akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ภาค 3 : บทที่ 33

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 18.6k

ความคิดเห็น : 78

ปรับปรุงล่าสุด : 21 เม.ย. 2561 21:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 3 : บทที่ 33
แบบอักษร

33

                ในที่สุดออกก็ถึงกำหนดวันที่วินัยจะออกจากโรงพยาบาล วายุเดินทางไปรับพ่อเขาด้วยตัวเอง  ภายในห้องมีทั้งเขา จิตตาและเชน แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจ ที่พบจิตตา แต่เขาก็ทำเป็นไม่สนใจและไม่แสดงออกให้วินัยเห็นว่า เขาไม่พอใจอีกฝ่ายมากแค่ไหน วายุเป็นห่วงความรู้สึกของวินัย เขาไม่อยากให้วินัยคิดมากจนอาการกำเริบอีก

                “คุณพ่อครับ เดี๋ยววันนี้ผมจะพาคุณพ่อกลับบ้านแล้วนะครับ"

                วินัยยิ้มให้กับลูกชาย เขาดีใจเป็นอย่างมากที่วันนี้วายุมารับเขากลับบ้าน  วินัยคิดว่า อีกไม่นานครอบครัวของเขาจะมีความสุขมากกว่านี้ ลูกชายของเขาจะต้องเข้ากันได้ดีกับแม่เลี้ยง

                ชายวัยกลางคนมองหน้าลูกชายและภรรยาสลับกัน ความหวังที่เขาตั้งเอาไว้ สักวันหนึ่งมันจะต้องเป็นจริง

                "วันนี้น้องวายุจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า พี่ให้แม่บ้านทำความสะอาดห้องน้องไว้แล้ว"

                เชนหันไปถามวายุในขณะที่กำลังพาวินัยขึ้นรถ วายุหันไปมองเชน เขาไม่อยากสนทนากับอีกฝ่าย แต่เขาก็ไม่อยากให้บิดาคิดมาก ดังนั้นเขาจึงยอมตอบกลับไป

                "ไม่ครับ"

                ชายหนุ่มเลือกจะตอบเพียงประโยคสั้นๆเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าหากพูดมากไปกว่านี้อาจทำให้เขาหงุดหงิดหรือแสดงท่าทีที่ไม่พอใจเชนมากกว่าเดิม  การพูดเพียงเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการตอบคำถาม

                รถยนต์เดินทางผ่านความติดขัดบนท้องถนนจนกระทั่งมาถึงบ้านพักหลังใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของครอบครัวเขา วายุรู้สึกคิดถึงบ้าน เขาคิดถึงความอบอุ่นที่อยู่ในบ้านที่เขาเคยอยู่ตั้งแต่เด็ก เขาอดไม่ได้เลยที่จะนึกถึงมารดาผู้ให้กำเนิด เมื่อก่อนเขาเคยอยู่ที่นี่มีความสุขที่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้มันเป็นความทรงจำที่งดงาม

                ชายหนุ่มมองสนามหญ้าที่เขาเคยวิ่งเล่นในตอนเด็กแต่ในตอนนี้มีเพียงความว่างเปล่า  เขาไม่ใช่เด็กชายวายุอีกต่อไป เขาโตขึ้นมากแล้ว ความสุขในวัยเด็กห่างหายไปเรื่อยๆ ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด ทั้งครอบครัว ทั้งบ้านของเขา แม้จะยังไม่อาจยอมรับได้แต่ในตอนนี้ วายุไม่มีทางเลือก  เขาอาจจะต้องยอมรับความจริง เรื่องที่พ่อมีภรรยาใหม่และมีพี่ชายเพิ่มเข้ามา

                "วายุ"

                เสียงของบิดาทำให้เขาได้สติ ชายหนุ่มหันไปยิ้มให้กับบิดาของตน เขาเก็บซ่อนความรู้สึกมากมายไว้ในใจ ไม่อาจบอกมันออกไปให้ใครรู้ได้ ทุกอย่างถูกเก็บซ่อนภายใต้รอยยิ้ม วายุทำได้แค่หลอกตัวเองเท่านั้น ถ้าอยากให้บิดาหายป่วย เขาก็ควรจะทำตัวให้เข้ากับคนที่เขาไม่ชอบหน้า

                “เป็นอะไรหรือเปล่าทำไมเงียบไป พ่อไม่สบายใจเลยที่เห็นลูกเป็นแบบนี้”

                วินัยเห็นท่าทางของวายุ  จึงต้องถามออกไปอย่างเป็นห่วง เพราะสังเกตว่าวายุมีท่าทางอึดอัด

                “ผมไม่เป็นอะไรครับ คุณพ่ออย่าคิดมากเลยครับ ผมแค่รู้สึกเหนื่อย เมื่อวานผมทำการบ้านเยอะไปหน่อยเลยไม่ค่อยได้นอนครับ"

                วายุอธิบายเหตุผลจอมปลอมอย่างยืดยาว เขาอยากให้มีวินัยเข้าใจว่าเขาไม่ได้มีปัญหาตรงไหน ให้วินัยคิดว่า เขาเรียนจนเหนื่อยล้า น่าจะดีกว่ารู้ว่าเขากำลังเหนื่อยใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

                “กลับมาพักที่บ้านเถอะ  พ่อไม่อยากให้ลูกออกไปพักข้างนอกเลย”

                ไม่ใช่ว่าวายุไม่อยากพักที่บ้าน เพียงแต่เขาไม่สะดวกใจที่จะต้องเจอหน้ากับจิตตา ถึงจะทำใจยอมรับให้เธอเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ได้แล้ว เพราะเธอเป็นภรรยาของบิดา แต่ว่าเขาก็ไม่อยากอยู่ร่วมบ้านเดียวกับเธอเพราะกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ทะเลาะกันอีกแล้วส่งผลให้บิดาของเขาต้องล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง  นั่นคือสิ่งที่วายุหวาดกลัวมากที่สุด แต่นั่น ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่เขาคิดเอาไว้  เขากำลังกลัวว่าร่างกายของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปโดยที่เขาไม่รู้ตัว  หากเขากลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดอีกครั้ง เขาจะทำร้ายคนอื่นหรือไม่  ไม่มีใครตอบได้ หากคนที่เขาทำร้ายคือบิดาของเขาเอง วายุคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองอย่างแน่นอน

                “ผมยังอยากพักอยู่ข้างนอกอยู่เลยครับ อีกอย่างผมพึ่งเช่าห้องไปเอง  จะให้กลับมาพักที่บ้านทันทีเลยก็เสียดายเงินที่จ่ายค่าเช่าห้องไปครับ”

                แม้ไม่อยากโกหกบิดา แต่ว่าเขาไม่มีทางเลือก หากบอกไปว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่ห้องเช่า แต่ว่าไปพักอาศัยที่บ้านของไทกะ คงจะมีคำถามเกิดขึ้นอีกมากมาย อย่างน้อยตอนนี้ เขาควรจะหาเหตุผลมาอ้างเพื่อไม่ให้กลับมาอยู่ที่บ้านหากว่าเขายังไม่มั่นใจว่าร่างกายของเขาปกติดีแล้ว

                “เรื่องค่าเช่าห้องช่างมันเถอะ  ถ้าลูกเสียดายเงินเดี๋ยวพ่อจะออกให้เอง พ่อขอแค่ลูกกลับมาอยู่ที่บ้าน ก็พอแล้ว”

                เพราะชีวิตเคยเสี่ยงความตายแล้วรอดมาได้อย่างปาฏิหารย์ วินัยจึงไม่อยากจากลูกชายอีก

                “แต่ว่า....”

                วายุ อึกอัก ทำตัวไม่ถูก เขามองไปที่เชน และจิตตา อยากรู้ว่าคนทั้งสองนั้นคิดอย่างไร ถ้าเขากลับมาอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม

                ดูเหมือนว่าเชนจะต้อนรับเขา มีเพียงจิตตาเท่านั้น ที่คงไม่อยากให้เขากลับมา แต่ตอนนี้ว่ายุไม่มีทางเลือกอีกแล้ว จากท่าทีของบิดา เขาสังเกตได้ชัดเลยว่าวินัยอยากให้เขาอยู่ที่นี่หากเขาไม่ยอมกลับมาอาจจะส่งผลต่ออาการของวินัยก็เป็นได้  เมื่อเป็นเช่นนี้เขาคงทําได้แค่ เลือกที่จะย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านเท่านั้น

                “ตกลงครับ ผมจะกลับมาอยู่ที่บ้าน คุณพ่อสบายใจได้แล้วนะครับ”

                 หลังจากที่มั่นใจแล้วว่าเขาจะกลับมาอยู่ที่บ้านอย่างแน่นอน ชายหนุ่มคิดว่าเขาควรโทรไปหาไทกะ  เพื่อที่จะบอกว่าเขาจะย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านของตนเอง แต่ดูเหมือนว่า เขายังคงรู้สึกลำบากใจที่จะโทรไปหาอีกฝ่าย วายุถอนหายใจ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้รู้สึกลำบากใจแบบนี้ ทั้งๆที่เขาน่าจะดีใจที่ไม่ต้องรบกวนที่บ้านของไทกะอีก

                แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาไทกะ ไม่นานนักอีกฝ่ายก็รับสาย แม้ไทกะจะยอมรับสายแล้ว แต่วายุก็ไม่ยอมพูดกลับไป เขาอึกอักอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งตัดสินใจกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์

                “ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย”

                [เรื่องอะไร?]

                ปลายสายเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น วายุสุดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เขาพยายามเรียบเรียงคำพูด ทั้งๆ ที่มันไม่น่าเป็นเรื่องที่วุ่นวายใจขนาดนี้แต่วายุกับคิดมากจนไม่รู้ว่าควรจะพูดประโยคอย่างไรออกไป

                “ฉันจะย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน...เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะกลับไปเก็บของที่บ้านนาย”

                [ทำไมอยู่ๆถึงย้ายกลับล่ะ]

                ไทกะถามด้วยความแปลกใจ ชายหนุ่มรอฟังคำตอบจากวายุ วายุนิ่งคิดไปพักหนึ่ง เหตุผลที่จะตอบนั้นไม่ได้ยากเลยสักนิดแต่เขากลับใช้เวลาคิดอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจตอบกลับไป

                “นายก็รู้ว่าพ่อฉันย้ายออกจากโรงพยาบาลแล้ว ท่านต้องการให้ฉันย้ายกลับเข้าบ้าน  แล้วฉันเองก็เห็นด้วย ฉันอยากดูแลคุณพ่อ”

                วายุบอกเจตนาของตัวเอง เขาเป็นห่วงบิดา  อีกใจหนึ่งก็เพราะไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร เขาไปอาศัยอยู่กับไทกะหลายวันแล้ว  รู้สึกเกรงใจครอบครัวของไทกะ

                [แต่นายยังจับคนร้ายไม่ได้ แล้วจะแน่ใจความปลอดภัยได้ยังไง]

ความห่วงใยถ่ายทอดมาผ่านน้ำเสียง วายุก็เข้าใจว่าไทกะเป็นห่วงเขาแต่เขาไม่มีทางเลือก เขาเป็นห่วงสุขภาพและความปลอดภัยของบิดามากกว่าชีวิตตัวเอง  อย่างน้อยการได้อยู่ใกล้กับบิดาก็ยังทำให้เขามีโอกาสได้ดูแลบิดามากขึ้น ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าการตัดสินใจของเขาเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

“ฉันไม่เป็นไรหรอกนายไม่ต้องเป็นห่วง แค่นี้ก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว”ชายหนุ่มบอกจากใจจริง

“เอาเป็นว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปที่บ้านนายแล้วกันนะ”

เพียงเท่านั้นก็กดวางสายไป ไทกะก้มมองโทรศัพท์ของตัวเองน่าจะไม่มีเสียงจากวายุแล้วก็ตาม เขายังคงเป็นห่วงและเป็นกังวล เพราะไม่รู้ว่าคนร้ายจะปรากฏตัวอีกเมื่อไหร่  พวกเขาไม่มีหลักฐานหรือพยานที่ไหนที่จะสามารถชี้ตัวคนร้ายได้ วันนั้นมันฉุกละหุกจนไม่ได้บันทึกหรือว่าจดจำเลขที่ทะเบียนรถ

“ฉันจะทำยังไงกับความดื้อของนายดี”

ไทกะบ่นพึมพำกับตัวเอง กับสิ่งที่วายุทำ แม้เขาจะเป็นห่วงวายุมากแค่ไหน  แต่เจ้าตัวกลับเลือกที่จะกลับไปเสี่ยงอันตรายแบบนั้น  สิ่งเดียวที่เขาทำได้ คือต้องสืบให้รู้ว่าใครเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมด

-------+++++-------

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่นั่นก็ไม่เท่ากับความคิดที่อยากจะพบใครบางคนให้เร็วมากยิ่งขึ้น วันนี้โทระเรียกให้น้ำไปพบในช่วงพักกลางวัน  พวกเขาเจอกันที่ห้องสภาเพราะว่าที่ดาดฟ้าอาจจะไม่สะดวก สภาพอากาศไม่มีใครคาดเดาได้โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ที่สำคัญโทระขี้เกียจเปิดแอพพลิเคชั่นเพื่อที่จะตรวจสอบว่าวันนี้ฝนจะตกหรือไม่ แต่ถึงฝนไม่ได้ตกตอนกลางวัน  ถ้าตกตอนกลางคืนที่ผ่านมา พื้นบนดาดฟ้าก็เปียกแฉะอยู่ดี

“รู้สึกช่วงนี้ นายชอบมาอยู่ที่นี่เหลือเกินนะ”

ไทกะอดไม่ได้ที่จะแซะน้องชาย เพราะว่าไทกะไม่ได้มาคนเดียวแต่พาเจ้าเด็กน้ำมาด้วย โทระไม่คิดจะสนใจคำของพี่ชาย เขานั่งลงบนเก้าอี้มองเจ้าเด็กตัวเล็กที่กำลังเปิดกล่องข้าว แฝดผู้พี่นั่งมองแฝดน้องด้วยความหมั่นไส้ เพราะตัวเขาเองไม่มีใครมานั่งกินข้าวอยู่ใกล้ๆ

“จะรีบไปไหนล่ะ ไม่มานั่งกินข้าวด้วยกันเหรอ”

ร่างสูงหันไปถามพี่ชาย ไทกะร้องเหอะในลำคอ ก่อนที่จะเดินจากไป น้ำมองตามร่างสูงที่เดินออกจากห้องสภาไปอย่างรวดเร็วก่อนจะหันมามองโทระที่นั่งอารมณ์ดีอยู่ข้างๆ

“รุ่นพี่มีความสุขเหรอครับ”

เขาถามอย่างซื่อๆ เพราะไม่รู้ว่าโทระกําลังอารมณ์ดีเรื่องอะไร ร่างสูงหันมามองเด็กตัวเล็กก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

“นายเป็นเด็กไม่จำเป็นต้องรู้หรอก”

แต่นั่นยิ่งสร้างความสงสัยให้กับน้ำมากยิ่งขึ้น เขาได้แต่จ้องมองอย่างสงสัย พอจะอ้าปากถามอีกครั้ง ข้าวในช้อนของโทระก็เคลื่อนเข้ามาในปากของเขา

“กินเข้าไป อย่ามัวแต่พูดมาก”

เจ้าตัวบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังระหว่างว่าน้ำจะรีบทานให้เสร็จก่อนที่เขาจะอารมณ์เสียขึ้นมา

“ครับ”

น้ำตอบรับอย่างว่าง่าย เขาก้มลงทานข้าวกล่องที่อยู่ตรงหน้าแล้วแอบเหลือบตามองโทระที่กำลังเจริญอาหารเหมือนในทุกๆวัน

“วันนี้รุ่นพี่ทานน้อยจังเลยครับ”

เพราะโทระทานเพียงแค่กล่องเดียว  น้ำเลยค่อนข้างที่จะแปลกใจเพราะอย่างน้อยโทระจะทานประมาณ 2 กล่องขึ้นไปแต่ทำไมวันนี้ถึงทานแค่กล่องเดียวเท่านั้น

“ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยได้ใช้พลังงานเท่าไหร่ก็เลยไม่อยากจะกินเยอะ”

“อย่างนั้นเองเหรอครับ”

“เจ้าบื้อ โดนหลอกยังไม่รู้ตัวอีก”

ชายหนุ่มแอบนึกขันที่ตามเขาไม่ทัน  น้ำยังคงงงอยู่กับสิ่งที่โทระบอก

“ก่อนที่นายจะมา ฉันกินข้าวไปหนึ่งกล่องแล้วต่างหาก”

โทระยอมบอกความจริงแต่ดูเหมือนว่าน้ำไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่เพราะคิดว่าอาจจะโดนหลอกอีกครั้งก็ได้

“รุ่นพี่ไม่ได้โกหกใช่ไหมครับ”

“อะไรกัน นายคิดว่าฉันเป็นคนชอบโกหกหรือไง”

                คนอายุมากกว่าเริ่มจะโมโห  น้ำจึงส่ายหน้ารัวๆ เขาไม่ได้จะหมายความว่าแบบนั้นเสียหน่อย  แต่ดูเหมือนว่าโทระจะเข้าใจผิดไปจนได้

                “ไม่ใช่เลยนะครับ”

                “ช่างเถอะ  นายนี่มันจริงๆ”

                ว่าพลางยื่นมือไปบีบเข้าที่จมูกเล็กอย่างหมั่นเขี้ยว หลังจากที่ปล่อยมือจากจมูกแล้ว  น้ำก็ยกมือขึ้นลูบจมูกของตัวเองอย่างแผ่วเบา เด็กหนุ่มแอบเหลือบมองโทระ เห็นอีกฝ่ายนั่งอมยิ้ม  เขาเลยเผลออมยิ้มตาม

-------+++++-------

                “ตื่นแล้วเหรอ”

                เสียงของจิตตาทำให้คนที่เดินออกจากห้องนอนของตัวเองต้องหันไปมอง วายุไม่อยากจะสนใจกับเสียงที่ได้ยิน ชายหนุ่มเลือกที่จะเมิน ทำเป็นไม่สนใจ เขาเดินลงบันไดโดยไม่คิดจะหันกลับไปตอบคำถามของเธอ  จิตตามองตามด้วยความไม่พอใจ เพราะไม่คิดว่าวายุจะไร้มารยาทกับเธอถึงเพียงนี้ มือสวยทั้งสองกำเข้าหากันแน่น ดวงตาแววโรจน์ด้วยความขุ่นเคือง เธออยากจะรู้นักว่าวายุจะเก่งกับเธอได้สักเท่าไหร่กันเชียว

                ชายหนุ่มเดินตรงไปในห้องครัว  เขาต้องการดื่มน้ำเย็นๆ เพื่อดับความหงุดหงิดในใจ  เขามีอคติกับจิตตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากเขาจะไม่อยากผูกสัมพันธ์เป็นมิตรกับอีกฝ่าย

                “ตื่นเช้าจังเลยนะวายุ”

                เสียงของเชนทำให้มือสวยที่กำลังจะเปิดตู้เย็นมีอันต้องชะงัก เขาเบนสายตามองไปนอกหน้าต่าง เห็นสนามหญ้า  เขาทำราวกับว่าไม่อยากจะฟังเสียงที่รบกวนเขาอยู่ในเวลานี้

                “พี่ตื่นมาตั้งนานแล้วล่ะ  กำลังหิวเลย แต่เดี๋ยวคงรอทานข้าวพร้อมกับคุณลุง”

                เชนเหมือนพูดอยู่คนเดียว  วายุไม่แม้แต่จะหันมามอง หรือโต้ตอบ  ชายหนุ่มจึงรู้สึกเสียหน้าอยู่ไม่น้อย แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะวายุทำเป็นไม่สนใจเขาตั้งแต่วันแรกที่เจอหน้ากันอยู่แล้ว

                “จริงสิ  วายุหิวไหม เดี๋ยวพี่ทำอะไรให้เรากินรองท้องก่อน”

                “ไม่”

                เพราะรู้สึกรำคาญเชนที่เอาแต่เซ้าซี้  วายุจึงตอบกลับไปในที่สุด เขารีบยกแก้วน้ำขึ้นดื่มแล้วเดินออกจากห้องครัว  ร่างสูงมองตามน้องชาย  เขาอยากมีน้องชาย แต่เพราะมีเป็นลูกคนเดียวจึงรู้สึกเหงา  ถ้าหากเขาได้สนิทกับวายุก็คงจะดีไม่น้อย แต่เชนก็รู้ดีว่ามันยากที่จะเป็นไปได้  ในเมื่อวายุไม่คิดจะเปิดใจรับเขาเลย

                “คุณพ่อตื่นแล้วเหรอครับ”

                พอเห็นว่าบิดาเดินลงมาจากด้านบน  วายุก็ระบายยิ้มออกมา เขาไม่อยากแสดงท่าทีแย่ๆหลังจากที่อารมณ์เสีย  เพราะนั่นจะทำวินัยคิดว่าเขาไม่มีความสุขที่กลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้  วายุเลือกที่จะเดินเข้าไปหาบิดา เขาช่วยประคองบิดาเดินไปนั่งที่โซฟาราคาแพง

                “ไปตั้งโต๊ะอาหารได้เลยนะ”

                เจ้าของบ้านหันไปกล่าวกับแม่บ้าน เธอรับคำสั่ง แล้วเดินจากไป  วายุหย่อนกายนั่งลงข้างๆวินัย

                “เป็นยังไงบ้างครับคุณพ่อ  วันนี้ปวดหัว ปวดตัวตรงไหนไหมครับ”                 สุขภาพของบิดาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่วายุเป็นห่วง วินัยระบายยิ้ม ก่อนจะลูบผมนิ่มของลูกชาย

                “พ่อไม่เป็นอะไรแล้ว ไม่ต้องกังวลไปหรอก”

                “ผมกลัวคุณพ่อจะเหนื่อยจนล้มอีกนี่ครับ”

                จิตตานั่งลง เธอมองสองพ่อลูกคุยกัน โดยไม่พูดแทรก ในขณะที่เชนเดินเขามาพร้อมกับแก้วน้ำ

                “น้ำครับคุณลุง”

                เขาวางแก้วน้ำไว้ด้านหน้าชายวัยกลางคน  วินัยยิ้มให้กับเชนอย่างเอ็นดู เขารู้สึกว่าในยามนี้ครอบครัวของเขากำลังมีความสุข

                                “เสร็จแล้วค่ะท่าน”

                เวลาผ่านไปสักพัก แม่บ้านจึงมาบอกว่าตั้งโต๊ะอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ทุกคนจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปยังห้องอาหาร

                “ระวังนะครับคุณพ่อ”

                วายุยังคงเป็นห่วงบิดาทุกฝีก้าว  ช่วงนี้เขาไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนนัก เพราะห่วงบิดา

                “คุณลุงครับ”

                ระหว่างที่ทานอาหาร ก็มีการพูดคุยกันบ้างเล็กน้อย แต่ว่าอยู่ๆ เชนก็พูดขึ้น เรียกความสนใจจากทุกคน

                “ผมอยากจะขออนุญาตพาเพื่อนมาทานมื้อเย็นที่บ้านครับ”

                เพราะตอนนั้นวินัยเข้าโรงพยาบาลเขาเลยไม่ได้ขออนุญาต และมันก็กระทันหันเพราะเขาอยากจะเซอร์ไพร์สมารดา แต่ในตอนนี้ เจ้าของบ้านนั่งอยู่ตรงนี้ ถ้าเขาจะพาเพื่อนมาที่บ้านทันทีโดยไม่แจ้ง คงจะไม่ดีนัก

                “เอาสิ  บ้านเราจะได้ไม่เงียบเหงา  ว่าแต่…เพื่อนของเชน  ลุงรู้จักหรือเปล่า”

                “คุณลุงยังไม่เคยพบเขาหรอกครับ  แต่ผมเชื่อว่าคุณลุงต้องชอบคริสแน่นอน”

                คริส…    

                วายุพึมพำชื่อที่เพิ่งจะได้ยินครั้งแรกในใจ  เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคริสหน้าตาเป็นอย่างไร  ในจินตนาการ  ก็คงจะเป็นฝรั่งตัวใหญ่อย่างแน่นอน แต่ถึงคิดไปก็เท่านั้น เพราะมันไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาเลยสักนิดเดียว         

-------+++++-------

                ร่างสูงใหญ่นอนพลิกไปมาระหว่างอยู่บนโซฟา  เขาตะแคงร่างนอนมองเจ้าเด็กตัวเล็กที่นั่งหยิบจับโน่นนี่จนเขาเหนื่อยแทน

                “นี่! นายจะใช้งานรุ่นน้องหนักไปหรือเปล่า”

                โทระหันไปต่อว่าพี่ชาย  เขาเห็นน้ำกำลังจิ้มโน้ตบุคอย่างเอาเป็นเอาตาย

                “งั้นนายก็มาทำแทนสิ”

                แทนที่จะยอมให้ง่ายๆ กลับเรียกใช้งานแฝดน้องแทนเสียอย่างนั้น โทระหายใจแรงอย่างเซ็งๆ เรื่องอะไรเขาจะต้องไปทำตามที่ไทกะบอกด้วย

                “ไม่เอาอะ…งานก็อะไรก็ไม่รู้ ปวดหัว”

                “ไม่ได้ปวดหัวนะครับ  แต่ว่าต้องใช้เวลานิดนึง”

                น้ำแก้ต่าง ไม่อยากให้โทระเข้าใจผิด แต่นั่นทำให้โทระหงุดหงิดกว่าเดิม เขาเดินเข้าไปล็อกคอเจ้าเด็กช่างพูด

                “ระ รุ่นพี่ ผมหายใจไม่ออกครับ”

                “แล้วใครใช้ให้นายเถียงฉันฮะ!”

                ชุดนักเรียนของโทระไม่เป็นระเบียบ  เจ้าตัวถอดเนคไทไปตั้งนานแล้ว ในขณะที่น้ำยังแต่งกายสุภาพ  ในสายตาของเพื่อนๆในสภา เห็นตรงกันว่าโทระเหมือนพวก

อันธพาลที่ต่อกวนเด็กดีอย่างไม่มีผิด

                “ไป….ไปกับฉันเลย”

                ว่าพลางดึงร่างเล็กให้ลุกขึ้น  เพชรหันมาถามอย่างงงๆ

                “นี่จะพาน้องเขาไปไหน”

                “ไปจากที่นี่”

                ตอบอย่างไม่เกรงกลัวใดๆ นั่นทำให้สายตาของไทกะเหมือนกับปีศาจร้ายทันที

                “มันจะมากเกินไปแล้วโทระ”

                “ฉันไม่สน  พวกนายใช้งานเจ้านี่เยี่ยงทาส  ไม่เกินไปหน่อยหรือไง”โทระโวย

                “ไม่ใช่นะครับ ผมแค่พยายามฝึก…”

                “เงียบไปเลย ไม่ต้องเถียง  หรืออยากนอนหมดแรงอีกห๊ะ”

                ร่างสูงก้มลงมากระซิบข้างหูของน้ำ คนตัวเล็กยืนเงียบทันที แก้มทั้งสองแดงระเรื่อขึ้นมา เพราะเผลอนึกถึงคืนก่อนๆที่เคยประสบชะตากรรมนอนเปลือยหมดแรงในห้องนอนตัวเอง

                “แต่โทระ  ยังไงก็ไม่ควร…”

                เพชรพยายามจะแย้ง แต่ไทกะก็พูดสวนขึ้นมาก่อน

                “ช่างเถอะ นายอยากจะไปไหนก็ตามใจ ถือว่าให้น้ำพักแล้วกัน”

                เขาเหนื่อยที่จะเถียงกับโทระ  เพราะรู้ดีว่าไม่ว่ายังไง เจ้าน้องชายของเขาต้องพาตัวเด็กน้ำออกจนได้ ต่อให้ต้องฉุดกระชาก ดึงรั้ง หรือปลุกปล้ำก็ตามที

                “งั้นพวกนายก็ไปทำในส่วนของน้ำแล้วกัน”

                โทระไม่ได้ไร้ความผิดชอบ เพียงแต่โยนงานไปให้ภามและเพชร ที่พักนี้ดูจะสนิทกันออกจะเกินหน้าเกินตาไปสักหน่อย

                “เดี๋ยวก่อนสิครับรุ่นพี่”

                น้ำเริ่มประท้วง เมื่อโทระหยิบกระเป๋าเขาแล้วพาลากออกไปจากห้องสภาทันที ทั้งๆที่ทุกคนยังอยู่ช่วยกันทำงานสำหรับวันเปิดบ้านชุมนุม               

                “รุ่นพี่ครับ  ทำแบบนี้จะดีเหรอครับ”

                น้ำถาม เพราะเขาไม่อยากให้ทุกคนมองโทระไม่ดี แต่คนอย่างโทระแคร์สายตาคนอื่นเสียที่ไหน เขาก็แค่ไม่อยากรอนานๆ กว่าจะเสร็จก็คงค่ำๆพอดี

                “ฉันจองตั๋วหนังเอาไว้แล้ว”

                “เอ๊ะ?”

                ท่าทางงงงวยทำให้โทระต้องหันมา ทำให้น้ำเสียหลัก เผลอถอยไปติดผนังกำแพงในบริเวณทางเดิน

                “ทำไมพูดแค่นี้ถึงไม่เข้าใจล่ะ”

                ใบหน้าหล่อเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้น แขนแกร่งวางทาบกับผนัง น้ำกลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ

                “จ่ายมา…”

                “ครับ?”

                “ค่าตั๋วหนัง….เร็วสิ”

                โทระเร่งเร้า แต่น้ำไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ได้ขอให้โทระจองตั๋วหนังเสียหน่อย  แต่ดูเหมือนว่าเขาโดนทวงค่าตั๋วจนได้

                ริมฝีปากร้อนผ่าวสัมผัสกับปากเล็กอย่างแผ่วเบา ก่อนจะกดเน้นย้ำบดคลึงอย่างปรารถนา แม้จะไม่ได้จูบลึกซึ้ง แต่ก็ทำให้น้ำใจเต้นรัวราวมันจะทะลุออกมา

                เด็กน้อยสบตากับร่างสูง  โทระกระตุกยิ้มเพียงนิดเมื่อถอนจูบออกแล้ว เขาคว้าข้อมือเล็กให้อีกฝ่ายเดินตาม ในขณะที่น้ำยังคงใจเต้นแรง ยกมือสัมผัสริมฝีปากของตัวเอง…เพิ่งรู้ว่าจูบก็จ่ายค่าตั๋วหนังได้ด้วย


100%


ติดตามการอัพได้ที่เพจ  Akikoneko17

หากท่านใดต้องการสั่งซื้อนิยาย เรื่องนี้ทั้ง ภาค 1,2 หรือ 3 สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เพจ Akikoneko17

หนังสือรอบพรี  จัดส่งต้นเดือน พ.ค. ภายใน 15 พ.ค.  61

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น