Au Elf

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

รักร้ายตอนที่10 “ชีวิตใหม่2”

ชื่อตอน : รักร้ายตอนที่10 “ชีวิตใหม่2”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 24 เม.ย. 2561 22:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักร้ายตอนที่10 “ชีวิตใหม่2”
แบบอักษร

ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์คุณธนาคมและคุณอารดาพามนสิชากลับไปเยี่ยมครอบครัวของเธอ มนสิชาดีใจที่ได้เจอแม่ ยาย และน้องๆ ของเธอ เมื่อมาถึงที่บ้านเธอตรงเข้าไปสวมกอดมารดาและทุกคนในครอบครัวของเธอทันที

“พวกคุณมาได้ยังงัยจ๊ะ เชิญมานั่งในบ้านกันก่อนนะจ๊ะ” นางอารีรัตน์กล่าวเชิญเมื่อเห็นคุณธนาคมและคุณอารดาตามมาด้วย

“บ้านฉันเล็กนะจ๊ะ อาจจะไม่ค่อยสบายสำหรับคุณๆนะจ๊ะ” นางอารีรัตน์รีบบอก

“ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ” คุณอารดารีบตอบ

มนสิริรีบจัดหาที่นั่งให้กับคุณธนาคมและคุณอารดา ส่วนมนธิรานำน้ำเปล่ามาเสิร์ฟให้คุณธนาคมและคุณอารดาเช่นกัน

“คิดถึงแม่จังเลยค่ะ” มนสิชาพูด

“แม่ก็คิดถึงมะปรางจะ” นางอารีรัตน์พูดตอบ

“แม่สบายดีนะคะ” มนสิชาถามถึงสารทุกข์สุขดิบของมารดา

“อืม แม่สบายดีลูก มะปรางหละแขนดีขึ้นรึยัง” นางอารีรัตน์ตอบบุตรสาว พร้อมกับถามต่อ

“แขนหนูยังต้องใส่เฝือกแบบนี้อีกสักพักค่ะแม่ แต่ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ” มนสิชาตอบมารดา

“แล้วแม่ต้องทำงานหนักขึ้นมั๊ยจ๊ะ เงินพอใช้รึเปล่า ปรางขอโทษนะคะแม่ ที่ช่วยแม่ไม่ได้เลย” มนสิชาตัดพ้อตัวเองที่ไม่สามารถดูแลมารดาได้

“แม่ทำงานตามปกติลูก ไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย” นางอารีรัตน์ตอบ

คุณธนาคมและคุณอารดาให้เวลากับมนสิชาในการพูดคุยกับครอบครัว ท่านรู้ว่ามนสิชาต้องคิดถึงครอบครัวเป็นอย่างมาก

คุณธนาคมและคุณอารดามีเมตตาต่อครอบครัวของมนสิชาเป็นอย่างมาก เพราะท่านเข้าใจมนสิชาว่าใครจะอยากมาสุขสบายอยู่คนเดียวได้ในเมื่อครอบครัวยังต้องลำบากอยู่แบบนี้ คุณธนาคมจ่ายค่าทำขวัญให้กับมารดาของมนสิชาเป็นจำนวนเงินสามแสนบาทตามที่เคยบอกไว้

“รับเงินไว้นะครับ พวกเราเต็มใจมอบให้คุณและลูกๆ ครับ” คุณธนาคมพูดกับนางอารีรัตน์

“เอ่อ พวกเราไม่ขอรับเงินไว้นะจ๊ะ แค่พวกคุณเอ็นดูมะปราง แค่นี้ก็มากเกินไปแล้วจะ” นางอารีรัตน์ตอบ

“รับไว้เถอะนะคะ พวกเราจะได้สบายใจ” คุณอารดายังคงพูดโน้มน้าว

“ฉันรับไว้ไม่ได้จริงๆ จะ” นางอารีรัตน์ยังคงยืนยัน

เมื่อทางครอบครัวของมนสิชาไม่ยอมรับเงิน ซึ่งคุณอารดาและคุณธนาคมก็คิดไว้แบบนี้เช่นกัน ดังนั้นจึงยื่นข้อเสนอให้กับนางอารีรัตน์คือจะให้ครอบครัวของมนสิชาเช่าซื้อบ้าน รวมถึงร้านขายของชำที่เปิดอยู่หน้าบ้านและร้านขายอาหารด้วย ซึ่งหักจากค่าทำขวัญไปแล้วสามแสนบาทแล้วให้ชำระค่าผ่อนบ้านเดือนละห้าพันบาทเท่านั้นนางอารีรัตน์ได้ฟังข้อเสนอจากคุณท่านทั้งสองคนมันทำให้นางอารีรัตน์คิดมากพอสมควร

“เอ่อ ฉันว่าข้อเสนอที่คุณสองคนบอกมามันดีมากจริงๆ ค่ะ แต่ฉันก็ยังคิดว่าเป็นการรบกวนคุณๆ มากไปอยู่ดี” นางอารีรัตน์ก็ยังไม่อยากที่จะยอมรับ

“โธ่!! รับข้อเสนอเถอะค่ะ ดิฉันไม่มีคนช่วยดูแลบ้านจริงๆ จะปล่อยไว้ก็กลัวโจรผู้ร้ายเข้าไปขโมยของก็เลยต้องตัดใจขาย ส่วนร้านขายของชำ กับร้านอาหารก็ไม่มีคนเช่า ถ้าได้พวกคุณไปดูแลให้ดิฉันก็วางใจค่ะ” คุณอารดาพยายามพูดโน้มน้าวใจนางอารีรัตน์

“เอ่อ มันไม่ได้เป็นการรบกวนคุณๆ ใช่มั๊ยค่ะ” นางอารีรัตน์ยังสงสัย

“ไม่เลยค่ะ พวกเรายินดีมากจริงๆ ค่ะ” คุณอารดาตอบ

“งั้น ฉันตกลงจะ ขอบคุณมากนะจ๊ะที่ช่วยเหลือพวกเรา” นางอารีรัตน์และลูกๆ ไหว้ขอบคุณคุณธนาคมและคุณอารดา

“พรุ่งนี้ดิฉันจะส่งรถมารับไปบ้านใหม่นะคะ แล้วจะให้ทนายทำสัญญามาให้คุณเซ็นด้วยคุณจะได้สบายใจ” คุณอารดาบอกกับนางอารีรัตน์

ตอนนี้คุณธนาคมและคุณอารดากลับบ้านไปแล้ว เหลือแค่มนสิชาเท่านั้นที่ยังอยู่ที่บ้านนี้กับครอบครัว มนสิชาช่วยแม่ และน้องๆ เก็บของเพื่อเตรียมตัวย้ายที่อยู่ มารดาของเธอไม่ลืมที่จะบอกเจ้าของบ้านเช่าเพื่อที่เจ้าของบ้านเช่าจะได้ให้คนอื่นเข้ามาเช่าอยู่ต่อ นางอารีรัตน์และน้องๆของเธอต้องไปบอกยกเลิกงานที่เคยทำ รวมถึงตัวเธอด้วยเช่นกัน วันนี้มนสิชาขออนุญาตคุณอารดานอนค้างกับมารดา และพรุ่งนี้เธอจะไปบ้านใหม่พร้อมๆ กับทุกคนด้วย


เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนเตรียมตัวพร้อมแล้ว รถที่บ้านของคุณอารดาก็มารับไปที่บ้านหลังใหม่เช่นกัน บ้านอีกหลังที่คุณอารดาซื้อไว้อยู่ไม่ห่างจากบ้านของท่านมากนัก บ้านหลังนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีสองชั้น ด้านบนแบ่งเป็นห้องนอนจำนวนสามห้องซึ่งมีห้องน้ำในตัว และมีห้องพระจำนวนหนึ่งห้อง ด้านล่างมีห้องนอนจำนวนสองห้องซึ่งมีห้องน้ำในตัวเช่นกัน อีกทั้งยังมีห้องครัวแบ่งเป็นสัดส่วนซึ่งมีโต๊ะไว้สำหรับรับประทานอาหาร และมีห้องนั่งเล่นอีกหนึ่งห้องด้วย หน้าบ้านด้านหนึ่งเปิดเป็นร้านขายของชำเพื่อให้คนในหมู่บ้านมาซื้อของได้โดยที่ไม่ต้องออกไปจนถึงหน้าปากซอยที่ค่อนข้างไกลพอสมควร ส่วนพื้นที่อีกด้านหนึ่งท่านเปิดเป็นร้านขายอาหารเพราะมีโต๊ะเก้าอี้วางอยู่ ซึ่งคุณอารดาให้นางอารีรัตน์ใช้ประโยชน์เพื่อทำกิน ที่บ้านหลังนี้ยังมีรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์อีกอย่างละหนึ่งคันด้วย ซึ่งในสัญญาเช่าซื้อบ้านคุณอารดาระบุว่าให้นำมาใช้งานได้โดยไม่ต้องขออนุญาต

เมื่อทุกคนเห็นบ้านใหม่หลังนี้ก็ชื่นชอบและดีใจเป็นอย่างมาก นอกจากบ้านจะหลังใหญ่มากในความคิดของทุกคนแล้ว ภายในบ้านยังมีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน แถมยังมีที่ทำมาหากินให้ไม่ต้องลำบากอีกด้วย นางอารีรัตน์เองไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณนี้กับคุณธนาคมและคุณอารดาได้อย่างไรจึงจะหมด เธอและครอบครัวช่างโชคดีจริงๆ ที่เจอคนดีมีเมตตาแบบท่านสองคนเข้ามาในชีวิต

มนสิชายังไม่ได้กลับไปที่บ้านของคุณอารดาเธอยังคงอยู่ช่วยแม่เก็บของต่างๆ เข้าที่ให้เรียบร้อย รวมถึงการไปซื้อของมาจัดเก็บไว้ขายที่ร้านขายของชำ และไปตลาดเพื่อเลือกซื้อของต่างๆ มาทำข้าวแกงและขนมไว้ขายด้วยเช่นกัน นี่ใช่ไหมที่เค้าเรียกว่า ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสกว่าเสมอ

เมื่อเย็นมากแล้วมนสิชาจึงโทรตามน้ามั่นให้มารับเธอกลับบ้านของคุณอารดา เมื่อเธอลงจากรถก็ได้พบกับคุณธนาธิป

“ฮึ นั่งชูคอเป็นคุณนายสบายใจเลยนะ” ธนาธิปพูดลอยๆ เมื่อมนสิชากำลังจะเดินผ่านไป

“คิดว่าตัวเองตกถังข้าวสารสินะ” ธนาธิปยังพูดต่อ

“คิดจะกอบโกยทุกอย่าง อย่างหน้าด้านๆ แค่ตัวเองคนเดียวไม่พอ ยังเอาโคตรเหง้ามาเป็นภาระด้วย” ธนาธิปพูดออกไปโดยไม่สนใจความรู้สึกของคนฟังเลย

มนสิชารู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกับสิ่งที่ธนาธิปพูด แต่เธอก็ได้แต่เงียบไว้โดยไม่คิดจะโต้เถียง เพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นลูกชายของผู้มีพระคุณของเธอและสิ่งที่เขาพูดก็เกือบจะเป็นความจริงทั้งหมด พวกเธออาจจะมาเป็นภาระเพิ่มให้ครอบครัวนี้ก็ใช่ แต่พวกเธอไม่เคยคิดที่จะกอบโกยเลยจริงๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น