หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 68 เฮียวเท

ชื่อตอน : ตอนที่ 68 เฮียวเท

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 166

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 68 เฮียวเท
แบบอักษร

“อ้าว...... อาโตเบะนี่” เฟิงปู้เจวี๋ยหันหลังไปมอง มองเห็นคุณชายอาโตเบะกับชื่อตั้งยากจัง ข้างกายของพวกเขายังมีอีกคนตามมาด้วย

            อีกสองคนเฟิงปู้เจวี๋ยไม่เคยเจอ แต่ในร้านค้าชื่อของผู้เล่นจะแสดงสถานะออกมาทั้งหมด เมื่อดูไปที่ชื่อของพวกเขาทั้งสอง : [ชื่อตั้งยากจริงๆ นะ] และ [ตั้งชื่อยากจัง] ก็รู้ทันทีว่ามาด้วยกัน

            ชื่อในเกมส์แบบนี้ดูออกง่ายมากว่าเป็นเพื่อนกัน ไม่ใช่เพิ่งจะรู้จักกันในเกมส์แน่ๆ มีแต่เริ่มเกมส์มาตั้งแต่แรกเท่านั้น ถึงจะมีชื่อที่คล้ายกันขนาดนี้ ดังนั้น ไม่ยากเลยที่จะดูออกว่าพวกเขาเป็นเพื่อนกัน

            ดูจากในตอนนี้ คุณชายอาโตเบะคงเป็น ID เดียวที่ไม่เข้าพวก

            “ไปเลย ...... อย่ามาเข้าใกล้ อย่าทำเหมือนเราสนิมสนมกัน” อาโตเบะกล่าว “ด่านที่แล้วเราถูกนายขุดหลุมฝังซะไม่มีชิ้นดีเลยรู้เปล่า?”

            “ขุมหลุมอะไรกัน?” เฟิงปู้เจวี๋ยถามกลับ

            “ให้พกกระเทียมใช่ไหม? นายให้เราอยู่อัพความชำนาญหน้าร้านขายปืนอย่างสบายใจ สุดท้ายก็เจอมอนสเตอร์สุดแกร่งจนได้เรื่อง โดนทีเดียวตาย” อาโตเบะกล่าว

            เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าวอีกว่า : “แล้วความชำนาญในการใช้อาวุธถึงระดับ E รึยัง?”

            “อืม ...... ถึงแล้ว” อาโตเบะกล่าว

            “งั้นก็โอเคแล้วนี่ เป้าหมายพื้นฐานสำเร็จก็โอเคแล้วนี่ อาวุธของพวกนายเริ่มจาก N/A อัพจน E แถมยังได้ไอเทมอีก ตายไปก็ไม่เห็นเป็นไรเลย ฉันไม่เคยบอกนะว่ารับประกันว่าพวกนายจะรอดจนผ่านด่าน” เฟิงปู้เจวี๋ยถามกลับว่า “อีกอย่าง ...... ใครจะกล้ารับประกันพาคนอื่นผ่านด่านกันละ? ฉันไม่ใช่ผู้เล่นรับจ้างพามือใหม่อัพเวลนะ”

            “มีเหตุผล ......” เสี่ยวหมิงกล่าว

            “มีเหตุผลบ้าอะไรกัน!” อาโตเบะกล่าว แต่เขาก็คิดคำมาค้านไม่ได้ ตอนนั้นเขาและเสี่ยวหมิงถูกคำพูดของเฟิงปู้เจวี๋ยสตัฟฟ์นิ่งไป และยินดีที่จะทำตามคำสั่งของเขาเอง มันโทษใครไม่ได้เลย “แต่ก็ช่างเถอะ ฉันเป็นคนใจกว้าง อีกอย่างก็ได้ส่วนแบ่งประสบการณ์จากการผ่านด่านมาได้บ้าง ไม่ถือสาอะไรนายก็ได้”

            “ถุย -” อีกสามคนด้านหลังอาโตเบะพร้อมใจกันส่งเสียงออกมา

            “พวกนายนี่พวกไหนกันแน่เนี่ย?” อาโตเบะพูดแบบไม่พอใจ ถึงได้บอกไงว่าการเป็นเจ้าของสตูดิโอแบบเขาก็เป็นความทุกข์จริงๆ มีพนักงานแค่สามคน แถมทั้งสามคนยังเป็นเพื่อนกันทั้งนั้นอีก

            ความสัมพันธ์ของผู้ชายแบบไหนที่เรียกว่าลึกซึ้ง? จริงๆ ก็ง่ายมากด่าพ่อล่อแม่กันได้ แต่ไม่เคยเก็บไปเป็นอารมณ์ ถ้าระหว่างคนสองคนมั่วแต่เกรงใจ มีระยะ พูดจาระมัดระวัง นั่นก็คงเป็นแค่การสนทนาผ่านๆ ของคนรู้จักเท่านั้น

            “เอ๋? ฉันเห็นชุดของพวกนายเหมือนกันหมดเลย แถมยังมี LOGO ด้วย ทำยังไงอะ?” เฟิงปู้เจวี๋ยถาม

            เมื่อตอนที่เขาเห็นทั้งสี่คน เขาก็สังเกตเห็นชุดที่พวกเขาสวมใส่นั้นเหมือนกัน ตอนนี้ร้านค้าเปิดแล้ว ระบบจะต้องโปรโมทชุดที่แตกต่างกันออกไปอย่างมากมาย ผู้เล่นสามารถเลือกแต่งตัวได้ตามใจชอบ ตอนนี้ชุดแบบเฟิงปู้เจวี๋ยที่ยังคงเป็นชุดของระบบเสื้อเชิ้ตสีดำและกางเกงขายาว ถ้าไม่ใช่ผู้เล่นที่ผ่านด่านในช่วงเปิดระบบมาไม่กี่ด่าน ก็จะเป็นผู้เล่นที่ใช้เหรียญในช่วงทดสอบระบบไปจนหมดแล้ว

            เสื้อผ้าของสี่คนนี้ เป็นชุดกีฬา สีพื้นของตัวเสื้อเป็นสีขาว  แขนเสื้อด้านขวาเป็นสีฟ้า ตั้งแต่ไหล่ซ้ายลงไปแขนเสื้อจะเป็นสีฟ้า กางเกงสีดำ เป็นกางเกงกีฬากว้างๆ สบายๆ สรุปก็ ...... เฮียวเทไง

            ด้านหน้าไหล่ขวาของพวกเขา มี LOGO ที่เขียนว่า [เฮียวเท] ด้านบนอักษรยังมีภาพดอกกุหลาบสีฟ้าอ่อนปักอยู่ นี่เป็นการเซ็ตค่าใหม่ของเกมส์ ระบบพัฒนา “กลุ่มทีม” หัวหน้าทีมสามารถออกแบบ LOGO ของตัวเองได้ หลังจากส่งไปแล้วเสื้อผ้าของสมาชิกก็จะปรากฎโลโก้ ระบบจะเลือกตำแหน่งที่แตกต่างออกไปตามตำแหน่งที่เหมาะสมของชุดนั้นๆ เนื่องจากชุดของเฮียวเทเหมือนกันหมด LOGO จึงอยู่ที่ด้านไหล่ขวา

            “มันเป็นสัญลักษณ์ของสตูดิโอของเรา” คุณชายอาโตเบะพูดอย่างภาคภูมิใจ “ฉันออกแบบมันมากับมือ!”

            “บอกกันให้เข้าใจก่อน ฉันไม่ได้คิดว่าโลโก้นี้มันดีสักเท่าไรหรอกนะ” ชื่อตั้งยากจริงๆ นะ (ต่อไปเรียกว่าเหลาชวี่) พูดแทรกขึ้นมา หน้าตาของเขาดูหล่อเหลามาก แต่ผมนี่ฟูระเบิดเลย

            “ฉันก็พูดชัดเจน ชุดนี้เราถูกอาโตเบะบังคับให้ใส่” ตั้งชื่อยากจัง (ต่อไปเรียกว่าพี่เจิน) ก็พูดขึ้นมาเช่นกัน หน้าตาของคนนี้ก็สวยงาม แต่ผมดันเลือกผมแบบมาฮิแคน

            ทั้งสี่คน นอกจากคุณชายอาโตเบะที่มีผมที่ดูดีแล้ว ที่เหลืออีกสามคนแบ่งเป็น : เสี่ยวหมิง หัวโล้น เหลาชวี่ หัวฟู พี่เจิน มาฮิแคน ในชีวิตจริงพวกเขาทั้งสามต่างเป็นทรงผมสั้นมาตรฐาน พวกเขาแทบไม่จำเป็นต้องไปทำผมเลย ดังนั้น พอเข้าเกมส์มาพวกเขาเลยดูเลยเถิดไปซะหน่อย

            “LOGO นี่มันก็ ...... ดูตุ๊ดจริงๆ นั่นแหละ ดูแล้วทุกคนตรงนี้จะไม่มีทางเลือกสินะ” น้ำเสียงของเฟิงปู้เจวี๋ยเหมือนจะเห็นด้วย “ยังดีที่กระดูกของทุกท่านยังดี ผมก็ประหลาด......”

            “เห้ยนี่! ใครตุ๊ด! มันหล่อเหลาสง่างามต่างหาก!” อาโตเบะพูดขัดขึ้นมา

            “พี่ชาย ......” เฟิงปู้เจวี๋ยยื่นมือไปตบบ่าเขา “ก็มันเหมือนที่บีบครีมที่มีเนยและมะนาวอัดแน่นอยู่ในนั้นนี่นา ......”

            อาโตเบะสะบัดมือของเขาออก : “การเปรียบเทียบแบบนี้ฉันรับไม่ได้”

            เสี่ยวหมิงที่อยู่ด้านหลังพูดอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า : “เฮ้อ......คุณเฟิ่งนายก็ดูเอาละกัน ขนาดเราพูดแล้วเขายังไม่ฟังเลย”

            เหลาชวี่พูดต่อไปว่า : “ลุ่มหลงไม่ยอมตื่น ......”

            พี่เจินก็พูดว่า : “เปลี่ยนชื่อทีมเป็นชายเลี้ยงวัวเฮียวเทซะเลยดีไหม......”

            “บ่นอะไรกันนักหนา! ฉันเป็นหัวหน้าทีมนะ!” อาโตเบะตะคอก

            เนื่องจากในครั้งนี้เข้าพูดเสียงดังมาก ทำให้การ์ดบริเวณรอบๆ เคลื่อนไหว การ์ดเสมือนบริเวณนั้นเป็นรูปร่างคน สูงร้อยเก้าสิบ ไม่มีผิวหนังทั้งตัว และมีแต่โลหะเป็นกระดูก ดูไปแล้วก็เหมือนกับหุ่นยนต์มนุษย์ดีๆ นั่นเอง พวกมันสวมเสื้อสีดำ ด้านหลังเสื้อสลักคำว่า “จัดการ” ไว้ หากในพื้นที่สาธารณะเกิดเหตุผิดปกติ เช่น คนๆ หนึ่งถูกกลุ่มคนรุมล้อม การ์ดเหล่านี้จะปรากฏตัวขึ้นทันที เพื่อคุ้มกัน และจัดการ

            “เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าครับ?” น้ำเสียงของการ์ดไม่ได้ถูกทำให้เหมือนหุ่นยนต์ แต่สติปัญญาของพวกเขาสูงมาก ดังนั้น ส่วนมากไม่ต้องถึงขั้นลงมือ แต่จะไต่ถามก่อน

            “ไม่มีอะไรครับ เราแค่คุยกัน” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            เมื่อการ์ดได้ยินดังนั้น เขาก็มองไปยังคนที่อยู่รอบๆ แล้วก็หันหลังจากไป

            “ดูท่าครั้งนี้ต้องกลับไปดูรายละเอียดฉบับสมบูรณ์ของเกมส์ในพื้นที่ล็อกอินซะละ” เฟิงปู้เจวี๋ยมองเงาของการ์ดแล้วพูดขึ้นมา

            “เอาละ ไม่เถียงกับนายละ ไม่งั้นเดี๋ยวฉันจะถูกเพื่อนเผาซะหมด” อาโตเบะพูดกับเขา “อีกไม่นานนักหรอก ...... พวกเราเฮียวเทจะต้องยิ่งใหญ่ โลโก้อันนี้จะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่แข็งแกร่งของเรา วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ......” เขาหัวเราะอย่างสะใจ และกวักมือเรียกสามคนที่เหลือ “ไปกันเถอะ ......” ก่อนไปเขายังไม่ลืมที่จะบอกกับเฟิงปู้เจวี๋ยว่า “คุณเฟิ่ง แล้วพบกันนะ ต่อไปถ้านายจะมาขอลายเซ็นฉัน ฉันอาจจะต้องขอคิดดูก่อนนะ วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ......”

            “ฮ่า ...... ฮ่าฮ่า ......” เฟิงปู้เจวี๋ยขยับปาก หัวเราะแห้งตอบรับไปสองที “ลา ...... ลาก่อน”

ความคิดเห็น