หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 75 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (4)

ชื่อตอน : ตอนที่ 75 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (4)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 122

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 75 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (4)
แบบอักษร

[อัพเดทความคืบหน้าของภารกิจหลัก]

[สำรวจโรงเรียนมัธยมเย่เจี้ย ทำลายวิญญาณทั้งเจ็ด ความคืบหน้าปัจจุบัน 1/7]

เมื่อได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนดังนั้น ฝนแห่งการจากลาก็สบายใจขึ้น ความกล้าของเธอน่าจะสูงกว่าบุคคลทั่วไป อย่างน้อยๆ ก็กล้ากว่าพี่หลง ดังนั้น เมื่อเธอเห็นเนื้อหาด้านในกระดาษหนังสือพิมพ์ จึงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

แต่ว่าเธอก็ไม่วายกังวลและเป็นห่วง ...... เพราะครั้งแรกที่คุยโทรศัพท์กัน เฟิงปู้เจวี๋ยบอกอย่างชัดเจนว่าเขาพบบ่อน้ำแล้ว กำลังจะจัดการกับมัน เมื่อรู้เนื้อหาในหนังสือพิมพ์ ผนวกกับเนื้อหาของเพลง ก็สรุปได้ทันทีว่า “ห้ามมองลงไปข้างล่าง” แต่ก่อนที่จะถึงการคุยกันครั้งต่อไป เธอไม่มีทางบอกอะไรเฟิงปู้เจวี๋ยได้เลย ความรู้สึกที่อยากจะช่วยแต่ช่วยไม่ได้ มันทรมานมาก

สิ่งที่ระบบต้องการคือผลลัพธ์แบบนี้ ความกังวลของเขาสองคนมันอาจจะดูเกินไป แต่ความกังวลเหล่านี้มันจะกลายเป็นภาระของพวกเขาสองคน ความกลัวและความว้าวุ่นก็เหมือนกัน ทำให้คนเราเกิดข้อผิดพลาด

หลังจากที่ฝนแห่งการจากลาได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ ทำให้เธอสบายใจขึ้นชั่วคราว เธอดูเวลาบนมือถือ ตอนนี้ยังมีเวลาอีกสองนาทีก็จะถึงเวลา 25:00 เธอสำรวจชั้นแรกครบหมดแล้ว เธอหยุดครู่หนึ่ง และคิดว่าจะโทรคุยให้เรียบร้อยก่อนขึ้นชั้นสอง

ในตอนนี้เอง เธอก็ได้ยินเสียงระบบแจ้งเตือนดังขึ้น : [ขณะที่อยู่ในด่าน หากท่านหยุดเคลื่อนที่เป็นเวลานาน และวนอยู่ในพื้นที่ที่เคยสำรวจไปแล้ว โดยไม่เดินหน้าทำภารกิจในเกม จะถือว่าท่าน “ท้อจากเกม” ค่าความสยองจะเพิ่มสูงขึ้น]

หลังจากได้ยินข้อความดังกล่าว เธอถอนหายใจ หยิบมือถือ ถือตะเกียง และเดินไปตามทางเดิน

คำว่า “ท้อจากเกม” ไม่มีในช่วงทดสอบระบบเพิ่งมามีในช่วงเปิดระบบเป็นทางการ สมมติว่าคนที่อยู่ในด่านนี้ไม่ใช่พี่เจวี๋ยกับฝนแห่งการจากลา แต่เป็นผู้เล่นที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คนใดคนหนึ่งค่อนข้างขี้กลัวขี้ขลาด หลังจากเริ่มเกม เขาอาจจะหาที่หลบภัย เมื่อถึงเวลาก็แค่รับสายและโทรออก เพื่อให้ตัวเองไม่เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ส่วนเพื่อนร่วมทีมอีกคนก็รับผิดชอบแก้ไขปัญหาทำภารกิจในโรงเรียน ดีไม่ดีอาจจะเป็นเป้าหมายในการถูกล่าเพราะการคุยโทรศัพท์ก็ได้ หรืออาจจะเป็นคนขลาดทั้งคู่ พวกเขาอาจจะหาที่หลบภัยแล้วรอเวลาโทรออกและรับสายเท่านั้น ……

นี่เป็นเพียงการยกตัวอย่างเท่านั้น ในด่านอื่นๆ ก็อาจจะมีผู้เล่นที่ “ไม่ทำอะไรเลย” เพื่อรักษาค่าพลังชีวิตของตนไว้ ระบบจึงเซ็ต “ท้อจากเกม” เพิ่มขึ้นมา หากผู้เล่นถูกตัดสินว่าอยู่ในสภาวะท้อจากเกม ไม่ว่าจะถูกหลอกจนตกใจหรือไม่ ค่าความสยองก็จะเพิ่มระดับสูงขึ้น สถานะนี้คงอยู่นานเท่าไร ค่าความสยองก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปอีก เมื่อถึง 100% ก็จะถูกบังคับให้ออกจากระบบ มีเพียงการกระตุ้นความกล้าเพื่อให้กลับเข้าสู่เกม ถึงจะสามารถขจัดสถานะนี้ออกไปได้

ซึ่งแน่นอนว่า ข้อกำหนดแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะมีทุกด่าน ในบางด่าน เช่นด่านเกมเลื่อยที่เฟิงปู้เจวี๋ยเคยเล่น เมืองที่ถูกซามอย เดียร์ควบคุม ระดับความยากและการผ่านด่านขึ้นอยู่กับเวลา หากปล่อยให้นานไปก็จะมีอันตรายถึงชีวิต

เวลาสองนาทีผ่านไปเร็วมาก ถึงเวลาคุยโทรศัพท์กันแล้ว ฝนแห่งการจากลามาถึงหน้าบันไดพอดี เธอเดินขึ้นบันไดไปพลางกดโทรออกไปพลาง

“1234 ……” ฝนแห่งการจากลานับจำนวนขั้นบันไดในใจ และถือโทรศัพท์ไว้ข้างหู

ตู้ด ------ ตู้ด ------

เสียงสัญญาณดังขึ้นสองครั้ง เฟิงปู้เจวี๋ยก็รับสาย : “ฉันโอเค เธอเป็นไงบ้าง?” นี่เป็นสิ่งแรกที่เขาพูด เขารีบตอบคำถามที่คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะถามก่อน แล้วถามสิ่งที่ตัวเองต้องการรู้

“ปกติดี ฉันกำลังจะขึ้นชั้นสอง” ขณะที่ฝนแห่งการจากลาพูด ก็เดินผ่านขั้นที่หนึ่งไปแล้ว เธอยืนอยู่ในมุมร้อยแปดสิบองศา ด้านหน้าเป็นบันไดช่วงที่สอง เมื่อเดินขึ้นไปก็เป็นทางเดินชั้นสองแล้ว “ฉันเดินผ่านบันไดช่วงที่หนึ่งไปแล้ว มีทั้งหมด 12 ขั้น” หล่อนพูด แล้วเดินต่อไป “นายไม่ต้องบอกเรื่องเนื้อเพลงกับฉัน ฉันพอจะเข้าใจ การแจ้งเตือนมันชัดเจน”

เฟิงปู้เจวี๋ยตะลึงไปครู่นึง หัวเราะแล้วตอบว่า : “เหอะๆ ...... เธอพูดมาแบบนี้ คราวหน้าที่เราคุยกันฉันจะพูดอะไรดีละเนี่ย?”

“อัพเดทความคืบหน้าก็พอ” ฝนแห่งการจากลาพูด แล้วบอกว่า “ไม่ต้องถามว่าโอเคไหม บาดเจ็บรึเปล่า เพราะถามไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ มันจะเพิ่มความกังวลเปล่าๆ”

เฟิงปู้เจวี๋ยเห็นด้วยกับข้อเสนอของฝนแห่งการจากลา แต่สิ่งที่ฝนแห่งการจากลาพูดออกมา เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ค่อยจะโอเคสักเท่าไร เพราะมันควรจะเป็นเขาพูดก่อน เพราะเขาเป็นผู้ชาย คำพูดมันดูเฉยชา เย็นชา เลือดเย็น ...... แต่เธอก็ยังพูดออกมา มันรู้สึกแปลกๆ ......

“ว้าว ...... เธอนี่เป็นคนอ่านคนเก่งนะเนี่ย ฉันก็คิดแบบนี้เหมือนกัน!” เฟิงปู้เจวี๋ยรีบตอบรับ “จริงสิ ตอนนี้ฉันอยู่ที่ในตึกด้านตะวันตกนะ ห้องดนตรีอยู่ที่นี่ ฉันจะเข้าไปดู”

“13 ……” ฝนแห่งการจากลาพูด “บันไดช่วงที่สองมีทั้งหมด ...... สิบสามขั้น”

เฟิงปู้เจวี๋ยยังไม่ทันพูดจบ เวลาจบการสนทนาก็มาถึง สายถูกตัดไป

“ฮัลโหล? ฮัลโหล!” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกนสองครั้ง ทำอะไรไม่ได้สายถูกตัดแล้ว เขาบ่นพึมพำว่า “อืม ...... สุดท้ายก็ทำให้คนเป็นห่วงอยู่ดี”

ในตอนนี้ เขาก็มาถึงปากประตูห้องดนตรี

หลังจากเปิดประตูออก เฟิงปู้เจวี๋ยใช้ไฟจากมือถือกวาดดูก่อนรอบนึง เก้าอี้ด้านล่างไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ กำแพงทั้งสี่ด้านไม่มีรอยเลือด หรือ ภาพวาดวิญญาณหรืออะไร แต่มีเปียโนตั้งอยู่อย่างสะดุดตา

เฟิงปู้เจวี๋ยท่องคำออกมา : “SoFaRe LaSoRe ……” เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ “จะให้ฉันไปกดเหรอ กดเสร็จกลไกก็จะทำงานงั้นเหรอ แล้วก็จะมีอะไรตกลงมาจากชั้นวางเหรอ?” เขารีบหันหลังกลับไป แล้วใช้ไฟส่องไปที่ตู้กระจก แต่บนตู้ไม่มีสิ่งของอะไรวางอยู่เลย

“อืม ...... ถ้ามันมีอะไรอยู่บนนั้นจริงๆ เหยียบเปียโนก็คงจะพอละมั้ง” เฟิงปู้เจวี๋ยคิดและพูดออกมา

เฟิงปู้เจวี๋ยเริ่มเคลื่อนย้ายสายตาของเขาไปยังรูปปั้นของบีโทเฟ่น มันเป็นรูปปั้นหินอ่อนสีขาวที่สามารถพบได้ทั่วไป มีศีรษะและส่วนอกของบีโทเฟ่น

เฟิงปู้เจวี๋ยเดินเข้าไปใกล้ ใช้ไฟส่องไปที่รูปปั้น แล้วพูดว่า : “พี่เฟ่น นายว่าไง?”

เขาไม่ได้คาดหวังให้รูปปั้นให้คำตอบอะไรเขา เขาพูดไปพลางใช้ไฟและไฟฉายวางไว้ข้างๆ ตู้ แล้วรีบเคลื่อนรูปปั้นออก เขาพบว่าน้ำหนักของมันปกติมาก ด้านล่างก็ไม่มีปุ่มกลไกใดๆ เป็นพิเศษ ดูแล้วน่าจะเป็นเครื่องตกแต่งธรรมดาทั่วไป

“พี่เฟ่น ทุกคนเป็นศิลปินด้วยกันทั้งนั้น ทำแบบนี้ไม่ค่อยไว้หน้ากันเลยนะ” เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มไปพูดไป แล้วหยิบมือถือและไฟฉายขึ้น

สุดท้ายเขาก็กลับมาที่เปียโนอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเขารู้ว่าจะต้องเจอกับ FLAG แต่สุดท้ายก็ต้องกลั้นใจไป เขายื่นมือออกไป กดตัวโน้ตที่ละตัวตามบทเพลง ......

ความคิดเห็น