายคนหนึ่ง

“อ อือ ดีแล้ว”

ขอบคุณนะ..

โซฟีหันยิ้มขมขื่นให้อีซีโอ ความจริงความเศร้าในใจนางก็ยังไม่หายไป แม้นมันหลบหนีไปชั่วคราวเพราะไออุ่นแคโรไลน์ กระนั้นมันก็กลับสู่หัวใจโซฟีอย่างรวดเร็วปานอสรพิษร้ายที่หวนคืนสู่ถิ่นกำเนิด สาวน้อยปรารถนาให้ใครสักคนเคียงข้าง กระนั้นนางก็ยังหวาดกลัวว่าเขาคนนั้นจะทอดทิ้งนาง และทำร้ายนาง โซฟีแค่เผลอเชื่อใจ และมอบหัวใจให้ผู้อื่น นางก็แค่…เผลอ

ดีแล้ว

นักฆ่าเช่นนางไม่ควรคู่กับความหวัง ความอบอุ่นของแม่วัวสาวหรอก โซฟีมีแต่จักสร้างปัญหา ก่อความเดือดร้อนให้อีกฝ่าย และเด็กๆของแคโรไลน์ บ้านหลังนั้นมันอบอุ่นเป็นดินแดนแห่งความฝันความสุข มันไกลเกินกว่าโซฟีก้าวไปถึง ยิ่งนางไปแล้วอาจจะทำลายมันด้วยซ้ำ ใช่ นางเป็นผู้ทำลาย มือนี้เปื้อนเลือด และความตายมิน้อยเลย

มันหนาวเหลือเกิน…

“…”

“ข้าจะไม่ทอดทิ้งเจ้า”

ต่อให้อีซีโอประกาศก้องเช่นไร คำสาบานก็ไม่เคยเข้าหูโซฟี สาวน้อยไม่รับรู้เสียงใดพลางเดินต่อไปเบื้องหน้าอย่างเงียบเหงา

คืนนี้นางก็…ขับไล่ความอบอุ่นอีกแล้ว

“ข้าจะไม่ทอดทิ้งเจ้า ไม่มีวัน!!”

“!!!!”

เสียงตะโกนดังสนั่นลั่นกระจายทั่วบริเวณตึกที่พักอาศัย ดังพอปลุกคนในเมืองให้แตกตื่นและเปิดต่างหน้าดูว่ามีเรื่องอะไร และที่สำคัญมันดังพอเรียกสติโซฟี สาวน้อยตกใจหางม้วน นางหันขวับมองอีซีโอ เขาทำบ้าอะไร

“ถ้าเจ้ากลัวจะต้องอยู่คนเดียวล่ะก็ ข้าจะอยู่ข้างๆเจ้าเอง!!”

เขาไม่อยากเห็นนางเศร้าอีกแล้ว ต้องใช้วิธีใดเขาไม่รู้ แต่เขาอยากทำบางสิ่งให้นางดีใจ เด็กหนุ่มหรี่ตา กำหมัดอัดแน่นด้วยเพลงิแห่งความหังสีดำทมิฬ สีหน้าจริงจังเข้มขรึมปานว่าการทำให้โซฟีมีความสุขนี้แหละคือความหมายของชีวิตเขา!! อีซีโอพุ่งเข้าใส่สาวน้อย ครั้นจับนางยกสูงในท่าอุ้มเจ้าหญิง “อี…”เกือบเผลอเรียกชื่ออีกฝ่าย โซฟีตกใจกับท่าทางบ้าบิ่นและยิ่งตกใจเมื่อเขาอุ้มตนอย่างไร้ความเกรงใจเช่นที่แล้วมา

“ข้าจะพาเจ้าไปกินของอร่อย”

ห๊ะ

เด็กหนุ่มปั้นหน้าจริงจังปานว่าการหาข้าวใส่ท้องโซฟีเป็นเรื่องสำคัญยิ่งชีพ เขาถีบพื้นหินและทะยานสู่ฟากฟ้ารัตติกาล ภายใต้สายตานับร้อย และดวงเดือน ดวงดาราจักเป็นประจักษ์พยาน ชาวเมืองแบลดแอน์ส่ายหน้าระอากับพฤติกรรมมุทะลุของพวกวัยรุ่นไฟแรง นักดนตรีวางเครื่องดนตรีพลางฉีกยิ้มให้กำลังใจ สาวน้อยวัยใสยิ้มกว้าง กล่าวลั่นว่า คืนนี้ได้เห็นเจ้าชายอุ้มเจ้าหญิงด้วย เจ้าชายหล่อมากเลย

“ให้ตายสิ หนุ่มสาวสมัยนี้ร้อนแรงเสียจริง”

อมีตี้นั่งแกว่งขาอย่างสบายอารมณ์ ณ ยอดหอคอย คนที่ถีบอีซีโอตกตึกเมื่อครู่ก็นางนั้นแหละ เพราะเห็นน้องชายยืดยาด ชักช้ามิได้ความ เกือบเผลอปล่อยให้ฝ่ายหญิงโดนแม่วัวสาวเขมือบไปเสียแล้ว ฮึๆ

ราตรีแห่งเสียงเพลงพิณมีความสุขผุดประปราย เด็กเล็กนอนฝันดี เหล่าสี่สาวน้อยหมดแรงเพราะโดนขย้ำขย่มจนหัวใจละลาย เอวสะโพกอ่อนระทวย อีกคนท้องป่องน้ำตาไหล ในห้องนอนที่มีหญิงสาวนักดนตรีนั่งเขียนเพลง และ ณ ที่พักเจ้าหญิง ท่านกำลังเลือกของขวัญอำลาอย่างใส่ใจ และมุมหนึ่งของเมืองแบลดแอน์ สาวน้อยนักเปียโนนั่งจิบชาอย่างสำราญเบิกบาน บนโต๊ะมีจดหมาย และไม่ว่าวันข้างหน้าจะมีเหล่านักรบมาโฮผู้แข็งแกร่ง พี่น้องมหาจอมโจร หรือดวงวิญญาณแห่งทุ้งสีเพลิง ความตาย ความเจ็บปวด ความโศกเศร้า กลิ่นเลือดโลหิต และตัวตนแห่งหายนะผู้ไม่มีวันตาย ไม่รอใครจะรออยู่ กระนั้นคืนนี้มันช่างสว่างสดใส อบอุ่นยิ่งนัก…ด้วยแต่ละผู้มีกันและกัน


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น