P9243

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เวลาที่ 4

คำค้น : เวลาที่ 4

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 265

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2561 10:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เวลาที่ 4
แบบอักษร

ไรท์ขอกราบประท่านโทษรีดทุกคนด้วยน่ะค่ะ ที่ตอนที่2กับตอนที่3มันไม่เหมือนทั้งชื่อแม่และสีตาของนายเอกด้วย ไรท์แก้ตอนที่2ให้ใหม่แล้ว  ที่ไรท์แปลกสีตาเพราะว่าจะทำให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมอะไรก็ตามในเรื่องน่ะ ถ้าใครก็อย่าสปอยน่ะ ;) ไรท์ขอโทษอีกครั้งที่ไม่ได้เซ็คงานให้ดี





...........................................................

แสงแดดสาดส่องลงมายังพื้นป่า เพื่อส่องสว่างให้เห็นสรรพสิ่งบนพื้นป่าอันกว้างใหญ่ที่สวยงามแห่งนี้ สัตว์ป่ารูปร่างประหลาดน่าพิศวง สัตว์สายพันธุ์นั้นผสมสายพันธุ์นี้ดูแล้วชั่ง งงงวย เสียเหลือเกิน ลึกเข้าไปในป่าใหญ่มีหมู่บ้านขนาดกลางตั้งอยู่ ผู้คนที่นี้ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เหมือนคนเมืองที่หน้าตาอมทุกข์ตลอดเวลา ผู้คนที่นี้มีความสุขกับชีวิตเรียบเงียบ แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แสงแดดส่องลงไปที่บ้านหลังหนึ่งผ่านผ้าม่านของหน้าต่างก็จะเจอกับเด็กชายวัย 8 ขวบ หน้าตาสวยหวานกำลังหลับใหลไปกับความฝันอันแสนยาวนานของเขา

"คิวเทียตื่นให้แล้วลูก ตะวันขึ้นแล้วน่ะ ลูก" ซาริร์แม่สุดสวยของคิวเทียเปิดผ้าม่านที่เป็นสิ่งเดียวที่ทำหน้าที่ปิดประตูห้องนอนของคิวเทียไว้ออก ซาริร์มองดูลูกชายตัวเองก่อนจะขำในลำคอกับการนอนของลูกชาย ร่างเล็กของคิวเทียที่ควรจะอยู่บนผ้าปูกลับมาอยู่ตรงหน้าประตูเสียได้ ซาริร์ก้มดูลูกชายพลางคิดว่า 'สงสัยคงต้องฝึกไม่ให้นอนดิ้นเสียหน่อยแล้ว' ซาริร์ก้มตัวลงไปเขย่าร่างเล็กที่นอนนิ่งอย่างไม่รู้สึกรู้สา

"คิวเทียตื่นเถอะลูก"

"อือ...แม่" เปลือกตาสวยลืมขึ้นมาเปิดเผยให้เห็นสีตาแดงอมส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของคิวเทีย ร่างเล็กลุกขึ้นนั่ง ยกมือเล็กขึ้นเกาผมสีแดงเพลิงยาวประบ่าของตัวเอง

"ได้เวลาตื่นแล้วลูกรัก ไปอาบน้ำและก็มากินข้าวจะได้ไปเรียนกับท่านผู้นำเสียที" ซาริร์พูดจบก็ลุกออกไป ปล่อยให้คิวเทียที่ตอนนี้กำลังเบอหลังจากตื่นนอน คิวเทียหันมองไปยังผ้าปู 'นี้เรา...นอนดิ้นขนาดนี้เลยหรอ'




คิวเทียเดินเข้ามาในห้องรับแขกเพื่อมาท่านอาหารเช้า บ้านที่คิวเทียอาศัยอยู่นั้นไม่ได้กว้างใหญ่ออกจะเล็กไปด้วยซ้ำแต่ก็พอดีสำหรับสองคนแม่ลูก จากประตูหน้าบ้านก็เป็นห้องรับแขนเล็กๆไม่มีอะไรมากนอกจากโต๊ะไม้เตี่ยหนึ่งตัวที่ทางซ้ายมือจะมีครัวขนาดเล็กอยู่ด้วย ห้องรับแขนก็จะมีประตูที่ถูกปิดด้วยผ้าม่านเข้าไปก็จะเป็นทางเดิน มีประตูห้องอยู่สองห้อง ทางซ้ายมือจะเป็นห้องของซาริร์ ทางขวามือจะเป็นห้องของคิวเทียและมีประตูหลังบ้านเพื่อออกไปยังห้องน้ำ




"แม่ครับมีอะไรให้ข้าช่วยหรือไม่" คิวเทียเดินเข้าไปหาซาริร์และถาม

"ไม่เป็นไร แม่ทำอาหารเสร็จ ลูกไปนั่งเถิด" ซาริร์กล่าว คิวเทียจึงเดินกลับไป ซาริร์นำอาหารมาวางบนโต๊ะและทั้งสองคนก็นั่งกินข้าวกัน เวลานั่งกินข้าวกับซาริร์คิวเทียจะมีความสุขที่สุด สุขที่ได้กินอาหารอร่อย สุขที่มีคนมีนั่งกินข้าวด้วย สุขที่มีแม่เหมือนเด็กคนอื่นๆเขา ตลอดเวลาที่ผ่านมา ซาริร์ดูแลเขาดีทุกอย่างทั้งใส่ใจทั้งให้ความอบอุ่นมันเป็นครั้งแรกที่คิวเทียได้รู้สึกแบบนี้



เมื่อกินข้าวเสร็จคิวเทียก็ต้องออกไปเรียนเวทมนตร์กับท่านผู้นำที่บ้านของท่าน ตอนที่เขารู้ว่าตัวเองเป็นสานุศิษย์ก็ตกใจมากเหมือนเพราะมันไม่หน้าเชื่อว่า จากวิลล์ที่อยู่ในชนชั้นต่ำจะกลายมาเป็นนักเวทย์ได้ แต่คิวเทียก็ไม่เก็บไม่คิดอะไรมากเพราะสิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าคือที่หมู่บ้านแห่งนี้มีสานุศิษย์สามคน ปกติจะหาสานุศิษย์สักคนเนี่ยยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก แต่ที่นี้กลับมีถึงสามคน ซึ่งก็คือลูกพี่ลูกน้องของคิวเทีย เฟลทรีกับอาราววี คิวเทียเคยถามซาริร์ทำไมที่นี้มีสานุศิษย์ถึงสาม ซาริร์ก็ตอบว่า ที่นี้คือที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสานุศิษย์ คิวเทียคิดว่ามันก็จริงเพราะที่นี้มีป่าใหญ่ล้อมรอบไว้แถมยังไม่ใช่ป่าธรรมดา ป่ามายา ป่าที่คนนอกเข้ามาแล้วต้องหลงอยู่ในนี้ตลอดไปจนตาย





"สำหรับวันนี้ ข้าจะให้โอเมก้าเรียนการเย็บผ้า ส่วนอัลฟาก็ไปฝึกวิชาต่อสู้" ท่านผู้นำหมู่บ้านเป็นหญิงชราที่น่านับถือเป็นอย่างมาก ท่านมีความรู้รอบตัวเยอะ เด็กทุกคนจะต้องมาเรียนกับท่านผู้นำเพื่อจะได้มีวิชาความรู้

"ท่านผู้นำ ข้าไม่อยากเรียนการเย็บผ้า ข้าอยากเรียนการต่อสู้มากกว่า" เด็กชายดวงตาสีทองคำใบหน้าสวยคมพูดขึ้น เด็กชายสีหน้าไม่พอใจกับวิชาที่จะได้เรียน

"เจ้าต้องเรียนเรื่องการเย็บผ้าก่อนแล้วค่อยไปฝึกการต่อสู้" ท่านผู้นำกล่าว

"แต่นี้มันงานของผู้หญิง"

"การเย็บผ้าเป็นหน้าที่ของภรรยาที่ดี ถ้าเจ้าไม่อยากเรียนก็ไปทำให้คนอื่นท้องได้ก่อนแล้วค่อยพูด" ท่านผู้นำพูดจบ เด็กชายใบหน้าสวยคมก็คอตกและนั่งเย็บผ้าตามที่ท่านผู้นำสอน

"อาราววี เจ้าก็เรียนการเย็บผ้าไปก่อนก็ไม่เสียหาย แล้วค่อยไปเรียนการต่อสู้ต่อจะเป็นไรไป" เด็กชายดวงตาสีน้ำเงินอมเขียวพูดขึ้น

"ข้าเห็นด้วยกับเฟลทรี" คิวเทียเสริมอีกที อาราววีหน้าบึ้งนิดหน่อยแต่ก็ยอมเรียนแต่โดยดี เด็กทั้งสามเป็นโอเมก้าทั้งหมด คิวเทียกับเฟลทรียอมรับได้เพราะยังไงในชาติก่อนคิวเทียก็เป็นโอเมก้าเหมือนกัน แต่ที่ดูจะไม่ชอบที่สุดเห็นจะเป็น อาราววี ที่ทำทุกวิถีที่จะพยายามให้ตัวเองดูไม่เป็นโอเมก้า อาราววีจะออกกำลังกายทุกวันเพื่อให้กล้ามเนื้อเยอะขึ้นเหมือนๆกับพวกอัลฟา แต่กล้ามเนื้อกลับไม่ได้เยอะขึ้นเลยแม้แต่น้อย ถ้าอาราววีเบ่งกล้ามก็พอให้เห็นกล้ามเนื้อบ้างนิดหน่อยเป็นกล้ามที่ขนาดพอๆกับผู้หญิง ท่านผู้นำเคยบอกกับอาราววีว่า 'อาราววีเจ้ามิอาจฝืนชะตากรรมได้หรอก ข้าเห็นมาแล้วในภายภาคหน้าเจ้าจะต้องมีสามีแน่นอน' เมื่อได้ฟังจบอาราววีก็นิ่งค้างไปเลย โดยที่รู้ว่าเพศที่สามเป็นเพศอะไรนั้นก็คือ ท่านผู้นำ ในตอนแรกคิวเทียก็ไม่ค่อยอยากจะเชื่อ แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้คิวเทียเชื่อในสิ่งที่ท่านผู้นำพูด 




เมื่อ 2 ปีก่อนเคยมีเด็กคนหนึ่งหายออกไปจากหมู่บ้าน ในหมู่บ้านที่อยู่กลางป่าแบบนี้ถ้าเด็กหาย 5 วันแล้วยังหายไม่พบก็แปลกว่าตายไปแล้ว ในตอนนั้นยังไม่มีใครนำเรื่องมาแจ้งท่านผู้นำเลย แล้วท่านผู้นำเองก็ไม่ได้ออกจากบ้านเพราะต้องสอนวิชาให้กับเด็กๆ ท่านผู้นำได้เอ่ยขึ้นมาว่า 'เฟลทรี อาราววีและคิวเทีย ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าพูดเท่าไรนัก จงดูเสียให้ประจักในวันนี้ จะมีคนเข้ามานำเรื่องเด็กหายออกไปจากหมู่บ้านมาแน่นอน' ทั้งสามคนได้ฟังจบก็ตกใจมากที่ท่านผู้นำรู้ว่าพวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านพูดทั้งหมด เด็กชายทั้งสามก็ได้แต่รอต่อไป จนมีคนเข้ามาจริงๆและมาขอความช่วยเหลือเรื่องเด็กหายอีก คิวเทียยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ท่านผู้นำได้บอกกับชาวบ้านว่าเด็กอยู่ทางทิศเหนือของป่าเด็ดนอนหลับอยู่ใต้รากไม้ของต้นไม้ใหญ่ห่างจากหมู่บ้านไม่มาก คิวเทีย เฟลทรีและอาราววีก็ไปตามหาด้วยและก็เจอจริงๆเด็กคนนั้นนอนอยู่ที่ใต้รากไม้ของต้นไม้ใหญ่ทางทิศเหนือของป่าห่างจากหมู่บ้านไม้มากเดินไป 10 นาทีก็ถึง ที่คนอื่นๆเข้าไม่เห็นก็เพราะรากไม้บังตัวเด็กเอาไว้ แต่เรื่องที่ท่านผู้นำพูดจะเป็นความจริงทั้งหมดก็ไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว คิวเทียตอนนี้ก็เชื่อท่านผู้นำเหมือนกับคนอื่นๆในหมู่บ้าน




พระอาทิตย์ตกสู่ขอบฟ้าใกล้จะหลับ สีของท้องฟ้าก็เปลี่ยนไปเหมือนสีผมของคิวเทียที่ปลิวไสวกับสายลมที่โบยพัดในอากาศ คิวเทียเดินกลับบ้านมาพอกับอาราววีและเฟลทรี ทั้งสามคนกลายเป็นเพื่อนที่รู้ใจและสนิทกันมาก

"วันนี้ก็สนุกเหมือนเดิมเลย" เฟลทรีพูดขึ้นระหว่างทาง

"สนุกหรอ โดดเข็มทิ่มมือมันสนุกหรอ" อาราววีบ่นพร้อมยกมือเล็กชูขึ้นตรงหน้าเฟลทรี

"มีแต่เจ้านั้นละ อาราววีที่ถูกเข็มทิ่มมือ ข้าไม่เห็นโดดเลย" คิวเทียพูด

"ใช่ พวกเจ้ามันเก่ง" อาราววีพูดด้วยน้ำเสียงงอนๆ คิวเทียกับเฟลทรีขำในลำคอนิดหน่อยกับท่าทางของอาราววี อาราววีจะเป็นแบบนี้ประจำถึงจะโกรธหรืองอนก็จะพูดประชดประชัน แต่อาการแบบนี้ก็อยู่ได้ไม่นานเดียวก็กลับมาดีเหมือนเดิม

"เจ้างอนเสียแล้ว ข้ากะว่าจะเอาขนมโปรดขเจ้าไปให้ แต่เจ้าคงไม่ต้องการ" คิวเทียพูดด้วยน้ำเสียงและใบหน้าที่เศร้าๆ อาราววีได้ฟังก็ใจกระตุกขึ้นมาทันที ใจหนึ่งก็อยากกินขนมอีกใจหนึ่งก็กลัวเสียท่า

"เจ้าคงต้องเอาไปให้คนอื่นกินเสียแล้วละ คิวเทีย เว้นแต่ใครบางคนหายโกรธ" เฟลทรีพูด ตบบ่าคิวเทียเบ่าๆ

"ก็ได้ ข้าหายโกรธก็ได้ เห็นแกที่เจ้าทั้งสอง" อาราววีพูดขึ้นโดยหันหลังให้คิวเทียและเฟลทรี ทั้งสองคนแอบหัวเราะนิดหน่อยกับความน่ารักของเพื่อนตน

"จริงหรออาราววี งั้นเดียวข้าจักเอาไปให้ที่บ้าน" คิวเทียพูด อาราววีพยักหน้าและเดินออกไป คิวเทียกับเฟลทรีก็เดินตามไปเช่นเดียวกัน ทั้งสามเดินกับบ้านอย่างมีความสุข มีทั้งเสียงหัวเราะ รอยยิ้มอยู่ทุกวันคืน แต่มิอาจรู้เลยว่าความสุขนั้นกำลังจะหายจากพวกเขาไป






2 ปีต่อมา

"กริ๊ดดดดดดดดดดดด"

"อ๊ากกกกกกกกกกกก"

"น...นี้มันอะไรกันนนนนน"

"หนีเร็วเข้า กริ๊ดดดดดดดด"

.

.

.

"ค...คิวเทีย...ลูก...จงมี...ช...ชีวิตอยู่...ต่อไป"

"แม่!!!...ฮึก...แม่!!...แม่!!!!...ฮืออออออออ"

............................................................

ผิดพลาดอะไรก็ขอโทษด้วยน่ะค่ะ ^-^

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}