หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 73 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 73 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 907

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 23 เม.ย. 2561 15:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 73 โรงเรียนที่ไม่อาจคาดเดา (2)
แบบอักษร

            เฟิงปู้เจวี๋ยและฝนแห่งการจากลาแยกกันไปบริเวณลานสนามหญ้า ฝ่ายชายเดินอ้อมอาคารหลักไป ฝ่ายหญิงเดินตรงมุ่งเข้าไปยังตัวอาคาร

            หากทั้งสองสามารถไปด้วยกันได้ ด่านนี้คงไม่ยากเท่าไร เมื่อพบปัญหาก็สามารถปรึกษากันได้ เมื่อพบงานที่ต้องต่อสู้ก็สมารถแบ่งเบาได้ เมื่อเวลาเจอเรื่องน่ากลัวก็มีคนอยู่ข้างๆ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมาก แต่ในตอนนี้ เขาถูกบังคับให้ต้องเคลื่อนไหวเดี่ยว แล้วยังต้องทำตามข้อกำหนดการคุยผ่านโทรศัพท์อีก ......พูดได้ว่าความยากของด่านและความอันตรายนั้นสูงขึ้นเป็นเท่าตัว

            ในบทเพลงเมื่อครู่ ก็เจอคีย์เวิร์ดเงื่อนงำแล้วไม่น้อย เช่น บ่อน้ำ ขั้นบันได กระจก เปียโน เป็นต้น ......

            อย่างอื่นยังไม่พูดถึง แต่บ่อน้ำไม่ได้อยู่ในตึกแน่ๆ และไม่น่าจะอยู่ที่สนามฟุตบอล แปดสิบเปอร์เซ็นต์น่าจะอยู่มุมใดมุมหนึ่งของกำแพง

            เฟิงปู้เจวี๋ยทำตามความคิด เขาเดินอ้อมตัวอาคารไป ตอนนี้มีแสงจันทร์เป็นแสงนำทาง โดยไม่จำเป็นต้องใช้แสงจากไฟฉายเลย เขาค่อยๆ เดินอย่างไม่รีบร้อน และยังต้องคอยระวังเวลาแจ้งเตือนของโทรศัพท์ เพื่อที่จะโทรออกในนาทีที่สิบ

            ในธาตุทั้งห้า น้ำอยู่ทางทิศเหนือ เฟิงปู้เจวี๋ยก็บังเอิญพบบ่อน้ำของโรงเรียนในทิศเหนือเช่นกัน บ่อน้ำมีขนาดไม่สูงมาก สร้างขึ้นจากก้อนหินสีขาว เปลือกหินด้านนอกไม่เรียบ ปากบ่อน้ำไม่ได้ปิด และไม่มีเชือกร้อยถังไว้ตักน้ำด้วย ห่างจากปากบ่อประมาณสิบเมตรมีห้องรูปตัว L ห้องหนึ่ง เมื่อมองผ่านไปทางหน้าต่างจะเห็นแท็งค์น้ำและหัวก๊อก เฟิงปู้เจวี๋ยเดินไปจนถึงหน้าปากประตู เขาพบถังเหล็ก และอุปกรณ์ทำความสะอาดต่างๆ ดูท่าที่นี่น่าจะเป็นห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด

            เฟิงปู้เจวี๋ยเดินเข้าไปสำรวจภายในห้องก่อน แม้แต่ก๊อกน้ำเขาก็นับจำนวนอย่างถี่ถ้วน แต่ไม่พบเงื่อนงำอะไร แล้วจึงเดินออกมานอกห้อง เมื่อมองดูเวลาแล้วก็ผ่านไปแล้วเก้านาทียี่สิบเจ็ดวินาที เขาก็หยิบมือถือแล้วกดปุ่มโทรด่วน

            แต่มือถือไม่ทำการโทรออกให้ แต่ขึ้นตัวอักษรว่า : [ยังไม่ถึงเวลา ท่านสามารถโทรออกได้ในเวลา 10:00 – 10:45]

            “เป็นอย่างนี้นี่เอง จะต้องโทรเมื่อถึงเวลาที่กำหนดและโทรภายใน 45 วินาที ......” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด เขารอประมาณครึ่งนาที เมื่อนาฬิกาในมือถือเปลี่ยนเป็นสิบนาฬิกา แล้วค่อยกดโทรออก ตัวเลขกลุ่มหนึ่งก็ปรากฎขึ้น การโทรออกครั้งแรกเริ่มแล้ว

            ตู้ด ------ เสียงสัญญาณดังขึ้นเพียงครั้งเดียว ฝนแห่งการจากลาก็รับสายเลย

            ยังไงซะก็เป็นเพื่อนกันในเกม หลังจากผ่านด่านทั้งสองคนยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย เฟิงปู้เจวี๋ยอยากจะทักทายแบบมารยาทสักเล็กน้อยว่า “บังเอิญจังนะ” อะไรแบบนั้น แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเขาไม่ทันที่จะพูดอะไรออกไป อีกฝ่ายก็พูดตัดบทเข้าประเด็นซะก่อน : “ขนาดของอาคารนี้ใหญ่กว่าที่คิด ไฟด้านในเปิดไม่ได้ เข้ามาเจอชั้นวางรองเท้าเยอะแยะไปหมด ผ่านตรงนั้นมาเป็นทางเดิน บนกำแพงมีแผนที่ ตอนนี้ฉันยังอยู่ที่ชั้นหนึ่ง วางแผนว่าจะสำรวจให้ครบ ตั้งแต่ชั้น 1F ไล่ไปจนถึงดาดฟ้า บานประตูต่างๆ เข้าไปดูจนทั่วแล้ว ตอนนี้ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ ทางนายเป็นไงบ้าง?”

            นี่เป็นครั้งแรกที่เฟิงปู้เจวี๋ยเห็นเธอพูดเยอะขนาดนี้ เขารู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไร แต่เขาก็เข้าใจว่ามันมีเวลาแค่นาทีเดียวเท่านั้น และฝนแห่งการจากลา อาจจะถือมือถือแค่มือเดียวแล้วอีกมือถือไฟฉายหรืออะไรสักอย่างอยู่ หากในตอนนี้เจออันตรายขึ้นมา หยิบอาวุธไม่ทันแน่นอน

            ดังนั้นเฟิงปู้เจวี๋ยจึงทำตามน้ำของอีกฝ่ายไป เขาพูดอย่างรวดเร็วว่า : “ฉันเจอบ่อน้ำ น่าจะเป็นสถานที่ตามบทเพลงประโยคแรก กำลังศึกษาอยู่” เขาหยุดไปชั่วครู่ “เพลงเมื่อกี้ฉันขอพูดง่ายๆ นะ ประโยคที่สองชี้เป้าไปที่ ‘ขั้นที่สิบสาม’ ฉันดูแล้วนะ โรงเรียนนี้มีสามตึก ตึกที่สูงที่สุดคืออาคารหลัก ทั้งหมดมีเจ็ดชั้นรวมดาดฟ้า ฉันคิดว่าเมื่อเธอขึ้นไปชั้นบนน่าจะมีโอกาสเจอเรื่องที่เกี่ยวข้องกับด่าน จำไว้นับจำนวนชั้นให้ดี หากไปเจอขั้นที่สิบสามในชั้นไหน แสดงว่าเธอกำลังเข้าสู่ห้องที่เต็มไปด้วยผีนะ

            ประโยคที่สามน่าจะหมายถึงห้องน้ำ หากเธอได้ยินเสียงน้ำไหลไม่หยุดในห้องน้ำห้องไหน นั่นมีโอกาส ......”

            ตู้ด ------ ตู้ด ------ ตู้ด ------ ตู้ด ------

            เสียงสายตัดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เวลาพูดคุยหนึ่งนาทีได้ผ่านไปแล้ว พวกเขาจบสนทนาครั้งแรกเรียบร้อยแล้ว ครั้งต่อไปก็ต้องรอไปอีกสิบห้านาที ซึ่งจะเป็นฝนแห่งการจากลาโทรหาเฟิงปู้เจวี๋ย

            ถึงแม้เฟิงปู้เจวี๋ยยังพูดไม่จบ แต่ก็ทำได้แค่นี้ จริงๆ แล้วสิ่งที่เขาเตือนมันมากเกินไปนิดหน่อย เพราะฝนแห่งการจากลาเคยได้ยินเรื่องของขั้นที่สิบสามมาบ้าง และเนื้อหาในเพลง เธอก็จำได้ประมาณแปดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ หากมองในมุมของกำลังรบ เฟิงปู้เจวี๋ยดูจะเป็นห่วงอีกฝ่ายมากไป เขาควรจะห่วงตัวเองมากกว่า

            เขาดึงโทรศัพท์ออกจากหู แล้วลองโทรออกอีกครั้ง ครั้งนี้บนหน้าจอปรากฏข้อความว่า : [ยังไม่ถึงเวลา ท่านสามารถโทรออกได้ในเวลา 40:00 – 40:45]

            “อืม ...... ฉันเหมือนจะเข้าใจความหมายของการโทรศัพท์ละ” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดในใจ “เวลาแค่นาทีเดียว พูดอะไรไม่ได้มาก เป้าหมายของการติดต่อไม่ใช่เพื่อช่วยเหลือผู้เล่นด้วยกัน แต่เป็นการสร้างภาระให้กันและกัน ......”

            เขาเดาถูก ...... เมื่อระบบต้องเผชิญหน้ากับผู้เล่นที่แข็งแกร่งอย่างพวกเขาทั้งสอง จึงได้เซ็ตข้อกำหนดเหล่านี้ขึ้นมา เมื่อมองจากความสามารถของเขาทั้งสอง การแยกทั้งสองออกจากกันมันไม่เพียงพอที่จะสร้างความกกดดันได้

            แต่ ...... การเป็นห่วงเป็นใบอีกฝ่าย จะทำให้พวกเขารู้สึกกังวลใจได้

            ต้องแจ้งให้พวกเขาทราบก่อนว่า พวกเขาทั้งสองไม่สามารถไปด้วยกันได้ และต่อให้เจอกันก็ไม่สามารถสื่อสารกันได้ และเมื่อผ่านไปช่วงหนึ่งก็จะต้องคุยกัน หากไม่สามารถโทรหาหรือไม่สามารถรับสายได้ทัน ก็จะถูกภูตผีไล่ล่าสังหาร

            ลองจินตนาการดูนะ เมื่อถึงเวลา หากมีคนใดคนหนึ่งไม่ได้โทรหรือไม่ได้รับสาย คนเราทุกคนก็จะเกิดความกังวลใจขึ้น และต้องคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่ายรึเปล่า หรือว่าโทรผิดเวลา? หรือเจออะไรที่ไม่ดีหรือไม่? นอกจากนี้ ...... หากเจอภูตผีไล่ล่า เพื่อนจะรับมือได้หรือไม่?

            ถึงแม้จะสามารถตรวจสอบค่าพลังชีวิตของเพื่อนร่วมทีมในแถบเมนูได้ แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ทั้งนั้น เพราะค่าพลังชีวิตเป็นเพียงข้อมูลสิ่งเดียวที่สามารถตรวจสอบได้ ส่วนอื่นๆ เช่น การบาดเจ็บ อยู่ที่ไหน ค่าความสยอง และอื่นๆ ไม่มีทางรับรู้ได้เลย ถึงจะโดนผีตัดขาขาดไป เลือดไหลเต็มพื้น ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่ออยู่คนเดียว ถึงไม่ถูกสังหาร สมองก็จะคิดไปเรื่อยเปื่อย และในท้ายที่สุดก็จะเกิดข้อผิดพลาดเพราะความรู้สึกของตัวเอง

            ดังนั้นกล่าวได้ว่า ...... การเซ็ตข้อกำหนดแบบนี้ ไม่มีซะดีกว่า กำหนดให้พวกเขาไม่ต้องเจอกันไม่ต้องพูดกันยังดีซะกว่า ต่างคนต่างเล่น จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวล

            ............

            เนื่องจากโทรศัพท์เก็บเข้ากระเป๋าไม่ได้ กระเป๋าชุดของมือใหม่ก็ออกแบบมาซะตื้นแทบจะใส่อะไรไม่ได้เลย ดังนั้นเฟิงปู้เจวี๋ยต้องถือมันโดยไม่มีทางเลือก

            ถึงแม้ไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์หรือไม่ เขาก็หยิบคีมหนีบออกมา และถือไว้อีกมือหนึ่ง และเดินเข้าไปใกล้กับบ่อน้ำ เขาเดินไปอย่างช้าๆ และมีสติ ถ้าเกิดเจอ FLAG เขาก็จะสามารถตอบโต้ได้ในทันที

            อากาศโดยรอบจู่ๆ ก็เริ่มหนาวขึ้น เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยเข้าใกล้บ่อน้ำสองถึงสามเมตร เสียงอื้ออึงขาดๆหายๆ ก็ดังขึ้นมา : “ช่วย ...... ช่วย ...... ฉัน ......”

            หลังจากเสียงนั้นดังขึ้น บรรยากาศเบื้องหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ยก็เปลี่ยนไป เพียงเสี้ยววินาที ท้องฟ้ามืดมนก็เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง

            ข้างๆ ตัวเขาปรากฏร่างชายร่างเล็กคนหนึ่ง สวมใส่ชุดนักเรียน ใส่แว่น และมีกลุ่มนักเรียนเกรียนๆอีกสามคนยืนล้อม เหมือนกำลังพูดอะไรสักอย่าง แถมยังเคาะหัวหรือไม่ก็ผลักเนื้อตัวของชายคนนั้นเป็นระยะๆ อีกด้วย

            “ฉายช่วงแห่งความเป็นความตายซ้ำเหรอ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดพลางยื่นมือออกไปลอง แน่นอนว่ามือของเขาราวกับอากาศ ทะลุผ่านร่างกายของคนพวกนั้น จับต้องอะไรอีกฝ่ายไม่ได้เลย

            เขาจึงต้องอดทนดูต่อไป ดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก

            จริงๆ ก็ไม่มีอะไร ก็แค่การรีดไถทั่วไป แต่ชายหนุ่มแสดงออกชัดเจนแล้วว่าเขาไม่มีเงินแล้ว พูดซ้ำไปซ้ำมาอยู่แค่นั้น พวกเกรียนก็ต้องไม่พอใจอยู่แล้ว ชายหนุ่มถูกชกไปที่ท้อง เจ็บจนทรุดตัวลงไปกับพื้น แล้วก็ถูกซ้อมต่ออย่างหนัก

            เมื่อลงมือไปได้ครู่หนึ่ง เหมือนกับทั้งสามคิดอะไรดีๆ ได้ พวกมันนำเขาไปที่บ่อน้ำ หนึ่งในสามคนนั้นจับแขนเสื้อด้านหลังของเขาไว้ และหย่อนตัวเขาลงไปในบ่อครึ่งหนึ่ง อีกสองคนจับขาของเขาไว้คนละข้าง ยกขึ้นในระดับเดียวกับความสูงของบ่อน้ำ

            แน่นอนว่าชายคนนั้นต้องหวาดกลัวอยู่แล้ว มือไม้จับคว้าไปมั่วซั่ว ร้องตะโกนให้พวกเขาหยุด แต่ทั้งสามคนนั้นไม่ได้สนใจและหัวเราะเสียงดังอย่างสะใจ ทำแบบนี้ต่อเนื่องไม่ถึงหนึ่งนาที เรื่องน่าเศร้าก็เกิดขึ้น ชายคนนั้นตกลงไปในบ่อ เป็นตายไม่มีใครรู้

            ชายเกรียนสามคนรู้สึกกลัวขึ้นมา แล้วพูดบทสนทนาที่เป็นการปลอบใจตัวเองขึ้น : “ฉัน ...... ฉันไม่ได้คิดจะปล่อยมือเลย ...... เป็น ...... เป็นเขาเองที่ดิ้น ...... ถึงได้ตกลงไปแบบนั้น ใช่ ...... ใช่ไหม?”

            “อ่า ...... ใช่ ...... ใช่ ...... เจ้านี่มันไม่ระวังเอง ......”

            พวกเขาทิ้งชายหนุ่มคนนั้นไว้ที่นี่ ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากใคร และจากไปทันที

            ในวินาททีต่อมา ภาพเหล่านั้นก็จางหายไป

            ยังคงเป็นค่ำคืนที่หนาวเย็น เฟิงปู้เจวี๋ยยืนอยู่ห่างจากบ่อประมาณสองสามเมตร เขาไม่ขยับตัวใดๆ เขายังคงมองดูโทรศัพท์ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ เวลาไม่เดิน

            “ช่วยฉันด้วย ......” เสียงดังขึ้นอีกครั้ง

            เฟิงปู้เจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ และเอาตัวเข้าไปใกล้ปากบ่อ

            ............

            ในช่วงเวลาเดียวกัน ณ อาคารหลัก

            ในห้องพักครูห้องหนึ่ง ฝนแห่งการจากลาพบบทความบทหนึ่งที่ถูกตัดมาจากนิตยสารวางอยู่บนเก้าอี้ กระดาษใบนี้ค่อยข้างสะดุดตา เนื้อหาถูกขีดไฮท์ไลท์ไว้ ขีดคีย์เวิร์ดสำคัญออกมา หนึ่งในนั้นมีชื่อของโรงเรียนแห่งนี้ ------ โรงเรียนมัธยมศึกษาเย่เจี้ย ส่วนเนื้อหาหลักของบทความ นั่นเกี่ยวข้องกับบ่อน้ำของโรงเรียนแห่งนี้ :

            ปีเฮเซที่หก นายซาโตชิ ทานากะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาถูกพบเป็นศพอยู่ในบ่อน้ำของโรงเรียน ตำรวจตรวจสอบและสรุปว่าเป็น “อุบัติเหตุ” แต่กลับมีข่าวลือจากโรงเรียนว่า นายซาโตชิน่าจะทนไม่ไหวที่ถูกกลั่นแกล้งจึงกระโดดบ่อฆ่าตัวตาย

            หลังจากนั้นหนึ่งอาทิตย์ ชายสามคนที่มักจะกลั่นแกล้งนายซาโตชิ ได้นัดกันหนีออกจากบ้านในคืนวันเดียวกัน หลังจากนั้นก็หายสาบสูญไป และพบพวกเขาอีกทีก็กลายเป็นศพอยู่ในบ่อ

            ในครั้งนี้ ทางตำรวจได้ให้ความสำคัญมาก แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหาตัว “ฆาตกร” ได้ คดีก็เลยต้องจบไปแบบนั้น

            ข่าวลือที่ว่า “วิญญาณอาฆาตของซาโตชิได้กลับมาแก้แค้น” นั้นก็เลยกระจายไปทั่วโรงเรียน

            ปีเฮเซที่เจ็ด นายซาคากามิ ยูอิจิตกบ่อน้ำตาย เมื่อสำรวจสภาพศพ นอกจากบาดแผลกระแทกแล้ว บนตัวของผู้ตายยังมีร่องรอยการกัดเต็มตัวไปหมด รอยฟันน่าจะเป็นรอยของคนสี่คน

            นายซาคากามิเป็นนักเรียนเกเรขึ้นชื่อของโรงเรียน จากคำให้การของเพื่อนที่ให้ตำรวจคือ ในวันเกิดเหตุพวกเขาไปยืนสูบบุหรี่อยู่บริเวณใกล้บ่อ นายซาคากามิเหมือนได้ยินเสียงตะโกนร้อง “ช่วยฉันด้วย” แต่เพื่อนคนอื่นไม่ได้ยิน และคิดว่านายซาคากามิล้อเล่น ก็เลยต่างคนต่างกลับบ้านไป

            หน้าหนาวในปีเดียวกัน สมาชิกโบโซโซะคุสองรายถูกพบเป็นศพในบ่อ ซึ่งบนร่างของศพก็พบรอยกัดไม่ต่างกับศพข้างต้น แขนของพวกเขาทั้งสองถูกกัดขาด และหาไม่พบ

            ปีเฮเซที่แปด โรงเรียนได้ปิดปากบ่อด้วยปูน หลังจากนั้นสองปีก็ไม่เกิดเรื่องใดๆ ขึ้นอีก

            ปีเฮเซที่สิบ ปากบ่อแตกออกโดยไม่รู้สาเหตุ

            หน้าร้อนในปีเดียวกัน นักเรียนสามคนของโรงเรียนหายตัวไป หลังจากนักเรียนรายแรกหายไปเป็นวันที่สิบ รอยแตกบริเวณปากบ่อก็ส่งกลิ่นเหม็นออกมามาก ทางโรงเรียนจึงจำเป็นต้องทุบปูนออก แล้วก็พบศพของทั้งสามในบ่อ โดยสภาพศพมีความรุนแรงแตกต่างกันออกไป นอกจากศีรษะที่ยังครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ส่วนอื่นๆ เละจนแทบดูไม่ได้

            ข่าวลือเริ่มกระจายออกไปในหมู่อาจารย์และนักเรียนอีกครั้ง “หากได้ยินเสียงวิญญาณขอความช่วยเหลือจากบ่อ อย่ายื่นศีรษะไปดูเด็ดขาด ไม่งั้นจะถูกลากลงบ่อไป”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}