Kamui Yato

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 [ ห้องแห่งกาลเวลา ]

ชื่อตอน : บทที่ 7 [ ห้องแห่งกาลเวลา ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2561 18:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 [ ห้องแห่งกาลเวลา ]
แบบอักษร

หลังจากที่การ์ลิคทิ้งเบลล่าให้หงุดหงิดเล่นเพื่อคลายความกังวลเสร็จ ตัวเขาก็เข้ามาในห้องแห่งกาลเวลากับมิสเตอร์โปโป้ และทันทีที่เข้ามา เขาก็รู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ มันรู้สึกอึดอัดไม่น้อยนี่อาจเป็นเพราะออกซิเจนในที่แห่งนี้มีน้อยมาก

"ก่อนที่เราจะเริ่มฝึก คุณต้องสวมชุดที่มิสเตอร์โปโป้เตรียมไว้ให้นะ"

มิสเตอร์โปโป้ยื่นชุดที่คล้ายชุดที่เขาใส่มาให้ ซึ่งการ์ลิคก็รับมันมาอย่างไม่สงสัย แต่ทันทีที่มิสเตอร์โปโป้ปล่อยมือจากชุดนี่สิ น้ำหนักจากชุดที่การ์ลิคได้รับนั้นไม่ต่ำกว่า 1 ตันเลยนะเฮ้ย แค่ชุดเก่าที่เขาใส่นี่ก็ล่อไป 300 กิโลแล้วนะ

ตู้มมมม!

เสื้อผ้าในมือการ์ลิคถึงกับหล่นลงพื้นอย่างรุนแรง พื้นห้องแห่งกาลเวลาถึงกับเกิดรอยแตกร้าว การ์ลิคตอนนี้ไม่สนใจอะไรอื่นนอกจากมองมิสเตอร์โปโป้ เพื่อถามความเห็น ซึ่งเขาก็อธิบายมาว่า เขารู้ว่าการ์ลิคนั้นมีพลังมากกว่าที่เห็น จึงทำชุดให้เขาเป็นพิเศษ

"เออมิสเตอร์โปโป้ นี่เรายังไม่ได้ออกไปข้างนอกเลยนะ**นี่ถ้าออกไป 1 ตันบวกกับแรงโน้มถ่วง 10 เท่าเราไม่ตายเลยหรอ ?"

"ไม่ตายแน่นอน มิสเตอร์โปโป้รับรอง"

'ไม่ตาย แต่สาหัสเลยสิท่า'การ์ลิคได้แต่คิดอย่างเคืองๆ แต่เขาก็ยังหยิบชุดขึ้นมาใส่ เพราะเขาอยากแข็งแกร่งขึ้นให้มากกว่านี้

แต่กว่าจะใส่ชุดเสร็จ การ์ลิคก็แทบหมดแรงแล้ว แต่เขาก็ยังพยายามฝืนเดินไปหามิสเตอร์โปโป้ จนออกมาอยู่ที่ลาน ทันทีที่สายตาเขาพบกับความว่างเปล่าที่เสมือนพื้นที่สีขาวอันไร้จุดสิ้นสุดเขาก็กัดฟันเริ่มทุ่มเทอย่างตั้งใจ จนลงมาเหยียบลานที่มีแรงโน้มถ่วงสิบเท่า

ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมม~!

อักก~!

ทันทีที่ก้าวเท้าเหยียบลงพื้นแรงดึงดูด10เท่าก็เข้าถาโถมการ์ลิคอย่างไร้ปราณี ร่างกายของเขาล้มตัวลงกระแทกพื้นจนกระอักน้ำออกมา เพราะน้ำหนักโดยรวมที่เขาได้รับในตอนนี้ คือสิบตัน ร่างกายที่เป็นเด็กวัย 7 ปีอย่างเขามีหรือจะรับกับน้ำหนักขนาดนี้ไหว

"ไหวหรือเปล่าคุณ ให้มิสเตอร์โปโป้ช่วยไหม"


"ไม่เป็นไร ถ้าแค่นี้ยังทำไมได้ เราก็ไม่มีวันแข็งแกร่งขึ้นอีกแน่ๆ"

การ์ลิคเร่งพลังต่อสู้สูงสุดที่เขามี นั่นก็คือ 64,842 จนสุดท้ายเขาก็ลุกขึ้นมายืนได้ แต่ก็แรกมากับพลัง Ki ที่เกือบหมดไป เขาในตอนนี้ยืนหอบหายใจราวกับจะขาดใจตาย แม้จะอยากใช้ถั่วเซียนแค่ไหน แต่เขาก็ไม่คิดจะเดินกลับไปเอา เพราะกว่าจะถึงเขาคงหมดแรงเสียก่อน

"ก่อนอื่นคุณต้องฝึกให้ร่างกายชินกับน้ำหนักนี้เสียก่อน และหลังจากนั้นมิสเตอร์โปโป้จะสอนวิธีการต่อสู้โดยใช้ Ki เข้าร่วม"

เมื่อเขาว่าเช่นนั้น การ์ลิคก็ทำตามที่สั่ง เขาใช้เวลากับการเคลื่อนไหวเสียก่อน โดยเริ่มแรกเขาลองก้าวเท้าเดินช้า ๆพร้อมกับ ชกต่อยอากาศ จนเมื่อชินเขาก็เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อย ๆจนห้าวันผ่านไป เขาก็สามารถชินกับน้ำหนักพอสมควร แต่ก็แลกมากับความเหนื่อยล้าจนใจแทบขาด ร่างกายแทบพังทลายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง

แถมในช่วงสามวันแรกเขายังเจอกับอากาศผันผวนที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวทำร้ายเสียจนแทบตกตาย บ้างก็ไฟลุกท่วมตัว บ้างก็เป็นน้ำแข็งไปทั้งตัว ทรมานร่างกายสุดๆ แต่เขาก็ยังฝืนฝึกจนชินกับน้ำหนักได้ จนเข้าถึงครึ่งเดือน การ์ลิคก็ชินกับสภาพน้ำหนักและแรงโน้มถ่วงอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะวิ่ง จะกระโดด จะกิน จะนอนเขาก็สามารถทำมันได้อย่างไม่มีปัญหา แถมยังเหนื่อยช้าอีกด้วย

ผลลัพธ์ในสิบหน้าวันยังไม่ได้มีแค่นี้ ตอนนี้เขายังชินกับสภาพอากาศที่ผันผวนได้อีกพอสมควร แถมยังทำให้จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งอย่างทวีคูณ ขนาดมิสเตอร์โปโป้ยังเอ่ยปากชมเรื่องนี้เลยละ ถ้าถามว่าตลอดสิบห้าวันที่ผ่านมาเขาได้ใช้ถั่วเซียนบ้างหรือเปล่า ต้องบอกเลยว่าไม่! เขาไม่เคยใช้มันเลยเพราะตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลา

"ในเมื่อคุณชินกับน้ำหนักแล้ว มิสเตอร์โปโป้จะเริ่มสอนจริงๆแล้ว"

เขาไม่ค่อยอยากเชื่อเสียเท่าไหร่ว่ามิสเตอร์โปโป้มีพลังน้อยกว่าเขา เพราะดูจากท่าทางและความเชี่ยวชาญมิสเตอร์โปโป้แข็งแกร่งที่สุดในวังพระเจ้าเลยด้วยซ้ำ แถมเขายังไม่รู้ด้วยว่า พลังที่แพ้จริงของมิสเตอร์โปโป้นั้นมีพลังต่อสู้สูงสุดเท่าไหร่กันแน่**แต่ไม่นานเขาก็เลิกสนใจและหันไปสนใจการเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับ Ki ทั้งสองรูปแบบ ที่มิสเตอร์โปโป้กำลังอธิบายให้ฟัง

"Ki- Sense เป็นความสามารถที่คารินได้เคยสอนคุณเมื่อไม่กี่วันก่อน มันมีความสามารถ ในการจับพลัง -ลบพลัง อ่านการเคลื่อนไหวโดยไม่ใช้ตา (ใช้สัมผัสที่6) Ki - blasts เป็นความสามารถในการปล่อยพลัง เป็นพลังอีกรูปแบบหนึ่งของ Ki อันนี้มิสเตอร์โปโป้จะช่วยสอนการใช้พลังให้ดีที่สุดเอง"

เมื่อการบรรยายเล่ารายละเอียดจบลง มิสเตอร์โปโป้ก็เริ่มสอนทันที ซึ่งการ์ลิคก็พยายามจดจำรวมถึงใช้ออกมาอย่างเต็มประสิทธิภาพ แถมเขายังได้ลองสู้กับมิสเตอร์โปโป้ดูด้วย ซึ่งก็ใช้เวลานานเกือบสองเดือนกว่าเขาจะชนะมิสเตอร์โปโป้ได้(แอบเก่งและการ์ลิคก็ออมมือไว้ด้วย) จนผ่านไปครึ่งปี มิสเตอร์โปโป้ก็เลิกสอน(ไม่มีอะไรให้สอน) และให้การ์ลิคฝึกซ้อมเอง ทำให้เขาหาวิธีต่อสู้ในเรื่องดราก้อนบอลในความทรงจำดู

จนตอนนี้การ์ลิคก็ได้ท่าไม้ตายใหม่มาไว้ในครอบครองถึงสองท่าด้วยกัน ซึ่งท่านั้นคือ Spirit Blade(ดาบจิตวิญญาณ) ซึ่งท่านี้เป็นท่าไม้ตายของเบจิโตะที่ ซุนโกคูและเบจิต้าใช้โปตาร่ารวมร่างกัน ท่านี้เป็นท่าที่ใช้ Ki สร้างเป็นดาบบีบอัดพลังจิตวิญญาณเข้าไปในตัวดาบจนเป็นดาบพลังงานความถี่สูงแม้มันจะไม่ได้เลิศหรูแต่เขาก็รู้สึกชอบมันมากยิ่งกว่า Kamehameha(พลังคลื่นเต่า)เสียอีก เพราะเจ้านี่สามารถยืดหดขยายตัวได้ตามการส่ง Ki เข้าไปนั่นเอง

ส่วนอีกท่าหนึ่งที่เขาได้มานั่นก็คือ Big bang Attack ของเบจิต้าซึ่งกว่าเขาจะใช้ได้ก็นานพอสมควร แม้ดู ๆไปมันเหมือนกับบอลพลังธรรมดา แต่แท้จริงแล้วท่านี้ซับซ้อนมิใช่น้อย ท่านี้สามารถควบคุมได้ตามใจนึกอย่างเช่นการปลดปล่อย ควบคุมให้มันเคลื่อนที่ไปยังเป้าหมายนั่นเอง (คล้ายๆบอลพลังจิตของหยำฉา)

"ตอนนี้ วิธีการใช้ Ki ทั้งสองรูปแบบเราก็เข้าขั้นเชี่ยวชาญแล้ว ที่เหลือก็เพียงฝึกจิตวิญญาณและอารมณ์ของตัวเราเอง อาจจะใช้เวลาอีกนานที่เราจะสามารถแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่าได้"

เขายังไม่ค่อยคิดถึงซุปเปอร์ไซย่าเสียเท่าไหร่ เนื่องจากมันเป็นอะไรที่ยากเกินตัวเขาพอสมควร ยิ่งพลังพื้นฐานทางร่างกายของเขามันน้อยนิด จึงไม่คิดที่จะฝืนหาวิธีแปลงร่างในตอนนี้ แม้เขาจะรู้หลักการในการแปลงร่างจากการ์ตูนดราก้อนบอลอยู่แล้วก็ตาม

ตอนนี้เขาทำเพียงนึกวิธีฝึกที่จะเพิ่มความสามารถและผลลัพธ์ที่เยี่ยมยอดของเขาขึ้นไปอีกขั้น แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเนื่องจากตัวเขาในตอนนี้ก้าวข้ามขีดจำกัดทางด้านร่างกายและพลังต่อสู้ไปแล้วหลายครั้งทำให้พลังต่อสู้ของเขาไม่ค่อยขยับเลย

"จริงสิ มีวิธีอำมหิตแบบที่เจ้าซามัสเคยทำในร่างของโกคูแบล็คอยู่นี่นา"

คิดถึงวิธีนี้การ์ลิคก็แอบกลัวไม่น้อย แต่เขาก็จะทำเขาเดินไปเอาถั่วเซียนมาเตรียมไว้ถึงสามเม็ด ก่อนจะเร่งพลังสูงสุดจนเกิดออร่าสีขาวขึ้นมารอบตัว และนำออร่าเหล่านั้นมารวมกันอยู่ที่ฝ่ามือจนกลายเป็นดาบพลังงานสีขาวสว่างไสว และเขาก็ทำในสิ่งที่คนอื่นไม่คิดจะทำนั่นก็คือ...

ซวบบบบ!

"อึกกก~! เจ็บซิบหายเลยโว้ยยยย!"

การ์ลิคที่คิดพิเรนเอาดาบพลังงานแทงตัวเองจนบาดเจ็บสาหัส เมื่อแทงเสร็จเขาก็สลายดาบพลังและปล่อยให้ตัวเองบาดเจ็บจนเกือบเสียชีวิตและค่อยยัดถั่วเซียนเข้าปากทีหลัง เมื่อกินเสร็จเขาก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดนั่นก็คือพลังต่อสู้ที่เคยหยุดนิ่งกลับพุ่งกระฉูดราวก็อกแตก มันทำให้เขาก้าวขีดจำกัดไปแล้วอีกขั้นหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ

"แบบนี้ คงไม่มีใครกล้าบ่นถึงวิธีการของเราหรอกเนอะ"

หลังจากที่ได้พิสูจน์เรื่องแผนการณ์อันชั่วร้าย เขาก็เริ่มฝึกวิชาต่อ โดยฝึกควบคุม Ki  ฝึกฝนร่างกาย ฝึกจิตวิญญาณ จนถึงขีดสุดและไม่สามารถพัฒนาได้อีก ก่อนจะใช้วิธีเดิม คือทำร้ายตัวเองจนเกือบเสียชีวิต ชีวิต เขาทำแบบนี้เป็นประจำ จนพลังต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งขึ้นจนหน้าหวาดกลัว ซึ่งพลังต่อสู้ล่าสุดที่เขาวัดได้เมื่อ 2 เดือนก่อนที่สเกาเตอร์ของเขาจะระเบิด คือ 279,100 จุด

ส่วนตอนนี้เขาไม่รู้แล้วว่าพลังของตนไปถึงขั้นไหน อาจจะเทียบเท่าฟรีเซอร์ร่างแรกในการ์ตูนดราก้อนบอลเลยก็เป็นได้(530,000 จุด) แต่เขาก็ยังไม่คิดประมาท แม้จะมีพลังเทียบเท่ากับมันในร่างแรก แต่มันก็มีอีกตั้ง 3 ร่าง ซึ่งสามร่างนั่น มีพลังต่อสู้เหยียบหลักล้านจนถึงร้อยล้านจุดเลยทีเดียว

"นี่ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องออกจากห้องแห่งการเวลาแล้วสินะ"

การ์ลิคในตอนนี้คิดว่ามันเพียงพอแล้ว แม้จะยังเหลือเวลาอีกสองเดือนกว่าจะครบหนึ่งปีภายในห้อง แต่เขาก็ไม่คิดจะอยู่แล้ว เพราะเขาอยากเก็บเวลาที่เหลือไว้ใช้ฝึกซ้อมในยามจำเป็น ห้องแห่งกาลเวลานั้นคนหนึ่งทั้งชีวิตสามารถเข้าได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น หรือก็คือคนหนึ่งสามารถใช้ห้องแห่งกาลเวลาได้เพียงแค่ 2 วันในโลกภายนอก

และอีกอย่างที่เป็นปัญหาสำหรับเขาอีกหนึ่งเรื่อง นั่นก็คือเรื่องอาหาร ที่นี่ไม่มีอาหารดี ๆให้กินเลย มีแต่อาหารแห้งจำพวกแป้ง(ขนมปัง)และน้ำเปล่าเพียงแค่นั้น จะให้เขาอยู่ในที่แบบนี้อีกสองเดือนก็ไม่ไหว แม้จะมีถั่วเซียนที่สามารถทำให้เขาอิ่มได้ถึงสิบวัน(ต่อหนึ่งเมล็ด) แต่มันก็ไม่คุ้มเพราะเขาใช้ถั่วเซียนไปหลายสิบเม็ดแล้ว แถมตัวเขายังคิดถึงอาหารรสเลิศตามภัตตาคารอีกด้วย

"กลับดีกว่า ฝืนร่างกายมากไปก็ไม่ดี แถมที่นี่ก็ทำให้เรารู้อึดอัดด้วย"

การ์ลิคลดพลังต่อสู้ลงต่ำจนเหลือประมาณ 5000 จุด และเดินออกไปจากห้องแห่งกาลเวลา ซึ่งทันทีที่เขาออกมาก็พบกับเด็กหญิงเบลล่าที่นั่งรอหน้ามุ้ยเหมือนหมารอเจ้าของ เขาก็ทำได้แต่ขำขัน ก่อนที่จะชวนเธอไปหาอะไรทาน เพราะเขารู้สึกหิวเหลือเกิน แต่จากที่เบลล่าบอกดูเหมือนมิสเตอร์โปโป้จะเตรียมอาหารไว้รอแล้ว

"นี่การ์ลิค ตอนนี้พลังต่อสู้ของนาย อยู่ระดับไหนแล้วช่วยแสดงให้เราดูหน่อยได้หรือเปล่า"เบลล่าถามขณะที่ทั้งคู่เดินคุยกัน

*"ตอนนี้ยังไม่ได้หรอกนะ แต่เราบอกได้แค่ว่า เราแข็งแกร่งมากเลยละ"*การ์ลิคพูดเพียงแค่นั้นก่อนจะเดินไปหามิสเตอร์โปโป้เพื่อทานอาหาร โดยมีเบลล่าที่เดินหน้างอไม่พอใจเขาตามมาสมทบ

"ทำไมออกมาเร็วจังละคุณ มิสเตอร์โปโป้ไม่เข้าใจ"

"เราไม่อยากฝืนร่างกาย แล้วอีกอย่างในอนาคตเราอาจจะต้องมาฝึกที่นี่อีกจึงอยากเก็บเวลาที่เหลือไว้ในภายภาคหน้า"

มิสเตอร์โปโป้นั้นพยักหน้าอย่างเข้าใจ ตอนนี้เขาและมิสเตอร์โปโป้สนิทกันอยู่ไม่น้อย แม้เขาจะไม่ค่อยแสดงอารมณ์ออกมาให้เห็น แต่การ์ลิคก็รู้ว่ามิสเตอร์โปโป้ดูแลและใส่ใจเขาและเบลล่าไม่น้อยเลยทีเดียว

__________________________________________________________________________________________________________

ไรท์อยู่ทีมไม่เล่นน้ำสงกรานครับ

ความคิดเห็น