หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เมื่อหนุ่มหล่อสุดยอดเซลล์แมนจากศตวรรษที่ 21 ต้องกลายมาเป็นขี้ข้า เอ้ย! พ่อบ้าน (ใจกล้า) ในโลกอดีต ที่มีดีกรีความกะล่อนระดับเทพ เรื่องราววุ่นวายจึงบังเกิด แล้วคิดว่าหลินหว่านหรงจะยอมก้มหัวให้ใครหรือไง !

ตอนที่ 34 สัญญาว่าจ้าง (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 สัญญาว่าจ้าง (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ค. 2561 16:15 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 สัญญาว่าจ้าง (1)
แบบอักษร



“สัญญาว่าจ้างหาใช่ของบ้าบออันใด แค่ก แค่ก” หลินหว่านหรงรู้ว่าตัวเองพลั้งปากจึงรีบแกล้งไอสองทีเพื่อให้มันผ่านไปแล้วพูดว่า “สัญญาว่าจ้าง ความหมายนั้นตามชื่อ ก็คือสัญญาการจ้างงานที่ข้าลงนามกับตระกูลเซียวนั่นเอง มีระยะเวลาจำกัดหนึ่งปี ช่วงนี้ข้าจะรับใช้ตระกูลเซียว ทุกวันทำงานแปดชั่วโมง อ้อ ก็คือสี่ชั่วยาม ตัวข้ายังคงเป็นอิสระ ไม่ได้เป็นของตระกูลเซียว แน่นอนว่าข้ายังคงเป็นบ่าวของตระกูลเซียวอยู่ ผลงานของข้าเป็นของตระกูลเซียว ข้อดีของการทำเช่นนี้คือ หนึ่ง ครั้นตระกูลเซียวไม่พึงพอใจข้าก็สามารถเลิกจ้างได้ทุกเมื่อ”

“อ้อ อ้อ” เห็นตาเฒ่าสามคนนั้นจ้องมองตนเองเขม็ง ความหมายก็คือถึงแม้เจ้าจะลงนามในสัญญาขายตัว ขอเพียงตระกูลเซียวไม่พอใจเจ้า ก็สามารถให้เจ้าม้วนเสื่อไสหัวจากไปได้ทุกเมื่อเช่นเดียวกัน หลินหว่านหรงรีบกล่าวอีกว่า “ส่วนตัวข้าภายใต้การกระตุ้นเช่นนี้จะต้องเพิ่มความคิดก้าวหน้ามากขึ้นไปอีก พยายามพัฒนามากขึ้นไปอีก ขยันขันแข็งเพื่อตระกูลเซียว เป็นกำลังเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งต้าหัวของเราให้มากยิ่งขึ้นไป หนึ่งปีหลังจากนี้ขอเพียงเราทั้งสองฝ่ายยินดีก็ลงนามในสัญญาต่อไปได้ มิหนำซ้ำยังตกลงเรื่องเงินเดือนได้อย่างเป็นมิตรอีกด้วย”

คำพูดหลายอย่างช่วงท้ายกลับน่าสนใจอยู่บ้าง ไม่ขอความสบาย ไม่พอใจสภาพในปัจจุบัน กล้าบุกเบิกกล้าได้กล้าเสีย คนหนุ่มที่กล้ากระตุ้นตัวเองเช่นหลินหว่านหรงในปัจจุบันมีไม่มากแล้ว สามชราชื่นชมไม่ขาดปาก

ลุงฝูเอ่ยปากพูดว่า “หลินซานเอ้ย ไม่ใช่ข้าไม่ตกลง ความจริงแล้วข้อเสนอของเจ้านั้นมีความคิดสร้างสรรค์มาก จำกัดการดำรงตำแหน่งไปชั่วชีวิตของตำแหน่งระดับสูง และเป็นปัญหาที่พวกเราคิดมาตลอด มีเจ้าเปิดหัวเช่นนี้ คราวหน้าที่การประชุมตัวแทนบ่าว พวกเราจะนำเสนอข้อเสนอนี้ขึ้นมาเพื่อถกเถียงกัน เมื่อผ่านแล้วก็จะแจ้งให้ฮูหยินน้อยกับคุณหนูใหญ่รับทราบ จากนั้นก็จะใช้อย่างเป็นทางการ แต่ทว่าเจ้าเองก็รู้การปฏิวัติเช่นนี้จะต้องเจอแรงต้านมหาศาลแน่ พวกเราทำได้เพียงค่อยๆ ดำเนินการตามลำดับ คราวนี้พวกเราได้แต่นำข้อเสนอนี้ของเจ้ารายงานแก่ฮูหยินน้อยและเหล่าคุณหนูก่อน จะสำเร็จหรือไม่พวกเราก็ไม่รู้ได้ แต่เจ้าต้องคิดให้ดี หากเบื้องบนไม่ตกลง เจ้าก็มีโอกาสที่จะถูกคัดออกสูงมาก เจ้าคิดดีแล้วหรือ?”

ลุงฝูคนนี้พูดออกมาเป็นชุด จำกัดการดำรงตำแหน่งไปชั่วชีวิตของตำแหน่งระดับสูง การประชุมตัวแทนบ่าว แรงต้านมหาศาลในการปฏิวัติอะไรต่อมิอะไร ทำเอาหลินหว่านหรงมึนงงไปหมด กว่าจะได้ยินสุดท้ายเขาจึงรีบผงกศีรษะแล้วพูดว่า “ย่อมคิดดีแล้วขอรับ ลุงฝูท่านจงรีบรายงานเบื้องบนเถอะ”


ฆ่าคนก็เพียงผงกศีรษะเท่านั้น ตอบแทนบุญคุณของตาเฒ่าเว่ยนั้นย่อมได้ แต่ถ้าให้ทนความอัปยศเปลี่ยนแซ่ หลินหว่านหรงไม่มีวันยอมทำแน่ อย่างมากก็ชดใช้ชีวิตให้ตาเฒ่าเว่ย


ลุงฝูสามคนปรึกษากันสักครู่ จากนั้นจึงมอบหมายให้ลุงฝูเป็นตัวแทนไปรายงานเบื้องบน

ลุงฝูเดินออกนอกประตู กลับเห็นสตรีนางหนึ่งกำลังยืนอยู่ด้านนอก ป้องปากน้อยๆ กำลังแอบหัวเราะอยู่

สตรีนางนี้อายุไม่มาก ทว่ารูปโฉมงดงามยิ่งนัก หากเวลาผ่านพ้นไปจะต้องเป็นโฉมสะคราญผู้ยิ่งใหญ่แน่

“คุณหนูรองขอรับ ที่แท้ท่านก็อยู่นี่เอง” ลุงฝูยินดี รีบพุ่งปราดเข้ามา ครั้นเห็นท่าทางแอบขำของหญิงสาวจึงกล่าวด้วยความรู้สึกขำเล็กน้อยว่า “เมื่อครู่ท่านได้ยินความคิดแผลงๆ ของไอ้หนุ่มนี้ด้วยหรือไม่ขอรับ?”   

คุณหนูรองเซียวส่งเสียงแค่นจมูกออกมาคราหนึ่งแล้วพูดว่า “เกินไปอย่างยิ่ง รู้มาตั้งแต่แรกว่าเจ้านี่ไม่ใช่ตัวดีอะไร”   

ลุงฝูเห็นในมือนางถือกระดาษอยู่แผ่นหนึ่ง ตัวอักษรหลายตัวบนนั้นโย้ไปเย้มาทั้งยังแฝงความรู้สึกเป็นอิสระไม่ผูกมัด จึงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “คุณหนูรอง ที่ท่านถืออยู่นี่คือสิ่งใดขอรับ?”   

คุณหนูรองเซียวเม้มปากน้อยๆ ไหล่งามสั่นเทาเล็กน้อย ในที่สุดก็กลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่ พูดว่า “ลุงฝู ท่านลองดูสิ นี่ก็คือคัมภีร์สามอักษรที่เจ้าหนุ่มนี่เขียนจากความจำ เอิ๊ก เอิ๊ก——”

ที่แท้สิ่งที่อยู่ในมือของนางก็คือกระดาษคำตอบด่านแรกของหลินหว่านหรง ลุงฝูมองดูตัวอักษรหลายตัวนั้นรู้สึกหัวเราะร้องไห้ไม่ออก   

รู้หรือไม่รู้หนังสือ หรือรู้เพียงครึ่งเดียว แค่อาศัยข้อเสนอเรื่องสัญญาว่าจ้างอะไรนั่นเมื่อสักครู่ เจ้าหนุ่มนี่ก็ไม่เหมือนคนไม่เคยร่ำเรียนหนังสือแล้ว เหตุใดตัวอักษรที่เขียนออกมาจึงน่าเกลียดเช่นนี้ได้ล่ะ   

คุณหนูรองเซียวหยิบสุมดบันทึกขนาดเล็กออกมาจากอกเล่มหนึ่ง ชี้ไปที่หญิงสาวบนสมุดภาพให้ลุงฝูดูแล้วพูดว่า “ลุงฝู เจ้าดู”    

เมื่อลุงฝูมองสมุดภาพนั้นดวงตาก็อดกระจ่างวูบไม่ได้ กล่าวว่า “นี่มันคุณหนูใหญ่นี่ขอรับ นี่เป็นการวาดของผู้เชี่ยวชาญท่านใดกัน?” 

คุณหนูรองเซียวส่ายศีรษะแล้วพูดว่า “ข้าก็ไม่รู้เช่นกันว่าผู้ใดวาด ข้าซื้อมาจากหลินซาน มิหนำซ้ำหลายคนก็ซื้อคู่มือเล่มนี้มาจากมัน หึ เจ้านี่กลับนำภาพเหมือนของพี่สาวไปหาเงิน เลวจริงๆ”

บอกว่าหลินหว่านหรงทำการค้าได้ ลุงฝูไม่สงสัยเลยสักนิด แค่อาศัยหนังหน้าของเจ้าหนุ่มนั่น หากไม่ทำการค้าก็ออกจะน่าเสียดายเกินไป    

ลุงฝูกล่าวว่า “เช่นนั้นคุณหนูรองท่านได้ถามมันหรือไม่ขอรับว่าภาพนี้เป็นผู้ใดวาด? ถึงแม้ข้าจะไม่เข้าใจเรื่องภาพเขียน แต่ภาพเหมือนนี้กับการวาดภาพเหมือนที่ข้าเคยเห็นนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เรียบง่ายไหลลื่น แสดงอารมณ์ประดุจมีชีวิต แม้จะเรียบง่ายทว่ากลับเพิ่มความไม่ธรรมดา ปรมาจารย์ท่านนี้ไม่ทราบว่าเป็นผู้สูงส่งจากที่ใด”

คุณหนูรองเซียวตอบว่า “ข้าถามมันแล้วเช่นกัน แต่เจ้าหนุ่มนั่นไม่ยอมบอก หึ แม้แต่อักษรก็เขียนไม่ครบถ้วน จะต้องไม่ใช่เจ้าวายร้ายนี้แน่ ยิ่งไปกว่านั้นปีหนึ่งพี่สาวเปิดเผยรูปโฉมเพียงไม่กี่ครั้ง แทบจะไม่มีผู้ใดเคยเห็นว่าพี่สาวมีหน้าตาเช่นไร ปรมาจารย์ท่านนี้กลับวาดได้อย่างงดงามเสมือนจริง ปรมาจารย์ท่านนี้จะต้องมีพลังในการสะบัดพู่กันไม่ธรรมดาแน่” 

ลุงฝูผงกศีรษะแล้วพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าหลินซานนี่จะจัดการเช่นไรขอรับ”   

เขาฟังนัยยะของคุณหนูรอง คล้ายกับคับแค้นเจ้าหลินซานคนนี้ ดูท่าเจ้าหลินซานคนนี้กับตระกูลเซียวคงไม่มีวาสนาต่อกันเสียแล้ว     

คุณหนูรองเซียวกัดริมฝีปาก ใบหน้าเผยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “เจ้านี่ความคิดพิเรนทร์มีมากยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นมันยังทำเรื่องเลวร้ายมากมายเช่นนี้อีก หึ ข้าจะปล่อยมันไปง่ายๆ ได้อย่างไรกัน”   

ลุงฝูไม่เข้าใจความหมายของคุณหนูรอง “เช่นนั้น คุณหนูรองขอรับ หลินซานผู้นี้พวกเราจะให้ลงนามหรือไม่ลงนามดีขอรับ?”   

คุณหนูรองเซียวแย้มยิ้มพลางพูดว่า “ลงนาม ย่อมต้องลงนาม ลุงฝู เจ้าทำตามความต้องการของมัน ทำสัญญาว่าจ้างให้มัน หึหึ ขอเพียงมันเข้าประตูตระกูลเซียวของพวกเรา ข้าก็จะ......”

ใบหน้าของนางเผยรอยยิ้มราวปีศาจร้าย  “......ปิดประตู......ปล่อยสุนัข......”

ลุงฝูวิ่งราวกับโผบิน เหงื่อที่ชุ่มโชกทั่วร่างกลับหยดติ๋งติ๋งลงมา เขาเข้าใจความน่ากลัวของคำว่า  “......ปิดประตู......ปล่อยสุนัข......“ นั้นของคุณหนูรองผู้นี้ดีเหลือเกิน  

“ปรมาจารย์” ที่คุณหนูรองเซียวเอ่ยถึง ณ เวลานี้กำลังคุยน้ำลายแตกฟองอยู่กับตาเฒ่าสองคนที่เหลืออยู่ในห้อง ถึงอย่างไรการคุยโม้ก็ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งสามคนล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญ คุยฟุ้งเป็นคุ้งเป็นแคว น้ำลายแทบจะท่วมห้อง

เมื่อฟังจากปากตาเฒ่าทั้งสอง หลินหว่านหรงก็พอเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ ของตระกูลเซียวบ้างแล้ว   

นายผู้เฒ่าตระกูลเซียวหรือก็คือพ่อสามีของฮูหยินเซียว ดำรงตำแหน่งในหกกรม เคยรับตำแหน่งเจ้ากรมพิธีการ มีลูกศิษย์ทั่วหล้า หลังเกษียณจึงกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่เมืองจินหลิง ขณะที่เขาลาโลกไป ฮ่องเต้ต้าหัวรัชสมัยปัจจุบันประพันธ์บทกลอนไว้อาลัยด้วยพระองค์เอง พระราชทานนามเหรินเต๋อเซียนเซิง (อาจารย์ผู้กอปรด้วยคุณธรรมและเมตตา)

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่นายผู้เฒ่าจากไปนั้น คุณชายตระกูลเซียวก็ล้มป่วยไม่หาย ฝืนทนได้สองปีก็ลาลับไป ตระกูลเซียวสูญเสียที่พึ่งพิง ความรุ่งโรจน์ก็ไม่เหมือนแต่ก่อน โชคดีที่ลูกศิษย์ของนายผู้เฒ่าช่วยดูแล บวกกับเซียวฮูหยินอุตสาหะตรากตรำ คุณหนูใหญ่เซียวก็สวรรค์ประทานความฉลาดหลักแหลม สองมารดาและบุตรีลำบากประคับประคองถึงสามารถดำรงกิจการอันใหญ่โตของตระกูลเซียวมาได้จนถึงทุกวันนี้

ทว่านายผู้เฒ่าเซียวจากไปหลายปี อิทธิพลก็ค่อยๆ ถดถอย บวกกับคู่แข่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ สองปีนี้การค้าของตระกูลเซียวนับวันยิ่งแย่ ตลอดปีคุณหนูใหญ่เซียวมักรอนแรมไปทั่วหว่านซู่ (ชื่อเก่าของมณฑลอันฮุย) แถบเจียงเจ้อ (เจียงซูและเจ้อเจียง) เพื่อประคับประคองการค้าของตระกูลเซียว ดังนั้นในเมืองจินหลิงจึงมีน้อยคนนักที่ได้พบนาง

หลินหว่านหรงยังได้รับข่าวสารที่สำคัญมากจากปากตาเฒ่าทั้งสองอีกข่าวหนึ่ง นั่นก็คือเกี่ยวกับการรับสมัครบ่าวในปีนี้ ถึงแม้จะดูใหญ่โต จำนวนคนที่มารายงานตัวก็ไม่ด้อยกว่าปีที่ผ่านมา ถึงกระนั้นจำนวนบ่าวที่รับเข้ามาใหม่ของตระกูลเซียวในปีนี้กลับมีจำนวนจำกัด ปกปิดเป็นความลับสุดยอดต่อเบื้องนอก   

เรื่องนี้หลินหว่านหรงกลับเข้าใจได้ ตอนที่เขาทำธุรกิจมักชอบโม้ผลประกอบการของบริษัทให้ใหญ่โต สำหรับเนื้อหาจริงๆ นั้นมีเพียงไม่กี่คนที่รู้   

“เช่นนั้นบัณฑิตพวกนี้คืออะไรกัน?” หลินหว่านหรงนึกถึงคำถามที่สงสัยมาตลอด จึงเอ่ยปากถามตาเฒ่าทั้งสองโดยตรงทันที






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น