ippiue

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เเคว้นเป่ยหมิงเซียง

ชื่อตอน : เเคว้นเป่ยหมิงเซียง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 349

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 พ.ค. 2561 13:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เเคว้นเป่ยหมิงเซียง
แบบอักษร

สนามบินสุวรรณภูมิ

Bangkok – Thailand

12.35 pm.

วันนี้แล้วสินะ วันที่อยู่ไทยเป็นวันสุดท้าย ฉันกำลังจะจากบ้านไปไกลถึงประเทศจีน แต่อย่างน้อยมันคือความสำเร็จอีกหนึ่งขั้นของชีวิต ด้วยอายุเพียงสิบหกปี ใช่แล้ว..เพราะฉันคือนักเรียนทุนมากความสามารถที่อายุน้อยที่สุดในโครงการ แต่กว่าจะมาเป็นเด็กนักเรียนทุนได้ มันไม่ง่ายเลย ฉันทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง ล้อเครื่องบินกำลังหมุนไปด้านหน้า เวลาไม่นานก็ลอยขึ้นแล้วมุ่งไปยังท้องฟ้าที่มืดสนิท แสงไฟข้างทางค่อยๆลับสายตาลงเรื่อยๆ

ดึกขนาดนี้แล้ว กว่าจะถึงคงจะสว่างพอดี ฉันหยิบพจนานุกรมจีน-ไทย ฉบับสมบูรณ์ขึ้นมาวางไว้บนหน้าตัก แล้วเปิดอ่านอย่างตั้งใจ แต่ความง่วงกับร่างกายที่เดินทางมาอย่างหนักกับไม่เป็นใจ ฉันค่อยๆหลับตาลง ทุกอย่างมืดสนิท ชีวิตต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปให้ฟ้าเป็นผู้ลิขิตแล้วกัน!



“แม่นาง...ชีวิตที่เหลือ ข้ายกให้เจ้า ได้โปรดช่วยแม่ข้ากับน้องสาวของข้าด้วย ข้ารู้เจ้าทำได้”

“ดะ เดี๋ยว คุณเป็นใคร”

“รับปากข้าสิว่าเจ้าจะช่วยข้า”

“ช่วย? ช่วยอะไร คุณจะให้ฉันช่วยอะไร”

“ช่วยดูแลแม่กับน้องสาวข้าด้วย”

“ฉัน..”

“ต่อไปเจ้าคือโจวหลิงเจีย เจ้าคือข้า เมื่อเจ้าไปถึงที่นั่น เจ้าจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับข้า แต่ได้โปรดรับปากข้า ข้าต้องไปแล้ว”

“อะอืมม”

“ข้ารู้ เจ้าเป็นคนเก่ง เจ้าทำได้แน่นอน”



แคว้นเป่ยหมิงเซียง

“ผักสดๆทางนี้เลยยย ผักสดๆจากสวนตระกูลซูทางนี้เลยย”

“เชิญพ่อแม่พี่น้อง เชิญทางนี้ กำไรหยกสวยๆ หาที่ไหนไม่ได้แล้วว”

อือออ เช้าแล้วหรอเนี้ย ทำไมบนเครื่องบินถึงได้เสียงดังแบบนี้ล่ะ เสียงเหมือนคนกำลังแย่งกันพูดอะไรสักอย่างเข้ามาเรื่อยๆ แปลกจัง ฉันค่อยๆลืมตาขึ้น ปรากฏภาพตรงนี้อย่างชัดเจน

เฮ้ย ทำไมฉันถึงได้มาอยู่ในตลาดสดได้ล่ะ ฉันพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก รู้สึกปวดไปหมดทั้งตัว เมื่อลุกขึ้นได้ จึงค่อยๆมองสำรวจร่างกายของตัวเอง ไล่จากบนลงล่าง ชุดของฉันเป็นสีขาวทั้งตัวยาวถึงข้อเท้า มีเสื้อคลุมบางๆ มีสายคาดเอว มองยังไงก็ดูรุ่มร่าม อึดอัดไม่เหมือนเสื้อยืดตัวโปรดเอาสะเลย

ฉันกวาดสายตามองไปเรื่อยๆ ตรงที่ฉันนอนเป็นหินอิฐแข็ง บริเวณรอบๆก็ปูด้วยหินแบบนี้เหมือนกัน มีแม่ค้าพ่อค้ามากมายตั้งโต๊ะขายของกันพุกพล่าน ผู้คนมากมายใส่ชุดจีนโบราณเหมือนในหนังสือที่เคยเรียนมา ซ้ำภาษาที่พูดกันยังเป็นสำเหนียงที่ฟังค่อนข้างยาก ตึกรามบ้านช่องเป็นไม้ปนอิฐปูน สภาพและสถานการณ์รอบๆตัวบ่งบอกว่า ที่นี้คือประเทศจีนอย่างแน่นอน

แต่ล่าสุดฉันอยู่บนเครื่องบินที่กำลังมุ่งหน้าไป ประเทศจีน ด้วยความง่วงจึงหลับไป แล้วก็ตื่นมาที่นี้!!

แต่เอ๊ะ!

ตอนฉันกำลังหลับ มีผู้หญิงคนนึงใส่ชุดสีฟ้าอ่อน หน้าตาค่อนข้างดีเดินมาบอกฉันว่า ให้ช่วยดูแลแม่กับน้องสาวของนางด้วย งั้นก็แสดงว่าฉันต้องมีครอบครัว

มีครอบครัว ก็แสดงว่าฉันต้องมีบ้านอยู่!

ใช่! อย่างแรกฉันต้องหาบ้านตัวเองให้เจอก่อน

ฉันมองซ้ายมองขวา ต้องหาคนที่ท่าทางใจดีแล้วก็ดูมีความรู้ด้วย จะได้รู้ว่าที่ไหนคือที่ไหน หรือบางทีฉันควรจะถามแม่ค้าในตลาด

ฮือออ ทำยังไงดี ทำยังไงดีเนี้ย

ฉันเดินวนไปวนมาอยู่หน้าอยู่หน้าแผงขายปลาพลันคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

ไม่นาน ก็มีผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันกับฉันคนหนึ่งเดินเลี้ยวออกมาจากซอยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ลักษณะเหมือนนางกำลังรีบร้อนอะไรสักอย่าง

“นี้!!! พี่หลิงเจีย ไปอยู่ไหนมา ข้ากับแม่ตามหาพี่ตั้งนาน”นาง.. นางเดินเข้ามาทักฉัน

“ห้ะ”

“ท่านพี่ออกมาก็ลืมถุงเงินเสียแล้ว ท่านแม่เป็นห่วงก็เลยให้ข้าเอาถุงเงินมาให้”

“อะ อืม เธอ เอ่อไม่สิๆ เจ้าเป็นน้องสาวของข้าหรอ”

“ท่านพี่ นี่ข้าเอง โจวซิวหรง”ที่แท้ก็เป็นน้องสาวของฉันนี่เอง อะ! ไม่สิ ฉันควรเตือนตัวเองว่า ที่นี้พูดแทนตนเองว่าข้ากับเจ้า งั้นต่อจากนี้ฉันคงต้องแทนตัวเองว่าข้าสินะ

“อ่อ ข้าขอบคุณเจ้ามาก เอ่อ..”

“แล้วทำไมชุดของท่านพี่ถึงได้สกปรกแบบนี้ล่ะ”

“ไม่มีอะไรหรอก เรากลับ..เอ่อ”

“จวนหรือ”

“ใช่ๆ เอ่อจวนน่ะ”จวนก็น่าจะเป็นบ้านนั้นแหละมั้ง

พอพูดจบนางก็เดินนำข้าไปมุ่งหน้ากลับจวน จะว่าไปชุดยาวๆ รุ่มร่ามเนี้ย น่าอึดอัดมาก เดินไปก็เหยียบชุดตัวเองไป ผ่านไปสักพักก็เริ่มร้อนเสียแล้วสิ ไหนจะผมที่ยาวจนถึงกลางหลังนี้อีก คอยดูถ้าถึงบ้านเมื่อไหร่ แม่จะจับตัดทิ้งให้หมดเลย!

“นี่ท่านพี่ ทำไมท่านพี่เดินแบบนั้นล่ะ”นางหันมาถามพร้อมกับจับมือที่กำลังรวบกระโปรงยาว ให้ไปอยู่ด้านข้างแทน

“ห้ะ อ่อ คือข้าว่าชุดมันยาวไปน่ะ”

“อะไรกัน ปกติก็ใส่แบบนี้ทุกวันมิใช่หรือ”

ทุกวัน? สุดยอดไปเลย นี้แม่นางเจ้าของร่างไม่เคยร้อนบ้างรึไง

“พอดีอากาศวันนี้มันร้อนน่ะ เอ่อน้องซิวหรง ที่จวนมีจักรเย็บผ้าไหม”

“ต้องมีสิ ก็ท่านพี่เป็นคนชอบตัดเสื้อผ้านี่น่า ท่านพี่จำมิได้หรือ เมื่อก่อนท่านพี่ร้องขอให้ท่านแม่ซื้อจักรให้ บอกว่าถ้าไม่ซื้อให้จะไม่กินข้าวเลยนะ ส่วนชุดของทุกคน ท่านพี่ก็เป็นคนตัดให้ใส่”

“งั้นดีเลย ข้าจะรีบกลับไปตัดชุดใหม่เสียที”อึดอัดจะแย่แล้ว ไอ่ชุดบ้าๆเนี้ย

“แต่ว่าวันนี้ท่านแม่มีลูกค้าเยอะ พวกเราต้องช่วยท่านแม่รับลูกค้าก่อนสิ”

“ลูกค้าอะไรหรือ?”

“ท่านพี่อย่าบอกนะท่านพี่ลืมว่าบ้านพวกเราขายอาหารน่ะ”

“อ่อๆไม่ลืมหรอก น้องซิวหรงก็ ฮ่าๆ”

ตอนนี้สมองอันน้อยนิดกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว ที่บ้านท่าทางจะเป็นร้านอาหาร มีน้องสาว แล้วก็ตัวของข้าเอง เป็นคนชอบตัดชุด ทำไมถึงย้อนอดีตกลับมาได้เหมือนชีวิตในยุคปัจจุบันเหลือเกิน แตกต่างแค่ปัจจุบันแม่กับน้องสาวได้จากไปตอนอายุสิบปี

จะว่าไปน้องสาวคนนี้ก็ค่อนข้างหน้าตาดี ตัวสูงกว่าประมาณหนึ่งคืบ นางใส่ชุดสีขาวเหมือนกับข้า แต่ตรงสายคาดเอวเป็นสีแดงตัดกับชุด ไม่มีเครื่องประดับมากมาย มีเพียงปิ่นปักผมหนึ่งอัน จากการคาดเดาฐานะทางบ้านของพวกเราก็คงปานกลางๆสินะ

ข้ากับน้องสาวเดินตามทางมาเรื่อยๆ สองข้างทางเป็นตลาดจนสุดทาง ด้านหน้าก็เป็นสะพานหินไว้ข้ามคลองไปอีกฝั่ง จากตรงที่ตื่นมาในยุคนี้ เดินมาจนถึงตรงนี้ห่างกันไม่มาก น้องสาวพาข้าเดินข้ามสะพานมา พอลงสะพานด้านข้างเป็นป้ายที่น่าจะไว้แปะประกาศสำคัญของที่นี้ สองข้างทางมีดอกไม้ปลูก มีร้านน้ำชา ร้านขายของไม่กี่ร้าน คนไม่พุกพล่านเท่าด้านในตลาด

ไม่นานก็มาหยุดอยู่หน้าร้านขายอาหาร เงยหน้าขึ้นมองป้านด้านบนเขียนว่า ร้านอาหารตระกูลโจว นี้คือบ้านของข้าสินะ ตรงนี้คือร้านสุดท้ายของถนนเส้นนี้ รอบๆเป็นลานกว้าง มีสวนให้นั่งเล่นรอบๆ ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็นเหมือนสำนักราชการที่มีกำแพงสูงจนมองไม่เห็นอะไรด้านใน มีเพียงป้อมทหารกับทหารนับสิบที่ยืนเฝ้าหน้าประตูบานใหญ่

จะว่าไป ตั้งแต่ข้ามสะพานมา ก็มีทหารยืนประจำตรงหัวสะพาน ทั้งในสวนรอบๆยังมีทหารยืนอยู่ด้วย

“น้องซิวหรง ฝั่งตรงข้ามจวนเราคืออะไรหรือ”

“ท่านพี่ นั่นก็คือด่านหลินหรงหมิน ผู้มีพระคุณแก่บ้านเราไง ท่านพี่จำมิได้หรือ แต่ก่อนบ้านเราโดนเพลิงไหม้ คุณชายแห่งตระกูลหลินจึงเข้ามาช่วยพวกเรา แล้วก็มอบที่ดินผืนนี้ให้กับพวกเราได้ทำร้านอาหารต่อไป”นางพูดไปพลางจูงมือข้าเดินเข้าไปนั่งตรงโต๊ะเล็กๆสำหรับนั่งทานอาหาร

“ตระกูลหลินน่ะ เป็นผู้กอบกู้แคว้นเป่ยหมิงเซียงเอาไว้มิให้มีสงครามน่ะ หลายสิบปีก่อนท่านพ่อของพวกเราก็ยังจากไปในสงครามของแคว้นอีกด้วย ตระกูลหลินจึงช่วยพวกเรายามที่เดือดร้อนไงล่ะ”นางพูดไปก็รินน้ำชาไป

“อืม”

“ท่านพี่ ดื่มชาสักหน่อยเถอะ”

ข้ารับถ้วยน้ำชามาก่อนค่อยๆดื่ม น้องสาวก็เช่นกัน

ตระกูลหลิน..? ท่าทางจะมีฐานะมั่นคงพอสมควรถึงได้ยกที่ดินให้พวกเราง่ายๆขนาดนี้ ซ้ำยังมีทหารคอยอารักษ์อีก

“คุยอะไรกันอยู่หรือ ลูกสาวทั้งสองของแม่”สิ้นเสียงก็มีผู้หญิงวัยกลางคนหน้าตาคล้ายกับน้องซิวหรงโผล่มากจากหลังม่าน นางเดินตรงมาลูบหัวน้องซิวหรง แล้วก็ส่งยิ้มหวานให้ข้า อ่า งามมาก นางงามขนาดนี้ ตอนเป็นสาว หนุ่มคงตามจีบทุกวันแน่ๆเลย จะว่าไปเริ่มอยากเห็นหน้าตาตัวเองแล้วสิ

“อ่า ท่านแม่ พี่หลิงเจียมัวแต่เดินหลงอยู่ในตลาด ข้าตามไปเจอดี ว่าจะกลับมาช่วยท่านแม่แต่ก็ไม่ทัน ลูกค้ากลับหมดแล้ว”น้องซิวหรงทำเสียงออดอ้อน พลางเอนตัวซบกับอกของท่านแม่

“มิเป็นไรหรอก อ้อ วันนี้ตระกูลหลินบอกว่า จะจัดงานเลี้ยงให้กับทหาร แม่เลยปิดร้านแล้วเตรียมไปร่วมงานที่จวนคุณชายหลินน่ะ”

ท่านแม่ส่งยิ้มให้พวกเราก่อนเดินเข้าไปหยิบใบอะไรสักอย่างจากหลังม่าน ก่อนออกมายื่นให้พวกเรา

“นี้ไง คุณชายใหญ่กับคุณชายรองเป็นคนเขียนเชิญพวกเราเองเลยนะ”

“โอ้โห ท่านพี่ดูสิในนี้เขียนว่าให้ร่วมทานอาหารโต๊ะเดียวกับคุณชายด้วย!!”น้องซิวหรงรีบยื่นกระดาษที่มีตราประทับของตระกูลอยู่บนหัวกระดาษ ข้ารับมันมาอ่าน เนื้อหาด้านในกระดาษลงเวลาที่จัดงานไว้ พร้อมกับขอบคุณครอบครัวพวกเรา ที่คอยส่งอาหารคุณภาพดี รสเลิศให้ทหารได้ทานทุกเดือน

“อะ อืม งั้นพวกเราไปเตรียมตัวกันเลยดีไหม”

“ดีสิ ท่านแม่กับท่านพี่ต้องแต่งตัวสวยๆนะรู้ไหม”

ท่านแม่เหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดน้องซิวหรง เดินไปปิดประตูร้าน แล้วรีบดันพวกเราสองคนเข้าไปหลังม่านทันที

หลังม่านนี้จะเป็นไว้ทำงานของท่านแม่ มีตู้เก็บเอกสารอยู่ข้างๆ มีกาน้ำชาวางอยู่บนโต๊ะหนึ่งชุด เดินเข้ามาไม่มาก เป็นประตูกั้นระหว่างร้านกับจวน พอเปิดเข้าไปเป็นลานสี่เหลี่ยมไม่กว้างมาก มีสวนตรงกลาง ริมซ้ายเป็นศาลานั่งพักผ่อน ติดกับศาลามีป้ายชื่อติดอยู่ตรงประตู มันเป็นเรือนของข้า เรือนตรงกลางเป็นของน้องสาว ส่วนริมขวาเป็นของท่านแม่ ทุกเรือนมีขนาดเท่าๆกัน ไม่รอช้ารีบเปิดประตูเข้าไปแต่งตัวในจวนทันที

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น