AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 32 คู่หูพันธ์เด็ก

ชื่อตอน : ตอนที่ 32 คู่หูพันธ์เด็ก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 277

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 เม.ย. 2561 10:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 32 คู่หูพันธ์เด็ก
แบบอักษร

ตอนที่ 32 คู่หูพันธ์เด็ก

**หืม

**“ตื่นแล้วเหรอนานะ” ไผ่ไม่ได้ตอบคำถามเธอแต่เปลี่ยนเรื่องคุยแทน

**“นานะตื่นแล้ว และหิวด้วย ว่าแต่พี่ชายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง นานะอยากรู้” นานะตอบพลันลูบท้องทำตาน่าสงสารออดอ้อนให้ใจอ่อน ไผ่ส่ายหัวด้วยท่าที่น่ารักของเธอแล้วอุ้มลงมาวางกับพื้น

**รอยยิ้มของเธอช่างสดใส และดูเหมือนจะสูงขึ้นนิดหน่อย รูปร่างของนานะในตอนนี้สูงขึ้นและน่ารักกว่าแต่ก่อนมาก ไผ่หยิกแก้มนานะเบาๆ แล้วขยี้ผมไปมาทำให้นานะยิ้มสดใสมากขึ้น เหมือนเธอจะชอบให้ทำแบบนี้แหละนะ

**ไผ่ทิ้งตัวลงนั่งทั้งอย่างนั้นในห้องที่มีแต่พื้น กับเศษดินบางส่วนที่ยังไม่ได้ขนออกไป ทั้งนี้พื้นห้องก็ยังไม่ได้เรียบจนน่านั่งสักเท่าไหร่ แต่ก็ช่วยไม่ได้แหละนะ นานะกระโดดเข้ามากอดไผ่แล้วนั่งลงบนตักโดยไม่สนคราบดินที่เปรอะเปื้อน หัวน้อยๆ ของเธอซุกอกแล้วหลับตาพริ้ม

**“ดูมีความสุขจังเลยนะเรา” ไผ่ยิ้มแล้วลูบผมนานะเบาๆ ส่วนเธอก็กอดแน่นขึ้นแล้วส่งเสียงในลำคอว่า อื้อ ออกมาเบาๆ

**ไผ่ใช้งานแหวนมิติ หยิบเอาอาหารแห้งออกมาจำนวนหนึ่ง กลิ่นอันหอมคละคลุ้งของมันทำให้นานะหันมาสนใจและคว้าไปทานหงับๆ ในฉบับของเด็กน้อยผู้หิวโหย

**บาเรียขาวนวลยังคงล้อมรอบตัวนานะอยู่ไม่หายไปไหน สิ่งนี้นานะอธิบายหลังกินข้าวเสร็จว่ามันคือเวทย์อาณาเขตเฉพาะที่นานะสร้างขึ้น ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้มิติอากาศธาตุไร้ผลเฉพาะวงบาเรียที่ครอบคลุมเท่านั้น เวทมนตร์จึงสามารถใช้ได้ตามปกติ นานะยังบอกอีกว่าตอนนี้ผนึกความรู้ของเธอได้เปิดเข้าสู่อีกระดับหนึ่งแล้ว ความรู้มากมายของเผ่าพันธุ์ได้ไหลหลั่งเข้ามาไม่หยุดหย่อน จึงจะขอใช้เวลาช่วงหนึ่งเพื่อทำความเคยชินกับความรู้เหล่านั้น

**ไผ่ยิ้มอย่างเปิดเผยแล้วมอบห้องนี้ให้กับนานะ ทั้งนี้ยังขอให้แพตตี้ช่วยดูแลเธอด้วย ส่วนเรื่องอาหารการกิน ไผ่ได้มอบแหวนมิติที่มีเสบียงอาหารอยู่ในนั้นให้กับนานะ

**“ช่วงที่นานะกำลังปรับสภาพพลังและรวมถึงองค์ความรู้เผ่าพันธุ์ที่ไหลเข้ามาในหัว พี่จะให้แพตตี้ช่วยดูแลเรา ส่วนพี่นั้นจะขอออกไปสะสางเรื่องราวข้างนอกสักหน่อย บางที่อาจจะใช้เวลาเป็นอาทิตย์ๆ” ไผ่พูดเบาๆ พอให้ได้ยินกันทุกคนแล้วหันไปทางแพตตี้

**“แพตตี้ ช่วงนี้ขอให้เธอช่วยอยู่ดูแลนานะที ส่วนในห้องนี้จะปรับแต่งปรับปรุงให้สะอาดเรียบร้อย หรือจะใช้ดินสร้างที่นอน เก้าอี้เพิ่มก็แล้วแต่เลยนะ เรื่องพลังเวทย์ตอนนี้เธอสามารถดึงจากธรรมชาติมาหล่าอเลี้ยงได้แล้วใช่ไหม” ไผ่พูดน้ำเสียงนุ่มนวล แพตตี้พยักหน้าแล้วตอบรับด้วยความเคารพ

**“เอาล่ะ นานะอยู่กับแพตตี้ได้ใช่ไหม” ไผ่หันมาถามนานะด้วยแววตาเป็นห่วงอีกครั้ง

**“นานะอยู่ได้ค่าพี่ชาย ไม่ต้องเป็นห่วงน๊า ไว้นานะปรับสมดุลเสร็จเมื่อไหร่จะกอดพี่ชายให้หายคิดถึงเลย นานะพูดจริงๆ นะ” นานะน้อยเธอยังไม่วายสร้างความน่ารักน่าเอ็นดู ไผ่กอดเธอแล้วลูบผมเบาๆ เสมือนเป็นคนสำคัญในชีวิต

**“พี่ไปก่อนนะ” ไผ่พูดเบาๆ แล้วกล่าวลาแพตตี้ จากนั้นก็เดินออกจากอาณาเขตของนานะ พลันพลังเวทย์ก็ไม่สามารถใช้ภายนอกได้ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร เพราะตอนที่เขาเข้ามาในโลกบ้าบอนี่ก็ไม่ได้มีพลังเวทมนตร์อะไรอยู่แล้ว

**อีกอย่าง แม้พลังเวทย์จะใช้ไม่ได้ แต่ก็ใช้ว่าจะใช้วิชาจากโลกของเขาไม่ได้ วิชาดังกล่าวนั้นมีใจเป็นที่ตั้งนั่นแหละ

**เส้นทางอันคดเคี้ยวจากอุโมงค์ดินจนถึงภายนอก ในที่สุดก็เจอกับแสงสีดำที่ทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมได้ เสียงตูมๆ ยังคงดังกึกก้องไม่ไกลจากที่นี่ ไผ่รีบวิ่งไปด้วยความเร็วผ่านซากโครงกระดูกที่เกลื่อนกลาด เศษซากต้นไม้ และสิ่งต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากการต่อสู้ในอดีตกาล หลุมบ่อมากมายต่างก็สร้างความหวาดกลัวให้กับใครก็ตามที่มาเห็น

**ครึ่งชั่วโมงผ่านไปก็เห็นภาพการต่อสู้ที่ชัดเจนมากขึ้น สิงโตขาวกับเสือทองกำลังช่วยกันรุมคิวบิลัสอยู่ และตอนนี้เจ้าคิวบ์ก็สวนกลับได้เป็นครั้งๆ รูปร่างกำยำไร้เสื้อผ้าของคิวบ์นั้นต่อสู้ไม่หยุดยั้ง และก็โfนตบ โดนจับเหวี่ยง แลรวมถึงโดนลำแสงหลายต่อหลายครั้ง แต่มันก็มิวายลุกขึ้นมาตั้นหน้าของเสือทองจนมันเซไปหลายก้าว

**มนุษย์ที่อึดและเด่นในเรื่องการฟื้นฟู กำลังสู้กับเสือสิงห์ที่มีร่างกายอันแข็งแกร่ง แถมด้วยลูกไฟที่พ่นออกมาได้มาสิ้นสุด

**“เฮ้!!! เป็นไงคิวบ์ สนุกดีไหม” ไผ่ตะโกนด้วยเสียงที่ดังกึกก้องทำให้การต่อสู้ชะงักลง คิวบิลัสพอได้ยินเสียงก็ยิ้มกริ่มแล้วถอยฉากกระโดดมาอยู่ข้างๆ ไผ่ด้วยเรือนร่างอันเปลือยเปล่า

**“หึ สนุกสิเว้ย” คิวบิลัสตอบด้วยรอยยิ้มอันตื่นเต้น

**แอ๊ก!!!

**ไผ่กระเด็นกระดอนไปไกล แล้วก็

**แอ๊ก!!!

กระเด็นไปอีกหลายตลบ มือข้างหนึ่งตบพื้นส่งแรงเด้งขึ้นมาอยู่ในท่ายืนแล้วหันหน้าไปทางคิวบิสัสด้วยท่าทีไม่พอใจ

**“เฮ้ย คิวบ์ แตะฉันทำไม่ฟร๊ะ มันเจ็บนะโว้ย” พูดไม่ทันจบก็โดนคิวบิลัสพุ่งมาอัด ส่วนเจ้าไผ่นะรึมันก็สวนสิครับ เสียงตุ๊บตั๊บๆ ๆ ดังขึ้นพักใหญ่พร้อมกับเสียงเถียงกันโดยแยกไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร

เอ็งทำแสบมากไอ้หนูไผ่ รู้ไหมว่าข้าโดนหมาบ้าสองตัวนี่รุมอยู่หลายวัน ทำไมเอ็งไม่รู้จักมาช่วยผู้หลักผู้ใหญ่บ้าง ห๊า!!!

ก็จะทำไมเล่า ก็มาช่วยนี่แล้วไงจะบ่นอีกไมฟร๊ะ

ทำไมไม่มาช่วยให้เร็วกว่านี้ ข้าโดนมันรุมจนขี้เกียจสู้แล้วเนี่ยเอ็งรู้ไหม

ไม่รู้ ไม่ว่างกำลังขุดดินอยู่

แล้วการถกเถียงกันเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องก็บังเกิดขึ้นด้วยการแสดงฝีมือตบตีกันนิดหน่อยของทั้งคู่

การกระทำนี้ทำให้เสือสิงห์ทั้งสองตัวอยู่ในท่าทีฉงน มนุษย์สองคนตรงหน้ามันกำลังทำบ้าอะไรอยู่ แต่มีหรือที่จะปล่อยไปแบบนี้ ลูกบอลถูกพ่นไปยังทั้งคู่ทันที

**ตูม!!!!

**แว๊ก!!!!

**“ไอ้เจ้าหมาบ้ากล้าขัดจังหวะการสั่งสอนลูกน้องของข้าเรอะ ได้เดี๋ยวพวกเอ็งตาย” คิวบิลัสโดนลูกไฟกระเด็นไปไกลตะโกนด้วยท่าทีฉุนเฉียว

**“เฮ้ย คิวบ์ นั่นมันใม่ใช่หมา แต่มันเป็นแมว หัดใช้ตาดำๆ พิจารณาดูบ้าง แล้วอีกอย่างฉันไม่ใช่ลูกน้องเฟ้ย” ไผ่รีบแย้งทันที

**“เอ็งอะเอาเหรอห๊ะ” คิวบิลัสพุ่งไป ไผ่ก็พุ่งไป แล้วทั้งคู่ก็ต่อยกันตามประสาเด็กอนุบาล

**นี่สรุปว่าพวกเขาไม่สนใจอสูรบรรกาลตรงหน้าเลยหรือ อีกอย่างการต่อยกันระหว่างไผ่กับคิวบิลัสกินเวลาไปถึง 2 วันเต็มๆ ยิ่งตอนนี้ความรุนแรงยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ พละกำลังที่ทั้งคู่ใช้ก็เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมหลายร้อยเท่า การพัฒนาที่ก้าวกระโดดเพราะเรื่องต่อยตีตามประสาเด็กก็ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากมาย ทั้งนี้ตลอด 2 วันพวกเขาก็โดนเจ้าอสูรบรรกาลทั้งสองตัวขัดจังหวะตลอด

**จนบัดนี้เสื้อผ้าของไผ่ไม่เหลือให้ปกปิดร่างกายอีกแล้ว เนื้อตัวมีแต่เขม่าไฟติดอยู่ทำให้ดูมอมแมม แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามอยู่

“มีเรื่องอะไรจะเถียงอีกมั๊ยคิวบ์” ไผ่ตะโกนถาม

“ไม่มีแล้ว ซิ” คิวบิลัสตะโกนตอบทั้งๆ ที่ทั้งคู่อยู่ใกล้กันแค่เอื้อมมือ

เมื่อเป็นดังนี้ทั้งคู่จึงหันเหความสนใจไปที่อสูรสองตัวพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“เจ้าหมาขี้เรื้อนเอ้ย ขอบขัดจังหวะในระหว่างที่ลูกพี่กำลังสั่งสอนลูกน้องดีนัก ได้เวลาที่เอ็งจะต้องถูกเชือดแล้ว หึ!!” คิวบิลัสพูดแค่นเสียง

“เฮ้ยๆ หมาขี้เรื้อนอะไรกันคิวบ์ นี่มันแมวต่างหาก อีกอย่างฉันไม่ใช่ลูกน้อง” ไผ่แย้ง

แต่ก็นะ ตอนนี้ทั้งคู่หันเป้าไปที่เดียวกันแล้ว ออร่าแห่งความตายได้แผ่กระจายออกมา ของคิวบิลัสเป็นสีดำเข้มส่งแรงกดดันอันมหาศาลออกไปจนทำให้อสูรบรรพกาลทั้งสองตัวถึงกับเกิดอาการสั่น การต่อสู้อันโชกโชนและการสังหารอย่างบ้าคลั่งของคิวบิลัสในอดีตส่งผลให้เกิดจิตสังหารอันรุนแรงและเกรี้ยวกราด

ส่วนออร่าของไผ่ที่แผ่ออกมาตอนนี้มันเป็นสีดำมืด เข้มเสียยิ่งกว่าของคิวบิลัสไม่รู้กี่เท่า ไอแห่งความตายอันเยือกเย็นไร้ที่สิ้นสุดแห่งความมืดมิดบังเกิด แรงกดดันตอนนี้มันมหาศาลเสียยิ่งกว่าสิ่งใดที่อสูรบรรพกาลทั้งสองเคยพบพานมา นี่มันเป็นจิตสังหารแน่หรือ มันเหมือนไม่ใช่จิตสังหารแต่ก็ไม่สามารถสัมผัสถึงชีวิตได้ อะไรที่ยิ่งกว่าความตายที่แผ่ออกมาจากเด็กหนุ่มนั่นก่อให้เกิดความกลัวขึ้นในจิตใจของอสูรทั้งสอง

แต่ด้วยร่างกายของศัตรูที่เล็กกระจ้อยร่อย กับพื้นที่พิเศษนี้ก็ทำให้อสูรทั้งสองคิดว่าตนนั้นได้เปรียบจึงสลัดความกลัวในใจออกไป

**โฮวก!!!!!!!!!!!!!!!!!

เสียงคำรามลั่นของอสูรสองตัวทำให้พื้นดินถึงกับสั่นสะเทือน แรงกดดันมากมายบังเกิดขึ้น สายฟ้าสีทองแผ่กระจายรอบๆ ตัวของเสือทำให้สิ่งแวดล้อมข้างๆ มันถูกสายฟ้าทำลายจนสลายหายไป นี่เป็นการใช้พลังแบบเต็มที่ของมัน.........**

.............................................................................................**************************************************************

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น