หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 77 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (6)

ชื่อตอน : ตอนที่ 77 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (6)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 64

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 77 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (6)
แบบอักษร

            จะเชื่อมั่นในความสามารถของเพื่อน หรือจะเชื่อในการตัดสินใจของตนเอง เฟิงปู้เจวี๋ยจะต้องตัดสินใจ ในเวลาที่มีจำกัดแบบนี้ ความรู้สึกวุ่นวายใจ เป็นสิ่งที่ระบบตั้งใจเซ็ตมาเป็นแรงกดดัน เราจะยังไม่พูดถึงผลที่จะตามมาหลังเฟิงปู้เจวี๋ยเรื่องอะไรสักอย่างไป วิธีเล่นแบบนี้ของระบบและผู้เล่น เขาถือว่าแพ้แล้ว เพราะในใจของเขาคิดกังวลหลายอย่าง ซึ่งมันจะนำภัยมาสู่ตัวเขา

            ในตอนนั้นเอง เสียงของเด็กทารกก็ร้องขึ้นมา มันส่งเสียงเข้ามาในหูของเฟิงปู้เจวี๋ย เขาหันศีรษะไปตามเสียง แล้วเดินไปตามทางที่มืดมิด เสียงมันมาจากทางนั้น

            เขาไม่ได้รีบร้อนจะเดินเข้าไป และมองไปยังมือถือ ตอนนี้เวลา 40:27 เขามีเวลาอีกสิบแปดวินาที เขาก็จะพลาดการโทรออก

            ในท้ายที่สุด เขายังคงเปิดปุ่มในมือถือเพื่อโทรออก ก็แค่ด่านๆ เดียว แต่เขาก็ยินดีที่จะเชื่อในความสามารถของฝนแห่งการจากลา นอกจากนี้ เขาคิดว่าหากตัวเองไม่โทรออก สิบห้านาทีหลังจากนั้นอีกฝ่ายก็จะรับแรงกดดันในใจเหมือนกัน

            ในตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ขอแค่ทำได้ก็ต้องโทรออก ไม่ว่าจะโทรได้อย่างราบรื่นหรือไม่ก็ตาม แต่อย่างน้อยมันก็ยืนยันได้ว่าอีกฝ่ายปลอดภัย หากมองทางวิทยาศาสตร์ ขอแค่โทรออกได้มีโอกาสถึง 50% ที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่ถูกภูตผีไล่ล่า แต่หากไม่โทรเลย อีกฝ่ายจะถูกไล่ล่าทันที 100%

            ตู้ด ------

            เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ฝนแห่งการจากลาก็รับสาย : “ฉันไม่เป็นอะไร ไม่ต้องห่วง”

            “อืม ......” เฟิงปู้เจวี๋ยดีใจมากที่ได้ยินเสียงของเธอ แต่ก็รีบพูดต่อว่า “เธอบอกเองนี่ว่า ...... อย่าถามอย่าบอกว่าเป็นไงบ้างไม่ใช่เหรอ?”

            ความเงียบบังเกิดขึ้นราวสองวินาที ......

            หลังจากนั้น ก็ได้ยินเสียง แกร็ก ------ สายถูกตัดไป

            สถานการณ์แบบนี้ มันอธิบายได้อย่างเดียวคือ ...... ฝนแห่งการจากลาไม่พอใจกับสิ่งที่เฟิงปู้เจวี๋ยพูด ก็เลยตัดสายทิ้งซะเลย

            เมื่อได้ยินเสียงสายไม่ว่างดัง ตู้ด ------ ตู้ด ------ เฟิงปู้เจวี๋ยมองมือถือแล้วพูดว่า : “เฮ้! อะไรกัน? ตัดสายฉัน! ก็เธอพูดเองนี่ว่าเราจะไม่ถามว่าอีกฝ่ายเป็นไง! ตอนนี้กลับมาว่ากันซะงั้น! แล้วยังมามั่นหน้าว่าตัวเองถูกอีก!” เขาทำตาทมึงถึงใส่โทรศัพท์ แต่สายก็ถูกตัดไปแล้ว ฝนแห่งการจากลาก็ไม่ได้ยินอยู่ดี เขาแค่ระบายอารมณ์ของเขาเองเท่านั้น “เจ้าโง่? ปัญญาอ่อน? เจ้าเซ่อ? ก็แค่คำพวกนี้! นี่ฉันกำลังทำอะไรเนี่ย! ด่าเธอเสร็จก็ไม่ต้องวางสาย! รู้งี้ไม่โทรซะก็ดี!”

            เสียงเด็กร้องส่งเสียงมาจากทางด้านหน้าของเขา มันส่งเสียงอย่างต่อเนื่อง เหมือนที่ในบทเพลงนั้นบอกเลย : “อุแว้ อุแว้ ...... เสียงทารกร้องก้องในหู”

            เฟิงปู้เจวี๋ยปิดฝาโทรศัพท์ลง กำเอาไว้ในมือข้างซ้าย เขาหยิบไฟฉายถือไว้ในมือ แล้วหยิบมีดทำครัวออกมาจากกระเป๋า แล้วถือไว้ในมือข้างขวา แล้วเดินตรงไปข้างหน้า

            มุมทางเดินนั้น เขาเห็นตะกร้าใบหนึ่งวางอยู่บนพื้น เป็นตะกร้าสานที่ไว้ใส่สำรับอาหาร ในตะกร้ามีเด็กทารกคนหนึ่งนอนอยู่ บนตัวของเด็กถูกห่อหุ้มด้วยผ้าขนหนูสีขาว มีแต่หัวโผล่ออกมา หน้าตาก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ เหมือนกับทารกที่เกิดได้ไม่นาน หลับตา เครื่องหน้ายังเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไรนัก

            เฟิงปู้เจวี๋ยเป่าลมออกจากปากยาวไป แล้วย่อตัวลง มองดูทารกน้อย แล้วพูดว่า : “นายคิดจะเอาไง บอกมาซิ ถ้าไม่พูดในสามสิบวิ หัวนายกระเด็นแน่”

            ทารกน้อยยังคงร้องไห้เช่นเดิม แถมร้องหนักกว่าเดิมด้วย : “อุแว้ ......” เสียงร้องแหลมบาดหูสุดบรรยาย เหมือนกับเสียงเล็บข่วนกระจกยังไงยังนั้น

            “ร้องไห้!” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงที่สูงขึ้น “ร้องไห้มันก็นับเวลานะ!”

            คำถามของเฟิงปู้เจวี๋ยแลกมาซึ่งผลลัพธ์ที่น่าสยดสยอง ทารกน้อยลืมตาขึ้น ลูกตาทั้งสองราวกับอำพันสีแดงเลือด เครื่องหน้าที่กองรวมกันก็เริ่มปรากฏรอยยิ้มน่ากลัวออกมา

            มีเรื่องเล่าขานกันมาว่า เด็กแรกเกิดนั้น วิญญาณสามในเจ็ดส่วนยังรวมร่างกันไม่สมบูรณ์ เด็กก็จะมีดวงตาหยินหยาง และหากเด็กคนนั้นเกิดมาแล้วเสียชีวิตลงเลย ความเคียดแค้นจะมีอยู่เปี่ยมล้น และจะดุร้ายกว่าวิญญาณอาฆาตทั่วไปเสียอีก

            ตะกร้าเด็กอ่อนตรงหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ย ในพริบตาแปลงสภาพเป็นรูปร่างมนุษย์ ใบหน้าของศพเต็มไปด้วยความสยดสยอง แขนขาหายไป เครื่องในโผล่ออกมากองอยู่บนพื้นด้านนอก ส่วนเด็กก็อยู่บนอวัยวะที่กองอยู่ภายนอก และแสยะยิ้มใส่เฟิงปู้เจวี๋ย

            “กระดูกเป็นตะกร้าส่วนหนังก็เป็นถุงผ้าด้านในใช่ไหมละ?” เฟิงปู้เจวี๋ยก็แสยะยิ้มให้กับอีกฝ่าย เขาไม่เพียงไม่กลัว ภายในใจมีแผนการชั่วร้ายอยู่ด้วย

            เมื่อพูดจบ หางตาเขาเหมือนเห็นอะไรบางอย่างแวบๆ  เมื่อเงยหน้าขึ้น ตามทางเดิน ก็เต็มไปด้วยศพนอนเรียงราย อวัยวะภายในถูกควักออกมาจนกลวงโบ๋ แขนขาไม่มีเช่นเดียวกัน เป็นการตายที่น่าอนาถมาก

            “เป็นปูเสฉวนกลับชาติมาเกิดหรือไงกัน” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ให้ฉันเดานะ ...... อืม ...... แม่ของนายจะต้องเป็นนักเรียนที่นี่ แล้วเธอก็มีอะไรกับอาจารย์หรือนักเรียนชายสักคน หลังจากท้องได้สิบเดือน เธอก็มาเรียกร้องความรับผิดชอบกับอีกฝ่าย แล้วก็ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย สุดท้ายเธอไม่มีทางเลือกเลยฆ่าตัวตายอยู่ตรงทางเดินนี้ และก่อนตายก็คว้านนายออกมากับมือด้วยความโกรธแค้นใช่ไหม?”

            นักเขียนนิยายก็คือนักเขียนนิยายวันยังค่ำ สมองสามารถคิดจินตนาการได้ตลอดเวลา

            ทารกผีฟังจบก็หัวเราะขึ้นมา วินาทีต่อจากนั้น ก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องบาดหัวใจ เสียงนี้น่ากลัวมาก มันทำให้หน้าต่างกระจกแตกกระจายทั้งหมด ค่าพลังชีวิตของเฟิงปู้เจวี๋ยก็ลดลงด้วย

            การใช้วิธีเจรจาคงไม่ได้ผล เฟิงปู้เจวี๋ยรีบใช้มีดเฉาะไปที่ทารกผี ใครจะคิดสันมีดยังไม่ทันจะสับลงไป มือของเขาก็เหมือนกับถูกอะไรสักอย่างรั้งไว้ เขาหันไปดู เป็นแขนข้างหนึ่ง มันโผล่ทะลุออกมาจากกำแพง ขัดขวางการโจมตีของเขา ดูแล้วแขนขาของศพพวกนี้คงอยู่แถวนี้

            เสียงกรีดร้องของทารกผีมีเวลาจำกัด หลังจากนั้นเจ็ดแปดวินาทีก็หยุดลง ไม่งั้นค่าพลังชีวิตของเฟิงปู้เจวี๋ยอาจจะถูกดูดไปจนหมดเลยก็ได้ แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก กำแพงทางเดินของทั้งสองด้าน มันมีแขนขาโผล่ทะลุออกมามากมาย และทุกข้างเคลื่อนไหวได้ ……

            เฟิงปู้เจวี๋ยรู้ดีว่าหากปล่อยเวลาให้นานกว่านี้มันไม่เป็นผลดีต่อตัวเขา เขาตัดสินใจสับมีดลงบนมือข้างนั้น แต่มือนั้นมันไม่ขาดง่ายๆ แขนของศพก็เช่นกัน

            สันมีดคาอยู่บนเนื้อของแขนผี เลือดไหลออกมาจำนวนมาก ไหลรดเข้าสู่ตัวทารกผี ทารกผียิ้มระรื่นขึ้นมาในทันใด ส่งเสียงแหลมบาดแก้วหู ทำให้คนรู้สึกราวกับจะโดนฉีกออกเป็นชิ้นๆ หากระบบไม่มีฟังก์ชั่นควบคุมความเจ็บปวด เฟิงปู้เจวี๋ยอาจจะสลบไปเลยก็ได้

            เมื่อเห็นว่าไม่มีทางสลัดหลุด เฟิงปู้เจวี๋ยก็รีบวางไฟฉายและโทรศัพท์ลงบนพื้น เขารีบหยิบคีมหนีบมาริโอ้ออกมาจากกระเป๋า เขาตวัดฟาดไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาดลงบนศีรษะของทารกผี คราวนี้สำเร็จ และโชคดีที่สกิลพิเศษอย่าง [สะเทือนสมอง] ได้ผลพอดิบพอดีด้วย

            เมื่อเจ้ามอนสเตอร์นี่ถูกผลของสกิลพิเศษ แขนขาที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ทั้งหมดหยุดลง เฟิงปู้เจวี๋ยรีบดึงมือขวาให้เป็นอิสระ รวบสองมือไว้ด้วยกัน แล้วทุบไปยังทารกผีที่อยู่ใน “ตะกร้าซากศพ” สภาพในตอนนั้นคือ เลือดเนื้อกระเด็นกระดอนไปทั่ว พูดได้ว่ามันเกินกว่ามนุษย์ปกติจะทำกันก็ไม่เกินไป

            ไม่นานนัก แขนขาในกำแพงก็หายไป ดูท่ามันก็ไม่มีแรงที่จะยื้อต่อไปได้อีก ครั้งแรกคิดว่าทารกผีจะหายไปแล้วทั้งหมด แต่คิดไม่ถึงว่า มันจะมีอะไรใหม่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

            เฟิงปู้เจวี๋ยพบว่า ร่างของทารกผี ใบหน้าเริ่มเลือนราง มันค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นใบหน้าของเขา แถมยังพูดได้ด้วย น้ำเสียงเป็นเหมือนเขาไม่มีผิด : “เจ็บจัง ...... หยุดนะ ...... หยุดเดี๋ยวนี้!” มันส่งเสียงคำราม แล้วค่อยๆ พยายามขยับเขยื้อนร่างกาย

            เฟิงปู้เจวี๋ยยังไม่ทันจะไขข้อข้องใจ ทารกผีที่อยู่ต่อหน้าเขาก็หายตัวไปแล้ว บนศพเหลือเพียงช่องท้องและเครื่องในบางส่วน

            เฟิงปู้เจวี๋ยรู้ดีแก่ใจแล้วว่าตอนนี้เขาติดกับ เจ้านี่มันกำลังใช้มนต์ลวงตา เพื่อความอยู่รอด แล้วฉวยโอกาสหนีไป เขารีบเก็บมีดทำครัว แล้วหยิบไฟฉายขึ้นมา ส่องไฟกวาดดูไปรอบๆ ทางเดินและศพ อยากจะดูว่าทารกผีมันหายไปไหน

            “ฮิฮิฮิ ......” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงไม่เหมือนทารก สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ตำแหน่งของเสียง ....... มันอยู่ใกล้มาก

            เฟิงปู้เจวี๋ยเหมือนรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาก้มหน้าลงมองไปยังบริเวณหน้าอกของตัวเอง สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของของเขา มันสามารถทำให้คนที่มีความกล้าล้นเปี่ยม ขวัญหนีกระเจิงได้เลย ...... ทารกผี เข้าไปสิงในตัวเขา ฝังตัวอยู่ด้านข้างท้อง แขนเล็กข้างหนึ่งพันอยู่บริเวณกระดูกซี่โครงซี่หนึ่ง เสียงหัวเราะดังออกมาจากตัวเขาเป็นระลอกๆ

            “จะใช้ภาพลวงตาแบบนี้ให้ฉันฆ่าตัวตายใช่ไหม” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ ดูไม่แยแสกับภาพตรงหน้าเลย เขาใช้มือยื่นเข้าไปในกระเป๋า เขารู้สิ่งที่เขาเห็นมันเป็นภาพลวงตา การสัมผัสไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เขายังคงจับเสื้อผ้าและกระเป๋าของตัวเองได้

            เขาหยิบดวงตาแห่งความแค้นขึ้นมาใส่ แล้วพูดว่า : “ฉันเกือบลืมของเล่นชิ้นนี้ไป” ในตอนนี้เหมือนเขาจะนึกถึงไอเทมอะไรสักอย่างขึ้นมา

            หลังจากสวมใส่ไอเทมแล้ว บวกกับไฟที่ส่องสว่าง เขากวาดสายตาไปในทุกๆ ศพและทางเดินในทุกพื้นที่ หากที่ไหนที่ทารกผีใช้ภาพลวง มันจะปรากฏแน่นอน

            เป็นไปตามคาด เมื่อเขากวาดสายตาไปยังศพเปล่า ดวงตาแห่งความแค้นมีปฏิกิริยาทันที มันมีมอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่มีเป้าหมายการโจมตีมาทางผู้เล่น

            เฟิงปู้เจวี๋ยก้าวเดินหน้าไป เขาไม่ลังเลที่จะหยิบคีมขึ้นมา คราวนี้ เขาโจมตีโดนมันเข้าอย่างจัง โดยที่มันไม่มีทางต้านทานได้อีก

            [อัพเดทความคืบหน้าภารกิจหลัก]

[สำรวจโรงเรียนมัธยมเย่เจี้ย ทำลายวิญญาณทั้งเจ็ด ความคืบหน้าปัจจุบัน 3/7]

            [อัพเดทความคืบหน้าภารกิจหลัก]

[สำรวจโรงเรียนมัธยมเย่เจี้ย ทำลายวิญญาณทั้งเจ็ด ความคืบหน้าปัจจุบัน 4/7]

ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ระบบแจ้งเตือนสถานะสองข้อความ ในหมายความว่าในขณะที่เฟิงปู้เจวี๋ยกำจัดทารกผีได้ ฝนแห่งการจากลาก็สามารถเคลียร์ขั้นที่สิบสามได้เช่นกัน

“เชอะ ......” เฟิงปู้เจวียค้อน แล้วบ่นว่า “ดูท่าฉันจะเสียเวลาเป็นห่วง”

............

            บนตึก ฝนแห่งการจากลายืนพิงผนังกำแพงทางเดิน แล้วนั่งอยู่บนพื้น

            เธอเดินเลียบข้างๆ ไป ตามทางเดินมีศพมอนเตอร์นับไม่ถ้วน เลือดบนพื้นเหมือนกับแม่น้ำ กลิ่นคาวเลือดสะพัดคลุ้งไปทั่ว กลิ่นเหล่านี้มันเหม็นมากพอที่จะทำให้คนรังเกียจ

            แต่ในคราวนี้ เธอไม่มีแรงที่จะไปไหนอีกแล้ว

            ตะเกียงและกระบี่ยาววางอยู่ตรงพื้น มือขวาของเธอกำมือถือไว้ มือซ้ายใช้มือปิดบาดแผลบริเวณเอวไว้ เลือดตรงแผลยังไม่หยุดไหล

            ในชั้นที่สิบสาม เมื่อเหยียบลงไปแล้ว ไม่มีทางหนีออกไปได้ และเลี่ยงไม่ได้ด้วย พื้นที่ด้านในเต็มไปด้วยมอนสเตอร์จำนวนมาก แค่รูปร่างภายนอกก็สามารถทำให้คนตกใจจนขนหัวลุกได้แล้ว คนที่เดินเข้ามา ถ้าไม่ถูกฆ่า ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิญญาณ หรือไม่ก็ต้องเป็นเหมือนฝนแห่งการจากลา สังหารมันจนหมด

            จริงๆ การคุยกันครั้งแล้ว สภาพของฝนแห่งการจากลาก็แย่มากแล้ว ที่เธอบอกเฟิงปู้เจวี๋ยว่า “ฉันไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง” เธอโกหกเขา

            ตอนที่ใกล้จะ 40:00 นั้น ฝนแห่งการจากลาอยู่ในช่วงช่องว่างของการต่อสู้พอดี ในตอนนั้นถึงแม้ว่าเธอจะบาดเจ็บ แต่ก็ยังพอมีแรงที่จะจัดการกับลมหายใจของตัวเอง และรีบรับโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว เธอรู้ดีว่า หากเธอแสดงความผิดปกติขึ้น จะทำให้เพื่อนร่วมทีมเกิดแรงกดดันทางความรู้สึก

            ตอนนี้ ฝนแห่งการจากลากำจัดมอนสเตอร์ในพื้นที่จนหมดแล้ว เธอต้องการพัก ค่าพลังชีวิตและความแข็งแกร่งกำลังค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้น สถานะเลือดออกในตอนนี้ยังคงไม่สามารถรักษาได้  ทำได้แค่รอคอยให้สถานะนิ่งกว่านี้ ปิดปากแผลไว้ ถึงจะสามารถหยุดสถานะเหล่านี้ได้

            อย่างเช่นสถานการณ์แบบนี้ ระบบจะไม่ถือว่าเป็น “ท้อในเกม” เพราะผู้เล่นอยู่ในสถานการณ์จำเป็น ทำให้ต้องหยุดเกมไว้ ในระดับความยาก “ทั่วไป” ระบบคงไม่บีบบังคับผู้เล่นให้ถึงที่ตาย แต่หากอยู่ในระดับความยาก “ฝันร้าย” งั้นก็พูดยาก ……

            ฝนแห่งการจากลาดูเวลาบนมือถือ ยังเหลือเวลาอีกสิบนาที เธอไม่อยากถูก “วิญญาณไล่ล่าสังหาร” ในสถานการณ์แบบนี้ ดังนั้นเธอจะต้องโทรออกให้สำเร็จ

            หลังจากการโทรครั้งนั้น เฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกโมโหมาก ฝนแห่งการจากลารู้สึกน้อยใจ ถ้าพูดตามความเป็นจริงแล้ว เรื่องนี้ต้องรับผิดชอบทั้งคู่ แต่การรับผิดชอบ ...... ก็ต้องอยู่ที่เฟิงปู้เจวี๋ย ใครให้เขาตอบกลับด้วยประโยคกวนโอ๊ยขนาดนั้นกันละ

            ไม่ว่าในเวลาใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นไปตามหลักเหตุผลอะไรก็ตาม ผู้ชายก็ไม่ควรจะไปจุกจิกอะไรกับผู้หญิงมากนัก ......

            ติ๋ง ...... ติ๋ง ......

            ขณะที่ฝนแห่งการจากลากำลังปรับสภาพลมหายใจอยู่นั้น ในความมืดที่ห่างออกไป เสียงน้ำหยดก็ดังขึ้นมา ......

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น