หอหมื่นอักษร

เมื่อหนุ่มหล่อสุดยอดเซลล์แมนจากศตวรรษที่ 21 ต้องกลายมาเป็นขี้ข้า เอ้ย! พ่อบ้าน (ใจกล้า) ในโลกอดีต ที่มีดีกรีความกะล่อนระดับเทพ เรื่องราววุ่นวายจึงบังเกิด แล้วคิดว่าหลินหว่านหรงจะยอมก้มหัวให้ใครหรือไง !

ตอนที่ 24 จิตใจฟุ้งซ่าน (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 24 จิตใจฟุ้งซ่าน (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 26 เม.ย. 2561 15:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 24 จิตใจฟุ้งซ่าน (1)
แบบอักษร



“ท่านพ่อกับน้องชายไม่เคยเห็นจำนวนมากเช่นนี้มาก่อนเจ้าค่ะ อยากจะทิ้งเอาไว้ที่บ้านเพิ่มอีกสักวันหนึ่ง ขอมองให้เป็นบุญตา” ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวเดินเข้ามาจากด้านนอก พูดกลั้วหัวเราะ ในมือนางมีผักสดที่เด็ดมาจำนวนหนึ่ง คิดว่าคงเด็ดมาจากพื้น เขียวสดเป็นมันวาว

ต่งเหรินเต๋อหน้าแดง กล่าวระคนยิ้มด้วยความกระดากอาย “ขอกล่าวโดยไม่ปิดบังคุณชายหลิน ตาเฒ่าผู้ต่ำต้อยมีความคิดเช่นนี้จริง ปีนี้ตาเฒ่าผู้ต่ำต้อยใกล้จะห้าสิบแล้ว ถึงกระนั้นกลับยังไม่เคยพบเห็นเงินมากเช่นนี้มาก่อน”

ที่แท้เหล่าต่งคนนี้ยังไม่ถึงห้าสิบ แต่ทำไมถึงดูเหมือนคนอายุหกสิบได้ล่ะ ในโลกเดิมของหลินหว่านหรง อายุสี่ห้าสิบกำลังอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ มีกิ๊ก มีเมียน้อย กำลังใช้ชีวิตอย่างกระชุ่มกระชวย อาจเป็นเพราะอายุโดยเฉลี่ยของคนที่นี่ค่อนข้างสั้น ดังนั้นต่งเหรินเต๋อซึ่งมีอายุไม่ถึงห้าสิบจึงเรียกตนเองว่าตาเฒ่าผู้น้อยได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

“ดูไปเถิด ดูไปเถิด ดูให้พอเถิด” หลินหว่านหรงควานหาแตงกวาจากในตะกร้าที่ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวหิ้วมาลูกหนึ่ง ล้างก็ยังไม่ได้ล้าง ก็ใช้มือบิเป็นสองส่วน เคี้ยวคำโตโดยไม่สนใจภาพลักษณ์

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวหัวเราะพร้อมกับมองเขาแวบหนึ่ง ถึงกระนั้นดวงตากลับเปี่ยมล้มด้วยความชื่นชมยินดี

“คุณชายหลิน ก้าวต่อไปของพวกเราควรทำเช่นไรดี?” ต่งเหรินเต๋อรั้งสายตากลับด้วยความอาลัยอาวรณ์ ตบไหล่ต่งชิงซานคราหนึ่ง เจ้านี่เพิ่งจะรั้งสายตากลับมาด้วยความอาลัยอาวรณ์

“ท่านลุงต่ง ทำตามที่เคยตกลงกันไว้ แบ่งกันครึ่งต่อครึ่ง ตรงนี้มีเงินถึงห้าสิบตำลึงใช่หรือไม่ ที่ข้านี้ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่ง” หลินหว่านหรงนำเงินที่เดินเร่ขายเมื่อช่วงบ่ายออกมาทั้งหมด “พรุ่งนี้ท่านนำเงินพวกนี้ไปแลกเป็นตั๋วเงินที่ใช้งานได้ทั้งหมดเสีย พวกท่านนำไปเลยครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลืออีกครึ่งท่านก็ช่วยข้าเก็บรักษาเป็นการชั่วคราวก่อนก็แล้วกัน”

“ไม่ ไม่ ไม่——” ต่งเหรินเต๋อรีบโบกไม้โบกมือแล้วพูดว่า “คุณชาย แบ่งกันครึ่งต่อครึ่งไม่ได้ เงินพวกนี้เป็นเงินที่คุณชายท่านหามาได้ด้วยความสามารถ ซ้ำยังเป็นต้นทุนของคุณชายอีกด้วย ตาเฒ่าผู้ต่ำต้อยรับแต่เพียงเงินต้นทุนและเงินค่าแรงจำนวนหนึ่งก็พอแล้ว ทั้งหมดได้ห้าสิบตำลึงกระมัง”

หลินหว่านหรงเห็นการหลอกลวงกันเพื่อผลประโยชน์ในสนามการค้ามาจนชาชิน พอเห็นว่าต่งเหรินเต๋อเห็นผลประโยชน์แต่กลับไม่ลืมคุณธรรมน้ำมิตร นิสัยใจคอไม่เลวจริงๆ จึงอดลอบผงกศีรษะไม่ได้ กล่าวว่า “ท่านลุงต่ง นี่หาใช่เรื่องของข้าแต่เพียงผู้เดียว ยังมีผลงานของพวกท่านด้วย ข้าบอกตั้งแต่แรกแล้วว่าจะมอบสินเดิมจำนวนมหาศาลให้กับแม่นางเฉี่ยวเฉี่ยว เงินพวกพวกนี้ให้ถือเป็นน้ำใจจากข้าก็แล้วกัน”

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวหน้าแดง ถึงกระนั้นกลับมองหลินหว่านหรงด้วยสีหน้าจริงจังแล้วพูดว่า “พี่หลิน เงินเหล่านี้พวกเรามีส่วนร่วมก็จริง แต่ท่านเป็นผู้นำอย่างแท้จริง ต่อให้ปราศจากพวกเรา ท่านจะหาใครมาทำก็ได้ ท่านเพียงนำโอกาสดีๆ ส่งมอบให้พวกเราเท่านั้นเอง ถึงแม้ท่านจะทำเพื่อพวกเรา ถึงกระนั้นหากพวกเรารับเงินเหล่านี้จริง เช่นนั้นคงทำให้พวกเรายากจะสงบจิตใจลงได้ อีกทั้งยังรู้สึกไม่ดีอีกด้วยเจ้าค่ะ”

“ใช่แล้ว พี่ใหญ่ พวกเรารับเพียงเงินที่สมควรรับก็พอ เพิ่มอีกส่วนหนึ่งก็ไม่ต้องการขอรับ” แม้ต่งชิงซานจะยังเยาว์วัย แต่กลับมีปณิธานอันแรงกล้า เขากล่าวสอดคล้องกับความเห็นของต่งเฉี่ยวเฉี่ยว

เรื่องมาถึงจุดนี้แล้วจะพูดอะไรได้อีกเล่า หลินหว่านหรงลอบทอดถอนใจ พ่อลูกตระกูลต่งสามคนนี้แม้จะยากจนแต่ปณิธานสูงส่ง หากพูดต่อไปกลับจะกลายเป็นตนเองที่ดูถูกพวกเขา จึงผงกศีรษะแล้วพูดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็มีข้อเสนออย่างหนึ่ง”

“ข้อเสนออันใด?” สามคนตระกูลต่งรีบเอ่ยถามด้วยความศิโรราบต่อสติปัญญาของเขา

หลินหว่านหรงผงกศีรษะ พูดว่า “ในเมื่อเงินห้าพันตำลึงนี้พวกเราต่างไม่มีผู้ใดต้องการ เช่นนั้นไม่สู้ใช้มันเป็นเงินทุนทำการค้าสักหน่อย ให้เงินต่อเงิน”

“ทำการค้า?” ต่งเหรินเต๋อเงียบงันอยู่สักพัก พูดว่า “เช่นนั้นตามความเห็นของคุณชาย ทำการค้าอะไรถึงจะดี?” เงินห้าพันตำลึงจะว่ามากก็ไม่มาก จะว่าน้อยก็ไม่น้อย ต้องทำการค้าอะไรจำเป็นต้องคิดให้ดีจริงๆ

“เฉี่ยวเฉี่ยว เจ้าคิดว่าพวกเราทำการค้าอะไรถึงจะดี?” เห็นต่งเฉี่ยวเฉี่ยวคล้ายมีความคิดเห็นอะไรบางอย่าง หลินหว่านหรงจึงเอ่ยถาม ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวคนนี้เป็นเด็กสาวที่มีสติปัญญาไหวพริบดียิ่งนัก ไม่อาจดูแคลนได้

ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวครุ่นคิดอยู่สักครู่แล้วเอ่ยว่า “สิ่งที่พวกเราสามัญชนคนธรรมดาให้ความใส่ใจก็คือ เสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารการกิน ที่พักอาศัย และการเดินทาง สี่เรื่องนี้ เสื้อผ้าอาภรณ์ถูกตระกูลเซียวและตระกูลใหญ่อีกหลายตระกูลผูกขาดไปแล้ว การแข่งขันรุนแรงยิ่งนัก พวกเราเงินทุนน้อยมิอาจสอดมือเข้าไปได้ กลับเป็นด้านอาหารการกินที่พวกเราควรพิจารณาเจ้าค่ะ”

ครั้นนางกล่าวจบก็มองหลินหว่านหรงด้วยความประหม่าตื่นเต้นครั้งหนึ่ง กลัวว่าการพูดของนางจะกระตุ้นความรู้สึกในแง่ลบของเขา ถึงอย่างไรการให้ผู้ที่ร่ำเรียนหนังสือมาทำการค้าถือเป็นการดูถูกความรู้ ยิ่งไปกว่านั้นหลินหว่านหรงสติปัญญาเฉียบแหลม จะเห็นดีเห็นงามกับความคิดของนางหรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด หากถูกเขาปฏิเสธ ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวไม่รู้แล้วว่าควรเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้วจริงๆ

“ที่เฉี่ยวเฉี่ยวคิดตรงกับข้า” หลินหว่านหรงกล่าวระคนหัวเราะเสียงดัง ต่งเฉี่ยวเฉี่ยวรู้สึกโล่งอก นางมองหลินหว่านหรงด้วยความชื่นชมยินดี ฟังคำของเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ

“ประชาชนเห็นเรื่องปากท้องเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเปิดร้านขายอาหารนี้ หากมีเงินทุกมากเท่าไหร่ก็ทำการค้าใหญ่ได้มากเท่านั้น การเข้าสู่สายอาชีพนี้ก็ง่ายดายนัก แต่ทว่า——” หลินหว่านหรงเปลี่ยนน้ำหนักเสียงแล้วกล่าวว่า “หากทำเพียงร้านเล็กๆ ทำเล็กๆ ถึงแม้เงินลงทุนจะไม่มาก แต่ค่าตอบแทนก็ต่ำเช่นเดียวกัน หากจะเล่น พวกเราต้องเล่นให้ใหญ่”

“เล่นใหญ่?” สามพ่อลูกตระกูลต่งร้องออกมาพร้องเพรียงกัน ไม่เข้าใจความหมายของเขา

“ถูกต้อง เล่นใหญ่ พวกเราต้องเปิดร้านอาหารแห่งหนึ่ง ไม่เพียงสถานที่ต้องใหญ่โต ทำเลต้องดี ฝีมือต้องเยี่ยม บริการชั้นยอด ราคาก็ต้องดีด้วย” หลินหว่านหรงเน้นออกมาทีละคำ

ถึงแม้จะเป็นต่งเฉี่ยวเฉี่ยวผู้ฉลาดหลักแหลมก็ยังไม่เข้าใจความหมายของหลินหว่านหรงอยู่บ้าง หลายประเด็นก่อนหน้ายังพอเข้าใจได้ แต่ประโยคสุดท้ายจะให้เข้าใจได้อย่างไรกันเล่า

หลินหว่านหรงเห็นสีหน้าฉงนสนเท่ห์ของทั้งสามคนจึงกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “หลายประเด็นก่อนหน้าคงเข้าใจกันกระมัง ร้านอาหารของพวกเรานี้ไม่เพียงสถานที่ต้องกว้างขวางโอ่โถงที่สุด หนำซ้ำต้องเลือกทำเลทองที่คึกคักที่สุดอีกด้วย ฝีมือและการบริการข้าคงไม่ต้องพูดถึง สำหรับเรื่องราคา ฮิฮิ พวกเราต้องแบ่งเป็นสามระดับ ต่ำ กลาง สูง อย่างสมเหตุสมผล ต้องมีทุกระดับ ต้องให้ลูกค้าผู้มาเยือนร้านเราเสพสุขกับความสูงส่ง รู้สึกว่าร้านของพวกเราไม่เหมือนของผู้อื่น ต้องการเพียงระดับสูงเท่านั้น ถึงแม้ราคาของเราจะแพงกว่าเล็กน้อยผู้อื่นก็เข้าใจได้ อย่างไรเสียก็ยื่นหมูยื่นแมวกัน ทุกคนย่อมรู้กันดี นอกจากนี้พวกเรายังมีลูกค้าระดับกลางและระดับล่างซึ่งต้องดูแลให้ทั่วถึงด้วยเช่นกัน”

คำพูดนี้ทำให้บุรุษตระกูลต่งสองคนตะลึงงันอยู่เนิ่นนาน ไม่อาจทำความเข้าใจได้ มีเพียงต่งเฉี่ยวเฉี่ยวที่ขบริมฝีปากแดง คิดพินิจพิเคราะห์คำพูดของหลินหว่านหรง คล้ายเข้าใจอยู่บ้าง

“มิหนำซ้ำ” หลินหว่านหรงยิ้มอย่างลึกลับ “เพื่อเข้าถึงลูกค้าในแต่ละระดับ พวกเรายังต้องกระตุ้นยอดขายเป็นครั้งคราวอีกด้วย เพื่อรับประกันว่าพวกเขาจะมาอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง”

“กระตุ้นยอดขาย?” คราวนี้ไม่เพียงบิดาและบุตรตะกูลต่งเท่านั้น แม้แต่เฉี่ยวเฉี่ยวก็งุนงงด้วยเช่นกัน ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าหมายเช่นไร

หลินหว่านหรงจำต้องเปลืองน้ำลายอยู่ครึ่งค่อนวันเพื่ออธิบายคำศัพท์ใหม่นี้แก่พวกเขาจนทำให้พวกเขาเข้าใจได้เสียที หากลองคิดถึงคำว่ากระตุ้นยอดขายนี้ให้ดี คุณว่ายังไม่ทำให้คนหวั่นไหวอีกหรือ

เดิมที่สามคนแห่งตระกูลต่งก็เชื่อถือหลินหว่านหรงอย่างหน้ามืดตามัวอยู่แล้ว ครั้นได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็นึกว่าหลินหว่านหรงเป็นยอดฝีมือทางด้านนี้อีก ความหวังในการเป็นเหลาสุราจึงเริ่มพลุ่งพล่านรุนแรงขึ้นมา


หมากของหลินหว่านหรงตานี้เสี่ยงมาก เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ในการเปิดเหลาสุราเลย แต่เจ้าหนุ่มนี้มีความกล้า ไร้ยางอาย ไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่กล้าทำ ยิ่งไปกว่านั้นเงินห้าพันตำลึงนี้จับเสือมือเปล่าได้มา ต่อให้ต้องเสียไปเขาก็ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น


ทุกคนเริ่มกระตือรือร้นเกิดความขึ้นขึ้นมา ต่งเหรินเต๋อพูดว่า “ได้ฟังคุณชายหลินกล่าวเช่นนี้ข้าก็นึกขึ้นมาได้ เมื่อหลายวันก่อนเถ้าแก่ร้านเลิศรสที่ริมทะเลสาบเสวียนอู่บอกว่าอายุมากแล้ว ต้องการยกกิจการร้านกลับบ้านเก่าที่ซูโจวเพื่อใช้ชีวิตยามแก่ชรา”

“อ้อ?” หลินหว่านหรงสนอกสนใจยกใหญ่ ริมทะเลสาบเสวียนอู่ถือเป็นสถานที่ที่ดียิ่ง ทิวทัศน์งดงาม ผู้คนก็มาก ขอเพียงดำเนินกิจการได้ เงินทองที่หามาย่อมไม่น้อยแน่นอน





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น