หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เมื่อหนุ่มหล่อสุดยอดเซลล์แมนจากศตวรรษที่ 21 ต้องกลายมาเป็นขี้ข้า เอ้ย! พ่อบ้าน (ใจกล้า) ในโลกอดีต ที่มีดีกรีความกะล่อนระดับเทพ เรื่องราววุ่นวายจึงบังเกิด แล้วคิดว่าหลินหว่านหรงจะยอมก้มหัวให้ใครหรือไง !

ตอนที่ 33 ผ่านสามด่านต่อเนื่อง (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 33 ผ่านสามด่านต่อเนื่อง (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2561 16:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 33 ผ่านสามด่านต่อเนื่อง (2)
แบบอักษร



เมื่อเข้าไปยังห้องเล็กห้องที่สาม สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือผู้ที่นั่งอยู่ในนั้นกลับเป็นผู้เฒ่าอายุห้าสิบกว่าสามคน พวกเขาสวมชุดและหมวกขนาดเล็กสีเขียวเหมือนกันทั้งหมด เหมือนกับกลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นบ่าว

สามคนกำลังโยกหัวโคลงศีรษะ ครั้งเห็นหลินหว่านหรงเข้ามาก็หยุดการพูดคุย มองเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน

เมื่อรออยู่นานตาเฒ่าหลายคนนี้ก็ยังไม่ส่งเสียงออกมาสักแอะ และไม่ให้หลินหว่านหรงทำอะไรอีกด้วย จ้องเขาเขม็งแบบนั้น ดวงตาสาดประกายครุ่นคิด


นี่มันหมายความว่าอะไรกัน? หลินหว่านหรงสงสัย มองพิจารณาตัวเองอย่างละเอียดลออ นอกจากทำเสื้อผ้าสกปรกเล็กน้อยจากการพาต่งชิงซานไปทะเลาะต่อยตีเมื่อสักครู่แล้ว ก็เหมือนจะไม่มีอะไรที่ดึงดูดสายตาคนอีก  

หรือเพราะหน้าตาหล่อ? เรื่องนี้เรากลับเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ที่เราต้องดึงดูดคือสาวน้อย ไม่ใช่ตาแก่แห้งเหี่ยวอย่างพวกเอ็งนี่   


หลินหว่านหรงเห็นหลายคนที่กำลังจ้องมองตนเองด้วยสายตาอันร้อนแรง ดวงตาไม่ขยับเขยื้อน ประหนึ่งกำลังชมดูลิงที่อยู่ในสวนสัตว์อย่างไรอย่างนั้น เช่นนั้นเขาก็รู้สึกบังเกิดเพลิงโทสะในใจขึ้นเช่นกัน จะอยู่หรือจะไปก็พูดออกมาสิ

ความอัดอั้นในใจของเขาพลันพุ่งขึ้นมา จึงสบตาเจ้าสามคนนั้นอย่างดุดัน ดวงตาโตของทั้งสามถลึงมองตาเล็ก เจ้าถลึงมองข้า ข้าถลึงมองเจ้า ไม่มีใครยอมลงให้ใคร

จากนั้นหลินหว่าหรงก็ย้ายม้านั่งตัวเล็กมาแล้วนั่งลงตรงหน้าสามคนด้วยท่าทางยโสโอหังเป็นที่สุดทันที ถึงกระนั้นสายตากลับดุร้ายยิ่งกว่าเจ้าสามคนนี้เสียอีก

“เจ้าหนุ่มนี่ ไร้ยางอาย——” ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด ในที่สุดหนึ่งในผู้เฒ่าก็เอ่ยปาก สายตาของเขาทอประกายชื่นชม

“เจ้าหนุ่มนี่ ไร้ยางอายเป็นที่สุด——” ผู้เฒ่าคนที่สองกล่าว ชื่นชมเช่นเดียวกัน

ผู้เฒ่าคนที่สามมองหลินหว่านหรง ผงกศีรษะแล้วกล่าวว่า “ท่าทางไร้ยางอายของเจ้าเหมือนข้าในสมัยนั้นมาก”   

หลินหว่านหรงพลันรู้สึกว่าหนังหน้าของตนนั้นช่างบางเสียเหลือเกิน เมื่อต่อหน้าผู้อาวุโสที่ไร้ยางอายมากที่สุดสามคนนี้ ตัวเองก็ดูจะเล็กกะจ้อยร่อยกระนั้น

“ไร้ยางอาย เป็นพื้นฐานสำคัญในการเป็นบ่าวชั้นสูง เจ้าหนุ่ม เจ้าเหี้ยมพอ ดูตัวเจ้าแล้ว ข้าก็เหมือนเห็นตัวเองในสมัยนั้น ดาวดวงใหม่ในโลกของบ่าวไพร่ค่อยๆ รุ่งโรจน์ เชื่อข้าสิ เจ้าจะกลายเป็นบ่าวที่โดดเด่นเหนือผู้ใด” ผู้เฒ่าคนแรกกล่าวขึ้นอย่างไร้ยางอาย  

หลินหว่านหรงร้องเฮ้ยเบาๆ ออกมาคำหนึ่ง เจ้าพวกนี้มีปัญหาแน่

ผู้เฒ่าคนที่สองพูดต่อว่า “ยินดีด้วย เจ้าผ่านด่านทั้งหมดแล้ว ขอเพียงเจ้ายินดี เจ้าจะกลายเป็นบ่าวผู้รุ่งโรจน์ในคฤหาสน์ตระกูลเซียวของเราเมื่อใดก็ได้”

“ช้าก่อน ช้าก่อน” หลินหว่านหรงรีบพูด “มีพี่ชายท่านใดจะอธิบายให้ข้าฟังได้บ้างว่านี่มันเรื่องอะไรกัน?” 

ผู้เฒ่าคนที่สามหัวเราะฮิฮะออกมาแล้วพูดว่า “ไม่มีปัญหา เจ้าคงอยากถามว่าสามด่านที่เจ้าผ่านมานี้คืออะไรใช่หรือไม่ ฮิฮิ ฟังข้าเล่าให้ดีๆ ด่านแรก ที่เราต้องการคือบ่าวที่รู้หนังสือ ผู้ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เราไม่ต้องการ ส่วนด่านที่สอง ที่เราต้องการคือบ่าวที่มีไหวพริบดี คนโง่เขลาเราไม่ต้องการ ส่วนด่านที่สามน่ะหรือ มีพวกเราบ่าวซึ่งโดดเด่นที่สุดของตระกูลเซียวสามคนนั่งประจำด่าน ฮิฮิ นี่คือด่านที่สำคัญที่สุด หนึ่งพวกเราต้องการดูรูปร่างหน้าตาของผู้เข้ารับการคัดเลือก เจ้าเองก็รู้ ตระกูลเซียวเป็นตระกูลใหญ่ ผู้ที่หน้าตาน่าเกลียดน่าชังขอให้ไปทำหน้ามาใหม่แล้วค่อยมา

สองคือดูนิสัยใจคอ นิสัยต้องซื่อสัตย์ภักดี หากพวกเราต้องให้มันไปเฝ้าคลังสมบัติ เช่นนี้พวกเราถึงจะวางใจได้ว่ามันจะไม่ขโมยของที่เฝ้าเอาไว้เอง สำหรับเช่นเจ้าน่ะหรือ ฮิฮิ เป็นผู้มีความสามารถระดับสูงที่พวกเรากำลังขาดแคลนที่สุดอยู่พอดี นอกจากคลังสมบัติแล้วล้วนไปที่ใดก็ได้” 

แม่เจ้าโว้ย เห็นได้ชัดว่าเจ้าแก่นี่บอกว่าเรานิสัยคดโกงนี่นา หลินหว่านหรงเผยสีหน้าโกรธขึ้งเล็กน้อย ผู้เฒ่าคนนั้นรีบกล่าวว่า “เจ้าวางใจ พวกเราไม่ได้กังขานิสัยของเจ้า เพราะสำหรับคนเช่นเจ้า พวกเราไม่อาจใช้เรื่องนิสัยมาวัดเจ้าได้”

“ความหมายของท่านคือข้ามารยาททราม?” หลินหว่านหรงกล่าวอย่างโมโห

“ฮิฮิ ข้าไม่ได้พูดเช่นนั้น ที่จริงพวกเราไม่เคยเห็นผู้มีความสามารถที่หน้าหนาเช่นเจ้านี้มาหลายปีแล้ว เมื่อครู่พอเห็นเจ้าพวกเราก็รู้สึกตกตะลึง คล้ายกับเห็นตัวเองในสมัยนั้น พวกเราเชื่อว่าหากผ่านการฝึกฝนขัดเกลา ให้เวลาอีกสักหน่อย เจ้าจะกลายเป็นดาวรุ่งที่เจิดจรัสที่สุดในโลกของบ่าวอย่างแน่นอน อนาคตรุ่งโรจน์ เจริญก้าวหน้าได้จริงๆ นะ”

พอผู้เฒ่าผู้นี้กล่าวจบยังหัวเราะร่าด้วยท่าทางเกินจริงไปอีกหลายครั้ง สีหน้าบ่งบอกว่าข้าเป็นคนตามีแววส่วนเจ้าเป็นคนมีฝีมือ

หลินหว่านหรงถอนหายใจออกมาด้วยความจนใจ ดูท่าวิชาเทวะหน้าหนานี้ยังต้อฝึกฝนต่อไป ดูจากสีหน้าของเจ้าสามคนนี้ หลังจากนี้ขอเพียงอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเซียว เกรงว่าคงถูกพวกมันกินเรียบแน่

ผู้เฒ่าสามคนต่างแนะนำตัวเองตามลำดับ ที่แท้พวกเขากลับไม่ได้คุยโว พวกเขาอยู่ในตระกูลเซียวมาสามสิบสี่สิบปีแล้ว เริ่มติดตามมาตั้งแต่สมัยนายผู้เฒ่า ผู้เฒ่าคนแรกได้หนึ่งในการแข่งขันทำอาหารของตระกูลเซียวต่อเนื่องสิบสมัย ผู้เฒ่าคนที่สองเป็นช่างฝีมือ งานไม้งานกระเบื้องล้วนเชี่ยวชาญทุกสิ่ง เป็นผู้ชนะ “รางวัลหลู่ปัน” (หลู่ปัน ชื่อของช่างยอดฝีมือในประวัติศาสตร์จีน) ของตระกูลเซียวมาหลายสมัย ผู้เฒ่าคนที่สาได้สมญานามว่าผู้คลั่งไคล้ในพฤกษศาสตร์ เชี่ยวชาญพืชพรรณต้นไม้ใบหญ้า ได้รับรางวัลผู้ใช้แรงงานยอดเยี่ยมของตระกูลเซียว 

ผู้เฒ่าทั้งสามคนสนใจตัวหลินหว่านหรงมาก ต่างร้องเรียกให้เขาติดตามตนเอง เพื่อมิให้ตนปราศจากผู้สืบทอด  

หลินหว่านหรงไม่สนใจของละเล่นพวกนี้สักอย่าง เขาแค่อยากอยู่ที่นี่อย่างสงบเพียงปีเดียวเท่านั้น ตอบแทนบุญคุณของเหล่าเว่ย จากนั้นก็ตบก้นแล้วจากไป     

เมื่อเห็นผู้เฒ่าทั้งสามแย่งชิงตัวเองอย่างดุเดือดเช่นนี้ หลินหว่านหรงจึงกล่าวออกมาอย่างรำคาญใจว่า “ทะเลาะอะไรกัน ที่นี่ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบ?”

ผู้เฒ่าคนที่สามหัวเราะฮิฮะ เขาเป็นคนที่หน้าหนาที่สุด “ท่าทางไร้ยางอายของเจ้าเหมือนข้าในสมัยนั้นมาก” ก็ออกมาจากปากเขานั่นเอง ประโยคนี้ทำให้หลินหว่านหรงเดือดดาลมากที่สุด จากการแนะนำตัวเมื่อครู่หลินหว่านหรงจึงรู้ว่าเขาชื่อว่าลุงฝู

ลุงฝูพูดว่า “ขอเพียงผ่านสองด่านก่อนหน้าและผ่านการอนุมัติจากพวกเราสามคนก็ไม่มีปัญหาแล้ว พวกเราเพียงรายงานต่อฮูหยินน้อย เจ้าก็ลงนามในสัญญาขายตัวกับพวกเราได้เลยทันที”  

ฮูหยินน้อยที่พวกเขาพูดก็คือเซียวฮูหยิน สามคนนี้ติดตามนายผู้เฒ่าของตระกูลเซียว ย่อมมีคุณสมบัติสูงส่ง สมัยนั้นเห็นเซียวฮูหยินตบแต่งเข้ามา เรียกนางว่าฮูหยินน้อยมาตลอดจนเคยชิน   

“สัญญาขายตัว?” ฟังสามคำนี้หลินหว่านหรงตกใจยกใหญ่ “นะ นั่น สัญญาขายตัว หมายความว่าข้าต้องขายตัวเป็นทาสตระกูลเซียวตลอดชีวิตใช่หรือไม่?”

“ย่อมแน่นอน” ลุงฝูกล่าวอย่างมั่นอกมั่นใจ “ขอเพียงเจ้าลงนามในสัญญาขายตัว เจ้าก็จะเป็นบ่าวผู้มีเกียรติของตระกูลเซียวแล้ว ถือชามข้าวทองคำตอลดชีวิต ชีวิตเจ้าเป็นของตระกูลเซียว อยู่เป็นคนตระกูลเซียว ตายเป็นผีตระกูลเซียว นี่เป็นเกียรติที่คนจำนวนไม่ถ้วนใฝ่ฝันถึง ฮูหยินยังปูนบำเหน็จให้เจ้าใช้แซ่เซียว เจ้าไม่ต้องชื่อหลินซานแล้ว ให้เรียกเซียวซาน”

“เซียวซาน?” หลินหว่านหรงกล่าวอย่างตกใจ “แถมยังชั่วชีวิต?” 

หลินหว่านหรงครุ่นพันคำนวณหมื่นแต่กลับลืมว่าครั้นไปเป็นบ่าวของผู้อื่นแล้วจะต้องลงนามในสัญญาขายตัว ซึ่งก็หมายความว่าชีวิตนี้จะเป็นของคนอื่น ไม่ได้มีการนัดหมายหนึ่งปีอะไรสักนิด

ท่านย่าเอ๊ย ยังต้องเปลี่ยนเป็นแซ่เซียวอีก สำหรับคนที่มีความคิดบุรุษนิยมสูงส่งรุนแรงอย่างหลินหว่านหรงนี้มันช่างรับไม่ได้เสียจริง   

“เช่นนั้น ข้าจะทำสัญญาว่าจ้างได้หรือไม่” หลินหว่านหรงพูดพลางกลอกตาคราหนึ่ง  

“สัญญาว่าจ้าง?” ผู้เฒ่าทั้งสามร้องด้วยความตกใจพร้อมกัน “สัญญาว่าจ้างมันคือของบ้าบออะไรกัน?”






แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น