ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Twenty-Third Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.2k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 22 เม.ย. 2561 12:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Twenty-Third Song
แบบอักษร


ควันสีเทาที่ลอยคละคลุ้งในอากาศคือสิ่งที่เขาใช้ย้ำเตือนตัวเองไม่ให้ยอมแพ้

การฝืนตัวเองให้อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมตลอดเวลามาตลอดเจ็ดชั่วโมงติดต่อกันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนวัยหกสิบย่างหกสิบเอ็ดปีอย่างเขาเลย อาการเหนื่อยล้าเริ่มปรากฏขึ้นในแววตาจนเลขาของเขาต้องอ้างเรื่องการเซ็นเอกสารสำคัญเพื่อให้เขาได้ปลีกตัวออกมาพักบ้าง

ชายสูงวัยเอื้อมมือไปขยี้ก้านบุหรี่ในมือลงกับที่เขี่ยบุหรี่ข้างตัวแล้วจึงเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดเกือบแปดชั่วโมงที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลาการเดินทาง เขานั่งหลังตรง เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้สามารถมองเห็นรอบตัวได้อย่างชัดเจนที่สุด กว่าจะรู้ตัวว่าแผ่นหลังของเขารวดร้าวเกินทนไหวก็ตอนที่ต้องลุกขึ้นจากเบาะรถนั่นล่ะ

แต่ทนไม่ไหวแล้วยังไง อย่างไรเสียก็ต้องทน

เสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าเล็ดลอดออกมาจากร่างกำยำที่ทอดตัวนั่งเอนหลังอยู่ในห้องมืดสลัว

เขาเป็นเจ้านาย จะมาอ่อนแอให้ลูกน้องเห็นคงไม่ได้ ที่สำคัญ...

นัยน์ตาคู่คมวาบวับขึ้น

เขายังจับตัวคนทรยศไม่ได้ ยังไงเสียก็คงต้องระวังตัวไว้ก่อน

ใช่ ระวังไว้ก่อน...

ฝ่ามือใหญ่เอื้อมไปหยิบเอกสารบนโต๊ะมาดูด้วยท่าทางไม่รีบร้อน ผลสรุปบัญชีธุรกิจมืดของเขาดูเรียบร้อยเหมือนอย่างทุกที แต่เมื่อพลิกไปหน้ารายงานการเคลื่อนไหวของบัญชีลูกน้องใต้อาณัติที่เลขาของเขาเพิ่งหาให้มาหมาดๆ ใบหน้าคมก็พลันฉายแววเย็นชาขึ้นถนัดตา

ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เสียทีเดียวหรอกนะ...

-ก๊อก ก๊อก ก๊อก-

เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้เขาต้องหย่อนเอกสารในมือทั้งหมดลงในลิ้นชักแล้วปิดล็อกกุญแจอีกชั้นก่อนจะขยับเปลี่ยนท่านั่งกลับมาเป็นท่าทางจริงจังดังเดิม

“เข้ามา”

สิ้นคำอนุญาต ประตูไม้บานหนาจึงถูกเปิดออก เผยให้เห็นคนที่เขาเพิ่งวิเคราะห์ประวัติบัญชีของอีกคนไปหมาดๆ

คนที่เขาเริ่มจะไม่ไว้ใจ

“มีอะไรเหรอภพธร”

อีกฝ่ายโค้งให้เขาเล็กน้อยก่อนที่จะส่งเอกสารในมือมาให้

“บัญชีสรุปรายได้ทั้งหมดตั้งแต่ต้นเดือนจนถึงเมื่อวานนี้ครับ”

เขายิ้ม

ยิ้มอย่างเป็นมิตรเหมือนทุกทีที่เจอหน้ากัน

“ขอบใจมากนะ ฉันมากลางคันแบบนี้ คงทำงานกันหัวหมุนเลยสิ”

รอยยิ้มนอบน้อมปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี้ยมเกรียมของคู่สนทนา

“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับนาย ปกติบ่อนชายแดนก็ครึกครื้นอยู่แทบจะทั้งวันทั้งคืนอยู่แล้ว ผมเองก็แค่สรุปงานเพิ่มอีกนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ”

ท่าทางพยักหน้าน้อยๆ ของเขายิ่งกระตุ้นให้คนตรงหน้าฉีกยิ้มกว้างขึ้น

“ช่วงนี้รายได้ของบ่อนเราดีมากเลยครับนาย ได้ลูกค้ารายใหม่มาเยอะกว่าเก่ามากเลยครับ”

“เหรอ”

เขาทอดเสียงเนือยๆ ราวกับไม่ใส่ใจหัวข้อที่อีกคนยกขึ้นมาพูดนัก

“แล้วทำไมจู่ๆ คนถึงได้มาเข้ากันเยอแยะล่ะ”

ได้ผล

นัยน์ตาคมลอบมองใบหน้าที่ถอดสีจนซีดเผือดก่อนจะกลับมาเป็นเช่นเดิมภายในไม่กี่วินาทีอยู่เงียบๆ เขาไม่ได้พูดอะไร

เขายังไม่คิดจะพูดอะไร

“คงเพราะบ่อนเล็กๆ หลายบ่อนปิดตัวไป ประกอบกับการที่เราอนุมัติปล่อยกู้เงินได้ง่ายขึ้นล่ะมั้งครับ อันนี้ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ”

ใบหน้าสูงวัยกว่ากระตุกยิ้ม

“เหรอ ฉันนึกว่าเป็นเพราะยาเสพติดตัวใหม่ที่ระบาดอยู่ในแถบนี้เสียอีก”

น้ำเสียงทุ้มต่ำพูดกลั้วหัวเราะพลางกวาดตามองเอกสารตรงหน้าราวกับคนไม่คิดอะไร

เสียงลอบถอนหายใจที่เบาแสนเบาจากคนตรงหน้ายิ่งขยายรอยยิ้มบนใบหน้าคมให้กว้างขึ้นกว่าเก่า

อย่างน้อยคนตรงหน้าก็คิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร

ดี สบายใจให้มาก เวลาตกลงมามันจะได้เจ็บ

“ช่วงนี้ยาเสพติดตัวใหม่ระบาดหนักมาก ฉันอยากให้ช่วยกันสอดส่องดูแลหน่อย ถ้ามันมาระบาดในถิ่นเรา คงไม่ดีเท่าไหร่”

“ทำไมเหรอครับนาย”

ใบหน้าของคนถามปรากฏแววสงสัยชัดเจน แต่มันไม่ใช่ความสงสัยแต่เพียงอย่างเดียว

ในนั้น...ในแววตาคู่นั้น มีแววของความมุ่งมั่นบางอย่างผสมอยู่ด้วย

“ก่อนอื่นฉันคงต้องถามว่า นายรู้อะไรเกี่ยวกับยาเสพติดตัวนี้บ้าง”

อีกฝ่ายนิ่งคิดไปอึดใจ

“เป็นยาเสพติดที่มีลักษณะคล้ายยาบ้า แต่ออกฤทธิ์แรงกว่า ติดง่ายกว่า ที่น่าแปลกคือราคาถูกกว่า”

“ใช่ ราคาถูกกว่า ตัดราคาพ่อค้ายาเสพติดอย่างกอบกิจไปเยอะเหมือนกัน เยอะเสียจนฉันชักอยากรู้แล้วว่าใครเป็นต้นสายผลิต”

เขาลอบมองปฏิกิริยาของคู่สนทนาก่อนจะเอ่ยปากพูดต่อ

“อย่างที่นายรู้ ฉันไม่ชอบยาเสพติด วงการนี้ไม่น่าสนใจสำหรับฉัน แค่ปล่อยเงินกู้กับทำบ่อนก็เพียงพอที่จะเลี้ยงบุญสรนพได้ทั้งตระกูลแล้ว”

ฝ่ามือใหญ่หยิบบุหรี่ออกมาจากซองอย่างไม่เร่งร้อน

“เห็นอย่างนี้ฉันก็เป็นคนรู้จักพอนะภพธร”

ริมฝีปากได้รูปค่อยๆ เปิดทางให้ควันสีเทาลอยคั่นระหว่างตัวเขากับคนตรงหน้า

“อะไรที่เสี่ยงเกินไป ฉันไม่ยุ่ง”

ความเงียบลอยเคว้งคว้างอยู่รอบตัวพวกเขาอยู่นานแสนนานก่อนที่มันจะถูกทำลายลงจากชายวัยกลางคนที่อยู่อีกฝากของโต๊ะ

“แต่ผมกลับมองว่า อะไรที่ทำให้เรายิ่งใหญ่ได้ ก็ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือนะครับ”

ดวงตาคู่นั้นวาบวับ ฉายแววมุ่งมั่นยิ่งกว่าครั้งไหน

“ถ้าสมมติว่าเราขายยาตัวนี้ เราก็จะมีรายได้มากขึ้นเป็นกอบเป็นกำ จากนั้นก็จะก้าวขึ้นมาเป็นใหญ่ในวงการมืดนี้ได้ สามารถทำอะไรได้โดยไม่ต้องเกรงใจใครอีกเลยนะครับ”

“ภพธร”

เขาเรียกอีกฝ่ายด้วยเสียงแหบต่ำ

“อย่ามักมาก ที่สำคัญ...”

นัยน์ตาคู่คมสบกลับเข้าไปหาดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวของอีกคน

“อะไรที่ฉันไม่ได้สั่ง อย่าทำ”

ไม่มีใครพูดอะไรออกมาต่อจากนั้น

เขาเงียบ อีกฝ่ายก็เงียบ แต่เหมือนมันจะเป็นความเงียบคนละแบบ...

-กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง-

เสียงโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้เขาต้องละสาตาจากคนที่อยู่อีกฝากของโต๊ะแล้วเอื้อมมือไปรับสาย

เขาไม่คิดจะพูดคำทักทายด้วยรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

จะพูดให้เหนื่อยทำไม ในเมื่อเขารอโทรศัพท์สายนี้มาสักพักใหญ่ๆ แล้ว

[อย่างที่เราคิดเลยครับ]

“ดี จัดการด้วย”

เขากรอกเสียงลงไปแค่นั้นก่อนจะวางสายลงด้วยท่าทีสบายๆ

เป็นธรรมชาติเสียจนตัวเขาเองยังแปลกใจ

“ภพธร”

คนถูกเรียกชื่อเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเคารพเช่นเคย

ไม่น่าเลย...

“นำทางฉันเดินตรวจงานในบ่อนที”

“ได้เลยครับนาย”

ไม่เอะใจ ไม่แม้แต่จะสงสัย

คนๆ นี้เทิดทูนเขาเอาไว้เหนือหัว ทุกการกระทำที่ทำลงไปล้วนคิดถึงตัวเขาและตระกูลเป็นสำคัญ

แต่บางครั้ง คนขยันที่โง่ก็เป็นตัวอันตราย

“ถ้างั้นเริ่มจากชั้นล่างสุดแล้วกัน ฉันอยากรู้ว่าคุกใต้ดินของเรายังทำงานได้ดีรึเปล่า”

น่าเสียดาย...น่าเสียดายจริงๆ











เสียงก้องที่สะท้อนกันไปมาระหว่างพื้นและผนัง บางครั้งก็ชวนให้หนวกหู

เสียงพื้นรองเท้าหนังที่กระทบกับพื้นคอนกรีตดังก้องไปทั่วบริเวณเสียจนเจ้าของรองเท้าอย่างเขายังอดหนวกหูไม่ได้ น่าแปลกที่คนนำทางของเขายังทำสีหน้าเรียบเฉยได้ราวกับรูปสลักหินที่ไม่รู้จักความรำคาญ

“เสียงก้องพวกนี้น่าปวดหัวนะว่าไหม”

“แต่ผมว่าเสียงพวกนี้ก็ดีกว่าเสียงโหยหวนนะครับ ตอนที่ผมต้องลากลูกหนี้มาเก็บในนี้นี่สุดจะทนเลยครับนาย”

คำพูดติดตลกของอีกฝ่ายทำให้เขาหัวเราะออกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก พอคนพูดได้เห็นแบบนั้นก็พลอยหัวเราะตามมาด้วย

“พักนี้ได้ใช้ที่นี่บ้างไหม”

คำถามธรรมดาถูกพูดออกมาได้อย่างลื่นไหลเป็นธรรมชาติเสียจนคนฟังจับพิรุธไม่ได้

“ใช้บ้างครับ แต่พักหลังมานี้ก็ไม่ค่อยแล้ว”

“เพราะเปลี่ยนจากใช้ปืนเก็บเป็นปล่อยให้ขาดยาจนตายแทนสินะ”

สิ้นคำพูดของเขา คนตรงหน้าก็หันขวับมาด้วยใบหน้าตื่นตะลึงยิ่งกว่าครั้งไหนที่เคยเห็น

อาจจะเพราะมันตกใจ หรืออาจจะเพราะหันกลับมาแล้วเห็นปืนจ่อหัวอยู่

อีกฝ่ายตกใจเพราะอะไร เขาเองก็บอกไม่ได้เหมือนกัน

“นะ นายครับ นายพูดเรื่องอะไรกัน”

ริมฝีปากนั้นสั่นระริก นัยน์ตาสั่นไหวส่อพิรุธชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ยังดึงดันที่จะปฏิเสธ

“ยาอะไรกันครับ ผมไม่เข้าใจ”

“ก็ยาเสพติดตัวใหม่ที่กำลังระบาดอยู่ไงครับพี่ภพธร”

เสียงของบุคคลที่สามที่ดังแทรกมาจากทางด้านหลังของคนถูกเรียกทำให้ชายวัยกลางคนเกือบหันไปมอง ติดเสียแต่ว่าตรงหน้ามีปืนจ่ออยู่ ท่าทางของเจ้าตัวเลยดูเก้ๆ กังๆ พิกล

น่าสมเพชจริงๆ

“ก้องภพ แกพูดอะไรของแก ยาอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”

“ว้าว ไม่รู้เลยนะครับ คุณสายส่งยาหมายเลขเจ็ด เอ หรือต้องเรียกว่า มิสเตอร์พี เหมือนอย่างที่ใช้ในการติดต่อสายส่งดีครับ”

เสียงลมหายใจที่กระชั้นขึ้นของคนถูกกล่าวหายิ่งทำให้คนพูดได้ใจ

“อย่าให้ผมต้องแฉพี่ไปมากกว่านี้เลยครับ น่ากลัวคุณปราณจะระเบิดสมองคุณก่อนจะได้คุยกันเสียเปล่าๆ”

“มึงหุบปากไปเลยนะไอ้ก้อง!”

“ใจเย็นสิภพธร”

น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า

“หัวเสียจนสติหลุดแบบนี้ ไม่สมเป็นนายเลยนะ”

“ผมไม่ได้ทำนะครับนาย ผมถูกใส่ร้ายจริงๆ นะครับ ผม...”

“ฉันจะถามแค่คำถามเดียว และถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากให้นายตอบให้ตรงคำถามหน่อย”

นิ้วชี้ใหญ่เลื่อนไปตรงตำแหน่งไกปืน

“ทำแบบนี้ทำไม”

“นายครับ ผมไม่ดะ...”

“เป็นสายส่งยาให้ไอ้วิทยาทำไม!”

เสียงตะคอกทรงอำนาจของชายสูงวัยทำให้คนฟังทั้งสองคนหยุดหายใจไปชั่วขณะ

“นายครับ ผะ ผม...”

“ฉันจะนับแค่หนึ่งถึงสาม”

ปืนที่ถูกขยับให้ตรงกับตำแหน่งศีรษะของคนที่ยืนตัวสั่นเทิ้มทำให้เลขาหนุ่มถอยหลังออกมาเล็กน้อย

“นายครับ ผมไม่ได้ตั้งจะ...”

“หนึ่ง”

“นายครับ ได้โปรด...”

“สอง”

“คุณปราณครับ...”

“สาม”

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทรยศคะ”

-ปัง!-

เสียงปืนเพียงนัดเดียวหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดภายในคุกใต้ดินได้ชะงัด

ร่างสูงใหญ่ของผู้ที่เคยมีชีวิตค่อยๆ ล้มลงบนพื้นคอนกรีตอย่างไร้การควบคุม บรรยากาศหนักอึ้งของความตายที่รายล้อมถูกทำลายลงด้วยคำพูดของคนที่ยืนพิงผนังอยู่ไม่ไกล

“กล็อกรุ่นสี่สิบสามใช่ไหมครับ ผมว่ามันใช้ง่ายดีนะ”

“แต่ส่วนตัวฉันชอบรุ่นสิบเก้ามากกว่า”

เขาพูดตอบคำหยอกเย้านั้นเรียบๆ พลางเก็บปืนกลับลงในกระเป๋าเสื้อสูทด้านในตามเดิม

คนถูกตอบกลับหัวเราะเบาๆ

“คุณนี่มันเป็นคุณจริงๆ เลยให้ตายสิ ขอถอนคำพูดที่บอกว่าคุณอ่อนโยนลงได้รึเปล่า”

“หุบปากแล้วรีบไปทำงานต่อได้จะขอบคุณมาก”

“ไม่เอาสิครับ พักบ้างเถอะ เมื่อวานตอนเช้าเราก็ไปส่งคุณดิมกันที่สนามบิน พอคุณดิมไปปุ๊บ เราก็ทำงานต่อกันจนไม่ได้พัก จนตอนนี้หกโมงเช้าของอีกวันเข้าไปแล้วนะครับ น่ากลัวจะพักผ่อนน้อยจนตายเอาทั้งคู่”

“สรุปสถานการณ์ตอนนี้มา”

คนสูงวัยเมินคำพูดกึ่งห่วงใยกึ่งหยอกของเลขาตนอย่างจงใจ

คนหนุ่มกว่าส่ายหน้าใส่เขาเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดีเหมือนปกติ

“สถานการณ์ตอนนี้คือเรารู้ว่าไอ้นี่”

ไม่ว่าเปล่า เจ้าตัวยังอุตส่าห์ชี้นิ้วลงไปหาร่างไร้ชีวิตที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

“ทำงานเป็นสายส่งยาให้วิทยาอย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนสาเหตุ...น่ากลัวว่าจะต้องส่งคนไปถามนะครับ”

“ถ้ายังยึกยักอีกนิด น่ากลัวว่าคนที่ต้องไปถามอาจจะเป็นนาย”

สิ้นคำพูด อีกฝ่ายก็กระแอมไอออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติก่อนจะปรับเป็นท่าทางจริงจังเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาตลอดหลายชั่วโมง

“จากหลักฐานทั้งหมดที่เรามี ภพธรเป็นสายส่งยาให้วิทยามาสักพักใหญ่ๆ แล้ว อาจจะเกินครึ่งปี แต่ก่อนหน้านี้กำไรไม่มาก ไม่ได้ไปขัดแข้งขัดขาใครจนตามสืบตัวได้แบบนี้”

ชายหนุ่มเอื้อมมือเข้าไปในชุดสูทก่อนจะดึงแท็บเล็ตออกมาเปิดข้อมูลให้เขาดู

“จากข้อมูลบัญชี ภพธรให้เงินที่ได้จากการค้ายาทั้งหมดโอนเข้าไปในบัญชีของลูกสาวเป็นจำนวนสามบัญชี ของภรรยาสามบัญชี และของตัวเขาเองอีกสามบัญชี กระจายกันไป ดูเผินๆ ไม่มีพิรุธเลย แต่พอมาตรวจสอบดีๆ ถึงพบว่าเงินทั้งหมดมาจากแหล่งเดียวกัน”

“คนโอนคนเดียวกันเหรอ”

คนถูกถามส่ายหน้า

“เปล่าครับ แต่มาจากสาขาเดียวกันเป็นส่วนใหญ่ ถึงจะต่างสาขาไปก็ยังเป็นจังหวัดเดียวกันอยู่ดี ชื่อคนโอนก็จะวนเวียนอยู่สามสี่คน ตรวจสอบได้ง่ายมาก แสดงให้เห็นถึงความไก่อ่อนของพวกมือใหม่”

เขาหัวเราะร่วนกับคำปรามาสที่อีกฝ่ายหลุดออกมาจากปาก

“ก็เด็กมันอยากลอง ปล่อยมันหน่อยเป็นไร”

“น่ากลัวจะปล่อยไม่ได้ครับเพราะมันขัดแข้งขัดขาเราพอสมควร”

ฝ่ามือคร้ามแดดกดแสดงผลข้อมูลอย่างคล่องแคล่ว

“ยาเสพติดชนิดใหม่ค่อนข้างส่งผลร้ายแรงต่อผู้เสพ ร้ายที่สุดคือบำบัดยากมาก หากใช้วิธีหักดิบก็คงตายเพราะร่างกายจะเกิดอาการอยากยาอย่างรุนแรง ชนิดที่ยาเสพติดชนิดไหนก็ไม่เคยทำให้เกิดมาก่อน ที่แย่กว่านั้นคือมันราคาถูกมาก พันธมิตรเราขาดทุนกันไปเยอะทีเดียว ร้ายกว่านั้นมันทำธุรกิจค้ามนุษย์ด้วย เรียกว่าหยามหน้าคุณพิทักษ์แบบไม่มีชิ้นดี แต่ก็อย่างที่เราคุยกันล่ะครับ ไอ้เด็กนี่มันมือใหม่”

หน้าจอแสดงผลปรากฏกราฟซับซ้อนที่ยากจะเข้าใจ แต่ดูเหมือนนั่นจะไม่ใช่อุปสรรคสำหรับชายสองคนที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส

“วิธีการทำงานดูเหมือนจะรัดกุมแต่จริงๆ แล้วกระจอกมาก การโอนเงินเข้าบัญชีเดิม ในพื้นที่เดิม ใช้คนเดิมๆ ซ้ำๆ มันไม่ฉลาด แย่กว่านั้นคือการคิดจะงัดข้อกับรุ่นใหญ่โดยพยายามแทรกซึมเข้ามาในองค์กรโดยใช้ตรรกะที่ว่าให้เข้าหาคนที่ดูน่าไว้ใจนั้นมันกระจอก เพราะผมไม่คิดว่าข้อเสนอของมันจะดีพอที่ทำให้คนที่สำคัญต่อองค์กรจริงๆ เปลี่ยนใจ”

ชายหนุ่มเบนหน้ามาสบตาเขาแล้วฉีกยิ้มกว้าง

“เงินที่ภพธรได้ทั้งหมดรวมกันทุกบัญชีแล้วยังน้อยกว่าเงินเดือนที่คุณให้ผมอีกนะครับ”

แล้วพวกเขาก็หลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“ผมถึงได้บอกไงว่าวิทยามันทำตัวเหมือนกำลังเล่นขายของ คิดจะเข้าวงการนี้ การทำแบบนี้บอกเลยว่าไม่ฉลาด อ๋อ แล้วก็เรื่องที่คุณสงสัยว่า ‘เพื่อนเก่าแก่’ ของคุณจะเป็นแบ็กให้เด็กนี่ไหม ผมขอตอบเลยว่าไม่ แต่เด็กนี่มีแบ็กแน่ แถมน่ากลัวว่าจะเป็นคนที่คุณไม่ค่อยอยากได้ยินชื่อเสียด้วย”

คิ้วเข้มขมวดยุ่งพลางสบตาคนพูดอย่างคาดหวังคำตอบ

“ดลนธีครับ ดลนธี ไวยสมุทร พ่อบังเกิดเกล้าของคุณดิมไงครับ”

“นายจะบอกว่าดิมทรยศฉัน...”

“เปล่าครับ ผมไม่ได้พูดถึงคุณดิม ผมพูดถึงพ่อของเขากับวิทยา”

เลขาของเขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“คือ...ผมกำลังพูดถึงพ่อเลี้ยงของคุณดิมกับลูกชายแท้ๆ ของเขา”

นัยน์ตาคมเบิกโพล่งอย่างตกตะลึง

“นายหมายความดิมไม่ใช่ลูกของดลนธีเหรอ...”

“ครับ คุณดาใช่ วิทยาใช่ แต่คุณดิมไม่ใช่”

ไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจ

“ตอนแรกที่สืบข้อมูลไปจนรู้ว่าแบ็กของวิทยาคือคุณดลนธี ผมก็เลยเอะใจนิดหน่อยว่าทำไมเขาถึงยอมมาเป็นแบ็กให้ มันเป็นความอยากรู้อยากเห็นของผมเองครับ พอสืบไปสืบมาก็พบว่าดลนธีเคยคบกับแม่ของวิทยาก่อนจะแต่งงานกับแม่คุณดิมเพราะว่าแม่ของคุณดิมท้องคุณดา พอจะเข้าใจไหมครับ ผมพูดเร็วไปรึเปล่า”

ใบหน้าคมเข้มส่ายไปมาช้าๆ

“สิ่งที่ฉันเข้าใจตอนนี้คือดิมกับดามีแม่คนเดียวกัน ส่วนดากับวิทยามีพ่อคนเดียวกัน”

“ถูกต้องทุกประการเลยครับ”

ชายหนุ่มปัดหน้าจอแท็บเล็ตให้ปรากฏภาพแผนผังความสัมพันธ์ขึ้นบนหน้าจอ

“การแต่งงานของดลนธีกับแม่คุณดิมมันเป็นไปเพราะผลประโยชน์ ฝั่งแฟนเก่าของเขา...ผมหมายถึงแม่ของวิทยา ก็เช่นกัน สรุปก็เลยเป็นชู้กันแล้วก็ออกมาเป็นวิทยา ส่วนแม่คุณดิม ผมคาดว่าเขาก็คงไปมีชู้เหมือนกัน ก็เลยออกมาเป็นคุณดิม”

“นายรู้เรื่องทั้งหมดนี้ได้ยังไง”

“คลิปเสียงครับ”

ไม่พูดเปล่า เจ้าตัวยังเปิดเข้าหาไฟล์อย่างชำนาญก่อนจะกดให้คนถามฟัง

ทันทีที่ไฟล์เสียงจบลง คนช่างพูดก็เริ่มบทสนทนาต่อ

“ตอนที่สืบหาข้อมูลเรื่องคนที่ให้การสนับสนุนวิทยา แฮ็คไปเรื่อย ผมก็ไปเจอคลิปเสียงที่ดลนธีเรียกเขาว่าลูกเข้า ก็เลยใช้เส้นสายคนของเราในโรงพยาบาลประกอบกับแฮ็คข้อมูลระบบนิดหน่อยทำให้ได้ข้อมูลดีเอ็นเอของทุกคนมาแล้วผมก็นำมาเทียบกัน ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอีกนิดก็เลยสรุปความสัมพันธ์ของพวกเขาออกมาได้ครับ”

ฝ่ามือใหญ่คลึงขมับของตัวเองเล็กน้อยพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“ดิมรู้เรื่องนี้รึเปล่า”

คนถูกถามส่ายหน้าก่อนจะหันมาสบตาเขาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก

“คิดว่าไม่ครับ และผมมั่นใจว่าถ้าเขารู้...เขาคงรับไม่ได้หรอก”

“งั้นอย่าให้รู้น่าจะดีกว่า”

“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับ”

ชายสูงวัยพยักหน้าน้อยๆ ในหัวของเขากำลังคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไรกับข้อมูลที่ได้รับมาดี

ให้รู้ทีหลังคงไม่ดี แต่ถ้าจะบอกไม่เลยก็กลัวว่าอีกคนจะแตกสลายเอา

ยาก...ยากจริงๆ

แต่ยังไงก็ต้องจัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จเสียก่อน

“ไม่มีคนของเราทรยศอีกแล้วใช่ไหม”

“ถ้าจากหลักฐานที่เรามีตอนนี้ ยังไม่มีครับ”

“ดี”

เขาปรายตามองร่างไร้วิญญาณตรงพื้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปากสั่งการต่อ

“เก็บกวาดให้เรียบร้อย ไม่ต้องกระโตกกระตาก ใครถามว่าภพธรไปไหนก็บอกไปแค่ว่าย้ายไปที่อื่นแล้ว”

นัยน์ตาคมสบลึกเข้าไปในดวงตาที่ฉายแววฉงน

“ฉันมั่นใจว่ามันมีคนทรยศมากกว่านี้แน่ แค่ต้องรอเวลาให้เผยตัว ปล่อยให้มันตายใจเข้าไว้ จะได้เก็บกวาดทีเดียว”

ใบหน้าคร้ามแดดของชายหนุ่มกระตุกยิ้มพร้อมโค้งรับคำสั่งอย่างรื่นเริง

“รับทราบครับ”

ร่างกำยำซุกหมุนตัวเดินไปทางบันไดเพื่อกลับขึ้นไปด้านบน หากยังไม่วายพูดสั่งการต่อ

“จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นไปพักผ่อนซะ ฉันจะเรียกตัววัฒนามาจากสาขาใหญ่ให้มาประจำที่สาขานี้ บ่ายๆ คงมาถึง ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย คืนนี้เราจะเดินทางกลับกรุงเทพเลย”

“แล้วจะให้ผมซื้อตั๋วเครื่องบินไปภูเก็ตไว้เลยไหมครับ”

คำถามที่แสนรู้ใจทำให้รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าสูงวัย แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยปากตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือของอีกคนก็พลันดังขึ้นจนเขาต้องหยุดยืนรอ

เขาเห็นชายหนุ่มรับโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนอย่างเคยก่อนที่ใบหน้านั้นจะขมวดคิ้วยุ่งแล้วเอ่ยลาปลายสายไป

ทำไม เกิดอะไรขึ้นกัน

ชายหนุ่มมองตรงมายังเขาด้วยใบหน้าวิตกกังวลก่อนจะรีบหยิบแท็บเล็ตขึ้นมาจัดการบางอย่างด้วยท่าทีเร่งร้อน

“สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วครับคุณปราณ สายของเรารายงานว่าพบเอกชาติแล้ว...”

คนพูดหยุดมือเพื่อเงยหน้าขึ้นมองเขาเล็กน้อย

“แต่พบในสภาพศพนะครับ”

 ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ความเย็นไล่ขึ้นมาจากปลายเท้าและมือของเขาอย่างรวดเร็ว

“จากรายงานคือศพถูกพบที่ภูเก็ตโดยชาวประมงที่ไปออกเรือหาปลา จากนั้นก็เป็นข่าวใหญ่โต ตำรวจลงมาดูแลคดีแล้ว เราคงไปแตะต้องมากไม่ได้ แต่เท่าที่ออกข่าวคือมีรอยกระสุนบริเวณศีรษะ มาทำนองนี้คงไม่ต้องคาดหวังให้จมน้ำตายแล้ว น่าจะโดนระเบิดสมองตายมากกว่า แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือสายของเรารายงานว่า จากการสอบถามชาวบ้านมีคนเห็นเอกชาติกับชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันเข้าพักที่โรงแรมห่างออกไปประมาณห้ากิโลเมตรจากบริเวณที่พบศพ ชาวบ้านบรรยายว่าเป็นชายหนุ่มหน้าตาออกจีนๆ หน่อย”

คนพูดพักหยุดหายใจเล็กน้อย

“คุณลองเดาสิครับว่าคนๆ นั้นน่าจะเป็นใคร”

เหมือนมีก้อนบางอย่างจุกอยู่ในอก ความรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออกกำลังจะฆ่าเขาทั้งเป็น

ได้โปรด อย่าเป็นอย่างที่คิดเลย...

“วิทยา...”

ไม่มีคำพูดหลุดออกจากปากของอีกฝ่าย มีเพียงการโชว์หน้าจอแท็บเล็ตที่เป็นคลิปจากกล้องวงจรปิดในโรงแรมที่พักแห่งหนึ่งให้เขาดูเท่านั้น

ภาพเคลื่อนไหวของคนคุ้นตาสองคนทำให้เขาหายใจไม่ทั่วท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เขาเข้าใจแล้วว่าอีกคนอยากจะพูดอะไร

ตอนนี้ศพที่พบคือศพเอกชาติ แต่ถ้าช้ากว่านี้ ศพต่อไปคงเป็น...

“จองตั๋วเครื่องบินไฟท์ที่เร็วที่สุดเท่าที่เราจะไปถึงสนามบินได้ทัน เดี๋ยวนี้!”

ได้โปรดอย่าเป็นอะไร

...อย่าเป็นอะไรนะดิม...




***********************************************************************​

[เกร็ดความรู้]

*กล็อก (Glock GmbH)* เป็นบริษัทผู้ผลิตอาวุธสัญชาติออสเตรีย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Deutsch-Wagram ทางตอนเหนือของออสเตรีย ก่อตั้งโดยนายแกสตัน กล็อก (Gaston Glock) เมื่อ ค.ศ. 1963 มีชื่อเสียงในฐานะเป็นผู้ผลิตปืนกล็อกซึ่งเป็นปืนพกที่มีโครงสร้างเป็นโพลิเมอร์ มีน้ำหนักเบา บำรุงรักษาง่าย เพราะมีชิ้นส่วนที่เป็นสนิม น้อยกว่าปืนพกยุคก่อนที่ใช้โครงสร้างเหล็ก นอกจากนี้กล็อกยังเป็นผู้ผลิตมีดพก และพลั่วสนาม สำหรับใช้ในกองทัพ

ที่มา: วิกิพีเดียกล็อค


***********************************************************************

พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น