หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เมื่อหนุ่มหล่อสุดยอดเซลล์แมนจากศตวรรษที่ 21 ต้องกลายมาเป็นขี้ข้า เอ้ย! พ่อบ้าน (ใจกล้า) ในโลกอดีต ที่มีดีกรีความกะล่อนระดับเทพ เรื่องราววุ่นวายจึงบังเกิด แล้วคิดว่าหลินหว่านหรงจะยอมก้มหัวให้ใครหรือไง!

ตอนที่ 15 เซียวฮูหยิน

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 เซียวฮูหยิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 128

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 เซียวฮูหยิน
แบบอักษร

 

 

ด้านข้างมีโต๊ะขนาดใหญ่อยู่สองตัว เก้าอี้ไท่ซือสองตัว (เก้าอี้จีนโบราณแบบมีที่พักแขน) เหล่าผู้ที่มาเข้าร่วมการคัดเลือกแบ่งเป็นสองแถว โดยมีคนที่ท่าทางเหมือนเป็นผู้ช่วยขุนนางสองคนอยู่ที่โต๊ะ กำลังทำการรับสมัคร ตรงกึ่งกลางมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่ป้ายหนึ่ง——สถานที่ลงทะเบียนรับสมัครบ่าวตระกูลเซียว 

หลินหว่านหรงมองกลับไปกลับมา คนที่อยู่ตรงหน้าเหล่านี้ ผู้ที่มาสมัครเป็นบ่าวจริงๆ ซึ่งแต่งตัวเหมือนหลินหว่านหรงกับเหล่าบัณฑิตซึ่งมีความคิดเป็นอื่นต่างฝ่ายต่างครองกันคนละครึ่ง จำนวนคนเกรงว่าน่าจะมีมากกว่าพันคน ทุกคนต่างแย่งกันรายงานตัวก่อน ด้วยกลัวว่าผู้อื่นจะชิงโอกาสของตนไป 

 

ตำแหน่งบ่าวเล็กๆ คนหนึ่งก็มีคนแย่งกันมากขนาดนี้ ดูท่าคงหางานยาก เป็นปัญหาทั่วไปที่มีกันทุกยุคทุกสมัยจริงๆ 

 

พอคิดว่าคนมากมายขนาดนี้ล้วนแต่เป็นคู่ต่อสู้ในการแย่งชิงของตน หลินหว่านหรงจึงรู้สึกว่าสมองพองโต ตาเฒ่าเว่ยสมควรตายนี่ ต้องการให้เขาตายจริงๆ 

หลินหว่านหรงก่นด่าตาเฒ่าเว่ยในใจไปสิบแปดรอบ เขาเดินไปเดินมาท่ามกลางฝูงชนอยู่หลายรอบ รู้ว่าวันนี้และวันพรุ่งนี้เป็นเพียงการรายงานตัวธรรมดาเท่านั้น ในเมื่อท่านลุงเว่ยช่วยเขารายงานตัวแล้ว หลินหว่านหรงก็ไม่ต้องลำบากเข้าแถวอีก จึงเริ่มมองสำรวจไปทั่ว 

ผู้ที่มาสมัครเป็นบ่าวส่วนใหญ่หน้าตากลัดกลุ้มหัวคิ้วขมวดเป็นปม เห็นได้ชัดว่าเป็นกังวลว่าตนจะได้รับคัดเลือกหรือไม่ สภาพจิตใจไม่ต่างจากผู้สมัครงานในยุคสมัยของหลินหว่านหรง 

พวกบัณฑิตที่คิดว่าตัวเองมีความรู้พวกนั้นเห็นชัดว่าดูแคลนที่จะอยู่ร่วมกับคนธรรมดาสามัญชั้นล่างเหล่านั้น จับกลุ่มละสามสี่ห้าคนพูดคุยกัน จุดร่วมของพวกเขาก็คือพัดด้ามหนึ่งที่โบกไปโบกมาบนมือ ขณะร่ายโคลงฉันท์กาพย์กลอนก็มักจะโบกสักสองรอบโดยไม่รู้ตัว 

เป็นช่วงกลางฤดูสารทแล้ว สหายรักพวกนี้โบกพัดไปมา หรือจะขับไล่ความหนาวเย็นกัน? หลินหว่านหรงรู้สึกน่าหัวร่อ 

เหล่าบัณฑิตรวมกลุ่มกัน จึงยากจะหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบ คนข้างตัวหลินหว่านหรงผู้หนึ่งครั้นเห็นอีกสามคนจึงโบกพัด หัวเราะร่าพลางไปรับหน้าแล้วกล่าวว่า “เอ๋ พี่หวัง พี่เจ้า พี่หลี่ พวกท่านก็มาด้วย” 

สี่คนประสานมือคารวะซึ่งกันและกัน ต่างโอภาปราศรัยซึ่งกันและกัน 

“ตอนนี้ยังไม่ถึงตาพวกเรารายงานตัว หากให้นั่งเหี่ยวแห้งน่าเบื่อ ไม่สู้พวกเราร่ายกลอนต่อคำดีหรือไม่?” เจ้าคนแรกสุดคนนั้นพูดอีกครั้งหนึ่ง สหายอีกสามคนจึงตอบรับว่าดี ในยุคสมัยนี้การร่ายกวีต่อหน้าฝูงชนเป็นที่นิยมมาก เหมือนการกอดจูบลูบคลำในโลกของหลินหว่านหรง ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่เป็นที่นิยม 

เจ้าคนที่เสนอได้รับเกียรติถูกเลือกเป็นคนแรกในการเป็นหัวมังกร รับผิดชอบภาระอันยิ่งใหญ่ในการเริ่มต้นหัวเรื่องที่ดี  

เจ้าคนนั้นครุ่นคิดอยู่นาน สายตาไปอยู่ที่ใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นหลายใบ ดวงตากระจ่างวูบ ด้วยความลิงโลดยิ่งจึงโยกหัวส่ายศีรษะร่ายออกมาว่า “หนึ่งใบ สองใบ สามสี่ใบ——“ 

“ห้าใบ หกใบ เจ็ดใบ——“ พี่หวังร่าย 

“เก้าใบ สิบใบ สิบเอ็ดใบ——“ พี่เจ้ากล่าวต่อ 

ใบไม้ถูกคนนับจนหมดแล้ว พี่หลี่ซึ่งอยู่รั้งท้ายผู้นั้นกลอกตารอบหนึ่ง ร่ายเสียงสูงออกมาว่า “ร่วงปลิดปลิวลงในนั้นล้วนมองไม่เห็น” 

“กวีดี กวีดี” สี่คนร้องชมเชยเสียงดังพร้อมกัน 

หลินหว่านหรงรู้สึกปลงอย่างบอกไม่ถูกอยู่ด้านข้าง ข้าว่าข้าไร้ยางอายพอแล้วนะ แต่พอเทียบกับไอ้เด็กสามคนนี่หน้ายังหนาไม่พอเลย น่าละอาย น่าละอาย 

ทันใดนั้นเบื้องหน้าก็มีเสียงฮือฮามาระลอกหนึ่ง มีคนร้องขึ้นเสียงดังว่า “เซียวฮูหยินออกมาแล้ว เซียวฮูหยินออกมาแล้ว” หลินหว่านหรงดีอกดีใจ ที่รอก็คือเจ้านี่ล่ะ 

ฝูงชนเบื้องหน้าสับสนอลหม่าน ทุกคนต่างแย่งกรูไปด้านหน้าด้วยกลัวว่าจะถูกทิ้งอยู่ด้านหลัง เจ้าพวกที่คิดว่าตัวเองมีความรู้ความสามารถพวกนั้นก็ไม่สนสถานะอะไรทั้งสิ้น เบียดกรูไปพร้อมกับคนธรรมดาสามัญที่ตนเองดูถูกพวกนั้น ประหนึ่งว่าหากไปเร็วอีกสักหน่อยก็จะได้รับความสนใจจากแม่ยายก่อนอย่างนั้น  

สี่ไร้ยางอายซึ่งร่ายโคลงกลอนข้างๆ หลินหว่านหรงเมื่อสักครู่ก็พุ่งปราดไปด้านหน้าตั้งนานนมแล้ว หลินหว่านหรงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ลงมือทีหลังย่อมโชคร้าย ตอนนี้ไหนเลยยังจะมามีมาดของผู้ดีอะไรกันอีก 

หลินหว่านหรงแหวกเจ้าสี่คนนี้ออกไป พูดเสียงดังว่า “ขอผ่าน ขอผ่าน” 

ตาเฒ่าเว่ยสวนทวารให้หลินหว่านหรง อ้อ ไม่ใช่ ประทับพลัง หลังจากประทับพลังแล้ว พละกำลังของหลินหว่านหรงก็มากกว่าแต่ก่อนสิบเท่าตัว จึงแหวกสี่คนออกไปโดยง่ายดาย  

เจ้าหนุ่มสี่คนเห็นชุดขาดวิ่นของหลินหว่านหรง อีกทั้งยังเบียดหลินหว่านหรงไปไม่ได้อีก จึงได้แต่สบตามองกัน ส่ายหน้าด้วยความจนใจแล้วพูดว่า “นี่เป็นปัญหาเรื่องคุณสมบัติเท่านั้น ข้าไม่อยากตำหนิเจ้า” 

ท่ามกลางฝูงชนมีสตรีวัยกลางคนผู้งดงามนางหนึ่งยืนอยู่ สวมชุดตัวยาวแบบชาววัง วาดคิ้วบางๆ หางตางอน ผิวพรรณละเอียด สีหน้าเปล่งประกาย ไม่เหมือนคนเป็นมารดาแล้ว กลับเหมือนหญิงที่ความงามเบ่งบานในวัยสามสิบปี สีหน้าของนางสง่างามสงบเยือกเย็น ทักทายกับเหล่าบัณฑิตและผู้ที่จะมาเป็นบ่าวด้วยท่วงท่าทีสง่าเลิศล้ำ 

นับตั้งแต่ผู้อื่นเรียกขานนาง หลินหว่านหรงก็รู้ว่านี่คือนายของตระกูลเซียว เซียวฮูหยิน เซียวฮูหยินผู้นี้แต่งเข้าตระกูลเซียวเมื่ออายุสิบหก ให้กำเนิดสองบุตรี ช่วยสามีสั่งสอนบุตรสาว สง่างามกอปรด้วยคุณธรรม เป็นภรรยาที่ดีของเซียวเหล่าเหย 

ทว่าน่าเสียดายที่เซียวเหล่าเหยจากไปตั้งแต่วัยหนุ่มฉกรรจ์ เหลือเพียงบุตรีกำพร้าภรรยาหม้ายอย่างพวกนางให้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โชคดีที่คุณหนูใหญ่เซียวมีหัวการค้ายิ่ง หลายปีมานี้ตั้งใจดำเนินกิจการ ถึงแม้จะไม่ถึงกับรุ่งโรจน์ แต่อย่างน้อยก็รักษาสภาพอันมั่งคั่งของตระกูลเซียวได้ เด็กสาวคนนี้ทำให้คนเคารพนับถือจริงๆ 

ทันใดนั้นหลินหว่านหรงก็นึกถึงปัญหาอันหนักหนาสาหัสขึ้นมาได้ประการหนึ่ง หากแม้หม้ายบุตรีกำพร้าตระกูลเซียวนี้รับคนเนรคุณเข้าไป ได้คุณหนูใหญ่ไว้ในกำมือกลับไม่ยังไม่ยอมตายใจ หวั่นไหวต่อคุณหนูรอง นั่นไม่ทำให้คนอิจฉาตายหรอกหรือ? 

หลินหว่านหรงใจเต้นคราหนึ่ง ไม่มีวันยอมให้มีผู้ชายที่โชคดีกว่าตัวเองปรากฏอยู่บนโลกใบนี้แน่! ข้าไร้ยางอายขนาดนี้แล้วแกจะทำอะไรข้าได้ หลินหว่านหรงคิดอย่างกำเริบเสิบสาน ในโลกแห่งนี้ไม่มีใครที่เขาหวาดกลัว 

คิดไปคิดมาตัวเองก็หัวเราะ แล้วนี่มันเกี่ยวอะไรกันด้วยเล่า? ยุ่งเรื่องชาวบ้าน การคิดว่าจะอยู่ในโลกนี้อย่างไรต่อไปสิถึงจะเป็นของจริง 

พูดถึงอยู่ต่อไปหลินหว่านหรงก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นภายในใจ ตระกูลเซียวนี้เป็นตระกูลใหญ่แห่งจินหลิง แม้ความรุ่งเรืองจะไม่เหมือนก่อน ทว่าตะขาบแม้ตายแล้วก็ยังขยับตัวได้ (หมายถึง ถึงแม้จะพลาดพลั้งแต่อิทธิพลยังคงอยู่) ถึงอย่างไรก็เป็นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ภายใต้สถานการณ์ที่ไร้อำนาจ ไร้กำลัง ไร้เงินทอง ไร้กำลังคน ตระกูลเซียวก็คือต้นไม้ใหญ่อยู่ดี ถึงแม้จะไม่อาจมีผลอันหอมหวานให้ร่วงหล่น แต่ก็ยังพึ่งพาต้นไม้ใหญ่เพื่อคลายร้อนได้เช่นกัน หลินหว่านหรงยังพอเข้าใจในหลักการนี้ เมื่อดูจากจุดนี้แล้ว การที่ตาเฒ่าเว่ยให้ตนเองมาที่ตระกูลเซียวก็พอเข้าใจได้ 

เดิมทีหลินหว่านหรงไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเจ้าการแข่งขันหาบ่าวรับใช้บ้าบอนี้เลย แต่ครั้นเกิดความคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วจึงค่อยๆ เริ่มให้ความสำคัญ เมื่อก่อนเขาเป็นผู้จัดการแผนกการตลาด กินดื่มเที่ยวเล่นพนันกับลูกค้า เปลือกนอกดูมีหน้ามีตา แต่ที่จริงแล้วความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวในใจมีเพียงตัวเองที่รู้ หากไม่ใช่เพื่อเลี้ยงดูบุพการีและส่งเสียน้องสาวให้เล่าเรียน เขาคงเลิกทำไปนานแล้ว  

ตอนนี้จับพลัดจับผลูมายังโลกอันไม่คุ้นเคยแห่งนี้ ไม่มีผู้ใดรู้จักเขา ทั้งยังอยู่ตัวคนเดียวไร้ญาติขาดมิตรอีก จึงไม่ต้องกำหนดเป้าหมายอะไร เมื่อเห็นเช่นนี้ การไปเป็นบ่าวรับใช้ที่มีอิสรเสรีก็เหมือนจะไม่เลวเหมือนกัน 

เซียวฮูหยินเดินไปบนเวทีขนาดใหญ่ที่ก่อสร้างขึ้นมาด้วยท่าทีแช่มช้า กล่าวด้วยท่าทางงามสง่าว่า “ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสำคัญต่อตระกูลเซียวของพวกเรา ขอให้ทุกท่านจงเชื่อมั่นว่าพวกเราจะยึดกฎที่เปิดเผยและยุติธรรมในการรับสมัครบ่าวรับใช้แน่ ขอทุกท่านเข้าแถวตามลำดับ อย่าเบียดกัน ทุกคนล้วนมีโอกาส” 

น้ำเสียงของนางอ่อนโยนไพเราะน่าฟัง ถึงแม้เสียงจะไม่ดังนัก ทว่าทุกคนต่างตั้งใจฟังด้วยความสงบจึงฟังได้ชัดเจน  

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น