AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 31 มิติอากาศธาตุ

ชื่อตอน : ตอนที่ 31 มิติอากาศธาตุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 256

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2561 23:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 31 มิติอากาศธาตุ
แบบอักษร

ตอนที่ 31 มิติอากาศธาตุ

เสียงระเบิดตูมตามดังสนั่นในแต่ละจุดบ่งบอกว่าอสูรบรรพกาลทั้งสองตัวกำลังรุมโทรมคิวบิลัสอยู่เนืองๆ และคงไม่พ้นการถูกตบและคลื่นพลังอัดจนย่อยยับ

โฮวก!!!

เสียงอสูรที่ขนาดตัวใหญ่เยี่ยงภูเขา รูปร่างของมันทั้งสองนั้นต่างกัน ตัวหนึ่งเสมือนดั่งสิงโตขาวที่มีเขี้ยวสีทองอันแหลมคม อัญมณีสีดำประทับตรงหน้าผากเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แสงสีดำเปล่งออกมาจากอัญมณีขนาดใหญ่นั้นเป็นระยะพลันพลังของมันก็ฟื้นฟูขึ้นเรื่อยๆ ลูกไฟลูกแล้วลูกเล่าถูกปล่อยไปยังคิวบิลัสดั่งพายุฝน หางของมันนั้นเหมือนหางสิงโตธรรมดาแต่ส่วนปลายนั้นเป็นขนดาบที่มีมากกว่าพันเล่ม ทั้งนี้ขนดาบเหล่านี้ยังใช้โจมตีได้ตลอด และทุกๆ 2 นาทีมันก็จะงอกเงยขึ้นมาใหม่ กรงเล็บอันยาวเฟี้ยวที่แข็งแกร่งทั้งยังมีความเร็วดุจสายฟ้า

อีกตัวหนึ่งลักษณะคล้ายเสือโคร่ง ลำตัวเป็นสีทองแพรวพราวมีอัญมณีสีม่วงติดตรงหน้าผากพร้อมกับส่งไอสีม่วงจางๆ ออกมาตลอดเวลา หางที่เปรียบเสมือนหอกนั้นสามารถยืด หดได้ตามใจชอบ และมีความยาวอย่างเหลือหลายขนาดที่ว่าเหยื่ออยู่ห่างมันนับกิโลเมตรก็ไม่เป็นปัญหาอันได กรงเล็บสีดำกระหน่ำตบคิวบิลัสทุกครั้งที่มีโอกาส แถมการโจมตียังสอดประสานกับเจ้าสิงโตขาวอีก

ส่วนของคิวบิลัสนั้นไม่สามารถใช้พลังเวทภายนอกร่างได้ พอจะจุดบอลไฟมันก็สลายหายไปด้วยอำนาจบางอย่าง แต่พลังเวทที่ไหลเวียนภายในร่างก็ยังคงอยู่เช่นเดิม

เหตุไฉนเจ้าอสูรสองตัวนั้นจึงสามารถใช้พลังภายนอกได้เล่า หรือว่ามันสองตัวเป็นข้อยกเว้นสำหรับสถานที่นี้ อีกทั้งการโจมตีของมันนั้นรุนแรงมาก ตัวใหญ่ดั่งภูเขาแต่ความเร็วดุจดั่งสายฟ้า คิวบิลัสก็ได้แต่อาศัยการเดินพลังเวทย์ภายในหลบหนีการโจมตีเหล่านั้น แต่ก็มิวายที่จะหลบไม่พ้น

เสื้อผ้าของคิวบิลัสตอนนี้ไม่มีหลงเหลืออยู่ให้ปกปิดร่างกายไดๆ รูปร่างสมส่วนมีซิกแพคตรงท้องที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ใบหน้าคมเข้มดั่งเทพบุตรจุติแต่ตอนนี้เต็มไปด้วยเขม่าไฟ มืออันแข็งแกร่งต่อยไปที่สิงโตเต็มๆ แต่ก็โดนสวนด้วยอุ้งเท้าเต็มเบ้าหน้า

“หนอย!! ไอ้หมาสองตัวนี้มันจะเร็วไปไหนฟร๊ะ อย่าให้พลังพ่อเหมือนแต่ก่อนนะเอ็ง ไม่งั้นจบเห่ในดอกแรกแน่” คิวบิลัสหลบไปบ่นไปและโดนลูกตบกระเด็นกระดอนแล้วลุกขึ้นมาใหม่ โดนลูกไฟสาดเต็มร่างกายแต่ก็มิวายยืนหยัดขึ้นมาแล้วเข้าต่อสู้ การโจมตีต่างๆ ทำพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยโครงกระดูกของมนุษย์ มอนสเตอร์ แลรวมถึงอุปกรณ์ทั้งหลายต่างถูกทำลาย และมีไฟเผาไหม้กระจัดกระจาย ทั้งนี้แม้ไฟที่อสูรทั้งสองพ่นออกมาทำลายพื้นที่ลึกกว่า 500 เมตรก็ยังไม่เห็นวี่แววของผืนดินข้างล่างเลย จะมีก็แต่โครงกระดูกและส่วนที่สลายจนเกือบกลายเป็นดินทับถมกันเพียงเท่านั้น

อาวุธ อุปกรณ์ที่หักบ้าง แตกบ้างต่างๆ นานาถูกคิวบิลัสหยิบมาใช้เท่าที่จะคว้าได้ แต่มันก็ถูกทำลายไปในเวลาไม่นาน อย่าว่าแต่อาวุธเลย ขนาดหมัดที่อัดพลังของเจ้าคิวบ์ต่อยไปเต็มๆ ยังเจาะผิวมันไม่ได้เลย แม้มันจะเซออกนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก

คิวบิลัสนั้นแม้จะถูกรุมแต่ผิวหนังตอนอยู่ในร่างมนุษย์นั้นเหนียวมาก โดนไปตั้งมากมายก็ไร้ซึ่งบาดแผลใดๆ แถมพลังการฟื้นฟูภายในยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และแข็งแกร่งเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังสู้กับอสูรสองตัวนี้ไม่ได้

“ไอ้หนูไผ่จะให้ข้ารับมือไปถึงไหนฟร๊ะ ทำไมมันไม่รีบมาช่วย!! บ้าจริง!! ฝากไว้ก่อนเถอะ” คิวบิลัสพูดด้วยน้ำเสียงที่ขุ่นเคืองแต่ก็ไม่ววายต้องหลบลูกไฟอีกหลายตลบ

............................................................................................

ทางด้านของไผ่

ตอนนี้ชายหนุ่มเดินเตร่หาของท่ามกลางกองกระดูกแถวๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นเขี้ยวของมอนสเตอร์บางชนิด กระดูกบางส่วน ทั้งนี้ยังไปปลอกเอาเปลือกต้นม้าทุบๆ ๆ แล้วนำมาทำเป็นเชือกเส้นเล็กๆ และด้วยความเหนียวของเยื่อไม้เชื่อกที่ได้จึงมีความทนทานเป็นพิเศษ

กระดูก+เขี้ยว และตามด้วยเชือกถูกนำมาประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์ใช้งานแบบลวกๆ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวก็คือ

ที่ขุดซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ อีต้อ เพียงแต่มีหัวเพียงด้านเดียวโดยใช้เขี้ยวอันใหญ่โตของมอนสเตอร์ในการสร้าง

อุปกรณ์จำนวน 6-7 ชิ้นล้วนแต่เป็นที่ขุดทั้งสิ้นถูกทำลวกๆ โดยฝีมือของไผ่ และเมื่อชิ้นที่ 8 เสร็จสิ้นชายหนุ่มก็หยุดการกระทำทั้งปวงแล้วลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย จากนั้นก็โยนที่ขุดซึ่งทำแบบลวกๆ ให้แพตตี้คู่หนึ่ง แล้วตนก็หยิบใช้เองอีกคู่ ส่วนอีก 2 คู่ก็ทิ้งไว้อย่างนั้น

ไผ่กวาดตามองดูทิวทัศน์รอบภูเขาที่ตนกำลังยืนอยู่อีกครั้ง

“ตามฉันมา” พูดเพียงไม่กี่คำก็เดินนำไปโดยไม่รีรอ สักพักเขาก็ลงมือขุดดินตรงหน้าด้วยความรวดเร็วทันที

ปึก! ปึก! ปึก!

เสียงอุปกรณ์เขี้ยวสัตว์กระทบกับผืนดินดังสนั่น ไผ่ใช้แรงอันมหาศาลขุดเปิดเปลือกดินอย่างง่ายดายเสมือนดินอันแข็งแกร่งตรงหน้าเขาคือดินทราย

หลุมที่มีความกว้าง 2 เมตรถูกขุดและเริ่มลึกลงเรื่อยๆ ในแนวเฉียง 45 องศา และมีบ้างที่ขุดราบกับพื้นเพื่อสร้างเป็นทางเดิน

1 เมตร

2 เมตร

3 เมตร

.

.

แล้วขุดคดเคี้ยวลึกลงไปเรื่อยๆ เป็นรูปเกลียวสว่านลงไปข้างล่าง

ลึกลงจนกระทั่งตัวของไผ่จมลงไปในดินที่ตนขุดจนมิด ส่วนดินที่ถูกทำให้อ่อนนุ่มก็ทับถมตัวของไผ่เรื่อยๆ สักพักดินเหล่านั้นก็ถูกดันออกมากองข้างนอก และคำสั่งก็ได้เอ่ยออกจากปากในที่สุด

“แพตตี้ เธอช่วยนำดินเหล่านี้เลื่อนออกไปกองข้างนอกที” ไผ่พูดแวสอนวิธีการให้แก่เธอ จากนั้นก็ช่วยกันกับแพตตี้นำดินที่ขุดแล้วซึ่งยังอยู่ในหลุมออกมากองข้างนอก

เมื่อกองเสร็จก็เข้าไปขุดต่อเรื่อยๆ แล้วก็ให้แพตตี้ช่วยนำดินออกไปกองข้างนอกต่อ

เมื่อขุดยาวร่วม 200 เมตร ไผ่ก็ขุดหลุมเลี้ยวซ้ายไปอีก 10 กว่าเมตร จากนั้นก็ใช้หมัดต่อยอัดดินเข้าไปเรื่อยๆ จนมันแน่นกว่าเดิม และขุดขยายให้กว้างเป็นห้องขนาด 10* 10 เมตร 1 ห้อง

ส่วนเรื่องดินที่เหลือก็นำออกไปสู่ข้างนอก โดยมีแพตตี้เป็นลูกมือ ทั้งนี้ด้วยสภาพของเธอที่ไม่สามารถดูดซึมพลังเวทภายนอกมาสร้างเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงชีวิตได้ ไผ่จึงใช้วิธีการส่งพลังเวทเข้าสู่ร่างกายเธอเป็นระยะ

2 วันผ่านไป ไผ่สามารถขุดหลุมได้ยาวกว่า 3 กิโลเมตร และลึกร่วม 1 กิโล แต่ทั้งนี้ก็ยังไม่เจอแร่โลหะที่เขาต้องการ

แต่ก็มีบ้างที่เจอแร่เหล็กที่มีคุณภาพหลายสิบก้อน ส่วนโลหะที่ไม่มีคุณภาพก็ทิ้งๆ ไปเสียอย่างงั้น ทั้งนี้ระยะทางร่วม 3 กม. นี้ยังไม่เจอโลหะชนิดอื่นๆ (มันน่าจะไปขุดข้างนอกนะ ทองคำล้วนๆ เลยเอ้ยไอ้ไผ่ ไม่เหมือนบริเวณหุบเขาพวกนี้ที่มีแต่อันตรายซุกซ่อนอยู่)

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรไผ่ก็ยังขุดต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีว่าจะหยุด จนกระทั่งนานะน้อยที่เกาะอยู่ตรงหลังมานานได้ตื่นขึ้น เป็นการลืมตาของเธอในรอบแรกนับจากช่วงหลายวันที่ผ่านมา

จู่ๆ บรรยากาศเปลี่ยนไป ไอพลังแปลกประหลาดถูกปล่อยออกมาจากตัวของนานนะ ดวงตากลมใสน่ารักของเธอเมื่อเห็นสภาพข้างในหลุมแล้วถึงกับยกมือขึ้นมาสะบัดและด้วยเหตุนี้เองจู่ๆ ก็เกิดรอยแยกแปลกประหลาดขึ้นมา พื้นที่รัศมี 10 เมตรรอบตัวนานะถูกดันเอาอากาศและมวลธาตุทั้งหลายออก แสงสีขาวนวลค่อยๆ ก่อร่างเป็นบาเรียสีขาวล้อมรอบ พลังเวทไหลสู่ร่างของแพตตี้เพื่อเสริมสร้างเป็นพลังงาน

“มิติอากาศธาตุ พี่ชายมาอยู่ในมิติแบบนี้ได้ยังไง” จู่ๆ นานะก็พูดขึ้นมาทำเอาไผ่ถึงกับงง

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ บาเรียสีขาวนวลที่ห้อมล้อมนี้คืออะไร แล้วมิติอากาศธาตุมันคืออะไรล่ะ ทำไมนานะถึงพูดออกมา

...................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น