คีตาอักษร

ขอขอบคุณที่ช่วยสนันสนุนนะคะ

บทที่ 9 ฟื้นฝอยหาตะเข็บ.. 50%

ชื่อตอน : บทที่ 9 ฟื้นฝอยหาตะเข็บ.. 50%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ค. 2561 19:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 ฟื้นฝอยหาตะเข็บ.. 50%
แบบอักษร

พ่อเลี้ยงกัณตภณ และจิตรานุช อยู่ที่บ้านของ จันทรา จนถึงเย็นจึงได้พากันกลับไร่กังวานไกล ซึ่ง จิตรานุช ทานมะม่วงน้ำปลาหวาน หมดไปตั้งหลายลูก “แม่เดี๋ยวนุชเอามะม่วงไปทานที่ไร่ด้วยนะจ๊ะ” จิตรานุช กล่าวบอกผู้เป็นมารดา พร้อมกับยิ้มหวานออดอ้อน 

ซึ่งเจ้าหล่อนได้ถือเอาถุงมะม่วงเดินออกมาจากภายในบ้าน ที่เจ้าหล่อนได้เตรียมไว้แล้วนั้น เพื่อจะเอากลับไปทานที่ไร่กังวานไกลด้วยอีกต่างหาก พ่อเลี้ยงกัณตภณ เห็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร ยื่นมือไปรับถุงมะม่วงมาถือไว้ให้ซะเอง อย่างกับกลัวว่าคนที่ถือถุงมะม่วงอยู่นั้นจะหนัก

“เอาไปเถอะ” จันทรา บอกกล่าวแก่ลูกสาวคนเล็ก พร้อมกับสงสัยในพฤติกรรมของ จิตรานุช เพราะโดยปกติแล้ว จิตรานุช เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบทานของเปรี้ยวมากสักเท่าไร แต่วันนี้กลับทานมะม่วงน้ำปลาหวานได้ตั้งหลายลูกเลย ดูแล้วยิ่งชวนให้คิดสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

“นุชกลับแล้วนะแม่ พี่นงค์ เดี๋ยวว่างๆ จะมาใหม่นะ” จิตรานุช หันไปกล่าวร่ำลามารดาและพี่สาว “ถ้ายังไงพี่จะขอไปเยี่ยมนุชที่ไร่กังวานไกลบ้างนะ” อนงค์นาถ เอ่ยขึ้นพร้อมกับหันไปมอง พ่อเลี้ยงกัณตภณ เพื่อดูปฏิกิริยาว่าชายหนุ่มจะว่ายังไง ซึ่ง จิตรานุช ก็หันไปมองดูชายหนุ่มเช่นกันเพื่อเป็นเชิงถามไถ่และขออนุญาต

พ่อเลี้ยงกัณตภณ จึงพยักหน้าให้ จิตรานุช เป็นเชิงอนุญาต หญิงสาวจึงยิ้มรับอย่างดีใจ ก่อนจะหันมาหาผู้เป็นพี่สาว “โอเค! ได้เลยจ้ะ” จิตรานุช กล่าวบอกพี่สาวยิ้มๆ แล้วหันกลับไปขึ้นนั่งในรถโฟล์วิล ที่ตอนนี้ พ่อเลี้ยงกัณตภณ ได้เปิดประตูรถรอท่าไว้อยู่ก่อนแล้ว แต่พอตอนจะก้าวขึ้นไป จิตรานุช รู้สึกวิงเวียน มึนๆ ศีรษะขึ้นมา จนเซๆ นิดหนึ่ง

“นุชเป็นอะไรหรือเปล่า?” พ่อเลี้ยงกัณตภณ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบยื่นมือใหญ่เข้ามาโอบประคองร่างบางเอาไว้ และเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่รู้สึกมึนหัวนิดหน่อย แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วค่ะ” จิตรานุช หันหน้ามาเอ่ยบอกพร้อมกับส่งยิ้มให้คนที่โอบประคองร่างเธออยู่ ให้คลายความเป็นห่วง ก่อนจะหันกลับไปขึ้นนั่งในรถโฟล์วิล โดยพ่อเลี้ยงกัณตภณ เป็นผู้ปิดประตูรถให้แล้วเดินวนไปขึ้นนั่งประจำคนขับ และรถโฟล์วิลก็เคลื่อนตัวออกจากตรงนั้น มุ่งตรงไปยังท้องถนน

“แม่! พ่อเลี้ยงเขาหล่อดีนะ ถ้าฉันรู้อย่างนี้ฉันไม่หนีไปให้โง่หรอก แต่ถึงยังไงนังนุชมันก็แต่งงานแทนฉัน แล้วจะผิดอะไรหากฉันจะขอของที่เป็นของฉันมาตั้งแต่แรกคืนน่ะ ใช่ไหมแม่?” อนงค์นาถ เอ่ยกับผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้า แต่สายตาก็ยังคงมองจับจ้องไปยังถนน ที่รถโฟล์วิลได้วิ่งไปเมื่อไม่กี่วินาทีมานี้

“แกคิดอะไรอย่างนี้วะ อย่าเชียวนะ แกเป็นคนหนีการแต่งงานกับพ่อเลี้ยงไปเองนะ และนั้นก็น้องนะ เขาแต่งงานอยู่กินกันแล้วด้วย ถึงจะเป็นแต่งงานแทนแก แต่แกก็ไม่สมควรที่จะไปเรียกร้องสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะแกหมดสิทธิ์นั้นไปแล้ว เรื่องที่แกหนีไปเขาไม่เอาความก็บุญมากแค่ไหนแล้ว อย่าหาเรื่องมาให้เดือดร้อนอีกเลยนะ” จันทรา จ้องมองหน้าลูกสาวคนโตด้วยสายตาดุดัน พร้อมกับกล่าวห้ามปรามและตำหนิออกมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“โอ๊ย! ฉันก็พูดเล่นๆ ไปอย่างนั้นเองแหละ ถือเป็นจริงเป็นจังไปได้ ไม่ได้คิดจะทำอะไรสักหน่อยหนึ่ง แม่ก็คิดมากไปได้” อนงค์นาถ กล่าวแก้คำพูดที่ได้พูดก่อนหน้านี้ แล้วรีบเดินออกไปจากตรงนั้นทันที อย่างไม่อยากจะรับฟังคำพร่ำบ่นของผู้เป็นมารดาบังเกิดกล่าวอีก

“ถึงจะพูดเล่นๆ ก็ไม่ได้ เข้าใจไหม!” จันทรา ร้องตะโกนสั่งห้ามลูกสาวคนโตอีกรอบ “เข้าใจแล้วล่ะน่า พูดมากอยู่ได้รำคาญ” อนงค์นาถ ร้องตอบกลับผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้า โดยไม่หันไปมอง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของตน พร้อมกับปิดประตูห้องตามหลังโดยพลัน

“ใครจะยอมปล่อยไปตามนั้นล่ะ ในเมื่อพ่อเลี้ยงเป็นของฉันตั้งแต่แรก ฉันก็จะเอาคืนสิไม่ยอมง่ายๆ หรอก” อนงค์นาถ กล่าวพึมพำกับตัวเอง อย่างหมายมั่นปั้นมือที่จะทำในสิ่งที่ตนเองต้องการให้ได้ เมื่อได้อยู่คนเดียวภายในห้องนอนเรียบร้อยแล้ว 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น