หอหมื่นอักษร

เมื่อหนุ่มหล่อสุดยอดเซลล์แมนจากศตวรรษที่ 21 ต้องกลายมาเป็นขี้ข้า เอ้ย! พ่อบ้าน (ใจกล้า) ในโลกอดีต ที่มีดีกรีความกะล่อนระดับเทพ เรื่องราววุ่นวายจึงบังเกิด แล้วคิดว่าหลินหว่านหรงจะยอมก้มหัวให้ใครหรือไง !

ตอนที่ 25 จิตใจฟุ้งซ่าน (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 25 จิตใจฟุ้งซ่าน (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 27 เม.ย. 2561 15:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 25 จิตใจฟุ้งซ่าน (2)
แบบอักษร




“ร้านเลิศรสนั้นมีถึงห้าชั้น ไม่เพียงสถานที่กว้างขวางใหญ่โต มิหนำซ้ำทำเลก็ดียิ่ง อาจพูดได้ว่าเป็นจุดที่ดีที่สุด ณ ริมทะเลสาบเสวียนอู่ ตรงตามความต้องการของคุณชายพอดี” ต่งเหรินเต๋อกล่าว

“สถานที่ดีเช่นนี้ เหตุใดเถ้าแก่ผู้นั้นถึงยอมยกให้ล่ะ?” หลินหว่านหรงเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทะเลสาบเสวียนอู่ถือเป็นทำเลทองของเมืองจินหลิง การมีร้านอยู่ที่นั่นได้ต้องอยู่ในระดับอภิมหาเศรษฐี

ต่งเหรินเต๋อผงกศีรษะแล้วพูดว่า “สถานที่แห่งนั้นไม่เลวจริงๆ เพียงแต่เถ้าแก่แห่งร้านเลิศรสเป็นคนเจ้าเล่ห์กลอกกลิ้ง เห็นแก่ผลประโยชน์ จิตใจคับแคบยิ่งนัก ให้ปริมาณอาหารน้อย ทั้งยังราคาแพงอีก หากจะทำต่อไปไม่ไหวก็เป็นเรื่องปกติ ลูกชายของมันเป็นนายอำเภออยู่นอกพื้นที่ ได้ยินมาว่าหาเงินได้ไม่น้อย ตาแก่นี่จึงรีบกลับไปเสพสุข”

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ ตาแก่นี่เป็นพ่อค้าหน้าเลือดที่จิตใจชั่วร้ายใจแคบ ย่อมต้องเห็นแก่เงินอยู่แล้ว นี่ก็ไม่แปลก

“ท่านต้องการเงินเท่าไหร่?” หลินหว่านหรงถามอย่างตรงไปตรงมา

“ได้ยินว่าเจ็ดพันตำลึง” ต่งเหรินเต๋อตอบ

เจ็ดพันตำลึง? เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่น้อย หากได้เหลาสุรามาแล้วตกแต่งตามความคิดของหลินหว่านหรง จากนั้นจึงเพิ่มอุปกรณ์และแรงงานคนเข้าไปอีก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องถึงแปดเก้าพันตำลึง ห้าพันตำลึงก่อนหน้านี้พอฝืนได้เกินครึ่งหนึ่ง 

หลินหว่านหรงขบคิดสักครู่แล้วพูดว่า “เอาแบบนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้พวกเราไปลองพูดคุยกับเถ้าแก่ร้านเลิศรสพร้อมกัน พยายามคุยสู้เรื่องราคาให้ได้ เงินส่วนอื่นข้าค่อยหาวิธีทีหลัง”

“พี่หลิน พรุ่งนี้การคัดเลือกบ่าวตระกูลเซียวจะเริ่มขึ้นแล้วนะเจ้าคะ ท่าน——” ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเตือนด้วยความปรารถนาดี

หลินหว่านหรงตบหน้าผากคราหนึ่ง ซวยแล้ว ทำไมถึงลืมเรื่องนี้ไปได้ เขาหัวเราะและพูดกับเฉี่ยวเฉี่ยวว่า “ขอบใจที่เจ้าช่วยเตือนข้า เฉี่ยวเฉี่ยว”

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวมองเขาแล้วพูดว่า “พี่หลิน ท่านจะไปเป็นบ่าวตระกูลเซียวจริงหรือเจ้าคะ?”

ต่งชิงซานหัวเราะประหลาดพลางพูดอยู่ด้านข้างว่า “พี่ใหญ่ ไม่ใช่ว่าท่านต้องใจคุณหนูใหญ่ตระกูลเซียวหรอกนะขอรับ?”

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวมองหลินหว่านหรงแวบหนึ่ง ก้มหน้าลงแล้วไม่ได้เอ่ยอะไร

“ต้องใจกะผีเจ้าน่ะสิ” หลินหว่านหรงหัวเราะพร้อมกับด่า ทว่าในใจกลับมีความทุกข์ที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้


เรื่องที่รับปากตาเฒ่าเว่ยคนนั้นจะต้องทำให้ได้ จะเล่นลูกไม้ลวดลายกับคนอื่นได้ แต่กับตาเฒ่าซึ่งมีพระคุณช่วยชีวิตหากยังจะใช้เล่ห์เพทุบายอีก แม้แต่ตัวของหลินหว่านหรงก็คงต้องดูถูกตัวเองแล้ว


แม้จะไปเป็นบ่าวอย่างไม่เต็มใจ ถึงกระนั้นหากให้หลินหว่านหรงไปทำการค้าจริงๆ เขากลับไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก เมื่อก่อนเห็นความหลอกลวงเสแสร้งในสนามการค้ามามากจนเกินไป เขารู้สึกเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง จุดมุ่งหมายที่เขาให้สองบิดาและบุตรีตระกูลต่งไปทำการค้าก็ต่ำช้ายิ่งนัก ให้สองพ่อลูกนี้ไปทำงานให้ตนเอง เขาแค่ต้องออกความคิดเท่านั้น เมื่อเทียบกับการลงสนามด้วยตัวเองในสมัยก่อนแล้ว นั่นมันเป็นอิสรเสรีกว่ามากนัก

แน่นอนว่าความคิดสกปรกเช่นนี้ เขาพูดออกมาตรงๆ ไม่ได้

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเห็นเขาไม่พูดไม่จาจึงนึกว่าต่งชิงซานเดาความคิดของเขาถูกจึงถอนหายใจเบาๆ ออกมา ผ่านไปเนิ่นนานถึงกัดฟันแล้วพูดว่า “พี่หลิน ท่านเป็นผู้มีความสามารถเอกอุ ส่วนคุณหนูใหญ่เซียวจักต้องมีดวงตาแห่งปัญญามองเห็นผู้ปราดเปรื่องเป็นแน่ พวกท่านถึงเป็นคู่ที่สวรรค์สร้าง พี่หลิน หากท่านต้องการทำสิ่งใดก็จงไปทำเถิดเจ้าค่ะ พวก——พวกเราจะสนับสนุนท่าน”

แม้แต่ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวก็คิดเช่นนี้ ทำให้หลินหว่านหรงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกจริงๆ “เฉี่ยวเฉี่ยว พวกเจ้าอย่าล้อข้าอีกเลย ที่จริงแล้วข้าคนนี้เกียจคร้านมาก ไม่อยากทำอะไร ดังนั้นถึงให้พวกเจ้าออกหน้าไปทำการค้า สำหรับการไปเป็นบ่าวตระกูลเซียว ถึงแม้ชื่อเสียงจะไม่ค่อยน่าฟังเท่าใดนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี อย่างน้อยที่สุดหากได้พึ่งพิงไม้ใหญ่เยี่ยงตระกูลเซียวนี้ จากนี้ไปก็ไม่มีผู้ใดกล้ามารังแกพวกเราแล้วกระมัง”

หลินหว่านหรงแต่งเรื่องเหลวไหล ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวไม่ได้ไล่บี้ถามเขาเช่นกัน หลายคนจึงเริ่มวางแผนร่วมกันอีกครั้ง

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเป็นห่วงว่ายังขาดเงินอีกสองพันตำลึง หลินหว่านหรงหัวเราะพลางบอกว่ารอให้คุยกับเถ้าแก่แห่งร้านเลิศรสก่อนแล้วค่อยคิดหาหนทางกัน

คราวนี้ย่อมต้องให้บ้านของเหล่าต่งเป็นผู้แก้ไขอีกเช่นกัน ตอนนี้หลินหว่านหรงรู้สึกว่าการอยู่ที่บ้านตระกูลต่งนั้นสบายมากกว่าบ้านกระจอกซอมซ่อของตนเองมากนัก   

เมื่อกินข้าวเสร็จ หลินหว่านหรงดึงต่งชิงซานมาแล้วแอบยัดเงินยี่สิบตำลึงให้เขา ต่งชิงซานกล่าวด้วยความไม่เข้าใจว่า “พี่หลิน ท่านทำอะไรขอรับ?”

หลินหว่านหรงตบบ่าเขาแล้วพูดว่า “ชิงซาน เจ้าต้องดึงพี่น้องของเจ้ามาเป็นพวก อาศัยเพียงคุณธรรมน้ำมิตรของพี่น้องมันไม่พอ ยังคงเป็นสิ่งนี้ที่เป็นของจริง เจ้าจงจำเอาไว้ ผลประโยชน์ยิ่งใหญ่กว่าคุณธรรมน้ำมิตรเสมอ ยืนหยัดได้ชั่วคราว แต่มิอาจยืนหยัดได้ตลอดไป ถึงคราวคนที่ล้มก็ยังเป็นเจ้าอยู่ดี”

ถึงแม้ต่งชิงซานจะมีอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี แต่ก็เป็นผู้ที่มีความฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก เขาเก็บเงินที่หลินหว่านหรงมอบให้ ใบหน้าเปล่งประกายแห่งความซาบซึ้งอย่างยิ่งยวดออกมา “ขอบคุณขอรับ พี่ใหญ่ ได้คำชี้แนะนี้ของท่าน ข้าได้ใช้ประโยชน์ไปทั้งชาติ พี่ใหญ่ พรุ่งนี้ตอนบ่ายข้าอยากไปทำอะไรบางอย่างสักหน่อย ท่านมีเวลาหรือไม่ขอรับ?”

หลินหว่านหรงคิดอยู่สักครู่ พูดว่า “พรุ่งนี้การคัดเลือกบ่าวตระกูลเซียวจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ทั้งยังต้องไปคุยเรื่องเหลาสุรากับท่านพ่อของเจ้าอีก อาจจะไม่มีเวลา”

ต่งชิงซานเผยสีหน้าผิดหวังออกมา กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ช่างเถอะขอรับ พี่ใหญ่ ธุระของท่านสำคัญกว่า”

หลินหว่านหรงตบบ่าของเขา “ชิงซาน ขอเพียงเป็นเรื่องที่เจ้ามั่นใจและอยากจะทำ เจ้าก็จงรีบรุดไปทำเสีย พี่ใหญ่ต้องสนับสนุนเจ้าอย่างแน่นอน”

“ขอรับ ข้าทราบแล้ว พี่ใหญ่” ใบหน้าของต่งชิงซานเปี่ยมล้นด้วยความปีติยินดี ประหนึ่งเมื่อได้รับคำชี้แนะจากหลินหว่านหรงแล้วก็มีความกล้าและความมั่นใจที่จะชนะ


เมื่อปรึกษาเรื่องการใช้เงินกับบิดาและบุตรตระกูลต่งเรียบร้อย เพื่อมิให้เกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่อวันเวลาผันผ่าน พ่อลูกตระกูลต่งจึงนำเงินไปแลกเป็นตั๋วเงินที่ร้านแลกเงินในคืนนั้น

ครั้นเห็นพวกเขาจากไป วันนี้หลินหว่านหรงก็เหนื่อยล้าเป็นที่สุด ขณะที่กำลังขอลาเพื่อกลับบ้านนั้นเอง กลับได้ยินต่งเฉี่ยวเฉี่ยวพูดว่า “พี่ใหญ่ ท่านรอก่อนเจ้าค่ะ——”

หลินหว่านหรงมองนางด้วยความประหลาดใจ ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวกล่าวด้วยใบหน้าแดงก่ำว่า “ท่านโปรดนั่งลงก่อน ข้าจะไปนำของมาให้ท่านเจ้าค่ะ”

หลินหว่านหรงนั่งลงบนม้านั่ง เพิ่งรอไปได้สักครู่ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวก็เดินออกมาจากห้องด้านในแล้ว มือนางหิ้วของมาสองสิ่ง เดินมาเบื้องหน้าหลินหว่านหรง นั่งยองๆ ลงเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ ถอดรองเท้าผุพังที่เท้าหลินหว่านหรงออกมา

ครั้นเห็นต่งเฉี่ยวเฉี่ยวนั่งยองอยู่หน้าตรง คิ้วละเอียดสั่นไหวเบาๆ ปรางแก้มอันงดงามคล้ายแต่งแต้มชาด นางกัดริมฝีปากน้อยๆ ด้วยความประหม่า หน้าอกอวบอิ่มขยับขึ้นลง สะกดกลั้นความกระดากอายที่มีอยู่ในใจอย่างยิ่ง หลินหว่านหรงจึงรีบกล่าวว่า “เฉี่ยวเฉี่ยว นี่เจ้า——”

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวไม่เงยหน้าขึ้นมา เอ่ยเสียงค่อยว่า “พี่ใหญ่ นี่เป็นรองเท้าใหม่ที่ข้าทำให้ท่านเจ้าค่ะ ท่านลองดูว่าพอดีเท้าหรือไม่?”

ใจบังเกิดความปั่นป่วน  หัวมังกรตรงเป้าพลันผงาดขึ้นมา ร้อนวูบวาบไปทั้งตัว

“อ๊ะ!” ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวร้องด้วยความตกใจ ใบหน้าประดุจไฟแผดเผา กรีดร้องด้วยความตกใจคราหนึ่ง หมุนตัวแล้ววิ่งเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว ปิดประตูห้องอย่างแน่นหนา

แผ่นหลังของนางแนบกับบานประตูห้อง ใจเต้นโครมครามไม่หยุด สีแดงซ่านบนใบหน้าไม่อาจสลายไปเป้นเวลาเนิ่นนาน

“น่าอายแย่แล้ว” ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวนึกถึงฉากเมื่อสักครู่ รู้สึกร่างกายอ่อนระทวยเล็กน้อย รีบใช้มือปิดใบหน้าแด่งก่ำ พิงกับประตู พูดไม่ออกอยู่นาน


เดิมหลินหว่านหรงก็ไม่ใช่คนดิบดีอะไร เมื่อเห็นต่งเฉี่ยวเฉี่ยววิ่งเข้าไปด้วยความอับอาย จึงได้แต่หัวเราะแห้งๆ สองคราด้วยความกระดาก “ปฏิกิริยาตามธรรมชาติ เหตุสุดวิสัยจริงๆ มีเพียงคราวนี้เท่านั้นจะไม่มีคราวหน้าอีกแล้ว”





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น