เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 35 คราปักษา “รัก”

ชื่อตอน : ตอนที่ 35 คราปักษา “รัก”

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 175

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2561 20:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35 คราปักษา “รัก”
แบบอักษร

​ตอนที่ 35 คราปักษา “รัก”

          หลายปีก่อน

          ณ เมืองไทม์เลส[เรือนนาฬิกาแห่งตรรกะ]เวลากลางคืน ท้องฟ้าสีดำสลัวมิแลเห็นหมู่เมฆ ดวงดาว ดวงเดือน บนเพดานฟ้ามีปุยหิมะร่วงหล่นโปรยปราย สาวน้อยนั่งเหม่อลอยบนโซฟา บนตักมีกระเป๋าไวโอลิน ฝ่ามือน้อยลูบสัมผัสผิวกระเป๋าราบเรียบ ใจนางมิรู้นึกสิ่งใด กระทั่งมีเสียงพูดคุยดังแว่วเบาๆหลังผนัง “หัวหน้าสาวกจักประกอบพิธีศพด้วยตัวท่าน”

          “วันที่เท่าไหร่รึ”

          “ท่านมีงานยุ่ง แต่ท่านบอกไม่เกินสามวัน”

          “…ขอบคุณแม่นางที่ดูแลเขาจนวาระสุดท้าย ว่าแต่ลูกสาวเขาอยู่ที่ใดหรือ?”

          “เด็กคนนั้น…”

          สิ้นเสียงหญิงชาย ประตูห้องพลันแง้มเปิดพร้อมชายหนุ่มวัยห้าสิบที่ย่างเท้าข้ามผ่าน เขาเป็นคุณลุงอ้วนท้วม สวมชุดหนังสัตว์กันหนาวเหมือนนักรบผู้สังหารมังกร กระนั้นไอมาโฮของเขามิมีกลิ่นไอเลือดมลทินหรือกลิ่นเหล็กโลหะ เขามีดวงตาชราเข้มขรึม แม้จักพยายามยิ้มแต่ก็ยิ้มได้น่ากลัวน่าเกรงขาม เสียงไม้เท้าดังเคาะทุกคราที่รองเท้าหนังเหยียบพื้นบ้าน เป็นจังหวะที่มั่นคงทรงพลัง หนักแน่นด้วยจิตวิญญาณแรงกล้า

          ในห้องสี่เหลี่ยมมีผนัง เพดาน หน้าต่างกระจกแก้ว โซฟา โต๊ะ และเก้าอี้ คุณลุงย่อเข่าให้ระดับสายตาเท่าเทียบความสูงศีรษะสาวน้อย

          “ขอแสดงความเสียใจด้วยกับการจากไปของพ่อหนู”

          “…”

          นางเหลียวมอง แววตาฉาบความลึกลับเฉยเมยยากคาดเดาพื้นเพอารมณ์ สาวน้อยพยักหน้าตอบรับ เป็นครั้งแรกที่นางค้นหาเสียงตนเองไม่เจอ…

             คุณลุงคือเพื่อนเก่าคุณพ่อ ต่อไปเขาจักรับเลี้ยงดูแลสาวน้อย สาวน้อยรู้เรื่องที่คุณพ่อพูดคุยกับคุณลุงตั้งแต่หลายวันที่แล้ว ตอนนั้นนางเตรียมใจสำหรับเรื่องนี้หรือไม่นะ นางคิดว่าไม่ นางไม่เคยมองเห็นหรือเข้าใจสิ่งที่กำลังจักเกิดขึ้น สาวน้อยรู้ว่าลึกๆภายในใจตนไม่ยอมรับมัน แม้จักเข้าใจหรือสัมผัสถึงสิ่งที่กำลังจะใกล้เข้ามา นางทำอะไรไม่ได้ แม้แต่คำสัญญาก็มิสามารถผูกมัด ในโลกนี้มิมีของวิเศษชิ้นใดที่จักเหนี่ยวรั้งคนตายไม่ให้สิ้นลมหายใจ  

          สาวน้อยกลับห้องนอน นางนั่งฟุบข้างเตียง ตามองฝาบริเวณขอบกระจก ด้านนอกมีพายุหิมะกระหน่ำเทถล่ม นางไม่ได้ยินเสียงใดราวโลกใบนี้เหลือนางเพียงลำพัก สาวน้อยก้มหน้าซุกเข่า แขนกอดขาทั้งสองข้าง พยายามทำตัวให้เล็กเท่าที่จักทำได้ ดวงตาสีแดงทับทิมหลุบต่ำภายในแฝงความโศกเศร้ามากมาย เสียใจจนร้องไห้ เจ็บคอและหนาวเหน็บ  

          ‘อยากให้คุณพ่อเล่นดนตรีอวยพรวันเกิด

          สาวน้อยกุมมือบิดา ปากเอ่ยทั้งน้ำตา จวบจนวาระสุดท้าย ท่านให้สัญญา…และสิ้นลมหายใจ

          ตลอดสิบปีที่เดินเคียงข้างกัน ท่านสอนให้นางพูดจา สอนเรื่องต่างๆที่ท่านรู้จัก ท่านตามใจนางยิ่งนัก กระนั้นท่านก็ขี้เหงา ไม่กล้าไปไหนเพียงลำพัก ท่านขอร้องนาง แม้ท่านจักไม่เคยบอก กระนั้นนางเข้าใจและรู้ถึงความคิดท่าน ในวันที่ท่านตัดสินใจเด็ดขาดเลิกราแล้วไม่หวนคืน หากวันนั้นนางปฏิเสธไม่เดินตามท่าน นางคงไม่ต้องนั่งเสียใจ นางคงมีความสุขกว่านี้ใช่หรือไม่

          ไม่หรอก นางรู้ต่อให้นางหยุดยืนตรงนั้นไม่ไปไหน ท่านก็จักจากไป จากไปเพียงลำพัก

          เพราะกลัวท่านจักเหงา นางจึงจับมือคู่ท่านและปล่อยให้ท่านจูงไป

          นับแต่วันนั้น โลกของนางพลันสว่างไสวและเต็มไปด้วยเสียงดนตรี

มันมีความสุข..จริงๆนะ

          “…”สาวน้อยลืมตาจากความฝัน นางเผลองีบหลับบนพื้นไม้มิใช่บนเตียง สาวน้อยเจ็บหัวปวดแขน นางลุกและเดินไปส่องกระจกหน้าต่าง ด้านนอกพายุหิมะสงบแล้ว นางทาบฝ่ามือแตะบานกระจก ปลายนิ้วจิ้มความเย็นเยียบสีขาวโพลน ท่ามกลางฝาสีขาวมีส่วนหนึ่งใสกระจ่าง นางมองภาพสะท้อนใบหน้าตน และเห็นขอบตาตนมีสีแดงระเรื่อ และหยดน้ำตาไหลอาบแก้ม สาวน้อยยิ้มไม่ไหว นางหยิบผ้าเช็ดหน้าและเช็ดมันเบาๆ

          คนตายไม่มีวันฟื้น ท่านจักอยู่ในใจสาวน้อยตลอดไป นับจากนี้

          อุ้งมือน้อยทาบบนหัวใจ

          หลังพายุหิมะสงบนิ่ง สาวน้อยอยากเห็นโลกสีขาวโพลนเต็มตา นางจึงสวมเสื้อกันหนาวและออกไปเดินเล่นข้างนอก ภายในเมืองร้างผู้คน ยามวิกาลไม่มีชาวเมืองเดินสัญจร บนถนนกว้างใหญ่สุดอีกฝั่งมีบ้านเรือนสีดำทะมึน ท้องฟ้าสีดำไม่มีปักษาโบยบิน สาวน้อยย่ำเท้าเตาะแตะ นางเหลียวมองรอยเท้าที่หายไปเพราะก้อนหิมะตกทับถม นางหันหน้ามองตรงและพบว่าเมืองนี้ช่างเงียบงัน ไร้สุรเสียงใด

          นางเดินออกห่างบ้านพัก และยกมือจับปุยหิมะเบาบาง นางเริ่มหนาวแม้จักสวมเสื้อหลายชั้น

          “ฟู่”

          ลมหายใจขาวบริสุทธิ์ สาวน้อยหนาวเกินกว่าจักมีใจเดินเล่น นางกลับเข้าบ้านดีกว่ากระมัง

          ฟุบ

          “!!!”

          กาลเวลาหยุดชะงัก ภาพพลิกตลบ พริบตาที่เขาโอบกอดสาวน้อย นางไม่ทันทำความเข้าใจก็แว่วยินเสียงม้าร้องคำรามพร้อมเสียงล้อลากที่พุ่งทะยานพาดผ่านตำแหน่งที่ที่นางยืนเมื่อครู่ไปอย่างรวดเร็ว สาวน้อยล้มนอนพื้น ใต้ศีรษะมีมือหนุนไม่ให้กระแทงพื้นน้ำแข็ง สาวน้อยเปิดตาและหันมองรถม้าที่เกือบวิ่งชนนางจนร่างแตกเป็นเสี่ยง รถม้าคันนั้นมีสีดำทมิฬปานนภารัตติกาล สาวน้อยจดจำวินาทีแรกที่เห็นคนขับรถม้าได้

          สิ่งนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นหัวกะโหลกมีเปลวเพลิงสีม่วงลุกโชติช่วงปกคลุม  

          รถม้าเจ้าหญิงหิมะ[อนุรักแห่งเหมันต์]

          “เจ้าบาดเจ็บหรือไม่”

          เด็กหนุ่มถอนกายผลัดจากสาวน้อย เมื่อครู่เขาเห็นนางเหม่อลอยจึงรีบร้อนกระโจนเข้าช่วย เขากลัวที่เขาให้ความช่วยเหลือนางจักทำให้นางบาดเจ็บมีแผล เมื่อครู่เขาทุ่มแรงหนักมากเพื่อส่งเขาและนางให้หลุดรอดไปข้างทาง

          สาวน้อยกะพริบตาปริบๆมองเด็กหนุ่มตรงหน้า นางกึ่งนั่งกึ่งนอน เขายืนตระหง่านดุจนักรบผู้มีอำนาจเหนือศัตรู เด็กหนุ่มผู้มีดวงตาสีเงินราวดวงตาราชินีน้ำแข็ง เย็นยะเยืองสามส่วน กดดันสามส่วน ดุร้ายปานนกอินทรี และเรียบเฉยประหนึ่งบทกวีแห่งความว่างเปล่า เขาไม่ยิ้ม ฝีปากเป็นเส้นตรงเหมือนตุ๊กตา สาวน้อยมองด้วยความตกตะลึง นางยอมรับว่าเขาหล่ออย่างไร้ที่ติ เพราะฉะนั้นนางจึงเริ่มเขินทำตัวไม่ถูก

          “ข้าไม่เป็นไร”

          นั่งแปะพื้นหิมะนานๆมีหวังนางคงฝังราก สาวน้อยมองมือเด็กหนุ่มที่ยื่นให้ นางจับมือเขาพลางเขาดึงนางลุกขึ้นด้วยแรงมหาศาล แรงที่มากพอให้นางโซเซเท้าสะดุดลื่นล้มตัวหาเด็กหนุ่ม นางตัวเบามาก เขาดึงทีก็ไม่วายฟุบแนบอก “ขอโทษ”สาวน้อยรีบถอยออก นางไม่กล้ามองหน้าเขาจึงเบือนหน้ามองส่วนอื่น นางเห็นมือเขามีเลือดไหล

          “มือเจ้าบาดเจ็บ”

          เด็กหนุ่มเผยสีหน้าแปลกพิกลพลางเลื่อนสายตามองมือตน มือขวามีแผลถลอกเลือดไหลซึม สำหรับเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับสาวน้อยมันใหญ่มาก

          ไม่รู้เพราะพึ่งสูญเสียบิดาหรือไม่ หัวใจนางจึงวิตกกังวลเป็นพิเศษ

          “ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องห่วง..เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว”

          เด็กหนุ่มหลุบตาพลางหันหลังใคร่จักเดินจากไป

          แต่สาวน้อยไม่ยอมปล่อย นางดึงผ้าคลุมรั้งไว้ “ให้ข้าทำแผลให้เจ้าก่อน…”

          ไม่รอให้เด็กหนุ่มเอ่ย พายุหิมะก็พัดถาโถมอีกหน สาวน้อยพาเด็กหนุ่มเข้าบ้านพัก นางไม่รอช้ารีบค้นหากล่องปฐมพยาบาล เด็กหนุ่มมองสำรวจภายในห้องและนั่งลงที่โซฟาห้องรับแขก ภายในบ้านเงียบสงัด เขาได้ยินเสียงก้อนหิมะหนากระแทงหลังคาและบานประตูดังตึกตัก เด็กหนุ่มถอดเสื้อคลุมพาดไว้ที่ราวแขวน เขาก้มมองมือและเงยมองสาวน้อยที่อุ้มเครื่องมือรักษา

          นางนั่งลงข้างๆและจับมือเด็กหนุ่มมาพินิจ เห็นว่าเป็นแผลถลอกจึงเริ่มรักษาด้วยวิธีพื้นฐาน

          ระหว่างเขาและนางปราศจากเสียงพูดจา เด็กหนุ่มมองสาวน้อยที่ดูแลใส่ใจการรักษาอย่างไม่ลดละความพยายามจักพันผ้าพันแผล นางใส่ยาเกินขนาดจนเขาเจ็บแผลนิดหน่อย นางไม่ชำนาญเสียเลย ไม่ว่าเพราะความใสซื่อหรือเพราะความตั้งใจดุดันในตานาง เขาจึงปิดปากเงียบไม่พูดทำลายความมุ่งมั่นที่กำลังเพิ่มพูนขับให้นางแลสง่างาม

          นางดูน่ารักกว่าครั้งแรกที่พบกัน เพลานางตั้งใจทำบางสิ่ง

          “เรียบร้อย”

          สาวน้อยยิ้มบางๆพลางมองผลงานชิ้นโบว์แดง ขณะนางดีใจ เขาชูมือและแล้วผ้าพันแผลที่นางพันก็คลายสภาพหลุดลุ่ย

          “…..”

          เวลาอยู่คนเดียวหากทำงานพลาดก็ไม่เป็นไร แต่หากทำพลาดเวลาอยู่กับคนอื่นจักไม่ให้เขินก็ยากนะ สาวน้อยหน้าแตกเพล้ง นางมือสั่นระริกคล้ายใกล้ร้องไห้ เด็กหนุ่มไม่ชอบทำผู้หญิงร้องไห้เท่าไหร่นักจึงหยิบผ้าพันแผล และเริ่มสอนวิธีพันให้สาวน้อยเรียนรู้ เอาไว้คราวหน้านางจักได้ทำถูกไม่ต้องเสียหน้าอีก สาวน้อยพยักหน้ากึกๆเชื่อฟังคำเด็กหนุ่ม เขาคนนี้ดูเป็นคนอันตราย กระนั้นบางส่วนในตัวสาวน้อยบอกว่า เขาไม่ใช่โจรปล้นสวาทแน่ๆ

          “สำเร็จแล้ว”สาวน้อยช่วยทำแผลเด็กหนุ่ม เขากล่าวขอบคุณเบาๆ ถัดจากนั้นเพราะข้างนอกมีพายุหิมะโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เด็กหนุ่มจึงจำใจนั่งพักที่บ้านสาวน้อยรอให้พายุหิมะพัดผ่านไป สาวน้อยพึ่งสังเกตเห็นสีผมเด็กหนุ่มมีสีขาวเหมือนหิมะด้านนอก เรือนเกศาเรียวยาวและเรียบลื่น เขาเป็นใคร นางไม่ทราบ แต่เวลานี้นางต้องขุดหาขนมเพื่อใช้รับแขก

          บ้านพักมีห้องไม่มาก ห้องครัวมีของกินนิดหน่อย นางหยิบกานมและขนมปังกรอบวางบนโต๊ะ นางเดินทั่วบ้านเพื่อเสาะสำรวจหาขนม แต่ก็ไม่เจอสิ่งที่ต้องการ

          ขณะสาวน้อยวุ่นวายกับกิจกรรมล่าสมบัติ เด็กหนุ่มที่ไม่มีอะไรทำก็นั่งเฉยๆ เขาหยิบหนังสือพกในกระเป๋าเสื้อและพลิกอ่านฆ่าเวลา กระทั่งเขาปิดหนังสือและเอนตัวนอนบนโซฟา ท่วงท่านอนสบายๆแลสะกดสายตาสาวน้อย นางแอบหลังประตูแอบชะโงกหัวมองเด็กหนุ่ม เขาปล่อยชายเสื้อหลุดกางเกง หางคิ้วลู่ต่ำ ดวงตาปิดแน่น เขานอนหลับเพราะรู้ว่าพายุหิมะจักไม่หยุดง่ายๆ

          สาวน้อยเห็นแขกหลับก็นึกอยากนอนบ้าง ยามนี้กลางคืนนี่นา นางเข้านอนดีกว่า ปล่อยให้เขานอนบนโซฟาคงไม่เป็นไรกระมัง มั่นใจว่าเขาคงไม่ใช่หัวขโมย

          ตกกลางดึก ดวงจันทร์เริ่มโผล่หางออกจากหมู่เมฆ สาวน้อยนอนไม่หลับ นางยังสับสนเศร้าสร้อยเรื่องบิดา สาวน้อยเปิดกระเป๋าและหยิบไวโอลิน นางหยิบคันชักและใช้มันสีเส้นเสียง เสียงไวโอลินดังแผ่วเบาแลวุ่นวาย อลวน ยุ่งเหยิงดั่งจิตใจผู้เล่น สาวน้อยถอนหายใจวางคันชัก นางอยากหลับ กระนั้นคืนนี้นางอ้างว้าง ว้าเหว่ กลัวผีใต้เตียง  

          “นอนไม่หลับหรือ”

          “!!”

          สาวน้อยสะดุ้งหันขวับมองประตูที่เปิดแง้ม เด็กหนุ่มยืนหลังพิง ใบหน้าหล่อเหลาให้ออร่าสูงส่งยโส เขามองไวโอลินในอ้อมแขนสาวน้อย “ไวโอลินพลบค่ำแห่งการอำลาอยู่กับเจ้านี่เอง” เขาไม่สนเครื่องดนตรีวิเศษ กระนั้นก็มีความรู้พอมองออกว่าไวโอลินสาวน้อยไม่ใช่เครื่องดนตรีธรรมดา วาจาคลุมเครือของเด็กหนุ่มทำให้สาวน้อยแปลกใจห้าส่วน นางกอดไวโอลิน ปกป้องมันตามสัญชาตญาณ ท่าทางนางรักและหวงมันมาก เด็กหนุ่มหรี่ตา อาจนางกระโดดกัดเขาได้กระมัง ถ้าเขาบอกจักขโมยมัน

          “ข้าไม่สนใจมัน”เขากอดอกวางท่าสภาพบุรุษ เด็กหนุ่มอายุมากกว่าสาวน้อย ตัวก็สูงกว่า หากเขาอยากแย่งชิงมัน เขาก็ทำได้ง่ายๆเหมือนแย่งลูกอมเด็กน้อย แย่งได้แล้วมีหวังนางร้องไห้บ้านแตกแน่

          “เสียงข้าทำให้เจ้าตื่นรึ”สาวน้อยยังไม่เชื่อใจเด็กหนุ่ม แต่นางยอมลดการป้องกัน นางลูบผิวไวโอลิน คิดผิดเสียแล้วที่ใช้ไวโอลินแล้วทำให้อยากหลับ ผลคือทำให้เด็กหนุ่มเสียนี่

          “คนในห้องคือคนรู้จักเจ้าหรือ”

          “…”เด็กหนุ่มเอ่ย เมื่อครู่เขาได้ยินเสียงเพลงจึงตื่น บ้านหลังนี้เล็ก เขาเดินผ่านห้องๆหนึ่งและเห็นว่ามีผู้เสียชีวิตนอนอยู่จึงเกิดความสงสัยว่าคนบนเตียงมีความสัมพันธ์อย่างไรกับสาวน้อย คำตอบที่เขาได้รับคือคนคนนั้นเป็นบิดานาง คุณพ่อนางเสียเมื่อไม่กี่วันก่อน วันนี้นางยังคงทำใจไม่ได้จึงนอนมิหลับ เด็กหนุ่มเหมือนเข้าใจสาวน้อย เขาไม่ใช่คนชอบซ้ำตามผู้อื่นดังนั้นจึงไม่พูดเรื่องที่จักส่งผลให้สาวน้อยเสียใจ  

          เขาก้มมองมือขวา ผ้าพันแผลที่นางพยายามพันด้วยความตั้งใจ

          ใบหน้านางยามเศร้ามีน้ำตาไม่เหมาะกับนางเสียเลย

          “เล่าเรื่องท่านให้ข้าฟังได้หรือไม่”

          เด็กหนุ่มสนใจเรื่องของวิเศษ เหตุผลที่เขาอยากฟังเรื่องพ่อสาวน้อยมีสองประการคือ หนึ่งเพื่อทำความรู้จักเจ้าของเครื่องดนตรีในตำนาน สองเพื่อให้สาวน้อยระลึกถึงเรื่องราวดีๆของผู้ล่วงลับ ระหว่างสองเหตุผลนี้ เขาให้ค่าและน้ำหนักข้อสองมากกว่า อาจเพราะเขากำลังจักเป็นพี่ชาย ดังนั้นจึงอยากลองพูดคุยกับสาวน้อย เผื่อในอนาคตเขาจักสามารถพูดคุยและดูแลน้องสาวได้ในฐานะพี่ชาย

          สาวน้อยไม่เข้าจุดประสงค์ที่เขาถาม กระนั้นด้วยอารมณ์และจิตใจแปรปรวนอยากระบาย สาวน้อยจึงเล่าเรื่องของนางและบิดา แต่ละฉากอย่างช้าๆตั้งแต่วันแรกจวบจนวันนี้ เป็นดั่งที่เขาคิด เรื่องของนางเปี่ยมด้วยความสุขมากมาย มันอาจเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขที่สุดของนางกระมัง เด็กหนุ่มไม่แน่ใจ กระนั้นเขาบอกได้เลยว่าเวลานางเล่า นางมีรอยยิ้ม นางแย้มยิ้มเบิกบาน ยิ้มสดใสของเด็กๆที่แม้นจักเข้าใจโลกดีแล้ว แต่ก็ยังยิ้มได้

          เขาไม่รู้เลยว่าตนเองเผลอหลงใหลเสียงนาง

          “วันนี้วันเกิดเจ้าหรือ”

          “…อือ”สาวน้อยเล่าประวัติชีวิตตนหมดบันทึก ที่อยู่ ของกินที่ชอบ เพลงที่ชอบ ต้นไม้ที่ชอบ สีที่ชอบ เด็กหนุ่มที่พึ่งรู้จักนางคล้ายกลายเป็นเพื่อนที่รู้จักกันนานสิบปี และในขณะนางเผลอลืมตัว นางก็บอกแท้จริงวันนี้คือวันเกิดนาง ซึ่งนางไม่อยากบอกให้ใครรู้ เพราะยามนี้นางไม่พร้อมรับการกระทบกระเทือนจากเรื่องอื่น ยิ่งปีนี้ที่คุณพ่อนางเสียก่อนที่จักจัดงานวันเกิดให้

          นึกแล้วก็สะอื้น นางเบือนหน้าหนีไม่อยากให้เด็กหนุ่มเห็น

          เขารู้นางลำบาก และคิดว่ายามนี้เป็นยามที่นางอ่อนแอจนน่าสงสาร

          “ให้ข้าเล่นดนตรีอวยพรวันเกิดเจ้าดีหรือไม่”

          “เอ๊ะ”

          คำพูดเขาเย็นชา กระนั้นภายในความหนาวเหน็บมีความอบอุ่นประหนึ่งในถ้ำหินมืดมิดมีกองเพลิง เด็กหนุ่มเคลื่อนกายและสวมกอดสาวน้อย

          “หากปีนี้คุณพ่อเจ้าเล่นไม่ได้ ข้าจะเล่นให้เอง”

          แม้นคนที่นางอยากให้เล่นไม่ใช่เขา กระนั้นเขาก็อยากเล่นเพื่อนาง

ทำไมกันนะ ตั้งแต่หลายปีที่ล่วงเลย เขาไม่เคยให้ค่าผู้หญิงคนใด

          “เจ้าจักมีความสุขนับจากนี้ ข้าให้สัญญามันจักเป็นความจริงไม่ใช่ความฝัน…”

          เด็กหนุ่มคว้าไวโอลินและเริ่มบรรเลง บทเพลงนี้ของเขา…จักใช้มันสานความหวังให้นาง เขาจักทำให้รู้ว่าโลกนี้ยังมีเพลงอีกมากมายให้นางรับฟัง ณ โลกสีฟ้ายังมีผู้มากมายที่พร้อมดูแลและช่วยเหลือนาง ขอให้เพลงของข้าปกป้องนาง ทำให้นางไม่เหงาหงอยในคืนมีหิมะโปรยปรายอีกตลอดกาล

          ท่วงทำนองไพเราะจารึกสลักบนหัวใจเขาและนาง ภายใต้ท้องฟ้าฤดูหนาว ค่ำคืนที่ความเศร้าเสียใจบรรเทาลงด้วยเสียงดนตรีแห่งการช่วงชิง…

          “เพลงนี้ชื่อกระไรหรือ”

          “หนังสือสำหรับเจ้าหญิงของผม

          “เจ้าหญิง..”         

คราวบทเพลงสิ้นสุด คราวรุ่งเช้าวันใหม่มาเยือนพร้อมแสงตะวันเรืองรอง ณ ขอบฟ้า คราวกาลเวลาระหว่างเขาและนาง…กลายเป็นความทรงจำให้จดจำตลอดกาล

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น