AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 35 สัมผัสอันตราย

ชื่อตอน : ตอนที่ 35 สัมผัสอันตราย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 283

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2561 09:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 35 สัมผัสอันตราย
แบบอักษร

ตอนที่ 35 สัมผัสอันตราย

สายลมพัดปลิวไสว หมู่เมกไม้ต่างโอนเอนไปตามแรงลม กลิ่นของความแห้งแล้งยังคงอยู่เหล่ามวลหญ้าต่างพากันแห้งเหี่ยวไปอย่างช้าๆ สถานที่ภายในเขตแดนเทพก็เป็นเสียอย่างนี้ช่างแตกต่างจากภายนอกเขตแดนเสียเหลือเกิน ชาวบ้านที่อยู่อาศัยก็ทำการเพาะปลูกไม่ค่อยได้เพราะขาดแคลนน้ำที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของพืชพันธุ์ ฝนฟ้าเล่าหนอก็ไม่ตกต้องตามฤดูกาลเลยผันพาชาวบ้านอดๆ อยากๆ กันไป ก็เพราะว่าอยู่เขตแดนเทพเขตนอกสุดนี่แหละมั้ง จึงต้องเจอปัญหาแบบนี้มานานนม ส่วนคนที่อาศัยอยู่เขตกลางกับเขตในนั้นช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

นอกป่านั้นเติมเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งยวดจึงเป็นแหล่งหาอาหารประทังชีวิตของชาวบ้าน แต่ก็ออกไปได้ไม่ไกล ทั้งการออกไปนอกเขตแดนเทพแม้ระยะไม่ถึง 5 กิโลเมตรก็ต้องระวังภัยระวังตัวกันยกใหญ่เกรงว่ามอนสเตอร์จะโจมตีเข้ามา ทั้งนี้การออกมานอกเขตแดนต้องออกมาช่วงกลางวัน ถึงบ่ายสามโมงจึงจะปลอดภัยที่สุด ถ้าออกมาเช้าก็เจอมอนสเตอร์ออกมาหากินอีก ตอนดึกก็มีมอสเตอร์หากินกลางคืนที่อันตรายกว่าเป็นเท่าตัว ครั้นจะสู้ก็ไหวแต่ด้วยกำลังของชาวบ้านธรรมดาๆ มีหรือจะสู้ได้มาก อย่างน้อยก็แค่เลเวลต่ำๆ เท่านั้น แต่ถ้าสูงกว่าเลเวล 20 ขึ้นไปนี่ก็แย่เลยทีเดียว นอกเสียจากจะจ้างวานนักผจญภัยจากกิลด์มาคุ้มกัน แต่ด้วยทรัพย์ปัจจัยระดับชาวบ้านที่เพียงแค่ยังชีพตนเองก็แทบจะไม่รอดจะมีปัญญาอะไรไปจ้างวานกิลด์ นอกเสียจากจะเข้าป่าลึกไปอีกหน่อยหรือมีเหตุจำเป็น แต่กระนั้นกิลด์ก็ยังได้รับความนิยมจากบุคคลที่อยู่เขตกลาง ซึ่งทุกวันก็มีกิลด์ต่างๆ คอยคุถ้มกันหลายสิบกิลด์เหมือนกัน ส่วนกิลด์ระดับเล็กนั้นไม่ค่อยได้รับความสนใจสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่ภารกิจที่ใช้แรงงานเท่านั้นที่กิลด์ระดับเล็กจะได้รับความนิยม แลกกับของตอบแทนอันน้อยนิด

วันนี้อีกวันหนึ่งที่ชาวบ้านเขตนอกต่างรวมกลุ่มเล็กๆ ออกมาหาอาหารและวัตถุดิบประทังชีวิต เพราะไม่สามารถทำการเกษตรได้เนื่องจากสภาพดินและน้ำไม่พร้อม ทั้งนี้ทรัพยากรก็มีเพียงน้อยนิด ก็ได้แต่รวมกลุ่มกันหาอะไรประทังชีวิตไปวันๆ เช่นเนื้อมอนสเตอร์ประเภทกระต่าย ไก่ และสัตว์ตัวเล็กๆ รวมถึงสมุนไพรและพืชกินได้อีกนิดหน่อย แต่ก็ต้องรีบเร่งหาเพราะเดี๋ยวจะมืดเสียก่อน ถ้าถึงตอนนั้นแล้วได้แค่ไหนก็ต้องเอาแค่นั้นไม่งั้นชีวิตก็อาจจะสูญสิ้นกันไป

“เฮ้อ! พวกเราจะต้องทนลำบากแบบนี้กันอีกนานแค่ไหน โชคชะตาช่างเล่นตลกเสียจริง" ชาวบ้านคนหนึ่งบ่นขณะเก็บสมุนไพรข้างต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

“จะบ่นมากให้เปลืองแรงทำไมสหายข้า เอาแรงที่เหลือช่วยกันหาพืชและสมุนไพรกินได้เพื่อครอบครัวของเราดีกว่า” ชายร่างเล็กอีกคนพูด ท่าทางเขาดูเหมือนคนอดมื้อกินมื้อ สารอาหารในร่างกายไม่เพียงพอจนริมฝีปากซีดขาว

“จะไม่ให้บ่นได้อย่างไรล่ะ ก็นับตั้งแต่วันแข่งขันชิงระดับกิลด์บ้าบอนั่นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาจะครึ่งปีแล้ว และได้ข่าวว่ากิลด์ที่ได้อันดับหนึ่งได้ถูกคัดให้ไปเป็นกองกำลังของผู้กล้า ข้าล่ะดีใจเอามากๆ เลยนะตอนนั้น นึกว่าอะไรจะดีขึ้นกว่าเดิม แต่ที่ไหนได้ ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยสักนิด” ชาวบ้าน 1 ยังคงพูดต่อ

“เอาน่าอย่าคิดมากสหาย ข้าก็ดีใจเหมือนกันแหละในตอนนั้น แต่ก็อย่างว่า มันไม่มีอะไรเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นเลย ผู้กล้ามาถึงเมืองและได้เอาบุคคลที่มีฝีมือไปแล้วก็ไม่ได้ช่วยเหลือพวกเรารากหญ้าแม้แต่น้อย” ชาวบ้านสองปลอบประโลมกันเองพร้อมกับแววตาที่หดหู่ดูผิดหวัง

ระหว่างนั้นชาวบ้าน 3 ซึ่งเก็บพืชพันธุ์ใกล้ๆ กันก็เข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

“อย่าว่าแต่นั้นเลยพรรคพวก อย่างน้อยก็มีกิลด์เล็กๆ กิลด์หนึ่งนะที่คอยให้ความช่วยเหลือพวกเราในระยะ 3 เดือนแรก พวกเขาเอาเสบียง และข้าวมามอบให้เราอาทิตย์ละครั้ง แต่พอหลังจากสามเดือนก็เงียบหายไปไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกัน” ชาวบ้าน 3 พูดด้วยความปลื้มปีติในคราแรก และน้ำตาซึมในคราที่สอง

“อย่าพูดแบบนั้นสิ ข้าได้ข่าวมาว่ากิลด์เล็กๆ กิลด์นี้ได้มอบเสบียงอาหารให้กับหมู่บ้านเขตนอกอย่างพวกเราตั้งหลายหมู่บ้าน แต่พอมาระยะหลังทรัพยากรของกิลด์นั้นได้หมดลง ทั้งนี้พวกเขายังตามหาบุคคลหนึ่งคน และยังบอกอีกว่าเป็นบุคคลสำคัญของกิลด์ อีกทั้งยังบอกว่าเขาคนนั้นนี่แหละที่ทำให้กิลด์ได้มาถึงจุดที่ว่า แต่ท้ายที่สุดก็หายไปหลังจากประมูลอาวุธอะไรนั่น ซึ่งข้าก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดมาก บางทีอาจจะเพี้ยนๆ ไปบ้างเล็กน้อยเพราะฟังเขามาอีกที” ชาวบ้าน 2 พูดตามข้อมูลข่าวลือที่ได้รับมา แต่กระนั้นก็ทำให้อีกสองคนให้ความสนใจ และรู้สึกทั้งมีความหวังและหดหู่ใจอารมณ์เดียวกันทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับตนแท้ๆ แต่ก็ไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เหมือนกัน

“ข้าอยากรู้ว่าเขาคนนั้นที่กิลด์ตามหาเป็นใคร ในความรู้สึกข้าเมื่อพูดถึงคนคนนี้ไมรู้ทำไมข้าถึงอยากให้เขากลับมา แต่ก็แค่ความรู้สึก” ชาวบ้าน 3 พูดพร้อมเอามือกุมอกของตน

“ข้าก็รู้สึกเหมือนกับสหายนั่นแหละ ว่าแต่มีใครพอจะรู้บ้างไหมว่าคนที่กิลด์ในหัวใจของเราตามหาชื่ออะไร พอดีข้าไม่ทันได้ถามข้อมูลเพิ่มเติม” ชาวบ้าน 2 ถามเผื่อจะมีใครรู้ และชาวบ้านคนหนึ่งก็ยกมือพูดออกมาด้วยความตื้นตันในทันที

“ข้ารู้ ข้ารู้ เขาชื่อว่าไผ่ ไผ่แห่งกิลด์โครบิลอส” ชาวบ้าน 1 พูดออกมาเต็มปากแล้วทั้ง 3 อีกสองคนที่ได้ยินท่องชื่อนี้วนไปวนมาเหมือนต้องการจำให้ขึ้นใจ จากนั้นก็คุยกันอีกสักพักก็แยกย้ายกันไปเก็บพืชกินได้และสมุนไพรต่างๆ ต่อ

ในป่านอกเขตแดนเทพถ้าเป็นเขตนอกสุดๆ นั้นมีอันตรายเพียงน้อยนิด ชาวบ้านหลายกลุ่มต้องรวมตัวกันไปล่าสัตว์ หาอาหาร ที่ไม่ได้มีแค่หมู่บ้านเดียว หมู่บ้านรอบนอกหลายร้อยหมู่บ้านต่างก็ทำแบบนี้กันทั้งสิ้น

สายสมที่พัดไสวผ่อนคลายจิตใจเริ่มผันเปลี่ยนเป็นลมที่เงียบกริบสร้างความน่ากลัวภายในจิตใจ กลิ่นอายแห่งป่าจากเงียบสงบพลันเปลี่ยนไปบ่งบอกถึงเวลาสนธยายามเย็นจะมาถึงแล้ว ชาวบ้านที่เก็บสมุนไพรและล่าสัตว์ต่างก็รีบเก็บงานและเตรียมพร้อมสำหรับเดินทางกลับเข้าไปในเขตแดนเทพ

หมู่บ้านแล้วหมู่บ้านเล่ารวมถึงนักผจญภัยคุ้มกันบางส่วนต่างรวมกลุ่มกันกลับเข้าไปในเขตแดนพร้อมกับวัตถุดิบที่หาได้ในวันนี้ ส่วนนักผจญภัยของกิลด์ระดับสูงและระดับมหากิลด์นั้นมีสองถึงสามกลุ่มที่ตั้งใจจะไปต่อพร้อมกับอุปกรณ์คุ้มภัย ทั้งนี้รวมถึงอุปกรณ์ขึ้นชื่อของกิลด์โครบิลอสที่กิลด์ระดับสูงและระดับมหากิลด์ต่างรวบรวมซื้อจากผู้ที่ประมูลได้ในวันนั้นในราคาที่สูงส่ง นั้นเพราะอุปกรณ์ที่ลงสลักเวทเป็นสิ่งที่สร้างความได้เปรียบให้กับกิลด์อย่างมาก การล่าสังหารมอสเตอร์ก็เป็นไปได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น ยิ่งมีอาวุธ ยุทธาปกรณ์ของกิลด์โครบิลอสมากเท่าไหร่ การผจญภัยก็ยิ่งได้เปรียบมากเท่านั้น

เพราะความต้องการอาวุธที่มีคุณสมบัติพิเศษนี้ กิลด์โครบิลอสจึงอยู่ไม่ค่อยเป็นสุขสักเท่าไหร่ในช่วง 2 เดือนแรกหลังจากการประลอง เหล่ากิลด์ระดับที่สูงกว่าต่างแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่แล้วจะถามถึงอาวุธเสียมากกว่า และมีการมอบภารกิจระดับกลางให้กับทางกิลด์เล็กน้อย ทั้งนี้ยังมีบางกิลด์ที่มาแนวข่มขู่เพื่อที่จะได้ในสิ่งที่ตนต้องการ แต่ด้วยที่ว่าสมาชิกคนหนึ่งของกิลด์หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั่นแหละ พวกนั้นจึงแสดงความไม่พอใจกันออกนอกหน้า รวมถึงกิลด์ระดับสูงหลายกิลด์ที่เสนอซื้อตัวของสมาชิกที่หายไปด้วยราคาที่สูงลิบลิ่ว แต่จะอย่างไรการตามหาก็ไม่มีท่าทีว่าจะเจอเลย

ความเดือดร้อนบังเกิดต่อกิลด์ตลอดเพราะบางกิลด์เข้าใจผิดหาว่าทางกิลด์ซุกซ่อนตัวของบุคคลนั้นไว้และไม่ยอมขายให้กับตน พวกนั้นข่มขู่ถึงขั้นเกือบจะทำลายทรัพย์สินของกิลด์เสียด้วยซ้ำ

แต่เหตุการณ์เหล่านี้ก็คลี่คลายลงเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากรองหัวหน้ากิลด์ระดับมหากิลด์ เธอคนนั้นคือ โรส อาย ซึ่งแวะเข้ามาเยี่ยมเยียนถามไถ่ถึงทุกข์ สุข และมีการให้ความช่วยเหลือในด้านทรัพยากรบางส่วนแก่กิลด์ ทั้งนี้การเยี่ยมเยียนของเธอ ทุกครั้งจะต้องถามถึงบุคคลที่ชื่อว่า ไผ่ ตลอดครึ่งปีมานี้เลยทีเดียว

....................................

ณ นอกเขตแดนเทพ

ระหว่างที่ชาวบ้าน และนักผจญภัยต่างรวมกลุ่มกันกลับนั้นได้มีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังรออะไรอยู่บางอย่าง

“นี่ พวกนายตามหาเจ้าเอเจอหรือยัง ข้าไปหาทางด้านทิศเหนือแล้วไม่เจอเลย” ชาวบ้าน 1 พูด

“ข้าก็ไม่เจอ ทางด้านป่าสนไม่มีใครเลย” ชาวบ้าน 2 พูดด้วยอาการเหนื่อยหอบ

“บ้าจริง นี่ก็ใกล้จะมืดแล้วด้วย” ชาวบ้าน 1 สบถแต่แววตาก็แฝงด้วยความเป็นห่วงอย่างท่วมท้น

“ข้าว่าเรารีบช่วยกันตามหาเถอะ อีกอย่างตอนนี้ก็จะค่ำแล้วด้วย พวกนายกลับหมู่บ้านกันก่อนเลย เดี๋ยวข้าอาสาตามหาเจ้าเอเอง” ชาวบ้าน 3 พูด และแสดงความเห็นที่มีเหตุผล

“สหาย เจ้าจะไปเพียงลำพังไม่ได้ งั้นข้าจะไปกับสหาย..” ชาวบ้าน 2

“ข้าก็จะไปด้วย งั้นที่เหลือกลับก่อนเลยนะไม่ต้องห่วงพวกข้า” ชาวบ้าน 1 ยิ้มด้วยความตื้นตันใจ ส่วนคนที่เหลือต่างก็ขนเสบียงที่ได้กลับไปพร้อมอาการเหนื่อยหอบ

“อืม งั้นพวกเราไปกันเถอะพรรคพวก ในป่านี้ตอนดึกมันอันตรายเพราะงั้นเราทั้งสามไม่ควรแยกกันตามหา” ชาวบ้าน 3 ให้ความเห็น อีกสองคนก็พยักหน้า แล้วช่วยกันตะโกนเรียกชื่อพวกพ้องที่หลงไป

2 ชั่วโมงผ่านไปก็ยังไร้วี่แววของชาวบ้านเอ ยิ่งตอนนี้บรรยากาศอันเงียบสงัด สัตว์อสูรก็ส่งเสียงร้องคำรามเพิ่มความน่ากลัวเข้าไปอีก ทำให้ขาของชาวบ้านทั้ง 3 คนถึงกับสั่น พวกเขาไม่เคยอยู่นอกเขตแดนเทพจนดึกขนาดนี้มาก่อนเลย

แฮกๆ ๆ ๆ

เสียงหอบหายใจของมนุษย์ดังขึ้นใกล้ๆ ชาวบ้านทั้งสามต่างรวบรวมความกล้าเดินตามเสียงนั้นไปก็ไปเจอกับชาวบ้านเอนอนหอบหายใจอยู่ แต่ละคนต่างก็รีบช่วยกันประคองเพื่อนพ้องไม่ให้โดดเดี่ยวอีกต่อไป

“เอ เจ้าเป็นอะไรทำไมถึงอยู่ในสภาพเช่นนี้” ชาวบ้าน 1 ถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับยกกระบอกน้ำให้เพื่อนดื่มหวังให้คลายความกระหาย

“ขะ ข้า โดนพืชพิษนิดหน่อยน่ะ กว่าจะขยับร่างกายได้ก็ใช้เวลานานเหมือนกัน ขอโทษนะเพื่อน” ชาวบ้านเอกล่าวด้วยความสำนึกผิดที่ตนเป็นต้นเหตุให้พวกพ้องต้องออกตามหาในช่วงดึกที่แสนอันตรายแบบนี้

“อื้อ ไม่เป็นไร เรากลับกันเถอะ นอกเขตแดนยิ่งดึกยิ่งน่ากลัว พวกเราต้องรีบกลับกันแล้ว ก่อนที่จะมีอันตรายเกิดขึ้น” ชาวบ้น 1 พูดด้วยความสั่นกลัวแล้วช่วยกันพยุงเพื่อนพ้องลากสังขารกลับบ้านกัน แต่ในระหว่างเดินทางพวกเขากลับไม่พบมอนสเตอร์แม้แต่ตัวเดียว

เสียงคำรามก่อนหน้าก็จางหายไปจนเงียบสนิทเหลือแต่เสียงใบไม้กระทบกันเมื่อลมต้องเพียงเท่านั้น แสงจันทร์เพ็ญยามค่ำคืนเป็นเหมือนไฟส่องทางแห่งความหวังของพวกเขา

แม้จะเดินมาร่วมชั่วโมง ทั้งสี่คนก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ ตามคำเล่าลือพวกเขาบอกว่ากลางคืนนั้นจะมีแต่มอนสเตอร์โหดร้ายออกล่าเหยื่อ และมันเหล่านั้นก็มีระดับเลเวลที่สูง สัตว์กลางคืนที่โหดเหี้ยมอำมหิตจะส่งเสียงคำราม และตระเวนไปทั่วป่า

กระนั้นตอนดึกวันนี้กลับไม่มีเสียงใดๆ รบกวนเลยแม้แต่น้อย มันแปลกเกินไปแล้ว

แซกๆ ๆ

แซกๆ ๆ

เสียงสัตว์บางอย่างเหยียบใบไม้แห้งที่หล่นพื้นเป็นจังหวะและเริ่มใกล้เข้ามาจนทำให้ชาวบ้านทั้งสี่ไม่กล้าขยับไปไหน

แซกๆ ๆ

แซกๆ ๆ

เสียงนั้นยังคงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และครานี้เองเป้าหมายได้เปลี่ยนไป เสียงมันมุ่งหน้ามาทางที่ทั้งสี่คนกำลังยืนอยู่ด้านหลัง หรือว่าข้างหลังคือมอนสเตอร์ ความรู้สึกกลัวที่เกิดขึ้นภายในนั้นหาได้เปรียบ ชีวิตของชาวบ้านทั้งสี่ต้องสูญสิ้นเสียแล้วกระนั้นหรือ

แซก

แซก

แซก

เสียงดังมาทางด้านหลังแล้วหยุดลง ตามความรู้สึกของชาวบ้านเสียงนั้นหยุดห่างจากพวกเขาเพียงไม่กี่ก้าว และด้วยเหตุที่เสียงมันหยุดอยู่ตรงนั้นนั่นแหละพลันความกลัวก็เกาะกุมจิตใจทันที ภาพมอนสเตอร์ที่หยุดและตั้งท่าจากนั้นก็กระโดดจู่โจมเหยื่อเด่นชัดเข้ามาภายในจิตใจ

วิ่ง!!!!!!!!!!!!!!!!!

…………………………………………………………………………………………

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น