ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Twenty-Fourth Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.6k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ค. 2561 18:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Twenty-Fourth Song
แบบอักษร



แตกสลาย...นั่นเป็นคำเดียวที่เขานึกออกในตอนนี้...

เด็กหนุ่มนั่งมองป้ายสลักหินตรงหน้ามาหลายนาทีแล้ว แม้จะไม่มีรูปของคนที่คุ้นเคย แต่ชื่อที่เขียนอยู่บนนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง

พี่ดาตายแล้ว

พี่สาวของเขาตายแล้ว

ครอบครัวเพียงคนเดียวที่เขารักและรักเขาจากเขาไปยังสถานที่ที่ไกลแสนไกลเสียแล้ว

“ใจร้ายจังเลยนะครับพี่”

นิ้วเรียวสวยค่อยๆ คลี่รูปใบเล็กที่เขามักพกติดตัวอยู่ตลอดโดยที่ไม่ละสายตาจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

“ซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไปไม่บอกผมสักคำ”

เสียงหัวเราะฟังดูแปลกแปร่งเกินกว่าจะเป็นเสียงแห่งความสุข เขาหยุดสะอื้นไปนานแล้ว หากนัยน์ตากลมคู่นั้นยังปรากฏหลักฐานของความปวดร้าวให้เห็น

ไม่...ไม่ใช่แค่ปรากฏหลักฐาน...

หยาดน้ำใสกลิ้งผ่านขนตาสวยลงมาบนแก้มในวินาทีที่เขาหลุบตามองรูปในมือสลับกับป้ายหินตรงหน้าด้วยความรู้สึกปวดหนึบไปทั้งอก

มันยังคงอยู่ ความรู้สึกเจ็บปวดทั้งหมดยังลอยฟ่องอยู่ในใจราวกับกลุ่มควันที่ไม่ว่าจะเอามือปัดป้องเท่าไหร่ก็ไม่มีวันจางหายไปโดยง่าย ยิ่งได้เห็นภาพตรงหน้า หัวใจของเขาก็ยิ่งร้าวราน

เขาเพิ่งจะได้ภาพๆ นี้มาก็จริง แต่นักสืบที่เขาว่าจ้างก็บอกแล้วว่าเป็นภาพเก่าที่เพิ่งค้นมาได้ ในตอนนั้นเขาคิดตื้นๆ แค่เพียงว่าคนเราคงไม่เปลี่ยนที่อยู่ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ยิ่งดูจากสภาพบ้านที่ไม่ได้มีลักษณะเหมือนบ้านแบ่งเช่าแล้วเขาก็ยิ่งมั่นใจ ไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันจะพังทลายลงมาภายในพริบตาแบบนี้

ขอเพียงแค่รู้จักไตร่ตรองให้มากกว่านี้ เขาจะไม่ต้องเสียเวลามาเหยียบที่นี่เลย

ขอเพียงแค่รู้จักคิดมากกว่านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างคงไม่เลวร้ายเหมือนอย่างที่เป็นอยู่เลย

‘คิดง่ายไปน่ะสิ’

เสียงนุ่มทุ้มที่คุ้นเคยแว็บผ่านเข้ามาในหัวเหมือนเทปที่ถูกกรอซ้ำ

ท่าทางเขาจะเด็กเกินไปอย่างที่ตาลุงนั่นปรามาสเอาไว้จริงๆ

หยดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าตกกระทบผืนดิน

คิดง่ายเกินไป เด็กเกินไป

โง่...เกินไป...

ร่างผอมโปร่งชันเข่าขึ้นมาชิดอกก่อนจะวาดมือไปโอบกอดมันไว้

...กอดตัวเองเอาไว้...

“ไม่เป็นไร ดิมจะไม่เป็นไร”

เขาบอกตัวเอง

“เรื่องแค่นี้เอง ยังไงก็ผ่านไปได้อยู่แล้ว”

เรียวแขนบางกอดตัวเองแน่นขึ้นอีกหน่อย

“ไม่เป็นไร”

เขากระซิบแข่งกับสายลมที่พัดหวีดหวิวอยู่ข้างหู

“ไม่เป็นไรนะดิม”

“โถ ดูสิใครมานั่งกอดเข่าอยู่ตรงนี้กัน”

เสียงของบุคคลที่สองที่แทรกขึ้นมาอย่างไม่ได้รับเชิญทำให้เด็กหนุ่มต้องกุลีกุจอปาดน้ำตาแล้วยันตัวลุกขึ้นไปเผชิญหน้า

อันที่จริง ต่อให้ไม่หันไปก็พอจะรู้อยู่ว่าเป็นใคร

“ไม่เจอกันคืนเดียว ยับเยินเลยนะดิม”

อีกฝ่ายฉีกยิ้มให้เขาด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าครั้งไหน ดวงตาเรียวเล็กแนบชิดจนเกือบจะติดกันสนิท แก้มยุ้ยยกขึ้นดูสดใสร่าเริง แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่ารอยยิ้มบนใบหน้าขาวเหลืองนั้นบิดเบี้ยวพิกล

...รอยยิ้มบนใบหน้าของแฟนเก่าเขาดูวิกลจริตเสียจนน่าหวั่นใจ...

“ทำไมวิทย์ถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ”

“แล้วทำไมดิมถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ”

คำถามที่ไม่ได้คำตอบถูกย้อนกลับมาให้เขาเป็นคนตอบ แต่น่าแปลกที่เขาคิดอยากจะตอบ

มีบางอย่างบอกเขาว่า เขาไม่จำเป็นต้องตอบ

“ก็แค่ผ่านมา”

“เหรอ” อีกฝ่ายรับคำแล้วสาวเท้าเข้ามาหาเขาเรื่อยๆ จนอยู่ในระยะที่ห่างกันเพียงหนึ่งช่วงแขน “แต่เราตั้งใจมานะ”

รอยยิ้มนั้นยังประดับอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่าย

เขาเห็นมัน เห็นมันจนกระทั่ง...

“อ๊า!”

ร่างของเขาถูกกระแทกอย่างแรงจนล้มลงกับพื้นดินขรุขระ ผิวหนังรับรู้ได้ถึงรอยบาดของกรวดหินที่ตำลึกเข้ามาในร่าง แต่ความเจ็บเหล่านั้นกลับเทียบไม่ได้เลยกับร่างสูงโปร่งของอีกคนที่กระโดดทับลงมาพร้อมกับเอามือสองข้างกดลำคอเขาไว้แน่น

นี่มันบ้าอะไรกัน

“ไอ้ดิม เพราะมึง ชีวิตกูถึงฉิบหายแบบนี้” มันกระซิบลอดไรฟันพลางเพิ่มแรงกดขึ้นจนเขาเริ่มหายใจไม่ออก

...ณ วินาทีนั้นไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ในสมองมากไปกว่าการเอาชีวิตรอด...

เด็กหนุ่มบังคับให้รองเท้าหนังมันปลาบที่พ่อเขาสั่งตัดให้อย่างดีกระทบเข้าหากันอย่างแรงหนึ่งครั้งเพื่อเปิดกลไกมีดที่ซ่อนไว้ในหัวรองเท้า ในวินาทีที่มัจจุราชเบื้องบนพยายามจะช่วงชิงวิญญาณไปจากร่าง เรียวขาเล็กเคลื่อนไหวไปมาอย่างชำนาญ เขาอาศัยการงอเข่าเพื่อขยับใบมีดให้เข้าใกล้เหยื่อได้มากขึ้น ก่อนจะพุ่งเท้าเข้าหาส่วนบั้นท้ายของอีกฝ่ายจนสุดแรง

“อ๊า!” เสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้ถูกทำลายมาพร้อมกับแรงบริเวณฝ่ามือของมันที่ลดหายไปชั่วขณะ

เพียงเสี้ยววินาทีเดียว...เขาอาศัยเพียงชั่วเสี้ยววินาทีในการออกแรงล็อกคอของคนที่กำลังร้องโหยหวนให้พลิกกลับลงไปสยบใต้ร่างเขาแทน

“มึงเป็นเหี้ยอะไร! มึงทำเหี้ยอะไรของมึงฮะไอ้เหี้ยวิทย์!”

“ฮะ ฮะ ฮ่าๆ”

เสียงหัวเราะชวนขนลุกของคนที่เขานั่งคร่อมอยู่ยิ่งทำให้จิตใจที่ไม่มั่นคงอยู่แล้วหวาดหวั่นยิ่งกว่าเก่า

นี่มันอะไรกัน

เกิดอะไรขึ้นกัน

“อยากรู้ว่ากุเป็นอะไร...”

เสียงที่มันเปล่งออกมานั้นกระท่อนกระท่อนเพราะแรงบีบจากมือของเขา แต่น้ำเสียงนั้นกลับเจือไปด้วยโทนสมเพช

“ก็ลองถามพี่มึงดูสิ”

“มึงรู้อะไรเกี่ยวกับพี่กู!”

แรงบีบที่เพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติทำให้คนด้านล่างตาเหลือกราวกับกำลังจะสิ้นลมหายใจ โชคดีที่เขาควบคุมตัวเองได้ก่อนที่เวลานั้นจะมาถึง ฝ่ามือเรียวที่กุมอยู่รอบคอของคนด้านล่างจึงผ่อนแรงลงเล็กน้อย หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับจะหลุดออกจากอก ความหวาดกลัวและความตื่นตระหนกบังคับให้ฮอร์โมนในร่างกายของเขาพลุ่งพล่านเสียจนมือสองข้างสั่นระริก ตรงข้ามกับคนใต้ร่างโดยสิ้นเชิง

แทนที่คนเฉียดตายจะมีอาการเหมือนกับเขา มันกลับหัวเราะร่ายิ่งกว่าเก่า

“มึงหัวเราะอะไร!”

เขาตะคอกด้วยเสียงสั่นเทา ถ้าเป็นในยามปกติ สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้แย่พอจะทำให้เขาหวั่นไหว แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่...

ตัวเขาในตอนนี้บาดเจ็บยับเยินแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เขาหวาดกลัว

ใช่...เขากลัว...กลัวทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังประดังประเดเข้ามาเสียจนต้องปกปิดมันเอาไว้ด้วยความฉุนเฉียวอย่างรุนแรง ซ้ำร้ายคือไม่ใช่แค่เขาที่รู้เรื่องนี้...

...มันก็รู้...

“อย่าเกรี้ยวกราดสิดิม”

ใบหน้าที่เขาเคยมองว่าหล่อเหลานั้นยิ้มร่าชวนขนลุก นัยน์ตาวิปลาสคู่นั้นสบลึกเข้ามาในตาของเขา

...ลึกราวกับจะตามจองล้างจองผลาญเขาจนถึงแก่นในสุดของดวงวิญญาณ...

“ทีตอนที่พี่มึงท้องลูกกูทั้งๆ ที่มึงยังคบกับกู แล้วกูบอกให้ไปทำแท้ง มันยังไม่เห็นจะเกรี้ยวกราดแบบนี้เลย”

เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงบางอย่างแตกสลายดังขึ้นในหัว มันดังก้องอยู่อย่างนั้น สะท้อนไปมาราวกับจะไม่มีวันหยุด

อะไร มันพูดอะไร ไม่เห็นเข้าใจเลย

ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ

“ทำไมเมียเก่าของผมถึงได้น่าสงสารขนาดนี้กันนะ ดูสิ ขนาดคนที่ไว้ใจที่สุด ยังหักหลังเลย โถ น่าสงสาร”

มันพูดอะไร เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลย

“มึงโกหก”

เสียงของเขาแหบพร่า

ใช่ มันโกหก ต้องโกหกแน่ๆ

“ก็แล้วแต่จะคิดนะ เอาเป็นว่ากูขอบอกมึงไว้อีกอย่างแล้วกันนะดิม”

เขาเห็นมันยิ้มเย้ยหยันผ่านม่านน้ำที่พร่ามัวในดวงตา

“มึงมันเป็นแค่เศษเดนที่ไม่มีใครต้องการ ขนาดพ่อแท้ๆ ของมึงยังไม่เคยมาดูดำดูดีมึงเลย”

ร่างของเขาสั่นระริกยิ่งกว่าเก่า

อะไร มันพูดถึงอะไร

“ถามจริงเถอะว่ามีใครเคยบอกมึงไหมว่ามึงไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของพ่อดล”

ไม่ไหว ไม่ไหวแล้ว

“มึงมันก็แค่ลูกชู้ ทุกคนรู้แต่มึงไม่รู้ไงไอ้ควาย!”

สิ้นคำพูดของอีกฝ่าย หมัดหนักๆ ก็พลันกระแทกเข้ากับใบหน้าเสียจนร่างโปร่งกระเด็นลงไปนอนกองอยู่กับพื้น

เขาควรจะลุก

ใช่ เขาควรลุก

“แล้วความเหี้ยมันก็คือการที่ลูกชู้อย่างมึงยังมีชีวิตอยู่ดีกินดีทั้งที่กูต้องกระเสือกกระสนไง!”

“อ๊าก!”

ของแข็งบางอย่างฟาดเข้าบริเวณแขนขวาของเขาอย่างแรงเสียจนเขาดิ้นพล่าน

เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน

“ของๆ มึงมันควรจะเป็นของกู”

“อ๊า!”

มันฟาดซ้ำลงมาที่รอยเดิม

“พ่อของมึงก็ควรได้มาแต่งงานกับแม่กู แล้วก็เลี้ยงดูกู ไม่ใช่ปล่อยให้กูอยู่กับไอ้แก่วิปริตนั่นจนเป็นแบบนี้!”

มันฟาดแรงกว่าเก่า ย้ำซ้ำๆ ลงมาที่รอยเดิมครั้งแล้วครั้งเล่าจนเขารู้สึกถึงบางอย่างในร่างที่แตกหักออกจากกัน เขารับรู้ได้ถึงแขนที่เบ้ไปผิดรูปผิดร่างอย่างน่ากลัว แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำได้เพียงกัดฟันยอมรับความเจ็บปวดโดยไม่คิดจะลุกขึ้นสู้ให้เปลืองเวลา

เขาสู้ไม่ไหวแล้ว เขาลุกขึ้นด้วยตัวเองไม่ได้อีกแล้ว

เจ็บ...เจ็บเหลือเกิน

“ไอ้จริงๆ กูก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรมึงสักเท่าไหร่หรอกนะ กะว่าจะเขี่ยทิ้งไปแบบนิ่มๆ ไม่ถึงกับฆ่าแกงกันให้เสียมือ แต่ช่วยไม่ได้ว่ะ...”

แม้ร่างกายและจิตใจจะเป็นแผลเหวอะหวะเสียจนขยับไม่ได้ แต่หูเขากลับได้ยินเสียงทุกอย่างอย่างชัดเจน

-กริ๊ก-

เสียงปลดสลักกลไกในจังหวะที่คุ้นเคยทำให้เขาหลับตาลงช้าๆ

จบแล้ว

ทุกอย่าง...กำลังจะจบแล้ว

“ถ้าผัวแก่ของมึงไม่มาเสือกเรื่องกูก่อน มึงคงไม่ต้องมาตายแบบนี้ น่าเสียดายนะ”

บุคคลที่ถูกกล่าวถึงทำให้มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย

ในช่วงเวลาใกล้ตายของคนโสมมอย่างเขายังอุตส่าห์มีโอกาสได้ยินเรื่องราวของผู้เป็นที่รัก เพียงเท่านี้ก็นับว่าเป็นพระกรุณาจากพระผู้เป็นเจ้ามากแล้ว แม้จะน่าเสียดายที่ยังไม่ได้ทำในเรื่องที่อยากทำเลยสักอย่าง ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก ล้วนไม่มีโอกาสได้บอกลาใครเลยสักคน

โอ้ พระบิดาบนสวรรค์ หากพระองค์จะทรงเมตตาลูกผู้นี้ ลูกอยากจะวอนขอสิ่งหนึ่งจากพระองค์...

“ถ้าจะโทษใครสักคน ก็โทษตัวมึงที่เกิดมาผิดที่ผิดทางก็แล้วกัน”

ได้โปรด ฝากคำรักไปถึงคนๆ นั้นด้วย ได้โปรดบอกเขาว่า...

“คุณปราณครับ ผมรักคุณนะ”

-ปัง! ปัง!-

สิ้นเสียงนั้น ความเจ็บปวดที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนในชีวิตแผ่นขยายกระจายซ่านไปทั่วร่าง

เจ็บ...เจ็บเสียจนลมหายใจกระตุกวูบไปพักใหญ่ แต่ก็ยังไม่ตาย

...เขายังไม่ตาย...

“ไอ้เหี้ยแม่งเอ๊ย!”

เสียงคุ้นเคยที่สบถอย่างหยาบคายที่ดังมาจากที่ไกลๆ คือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ร่างบอบช้ำบนผืนดินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

เสียง...เสียงของใครบางคนที่เขาเฝ้าตามหามาพักใหญ่

“ไอ้ทีนมึงเรียกรถพยาบาลรึยังวะ”

“เขามาถึงแล้ว เดี๋ยวเราออกไปนำทางมาเอง”

เสียงของคนสองคนที่เขาคุ้นเคย

“เออ เร็วๆ เลย ไม่งั้นแม่งไอ้ดิมน็อกอยู่ตรงนี้แน่”

เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่จากไปอย่างรีบเร่งพร้อมๆ กับความอบอุ่นที่แตะลงบนแขนที่บอบช้ำอย่างแผ่วเบา

“โทษทีว่ะ กูเหนี่ยวไกช้าไปหน่อย ถ้าเร็วกว่านี้คงยั้งจังหวะที่มันจะเหนี่ยวไกได้”

ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายทำร้ายอีกคนก่อนแท้ๆ ยังอุตส่าห์มาขอโทษเขาอีก

...เป็นคนประหลาดจริงๆ ...

“ไอ้เหี้ยเอ๊ย เบี่ยงมาลงไหล่แบบนี้แสดงว่าตอนแรกไอ้เหี้ยนั่นแม่งเล็งหัวเลยนะนั่น ใจหมาจังวะ”

ถ้อยคำไม่สุภาพมากมายพรั่งพรูออกจากปากของอีกคนไม่รู้จบ มากเสียจนเขาอยากจะเอ่ยปากปรามว่ามันไม่ค่อยสุภาพสำหรับการพูดในสถานที่แห่งนี้นัก แต่น่าเสียดายที่เขาทำไม่ได้

เขาเจ็บเสียจนเปล่งเสียงไม่ออกแล้ว

“เจ้าหน้าที่พยาบาลมานู่นแล้ว ทนอีกหน่อยนะมึง”

สัมผัสอ่อนโยนแตะลงบนกลุ่มผมยุ่งเหยิงของเขาเบาๆ

“อีกเดี๋ยวก็หายเจ็บแล้วนะ”

น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยจากเพื่อนที่เขาทำร้ายไปอย่างแสนสาหัสทำให้ดวงตาของเขาร้อนผ่าวราวกับมีไฟสุม

ไม่ไหว ช่างเป็นคนที่ใช้ไม่ได้เลยดิม ทั้งที่มีเรื่องอยากจะพูดด้วยอีกตั้งมากมาย แต่แค่เอ่ยปากออกไปก็แทบจะทำไม่ได้แล้ว แต่ยังไงก็มีคำนึงที่ต้องพูดให้ได้

ต้องพูดให้ได้...

“ขอโทษนะ”

สุดท้ายเขากระซิบออกไปได้เพียงแค่นั้น

“ขอโทษ”

แล้วทุกอย่างก็พลันร่วงหล่นสู่ความมืดในชั่วพริบตา




**********************************************************************************************************​

จะ จบ จริงๆ แล้ว น้าาาาาา 

มาถึงจุดนี้ได้ยังไงกันนะ ตอนแรกคิดว่าจะไม่จบแล้วซะอีก 555555

ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ด้วยกันมาจนถึงตอนนี้นะคะ เรื่องนี้ติดดองไปหน่อย ไม่ขอแก้ตัวใดๆ แต่เราเขียนเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วค่ะ การเรียนหนักหน่วงขึ้นมากเหลือเกิน ขอโทษด้วยนะคะ TwT

ฝากติดตามอีก 1 (หรืออาจจะ 2) ตอนที่เหลือด้วยนะคะ ^w^

**********************************************************************************************************

พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ​


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น