หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 74 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (3)

ชื่อตอน : ตอนที่ 74 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (3)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 52

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 74 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (3)
แบบอักษร

            เฟิงปู้เจวี๋ยมาถึงยังข้างบ่อ แต่เขาไม่ได้เข้าไปใกล้มากนัก แค่ย่อตัวให้เล็กลง และพยายามมองด้วยหางตา แต่ไม่ได้ยื่นหัวออกไปมองดูภายใน

            เขาจดจำเนื้อเพลงได้ทุกคำ “อย่ามองเขา ไม่งั้นจะต้องถูกฝังในบ่อ” มันชัดเจนว่ากำลังเตือนให้ระวัง เฟิงปู้เจวี๋ยรู้ดี หากเขาเข้าไปดูว่าในบ่อมีอะไร เขาจะถูก FLAG สังหารทันที…… เขาไม่ต้องการให้สิ่งเขาไม่อาจต้านทานได้ลากลงไป แล้วมีค่าพลังชีวิตเหลือเป็นศูนย์เพียงชั่วพริบตาเดียว

            “ใครน่ะ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกนถาม “ฉันไปหาเชือกโยนให้นายดีไหม?”

            หลังจากนั้นไม่กี่วินาที เสียงตอบกลับจากบ่อก็ดังขึ้น : “ฉัน ...... คนเดียว ...... ปีนขึ้นไปไม่ไหวหรอก ......”

            เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยได้ยินประโยคดังกล่าว เขามีความรู้สึกลังเล เขาลองถามกลับไปว่า : “งั้น ...... ฉันแบกนายขึ้นมาดีไหม?”

            เสียงในบ่อตอบกลับมาแบบง่ายๆ : “โอเค ......”

            เฟิงปู้เจวี๋ยถามกลับไปตรงๆ ว่า : “ฉันไม่ค่อยคุ้นเคยกับโรงเรียนนี้สักเท่าไหร่ นายพอจะรู้ไหมว่าเชือกมันมีอยู่ตรงไหนบ้าง?” เขาคิดจะลองดูว่าระบบจะคอยเตือนถึงระดับใดบ้าง

            แต่ในคราวนี้ อีกฝ่ายไม่ตอบอะไร มีแต่เสียงซ้ำวนไปวนมาว่า : “ช่วย ...... ช่วย ...... ฉัน ....... ด้วย”

            เฟิงปู้เจวี๋ยจึงตอบกลับไปว่า : “นายรอฉันเดี๋ยวนะ ฉันไปหาเชือกก่อน”

            ไม่มีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น ยังคงเป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือเช่นเดิม

            จริงๆ แล้วเฟิงปู้เจวี๋ยค่อนข้างอยากรู้ว่า หากตัวเขาไปแล้วไม่กลับมาจะเป็นยังไง แต่เมื่อคิดอย่างละเอียดแล้ว ต่อให้เจ้านี่ปีนออกมาจากบ่อเพื่อกำจัดเขาจจริง เขาก็ต้องกลับมาทำภารกิจนี้ให้สำเร็จอยู่ดี

            เฟิงปู้เจวี๋ยออกจากบริเวณบ่อน้ำมา เขาวิ่งไปยังห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา จริงๆ ตอนที่เขาเดินผ่านมาก็ตั้งใจจะเข้าไปสำรวจอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงกลับไปอย่างชำนาญทาง เขาฟาดคีมหนีบเข้าไปที่แม่กุญแจอย่างแรงทำให้ประตูเปิดออก เมื่อเข้าไปด้านในมันก็เต็มไปด้วยตู้และกล่องลังที่ล้มระเนระนาดอยู่

            ไม่นานนัก เขาก็พบขดเชือกเส้นหนาที่น่าจะเอาไว้ใช้ตอนชักเย่อ เขาทดสอบความเหนียวดู หลังจากไม่พบความผิดปกติ เฟิงปู้เจวี๋ยก็ม้วนเชือก ใส่ในกระเป๋า แล้วออกจากห้อง ย้อนกลับไปที่บ่อน้ำอีกครั้ง

            เมื่อเข้าใกล้บ่อน้ำ เสียงจากบ่อก็ดังขึ้นอีกครั้ง เฟิงปู้เจวี๋ยทำเหมือนว่าไม่ได้ยินเสียง แล้วเดินผ่านไป เขาเดินไปยังริมต้นไม้ขนาดใหญ่ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง เขาโยนเชือกพาดขึ้นไปบนกิ่งไม้แล้วมัดปมเชือก หลังจากนั้นเขาก็เดินกลับมาข้างบ่อ โยนปลายเชือกอีกด้านลงไปในบ่อ เขาประเมินแล้วว่าบ่อน้ำแห่งนี้ลึกสุดก็น่าจะแค่ประมาณสิบเมตร ซึ่งความเป็นไปได้น่าจะอยู่ที่ประมาณหกเจ็ดเมตรเท่านั้น ซึ่งความยาวของเชือกน่าจะพอ

            ตอนนี้สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดคือโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงยังไงก็ต้องใช้สองมือ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะคาบโทรศัพท์เอาไว้ตลอดเวลา ...... ต่อให้ทำแบบนั้นจริง ถ้าตอนปีนขึ้นมาแล้วมันดังจะรับยังไง หากพลาด โทรศัพท์ตกลงไปในบ่อละ ถ้างั้นเขาก็ตายแน่ๆ แล้ว ......

            เขาดูเวลา ยังมีเวลาเหลืออีกเจ็ดนาทีก่อนที่จะถึงเวลาคุยโทรศัพท์อีกครั้ง เฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกว่าเวลาไม่ใช่ปัญหา เสียงขอความช่วยเหลือนั้นน่าจะเป็นเสียงชายที่อยู่ในภาพวินาทีความเป็นความตายนั่น ขนาดคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันยังยกตัวเขาขึ้นได้ ตอนนี้เป็นผีละก็น่าจะเบากว่าเดิม

            เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยตัดสินใจแล้ว ก็ไม่มีคำว่าลังเล เขาวางโทรศัพท์ไว้กับพื้น จับเชือกด้านหน้าอยู่ตรงกับต้นไม้ ด้านหลังตรงกับบ่อน้ำ และนั่งอยู่บนปากบ่อ หลังจากนั้นเขาก็ค่อยใช้เท้าดันตัวลงไป เขาแหงนหน้ามองด้านบน ถีบตัวลงบ่อไปเรื่อยๆ ช่วงที่เขาลงไปไม่มีการบอกลงด้านล่างเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทำแบบนี้เรื่อยๆ ใช้หลังของตัวเองเผชิญหน้ากับด้านล่างที่มีผีแน่ๆ เกินแปดสิบเปอร์เซ็นต์

            “แหงนหน้ามองฟ้า ...... พระจันทร์กำลังยิ้มเย้ย ......” หลังจากที่เฟิงปู้เจวี๋ยเข้าไปในบ่อแล้ว เขายังคงท่าทางแหงนหน้าเอาไว้ เขาหยุดแล้วก็สบถออกมา “โธ่เว้ย ...... เกือบลืมตัวร้องเพลงออกมาแล้ว ...... ยังดีแถวนี้ไม่มีคนอยู่ ขายหน้าชะมัดเลย ......”

            หลังจากที่เฟิงปู้เจวี๋ยลงไปยังบ่อน้ำ ขาทั้งสองข้างของเขาเหยียบโดนดินแหยะๆ บนพื้น เขายืนพิงผนังบ่อด้านหนึ่งเอาไว้ ไม่หันหัวกลับมา หันหลังให้กับอีกฝ่าย : “นายอยู่ไหน ฉันแบก......”

            พูดยังไม่ทันจบ แขนที่เต็มไปด้วยเลือดยื่นออกมาผ่านหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ย โอบกอดบริเวณด้านหน้าคอของเขา ในตอนนั้นเอง เขาก็รู้สึกเหมือนกับด้านหลังเหมือน “คนครึ่งท่อน” แนบชิดกายเขา เฟิงปู้เจวี๋ยมั่นใจเลยว่า หากเป็นผู้เล่นหญิงลงมาแบบนี้ช็อกแน่นอน เพราะว่ามันเบามาก หรือง่ายๆ ...... อวัยวะมันไม่ครบ

            “อืม ......” เฟิงปู้เจวี๋ยอุทานอีกครั้ง เขาคิดจะพูดคำที่ติดปากเขา แต่คิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ แล้วอีกฝ่ายก็ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นมนุษย์ อาจจะทำให้เกิดเหตุไม่คาดฝันได้ คำพูดแบบ “นายก็มีมือสวยๆ แบบนี้ทำไมไม่ปีนขึ้นมาเองละ” “ทำไมแขนของนายถึงเน่าเปื่อยแบบนี้” “ฉันรู้สึกว่าเหมือนนายจะไม่มีท่อนล่างนะ” “ท่อนเอวของนายจมอยู่ใต้น้ำเหรอ” พวกนี้ถือเป็นประโยคต้องห้ามเลย

            ในตอนจบของหนังผี ตัวละครหลักที่มีหน้าตาละม้ายคล้ายคนจะพูดว่า : เมื่อกี้ฉันเจออะไรบางอย่างน่าจะเป็นผี หน้าตาประมาณนี้ประมาณนั้น ......แล้ว พวกเขาก็จะได้รับผลแบบเดียวกัน “เป็นแบบนี้ใช่ไหม” ! หลังจากนั้นก็จะถูกกำจัดทันที

            เฟิงปู้เจวี๋ยไม่อยากจะเสี่ยงเจออะไรแบบนั้น คอของเขายังอยู่ในเงือมมือของอีกฝ่าย หากพูดอะไรไปกระตุ้นมันแล้ว แล้วคิดได้ว่าตัวเองเป็นผีขึ้นมา งั้นโดน FLAG ตายแน่นอน ทำแบบนั้นไม่ได้

            “จับแน่นๆ นะ ฉันจะปีนขึ้นไปแล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยไม่สนใจกลิ่นหรือเสียงอะไรก็ตามแต่ที่ดังอยู่ตลอดเวลา และไม่สนใจแขนเปื้อนเลือดที่อยู่ใต้คางเขาด้วย เขาพูดจบ ก็แบกผีปีนขึ้นไปทันที

            ตอนลงมาในบ่อเขาไม่ได้มองด้านล่างเลย เหมือนตัวเองเดินถอยหลังลงเท่านั้น ตอนขึ้นหน้าก็ตรงกับแสงด้านหน้า ดังนั้น ช่วงขาขึ้นเขาจึงปีนได้ไวมาก และของที่อยู่ด้านหลังของเขา มันก็ไม่ได้หนัก จึงไม่เป็นภาระอะไร

            ช่วงขึ้นลงบ่อน้ำ เขาใช้เวลาแค่สี่นาทีเท่านั้น เฟิงปู้เจวี๋ยออกมายืนอยู่นอกบ่อน้ำ เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ประมาท เขาไม่ได้รีบร้อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจากพื้น แต่หยิบคีบหนีบออกมาจากกระเป๋าอีกครั้ง แล้วพูดกับสิ่งที่อยู่ด้านหลังของเขาว่า : “ออกมาได้แล้วนะ นายกลับบ้านได้แล้ว”

            เสียงพูดดังออกมาจากด้านหลังของเฟิงปู้เจวี๋ย ลมหนาวพัดผ่านหลังของเขา : “กลับ ...... บ้าน ......”

            หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ก็ทำให้คนแทบหยุดหายใจ

            “ขอบคุณมากนะ ......” นี่คือเสียงตอบสุดท้ายของวิญญาณตนนี้

            เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยฟังข้อความนี้จบ เขาได้รับถึงความรู้สึกหนาวเย็นถึงกระดูกแล้วก็หายไป เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรอยู่ด้านหลังเขา ในตอนนี้เขาถอนหายใจอย่างสบายใจ และหันหลังกลับไป

            ภายใต้เงาของแสงจันทร์ สภาพของบ่อน้ำเปลี่ยนไป ปากบ่อไม่ได้เปิดออกแล้ว แต่มีก้อนปูนทับปิดปากบ่ออยู่ เชือกหนาในมือของเฟิงปู้เจวี๋ย ปลายด้านหนึ่งยังคงอยู่บนต้นไม้ แต่ด้านที่โยนลงไปในบ่อ ในตอนนี้กองอยู่ข้างบ่อ

            เฟิงปู้เจวี๋ยอาจจะไม่ได้ลงไปในบ่อเลย แต่เขาอาจจะไปยัง ...... ที่ใดที่หนึ่ง และ เขาก็ได้ช่วยชายคนนั้นออกมาจากที่นั่นก็เป็นได้

            ............

            แผ่นกระดาษหนังสือพิมพ์ในมือของฝนแห่งการจากลา ท่อนสุดท้ายระบุว่า:

            ฤดูใบไม้ร่วง ปีเฮเซที่สิบ

            ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนได้เชิญองเมียวจิมาทำพิธี ก่อนจากไป องเมียวจิท่านนั้นกล่าวว่าตัวท่านได้ทำร้ายวิญญาณแค้นนั่นจนบาดเจ็บ แต่แค่การบำเพ็ญของท่านไม่สามารถทำให้วิญญาณนั่นไปสู่สุขคติได้

            ตัวผู้เขียนเองได้สอบถามย้ำกลับไป องเมียวจิทิ้งท้ายด้วยความโกรธว่า “หรือพวกเธอต้องการให้ฉันไปแบกเขากลับมาจาก ‘ที่นั่น’ งั้นเหรอ?” แล้วท่านก็จากไป

            หลังจากนั้น ปากบ่อก็ถูกปิดตายอีกครั้ง หลังจากวันนั้นก็ไม่เคยเกิดเรื่องใดๆ ขึ้นอีก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น