AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 30 อสูรบรรพการ

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 อสูรบรรพการ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 264

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2561 23:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 อสูรบรรพการ
แบบอักษร

ตอนที่ 30 อสูรบรรพการ

โฮวก!!!!!!!!!!

เสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วโสตทำให้แพตตี้ถึงกับหูดับไปช่วงหนึ่ง พลันเธอก็รู้สึกเหมือนกับทุกสิ่งอย่างรอบตัวหมุนติ้วไปหมด ความเจ็บปวดบังเกิดที่หัวและลุกลามไปทั่วร่าง แต่แล้วก็หายไปด้วยการตบของไผ่

กลุ่มหมอกบางเบาตรงหน้า แสงสว่างที่ลอดผ่าน และรูปเงาขนาดใหญ่ของตัวอะไรสักอย่างตรงหน้านั้นแสดงให้เห็นถึงการก้าวข้ามไปสู่อาณาเขตอีกชั้นหนึ่งของป่าหมอกมรณะนี้

ไผ่โอบเอวแพตตี้แล้วพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง ผ่านต้นไม้ยิบย่อย และในที่สุดก็เลยกลุ่มหมอกสีเทาในที่สุด

แสงสว่าง ในที่สุดก็เจอแสงสว่าง ไผ่คิดและปลื้มปีติอยู่ในใจ แต่แล้วก็ต้อมขมวดคิ้วเมื่อสัมผัสถึงไอร้อนที่ใกล้เข้ามา

เมื่อมองดูแสงสว่างชัดๆ ให้เต็มตาปรากฏว่ามันไม่ใช่แสงสว่างของดวงอาทิตย์ แต่มันคือแสงของลูกบอลสีส้มขนาดใหญ่รัศมีความกว้างหลายร้อยเมตร ซึ่งกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

บอลสีส้มนี้เกิดจากมอนสเตอร์ขนาดเท่าภูเขาตัวหนึ่ง มันอ้าปากรวบรวมพลังเวทและอัดเข้าไปในบอลแสงนั้น

“เรือหายแล้วไง!!” ไผ่ตะโกนลั่นแล้วกอดแพตตี้ไว้แน่น ในขณะที่บอลสีส้มถูกปล่อยออกมาพอดี

ซูม!!!

ลูกกลมขนาดใหญ่พุ่งเข้ามาในความเร็ว 60 กม/ชั่วโมง

ไผ่คิดทบทวนอย่างรวดเร็วว่าไม่มีทางหลบพ้นลูกไฟนี้ได้แน่เพราะมันมีขนาดใหญ่เกินไป อีกทั้งตอนนี้เข้าไม่สามารถใช้พลังเวทภายนอกได้แม้แต่นิดเดียว

ข้างหลังคือนานะ อ้อมกอดคือแพตตี้ เขาควรจะผลักแพตตี้ให้ไปอยู่ด้านหลังแล้วเอาตัวเข้ากันระเบิดงั้นหรือ ถ้าหากทำแบบนี้ล่ะก็ทั้งสองก็คงมิวายโดนแรงกระแทกอันรุนแรงของระเบิดทำให้เจ็บหนักแน่

ถ้าอย่างงั้น

แม้นพลังเวทไม่สามารถใช้ภายนอกได้ แต่ภายในร่างยังคงมีมันวนเวียนอยู่ พันธสัญญาถูกเรียกใช้ทันที ไผ่ใช้มือล้วงเข้าไปในมิติตรงสัญลักษณ์ที่มือขวาแล้วจับเอาบางสิ่ง

โยนไปทางลูกไฟนั่นอย่างรวดเร็ว

วัตถุประหลาดรูปร่างมนุษย์ ปลิวว่อนตามแรงเหวี่ยงของไผ่

แว๊ก!!! อะไรเนี่ย เกิดอะไรขึ้น

ตูม!!!

เสียงของวัตถุที่ถูกโยนร้องลั่นระหว่างทาง ด้วยเพราะว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างกระทันหันโดยที่เขาไม่ได้ตั้งตัวใดๆ พลันเสียงระเบิดก็ดังสนั่นกึกก้อง แรงอัดอากาศพัดร่างของไผ่และแพตตี้ปลิวว่อนไปตามแรงรมอันเกรี้ยวกราด ส่วนนานะก็เกาะหลังหนึบเธอหลับอย่างสงบตรงนั้น

เมื่อเสียงระเบิดและแรงกระแทกอันรุนแรงสิ้นสุดลงก็บังเกิดฝุ่นควันฟุ้งกระจาย ไผ่คลายกอดจากแพตตี้แล้วจับมือเธอวิ่งผ่านเหล่าโครงกระดูกมากมายที่กองเป็นภูเขาขนาดใหญ่หลายพันกอง สถานที่นี้มันอันตรายจนเกินไป!!

เหล่าโครงกระดูกมากมายมีทั้งของมนุษย์และมอนสเตอร์  (ทั้งนี้ยังทิ้งอาวุธที่หักพังไม่มีชิ้นดีกระจัดกระจายไปทั่ว อุปกรณ์สวมใส่ ชุดเกราะ และของมีค่าอื่นๆ ล้วนไม่สลักสำคัญเมื่ออยู่ ณ จุดนี้ จุดที่มีแต่ความตายและทุกอณูของชีวิตที่พร้อมจะดับลงทุกเมื่อเป็นเดิมพัน

แรงกดดันอันมหาศาลทำให้แพตตีเริ่มตาลายและทนไม่ไหว

สถานที่นี้ไม่มีพลังเวท มันเหมือนกับเป็นโลกที่ตัดขาดจากเวทมนตร์โดยสิ้นเชิง ยิ่งนานพลังงานของแพตตีก็เริ่มหมดจนสังเกตเห็นได้ ไผ่เห็นดังนี้นจึงจับมือเธอไว้แน่น แล้วส่งกระแสผ่านทางร่างกายไปยังเธอ

สถานที่นี้มันดูลึกลับ พลังเวทภายนอกนั้นใช้ไม่ได้ก็จริงเพราะถูกอะไรบางอย่างขวางกั้นในระยะ 1 มิลลิเมตรห่างจากผิวหนัง สำหรับการจับมือแล้วส่งกระแสเวทโดยตรงนั้นทำได้อย่างไม่ยากเย็น

อีกอย่างไผ่ยังไม่คิดจะหามูลเหตุของสภาพแวดล้อมในตอนนี้ได้ เขาหันหลังแล้วตะโกนเสียงดังออกไป

“โชคดีนะคิวบ์” เสียงอันกึกก้องแฝงด้วยความกวนบาทาที่เอ่ยออกไปไม่สูญเปล่า สักพักก็มีเสียงตะโกนตอบรับมา

“ไอ้เจ้าเด็กบ้า ฝากไว้ก่อนเถอะ” เสียงของชายหนุ่มวัย 20 กว่าๆ ตะโกนกลับ

เขาคือคิวบิลัส หมาป่าที่ตอนนี้มีหางมากถึง 10 หาง แต่ทว่านั่นเป็นร่างสัตว์ มิใช่ตอนนี้ที่เป็นหนุ่มรูปหล่อหน้าตาคมเข้มที่พร้อมจะละลายใจสาวๆ ได้ทุกเมื่อ

สภาพของคิวบิลัสก็คือ ผมฟูและชุดที่สวมใส่นั้นดูไหม้จากไฟระเบิดนิดหน่อย แถมยังวิ่งไปมาต่อยอสูรยักษ์สองตัวอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็มิวายถูกตบกระเด็นไปหลายครั้ง

“บ้าจริง ไอ้เด็กนั่นมันกล้าโยนข้าที่กำลังหลับอย่างสบายออกมาได้ แถมไอ้อสูรบรรพกาลสองตัวนี้มันมาจากไหนฟร๊ะ มันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง มันสมควรถูกราชันอสูรและราชันปีศาจล้างบางเผ่าพันธุ์ไปจนหมดสิ้นแล้วมิใช่หรือ”

อั๊ก! ++

“บ้าจริง ตบแรงชะมัด พลังเวทย (ก็เอาออกมาใช้ภายนอกไม่ได้ นี่มันบ้าบออะไรกันเนี่ย” คิวบิลัสที่หยิ่งผยองแต่กาลก่อนมาบัดนี้กับพูดมากและขี้บ่น (ติดนิสัยเจ้าไผ่เต็มๆ)

เข้าได้ต่อสู่กับอสูรบรรพกาลสองตัวพร้อมกันและโดนตบกระเด็นไปหลายครั้ง

ส่วนเจ้าไผ่ในตอนนี้นะหรือ มันชิ่วออกมาไกลโขจากที่นั่นนานนมแล้วล่ะ อีกทั้งยังถ่ายเทพลังเวทให้แพตตี้นิดหน่อย

ย้ำ!!! เพียงแค่นิดหน่อยนะ แต่เธอตอนนี้นั้นเหมือนกับรับเอาพลังเวทที่อัดแน่นเข้าไปทั้งบึง (มันจะเยอะเกินไปแล้วเอ้ย)

ส่วนคิวบิลัสก็ปล่อยให้ถูกสองอสูรรุมกระทืบต่อไป

เมื่อถ่ายพลังเวทให้เธอแล้วไผ่ก็รีบพาเธอไปหลบยังกองกระดูกขนาดใหญ่กองหนึ่งแล้วชำเลืองมองซ้ายขวาพลันก็เห็นภูอยู่ไม่ไกล และสถานที่นั่นแหละที่เข้าตาพอดี

วิ่ง วิ่ง และก็วิ่งจนไปถึงภูเขาลูกนั้น ทันทีที่ถึงก็เห็นทิวทัศน์ที่มีแต่ป่าเขาสีดำ แสงอาทิตย์ก็สีดำ ถึงแม้จะดำแต่มันก็แปลกประหลาดที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ สถานที่นี้ช่างลึกลับเสียจริง

ดินภูเขาถูกไผ่เกลี่ยๆ และหยิบมาดมอยู่หลายครั้ง นี่เป็นวิธีการค้นหาสถานที่สำหรับขุดแร่ด้วยกลิ่น ส่วนการที่จะทำแบบนี้ได้คนๆ นั้นต้องมีประสบการณ์ในเรื่องธรณีพิภพในระดับที่ผู้เชี่ยวชาญก็ไม่อาจก้าวไปถึง

“ยังไม่ใช่ ตรงนี้ยังไม่มีแร่ที่ต้องการ” ไผ่พูดเบาๆ แล้วพาแพตตี้เข้าไปหลังภูเขา จากนั้นก็ตรวจสอบดินแบบนี้ แล้วข้ามเขาต่างๆ อีกหลายลูกจนไปถึงภูเขาลูกหนึ่งซึ่งตรงนี้ดินมันออกจะแปลกๆ จากที่อื่นๆ ก็ตรงที่มันไม่มีร่องรอยแห่งความเสียหายไดๆ ต่างจากลูกอื่นๆ ที่อย่างน้อยก็ต้องมีซากหักโค่นของต้นไม้และกระดูกของสัตว์กองเพนินหลากชนิด แต่ตรงนี้มันเรียบเกินไป ทั้งยังแฝงกิ่นไอแปลกๆ ออกมาตลอดเวลา มันเป็นกลิ่นอายที่ชวนขนลุกที่สุด

ดินตรงนั้นถูกหยิบขึ้นมาดมเพียงครั้งเดียวเจ้าไผ่ก็ยิ้มสดใสเหมือนเจอสิ่งที่ตามหามานาน

“ที่นี่แหละ ไม่นึกเลยว่าลางสังหรณ์จะถูกต้อง” ไผ่พูดออกมา มันเป็นคำพูดที่ทำให้ทุกคนสงสัยว่าหมายถึงอะไร

ทันทีที่พูดไผ่ก็เอื้อมมือไปหยิบอะไรบางอย่างที่ไหล่ซ้าย แต่แล้วมันก็ว่างเปล่า

“เรือหายแล้วไง กระเป๋าหายไปตั้งแต่ตอนไหนกัน” ไผ่พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพอใจเล็กน้อย แล้วมองไปยังแพตตี้ซึ่งตอนนี้เสื้อผ้าฉีกขาดและเกิดบาดแผลตามร่างกายหลายจุด ส่วนกระเป๋าของเธอนั้น ตอนนี้เหลือแต่สายสะพายเท่านั้น ส่วนอื่นๆ หายเกลี้ยง ทำเอาไผ่ถึงกับตบหน้าผากตัวเองเบาๆ

“เฮ้อ นึกว่าจะได้ใช้เครื่องไม้เครื่องมืออำนวยความสะดวกเสียอีก แต่แล้วก็คงต้องกลับมาใช้วิธีตามธรรมชาติสินะ” ไผ่พูดเปรย ส่วนแพตตี้ก้มหน้านิ่ง

“ข้าขอโทษที่ไม่สามารถรักษามันได้ เป็นความผิดของข้าเอง” แพตตี้พูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

“ขอโทษอะไรกันแพตตี้ ขนาดฉันยังรักษากระเป๋าของตนไม่ได้เลย ไม่ต้องกังวลหรอก อีกอย่างตอนนี้ฉันอยากจะกลับไปต่อยกับมอนสเตอร์ยักษ์นั่นสักหน่อย น่าอิจฉาเจ้าคิวบ์ชะมัด แต่ติดที่ว่านานะยังไม่ตื่นนี่สิ คงต้องปล่อยไปอีกสักวันสองวันก็แล้วกัน ตอนนี้เราก็มาหาอะไรแทนอุปกรณ์ขุดดินกันดีกว่า” ไผ่พูดด้วยรอยยิ้มแล้วเดินไปหาชิ้นส่วนมอนสเตอร์ที่กองโครงกระดูกอันเกลื่อนกลาดเหล่านั้น

..............................................................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น