แป้งเปียก.

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไอสูรย์ตัวร้าย #6 ไพ่ใบสุดท้าย! (RW)

ชื่อตอน : ไอสูรย์ตัวร้าย #6 ไพ่ใบสุดท้าย! (RW)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 80.4k

ความคิดเห็น : 34

ปรับปรุงล่าสุด : 06 มี.ค. 2559 23:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไอสูรย์ตัวร้าย #6 ไพ่ใบสุดท้าย! (RW)
แบบอักษร
 
 

 http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/4866/1955066413-member.jpg

ไอสูรย์ตัวร้าย #6 ไพ่ใบสุดท้าย!

  

อ๋องน้อย

ความอ่อนโยนที่ผมได้รับเมื่อคืนรวมไปถึงคำพูดมากมายที่บางประโยคเหมือนจะเข้าใจแต่ทำไมผมถึงไม่เข้าใจและที่แน่ๆ ทำไมเขาพูดเหมือนกับว่ารู้จักไอสูรย์เป็นอย่างดี

ผมลุกขึ้นจากเตียงที่แสนจะนุ่มและสุขสบายนี้มันคือวันแรกที่ผมต้องอยู่ที่นี่ไม่นับรวมกับเมื่อคืนผมใช้ชีวิตอย่างปกติมันรู้สึกผิดแบบไปนิดๆ เพราะผมไม่ต้องไปเรียนหนังสือไม่ได้ยินเสียงพี่เหนือกับพี่ใต้และใครอีกคนที่ผมอยากจะหนีไปให้พ้นๆ

แบบนี้แผนการที่ผมกับรินวางไว้ก็คงจะสูญเปล่าสินะว่าแต่แผนการแล้วยาสลบละวิ่งไปหากางเกงของตัวเองที่ใส่มาเมื่อคืนก่อนที่จะล้วงเพื่อหายาสลบนั่นแต่ปรากฏว่ามันกลับไม่มีอย่าบอกนะว่าผมทำตกไว้ที่บ้านของไอสูรย์แต่จะว่าไปถึงทำตกไว้จริงๆ ก็ไม่มีประโยชน์ในเมื่อตอนนี้ผมไม่ต้องกลับไปที่นั่นอีกแล้ว

ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ทำไมจิตใจกลับแย้งกับความรู้สึกผมตอนนี้จังเลย

 

ก๊อก ก๊อก

ระหว่างที่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเสียงประตูก็ถูกเคาะผมเดินไปที่หน้าประตูก่อนจะเปิดมันออกและเห็นว่าคนที่มาเคาะก็คือคุณโจวในมือของเขามีเสื้อผ้าอยู่ด้วย

“คุณโรมิโอฝากมาให้ครับ” ผมยิ้มและรับเสื้อผ้าพวกนี้มา “อาหารเช้าใกล้จะพร้อมแล้วนะครับ”

“ขอบคุณครับ” ผมปิดประตูห้องก่อนจะเดินกลับมาที่เดิมวางเสื้อผ้าที่ถืออยู่ไว้ปลายเตียงเดินไปหยิบผ้าขนหนูแล้วเข้าไปในห้องน้ำ

ผมใช้เวลาในการอาบน้ำแค่ไม่นานเพราะเมื่อกี้คุณโจวเพิ่งบอกว่าอาหารเช้าใกล้จะเสร็จแล้วดังนั้นผมก็ควรจะรีบสินะ คิดได้แบบนั้นก็เดินไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่ทุกอย่างพร้อมสำหรับผมหมดแม้แต่ขนาด...จะว่าไปพวกเขาไม่น่าจะรู้ได้นี่แต่ก็ช่างเถอะครับ ผมรีบแต่งตัวและจัดความเรียบร้อยของตัวเองก่อนจะเดินออกจากห้องลงไปด้านล่าง

เมื่อคืนกับตอนเช้ามันต่างกันเพราะทำให้ผมมองทุกอย่างได้ชัดเจนขึ้นในบ้านมีแค่รูปถ่ายของพี่โรมิโอผมเรียกเขาแบบนี้ได้หรือเปล่าเพราะมันทำให้รู้สึกอบอุ่นและรูปใครอีกคนที่ผมคาดว่าน่าจะเป็นพ่อของเขาลองสังเกตดูดีๆ บ้านของไอสูรย์ก็เหมือนกันแล้วผมจะไปนึกถึงเขาทำไม?

“เดินมานั่งใกล้ๆ ฉันนี่” เดินมองบรรยากาศไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมยืนอยู่ส่วนไหนของบ้านเสียงของพี่โรมิโอก็ดังขึ้นมา ผมหันไปมองก่อนจะเดินเข้าไปหาเช้านี้เขาแต่งตัวตามสบายแถมไม่ใส่สูทจะว่าไปคงไม่ต้องไปทำงานสินะ

“ผมมาช้าหรือเปล่าครับ” นั่งลงฝั่งตรงข้ามเขาพร้อมกับคำถามอาหารเช้าถูกยกมาตั้งตรงหน้าทันทีด้วยเหมือนกัน

“เปล่าหรอกจะว่าไปแล้วพอมีเพื่อนนั่งกินข้าวก็ดีเหมือนกันจะได้ไม่เหงา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกก่อนจะยกกาแฟขึ้นมาดื่มผมเพิ่งสังเกตว่าตรงหน้าเขามีแค่กาแฟแล้วก็ขนมส่วนมืออีกข้างก็ถือหนังสือพิมพ์อยู่ด้วย

“คุณไม่กินข้าวเช้างั้นเหรอ”

“ฉันไม่ชอบนะ รีบกินสิเมื่อคืนนายคงไม่ได้กินอะไรไปสินะ” ผมพยักหน้าก่อนจะตักข้าวต้มตรงหน้าเข้าปากและนั่งกินเงียบๆ บรรยากาศมันต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย ผมกินได้แค่ไม่กี่คำก็ต้องนั่งเขี่ยข้าวต้มในถ้วยตรงหน้าอยู่อย่างนั้น!

ผมอยากกลับบ้านและอยากร้องไห้มากๆ ทำไมผมต้องมาเจอกับคนที่ตัวเองไม่รู้จักไม่เคยคิดเลยด้วยซ้ำว่าชีวิตนี้ผมจะต้องมาพบเจออะไรแบบนี้

“ไม่อร่อยเหรอ?” จู่ๆ เสียงของคนที่นั่งห่างออกไปจากผมไม่ไกลก็ดังขึ้นมา ผมเงยหน้าขึ้นไปมองเขาก่อนจะฝืนยิ้ม

“อร่อยครับ แต่ผมไม่หิว” ผมตอบคำถามเสร็จก็ก้มหน้าต่อ ผมไม่อยากมองหน้าเขาด้วยซ้ำไปเพราะอะไรนะเหรอก็เพราะใบหน้าของเขามันทำให้ผมนึกถึงใครอีกคน

“กินเยอะๆ สิ นายดูผอมไปนะ” ผมเงยหน้าขึ้นไปมองเขาอีกครั้ง ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงทำตัวอ่อนโยนกับผมนัก

“เราเพิ่งเจอกันแท้ๆ พี่เอ่อคือผมเรียกแบบนี้ได้ไหม?” ผมเปลี่ยนประโยคที่พูดก่อนจะเงยหน้าไปมองเขาพี่โรมิโอยิ้มกลับมาก่อนจะพยักหน้าตอบ

“ได้สิ! ฉันก็อยากมีน้องชายเพิ่ม”

“ขอบคุณครับเอ่อแล้วพี่รู้ได้ยังไงว่าผมผอมลง” ผมถามในประโยคที่พูดค้างไว้เมื่อกี้พี่โรมิโอยิ้มให้ผมก่อนจะวางหนังสือพิมพ์ที่ถืออยู่ลงบนโต๊ะใกล้ๆ กับมือเขาก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าผม

“ยื่นมือมาหน่อยสิ” ผมวางช้อนที่ถืออยู่ก่อนจะยื่นมือไปตรงหน้าเขา

“เห็นไหม? ข้อมือนายเล็กจนพี่กำมันได้เกือบสองรอบแนะ” ท่าทางและคำพูดของพี่โรมิโอทำให้ผมยิ้มออกทันทีแถมยังเป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ได้ฝืนด้วยครับ

“พี่เวอร์ไปหรือเปล่าแต่ก็ขอบคุณนะครับที่ทำให้ผมยิ้มได้” พี่โรมิโอยิ้มก่อนจะปล่อยมือผม ทำไมผมถึงรู้สึกว่าเขาอ่อนโยนได้มากขนาดนี้นะไม่ต่างไปจากพี่เหนือเลย

“อยากชดเชยอะไรบางอย่าง”

“พี่ว่าอะไรนะครับ” ผมได้ยินในสิ่งที่เขาพูดไม่ถนัดจึงถามขึ้นอีกแต่เขากลับไม่ตอบคำถามผมซะงั้น

“เปล่านี่ รีบกินสิพี่จะพาชมรอบบ้าน” ถึงเขาจะบอกให้ผมกินแต่ผมก็กินต่อได้แค่ไม่กี่คำเท่านั้นเอง

หลังจากนั้นพี่โรมิโอก็พาผมเดินชมรอบบ้านอย่างที่เขาว่าจริงๆ โดยมีคุณโจวเดินตามหลังมาติดๆ ขนาดอยู่ในอาณาจักรของเขายังต้องระวังขนาดนี้เลยเหรอ

“กลัวเหรอ” เสียงคนที่เดินอยู่ข้างๆ ถามขึ้นไม่ว่าจะหันไปมองมุมไหนก็มีแต่ผู้ชายใส่ชุดดำร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ทั้งนั้น

“นิดหน่อยครับรู้สึกเหมือนอยู่ในที่ที่น่ากลัวยังไงก็ไม่รู้สิ”

“บ้านมาเฟียก็เป็นแบบนี้แหละต้องระวังอยู่ตลอดเวลา” พี่โรมิโอบอกกับผมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนก่อนจะจับมือข้างหนึ่งของผมเอาไว้

“เดี๋ยวพี่จะจับมือนายแล้วพาเดินเองจะได้ไม่รู้สึกกลัว” รู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูกแฮะแถมไม่กล้าสบตาเขาอีกต่างหาก

ทำไมผมต้องมารู้สึกแบบนี้ด้วยนะหรือเพราะตอนนี้ผมต้องการใครสักคนที่เข้าใจ...

ตอนนี้พี่โรมิโอพาผมมาหยุดยืนอยู่ตรงบริเวณสวนดอกไม้ผมก็ไม่อยากจะคิดว่ามาเฟียจะมีมุมที่อ่อนโยนแบบนี้กับเขาด้วยแต่เชื่อผมเถอะครับว่าผู้ชายข้างกายผมตอนนี้มีมันในตัว

พี่โรมิโอเดินตรงไปยังเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่ตั้งอยู่ในสวน...เขานั่งลงทันทีและมองไปรอบๆ ผมเองก็ยืนมองภาพนั้นแถมยังยิ้มออกมาแบบไม่รู้ตัวเขาไม่ใช่คนที่ใจร้ายและน่ากลัวแต่ภาพที่ผมเห็นตอนนี้เขาอ่อนโยนและอบอุ่นมากเลยทีเดียว

“มองนานๆ ไม่ดีนะครับมานั่งนี่สิ” ผมเกาหัวแก้เขินก่อนจะเดินเข้าไปนั่งข้างๆ พี่โรมิโอทันที

“ทำไมพี่ถึงชอบดอกไม้ละครับ” ผมตั้งคำถามแล้วมองไปรอบๆ ตอนนี้คุณโจวหายไปแล้วไม่รู้ว่าหายไปตอนไหนผมเองก็ไม่ทันสังเกต

“มันสวยละมั้ง” คำตอบของเขาเหมือนแค่ตอบผ่านๆ เท่านั้นเองครับ

“ไม่จริงหรอกครับ”

“ทำไมละ?” พี่โรมิโอหันกลับมาจ้องหน้าผมแล้วยิ้มรอยยิ้มของเขาน่าหลงใหลมากๆ จนหัวใจของผมมันเต้นแรงผิดปกติ

“พี่เหมือนซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้!” ผมพูดตามความรู้สึกที่ได้รับรู้จากแววตาคู่นี้ที่กำลังจ้องมองอยู่

แววตาของผู้ชายคนนี้เศร้าเหลือเกิน...

“พี่ในมุมที่อ่อนแอไม่มีหรอกนะอ๋องน้อย” เขาเลือกที่จะละสายตาไปจากผมก่อนจะทอดมองไปยังด้านหน้ารอยยิ้มจางๆ มันคือคำตอบที่ดีมากกว่าคำพูดเมื่อกี้ซะอีกครับ

“พี่รู้อะไรไหมว่าตอนนี้ตัวพี่กำลังอ่อนแอ”

“นายคิดมากไปหรือเปล่า!

“ผมพูดในสิ่งที่สายตาผมเห็นและพี่ก็กำลังทำให้ผมคิดว่า” ในขณะที่พี่โรมิโอหันกลับมาจ้องหน้าผมแต่ไม่รู้ทำไมผมถึงไม่กล้าสบตาและเลือกที่จะเอียงหน้าไปทางอื่นก่อนจะพูดต่อ

“พี่เหมือนผู้ชายคนนั้นต่อให้ภายนอกจะดูเข้มแข็งและโหดร้ายมากแค่ไหนก็ตามแต่แววตาที่สะท้อนมากลับบอกว่านี่ต่างหากละตัวตนที่แท้จริง” ไม่รู้ทำไมผมถึงเลือกที่จะนึกถึงเขาต่อให้พยายามจะลืมมากแค่ไหนก็ตามแต่ผมก็ทำไม่ได้

...แค่เพียงเวลาไม่นานผู้ชายคนนั้นก็สามารถทำให้ผมเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอครับ

น่าเศร้าจัง!

“ไอสูรย์สินะ”

“อย่าพูดถึงชื่อนี้เลยครับ”

“เคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงอยากหนีมากแค่ไหนก็ไม่มีทางหนีได้” ผมหันกลับไปจ้องหน้าพี่โรมิโออีกครั้งซึ่งตอนนี้เขาเองก็กำลังมองผมอยู่

“บางทีผมก็คิดว่าพี่รู้จักเขาแต่ลึกๆ ผมก็อยากให้เรื่องที่ตัวเองคิดไม่ใช่ความจริง”

“ทำไมละอ๋องน้อย

“เพราะผมอยากหนีความจริงข้อนี้อยากหนีผู้ชายที่ชื่อไอสูรย์ยังไงละครับ” ผมแค่นยิ้มออกมาทั้งๆ ที่แทบจะยิ้มไม่ออกเลยด้วยซ้ำไป

“พี่ขอโทษนะ” จู่ๆ คนข้างกายก็พูดขอโทษจนผมต้องขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

“ขอโทษผมทำไมครับ”

“บางทีพี่อาจไม่ได้เป็นอย่างที่นายเห็นก็ได้คนเรามักมีมุมมองที่เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา” เขาขยี้หัวผมเมื่อพูดประโยคเมื่อกี้จบและผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเพราะอะไรถึงได้ขอโทษผม

“ขอแค่ตอนนี้พี่ยังดีกับผมก็พอแล้วครับผมจะได้รู้สึกอบอุ่นและอีกไม่นานผมคงต้องไปจากที่นี่สินะครับ”

ฝืนยิ้มและอยากจะร้องไห้พอเจอใครสักคนที่สามารถทำให้เรารู้สึกอบอุ่นและพึ่งพาได้แต่ทำไมเวลาที่จะได้อยู่กับคนๆ นั้นถึงสั้นแบบนี้ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องไปจากที่นี่เมื่อไหร่แต่ผมอยากให้เวลานั้นเดินเข้ามาอย่างช้าๆ และเนิ่นนานที่สุด

“เราจะได้เจอกันอีก”

“ขอโทษครับคุณโรมิโอมีสายจากนายท่าน” เสียงของคุณโจวดังขัดขึ้นมาซะก่อนพี่โรมิโอเองก็ลุกขึ้นยืนไปรับโทรศัพท์ก่อนไปก็สั่งให้คุณโจวอยู่เป็นเพื่อนผม

อยากตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องได้เจอกันอีก ทั้งๆ ที่ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าต้องไปอยู่กับใคร!!!

 

โรมิโอ

ผมเดินออกมาคุยโทรศัพท์กับพ่อแต่ก็ไม่ลืมสั่งให้โจวอยู่เป็นเพื่อนอ๋องน้อยผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอ่อนโยนได้มากขนาดนี้

แปลก!

“ขอโทษนะครับที่ผมรับสายช้าไป” เลิกคิดเรื่องอ๋องน้อยก่อนจะตอบกลับปลายสายที่กำลังถือสายรอผมอยู่ในตอนนี้

“อีกสองวันจะมีงานสำคัญแกจะไปหรือเปล่า” นึกว่าท่านจะโทรมาทำไมที่แท้ก็ถามเรื่องงานนี่เอง

“ไปครับ!

“อืมแล้วน้องเป็นยังไงบ้าง”

น้องที่พ่อหมายถึงก็คงจะเป็นไอสูรย์เพราะท่านเคยเจอหมอนั่นครั้งหนึ่งตอนที่มาเมืองไทยผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมพ่อถึงถูกชะตากับไอสูรย์ได้แต่ที่แน่ๆ ท่านเข้ากับคนยากมากครับ

“รู้สึกว่าช่วงนี้หมอนั่นจะใช้เงินเล่นมากไปหน่อยครับ” ผมตอบตามความเป็นจริงก็เริ่มตั้งแต่ไปประมูลอ๋องน้อยมาแล้วละครับ

“แกสองคนเหมือนกันนะต่างกันตรงที่ไอสูรย์ไม่เหลือเสาหลัก”

ผมเงียบไปจนพ่อพูดขึ้นมาต่อ...

“น้องกำลังใช้เงินซื้อความสุขแต่นั่นแค่ช่วยบรรเทาเท่านั้นเข้าใจใช่ไหมโรมิโอ” ผมเข้าใจในสิ่งที่พ่อพูดดีเพราะผมเองก็เคยทำตัวย่างที่ไอสูรย์ทำมาก่อน

“ไอสูรย์ไม่มีวันตื่นขึ้นมาได้หรอกครับผมเคยได้รับมันแต่หมอนั่นไม่เคยแม้แต่จะได้สัมผัสเลยด้วยซ้ำไป” ตรงนี้ละมั้งที่เราสองคนต่างกันจนทำให้ไอสูรย์แสดงความอ่อนโยนออกมาไม่ได้

“งานนี้มารีน่าและครอบครัวจะไปด้วย” ประโยคนี้ของพ่อสามารถทำให้ผมจุกจนพูดอะไรต่อไม่ได้เลยทีเดียวครับนอกจากจะยิ้มและสมเพชตัวเอง

“แยกแยะให้ออก ฉันหวังว่าแกจะไป

"..." พ่อทำให้สมองผมหยุดคิดไปได้ชั่วขณะเลยทีเดียว

"ส่วนไอ้พ่อไม่ได้เรื่องของไอสูรย์ไว้พ่อจะไปจัดการเอง"

 ผมไม่ทันได้ตอบคำถามของพ่อท่านก็กดวางสายไปซะแล้วบรรยากาศในตอนนี้เลยดูไม่ค่อยดีนัก

“คุณโรมิโอครับ” เสียงของโจวทำให้ผมตื่นจากภวังค์ก่อนจะหันกลับไปมองแต่หมอนี่ดันเดิมมาคนเดียว

“อ๋องน้อยละ”

“บอกว่าเหนื่อยเลยขอตัวไปพักผ่อนครับ”

"อืม” ผมพยักหน้ารับก่อนจะยื่นโทรศัพท์คืนให้หมอนี่

“ไม่เป็นอะไรนะครับ”

โจวคือคนเดียวที่เข้าใจผมมากที่สุดเพราะหมอนี่เป็นทั้งเพื่อนและบอดี้การ์ดที่ดีเสมอแถมยังรู้ทุกเรื่องราวของผมได้ดีเลยทีเดียวครับ

“ฉันแค่รู้สึกอ่อนแอ” สายตาแหงนมองท้องฟ้าสายลมที่พัดผ่านในตอนนี้ก็ไม่อาจทำให้หัวใจที่ร้อนรนของผมเย็นลงได้เลยครับ

“แต่ผมว่าคุณอ่อนโยนมากกว่าครับ” คำพูดของหมอนี่ทำให้ผมต้องหันไปมองหน้า

“ตั้งแต่ที่เด็กคนนั้นเข้ามาในบ้านคุณยิ้มแถมยังอ่อนโยนขึ้นมันเป็นภาพที่นานมาแล้วผมเคยได้เห็นแต่หายไป!

หึ!

แสยะยิ้มที่มุมปากพอจะเข้าใจคำพูดของโจวทันทีเพราะหมอนี่กำลังบอกผมว่าอ๋องน้อยคือคนๆ นั้นที่ทำให้ผมรู้สึกดีแบบเมื่อก่อนที่ผมเคยเป็น

“ฉันแค่อยากชดเชยสิ่งที่ไอสูรย์ทำลงไป”

“มันแทนกันไม่ได้หรอกครับคุณกับคุณไอสูรย์ต่างเจ็บปวดเท่าๆ กัน” เหมือนหมอนี่จะเข้าใจผมในทุกๆ เรื่องสินะ

“เปล่าเลยความเจ็บปวดของฉันเทียบไม่ได้กับที่ไอสูรย์เจอหรอกนะเพราะหมอนั่นขาดความรักความอบอุ่นมาแต่ไหนแต่ไรจนกลายเป็นคนไม่มีหัวใจ” ผมจ้องมองใบหน้าของโจวที่ไม่แสดงอาการอะไรออกมา

“ฉันอยากให้ผู้หญิงคนนั้นเจ็บปวดบ้างจัง หึคงได้แค่ฝันไปสินะ” มือสองข้างล่วงกระเป๋ากางเกงก่อนจะเดินออกมาทิ้งคำพูดเอาไว้ตรงนั้น

ผมเคยคิดว่าหล่อนจะเจ็บปวดบ้างแต่เปล่าเลยทุกวันนี้คนที่เจ็บปวดคือพวกเรามากกว่า

มันคือความเจ็บปวดที่อยากให้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว!!!

 

ร้านอาหาร

เย็นนี้ผมมีนัดกับไอสูรย์เพราะเราเจอกันที่บ้านไม่ได้คงรู้นะครับว่าเพราะอะไร? ถ้าไม่ใช่เพราะเด็กคนนั้นตอนนี้ผมกำลังนั่งรอไอสูรย์อยู่หมอนี่ชักช้าได้ตลอดเวลาจริงๆ บ่นไม่ทันไรก็เดินหล่อมาแต่ไกลแถมขนาบข้างไปด้วยบอดี้การ์ดสองพี่น้องเหนือใต้

“มาช้าไปนะ” ผมทักท้วงขึ้นเมื่อหมอนี่เลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงฝั่งตรงข้าม

“ผมเพิ่งเคลียร์งานเสร็จนะครับ” หมอนี่ยิ้มก่อนจะยื่นอะไรบางอย่างมาตรงหน้าผม “เช็คยี่สิบล้าน”

“ไม่จำเป็นแค่นี้ไม่ได้ทำให้ฉันจนหรอกนะ” ผมยื่นเช็คนี่กลับไปไอสูรย์เจ้าน้องชายตัวดีขมวดคิ้วก่อนจะหุบยิ้ม

เวลาหมอนี่ยิ้มอาจทำให้โลกทั้งใบดูดีแต่ใครละที่จะได้เห็นรอยยิ้มที่ออกมาจากจิตใต้สำนึกจริงๆ ไม่ใช่ยิ้มที่สร้างภาพแบบตอนนี้

“จะไม่เอา”

“ถือว่าเป็นค่าขนม”

“มาเฟียนี่ใจกว้างทุกคนหรือเปล่าครับ” ไอสูรย์ยักไหล่ก่อนจะหยิบเช็คตรงหน้าผมยื่นไปให้กับเหนือ

“แค่ฉันละมั้ง”

“ว่าแต่เด็กคนนั้นเป็นยังไงบ้างครับ” นี่ต่างหากจุดประสงค์ที่เรามาเจอกันวันนี้

“สบายดีแต่จิตใจไม่ค่อยสบาย”

“เหมือนพี่จะรู้ดีจังเลยครับ” ประชดผมอยู่สินะ หึ!

“ทำไมจะไม่รู้ละในเมื่อตอนนี้เด็กคนนั้นอยู่บ้านฉัน”

ผมอยากเห็นไอสูรย์ทุกข์ร้อนมากกว่านี้แต่ที่ไหนได้หมอนี่ก็ยังคงเฉยชาเหมือนเดิมแม้จะหวงของแต่ก็ไม่ยอมแสดงออกมา

ด้านชาเกินไปหรือเปล่า!

“จะไปรับกลับเมื่อไหร่”

“อีกสองวัน

“ตรงกับวันงานไม่ใช่เหรอ? หรือจะไม่ไป” บางครั้งผมก็ไม่เข้าใจหรอกครับว่าผู้ชายตรงหน้าในตอนนี้ที่ขึ้นชื่อว่าน้องชายของผมทำไมถึงชอบทำอะไรที่ยุ่งยากได้มากขนาดนี้

“ไปครับถ้าไปรับกลับมาแบบดีๆ มันก็ไม่สนุกสิผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าเด็กคนนั้นจะทำยังไงเมื่อรู้ว่าต้องไปกับใครก็ไม่รู้...อย่าลืมไปบอกนะครับว่าอีกสองวันผมจะไปรับ”

“จะให้บอกชื่อด้วยไหมละ?” ผมจ้องหน้าน้องชายตัวเองตอบกลับด้วยคำถามแกมประชดแต่ก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว

“ผมว่าพี่คงไม่บอกหรอกครับ” ถึงยังไงหมอนี่ก็รู้นิสัยผมอยู่ดี

“ไม่คิดว่าฉันจะใจอ่อนบ้างเหรอ” ผมใจอ่อนไปตั้งนานแล้วครับแค่ผมยังเห็นแก่ตัวมากกว่าเพราะสิ่งที่ได้กลับมาย่อมคุ้มค่ากว่า

“ผมก็อยากเห็นพี่เป็นแบบนั้นเหมือนกันรู้สึกบ้างไหมว่าตัวเองอ่อนโยนขึ้น” ไอสูรย์แสยะยิ้มร้ายกาจซึ่งมันเป็นรอยยิ้มที่ผมไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่แต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าหมอนี่กำลังจะทำอะไรกันแน่

“ไอสูรย์นายคิดจะทำอะไรกันแน่”

“ไม่รู้สิครับงั้นวันนี้ผมขอตัวกลับก่อน...เจอกันวันงานนะครับ” หมอนี่พูดทิ้งท้ายในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจเอาไว้ก่อนจะเดินจากไป

“นายเข้าใจที่ไอสูรย์พูดไหมโจว” เอ่ยถามคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากผมนัก

“เข้าใจครับ” ผมหันไปมองโจวทันทีเมื่อคำพูดเมื่อกี้หลุดออกมาจากปากของหมอนี่ขนาดผมยังไม่เข้าใจเลยครับ

“คุณไอสูรย์กำลังบอกกับพวกคุณว่าเด็กคนนั้นคือความอ่อนโยนต่อให้โหดร้ายแค่ไหนถ้าหากได้เจอกับความอ่อนโยนเข้าไปก็ไม่สามรถทำร้ายได้ลงคอ!” ผมพอจะเข้าใจคำอธิบายของโจวขึ้นมาได้บ้างแถมยังเข้าใจอีกอย่างหนึ่งด้วยครับ

“ไอสูรย์กำลังจะพ่ายแพ้สินะถึงได้ทำแบบนี้ หึฉลาดหาวิธีแยกความอ่อนโยนให้ออกห่างจากตัวเองดีนี่”

“แต่คงสายไปแล้วนายเห็นสายตาของไอสูรย์เมื่อกี้ที่พูดถึงอ๋องน้อยหรือเปล่าละ? หมอนั่นเปลี่ยนไป!

ตลอดเวลาที่คุยกันผมเอาแต่นั่งจ้องหน้าน้องชายตัวเองและผมก็สัมผัสได้ทันทีว่าแววตาที่สะท้อนกลับมาเมื่อกี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นถ้าเทียบกับเมื่อก่อนที่ว่างเปล่าและไร้เยื่อใยใดๆ

อ๋องน้อยสินะไพ่ใบสุดท้ายที่จะทำให้ไอสูรย์แพ้ได้! และบางทีไอสูรย์อาจจะรู้ตัวเองแล้วก็ได้ครับถึงทำแบบนี้...

 



 
ความคิดเห็น

}