หอหมื่นอักษร

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 66 อย่ากดปุ่มนี้

ชื่อตอน : ตอนที่ 66 อย่ากดปุ่มนี้

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 932

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 16 เม.ย. 2561 11:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 66 อย่ากดปุ่มนี้
แบบอักษร

            บรรยากาศในเว็บบอร์ดมีฮอตทอปิคมีมาเรื่อยๆ แม้จะผ่านไปแล้วสองวัน โพสต์ระบายความรู้สึกมีมาไม่น้อย อะไรที่ต้องการระบายก็ระบายกันมาจนหมด จนมันแลดูเหมือนอารมณ์โกรธแค้น

            คนประเภทไหนกันที่สามารถนำอารมณ์ที่เก็บไว้มาแปรเปลี่ยนเป็นวามแค้นระยะยาวได้งั้นเหรอ? ก็คนทรามไงละ

            ถึงแม้ว่าระบบทางการจะยังไม่เปิด แต่ก็มีคนมากมายที่นัดกันเปิดศึกในเว็บบอร์ดแล้ว เตรียมการที่จะตัดสินความเป็นความตายกันในโหมด “ฆ่าล้างผลาญ” ซึ่งแน่นอนว่า ก่อนที่จะถึงจุดนั้นพวกเขาจะต้องมีเลเวลสิบห้าซะก่อน เพื่อที่จะได้มีสิทธิเข้าสู่โหมดนั้น และทั้งสองฝ่ายจะต้องมั่นใจว่าตัวเองชนะเสียก่อน ศึกการเปรียบเทียบครั้งนี้ถึงจะเกิดขึ้นได้

            คนแบบนี้กลัวเสียหน้าที่สุด เพราะพวกเขามองอะไรก็ขัดหูขัดตาไปซะหมด

            หากแพ้กลัวเสียหน้า แต่หากชนะ คนพวกนี้ก็จะไม่ให้เกียรติใครเลยแม้แต่น้อย ถึงได้เป็นคนทรามไงละ

            หากพวกคนทรามแพ้แบบไม่หมดรูป พวกเขาก็จะมีเหตุผลต่างๆ นานา เช่น “เวลาในเกมส์ของนายมากกว่าฉันอีก” “เลเวลของนายสูงกว่าฉัน” ยังมีอีกสองแบบที่สุดติ่งคือ ------ พวก “ไม่มีความรู้สึก” “ไม่อธิบาย”

            เอาชนะนักปราชญ์ง่ายกว่าเอาชนะคนทราม คุณต้องยกระดับความอดทนอดกลั้นของตัวเองขึ้นมา และหาพยานหลักฐานเอาไว้สักสิบยี่สิบคน อัดคลิปไว้ได้จะดีที่สุด คนทรามถึงจะยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี แล้วจะจำความแค้นของคุณเอาไว้ในใจตลอดชีวิต ……

            ในสองวันนี้เฟิงปู้เจวี๋ยก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไรในเรื่องของเกมส์มากนัก ผ่านสองวันแห่งการกินมาม่า และการจดจ่อกับการเขียนต้นฉบับ จนท้ายที่สุดก็เขียนต้นฉบับจนเสร็จสิ้น นอกจากนี้ อาร์ธัสก็เข้าใจแล้วว่ากระบะทรายคือห้องน้ำของมัน

            เช้าวันอังคาร สวนสนุกสยองขวัญเปิดเซิร์ฟอีกครั้ง ครั้งนี้ คือการเปิดระบบอย่างเป็นทางการ

            เฟิงปู้เจวี๋ยไม่ได้ออนไลน์ในนาทีแรกที่เปิดตัว ชัดเจนมากว่า เวลาในการเปิดเซิร์ฟมันทับกับเวลานอนของเขา ไม่ง่ายเลยที่จะปรับเวลากลับมา เขาไม่อยากให้มันวุ่นวายอีก ตื่นเที่ยง นอนตีสี่ อย่างน้อยก็ประหยัดไปได้อีกมื้อหนึ่ง ……

            เวลาบ่ายโมงครึ่ง เฟิงปู้เจวี๋ยใส่อาหารแมวในถาดของอาร์ธัส ทำความสะอาดกระบะทราย หลังจากบริการเจ้านายตัวแสบแล้ว เขาก็เข้าไปในยานเกมส์

            ไม่มีเสียงแจ้งเตือนจากระบบ จนกระทั่งมายังช่องล็อกอิน เฟิงปู้เจวี๋ยก็ไม่ได้พบเจออะไรที่แตกต่างอะไรมากนัก

            เขาคลิกไปที่หน้าจอ แล้วดูไปที่เมนูเพื่อน รายชื่อทั้งสี่ต่างมีสถานะเป็นสีเทา

            “อา ...... ฉันว่างสุดจริงๆ ใช่ไหม ......” เฟิงปู้เจวี๋ยใช้น้ำเสียงแบบขี้เกียจสันหลังยาวพูด

            ในหน้าแผนที่โลกไม่มีการเพิ่มเติมอะไรที่ต่างออกไป แค่ดูภาพคมชัดสวยงามขึ้นเท่านั้น และรายละเอียดคำอธิบายต่างๆ ครบถ้วนสมบูรณ์มากกว่าเดิม ปัญหาที่เฟิงปู้เจวี๋ยฟีดแบคกลับไปที่ว่า “ไอเทมที่นำออกมาจากด่านไม่ปรากฎตอนคำนวณของรางวัล” ตอนนี้ก็สามารถตรวจหาคำตอบได้ที่ FAQ แล้วด้วย

            เมื่อเห็นข้อความดังกล่าว เฟิงปู้เจวี๋ยก็นึกขึ้นมาได้ว่า ตนเองจะต้องจัดกระเป๋าสักหน่อย

            ช่องกระเป๋าของเขาในตอนนี้คือ 7/10 ไอเทมที่มีได้แก่ : คีมหนีบมาริโอ้ ดวงตาแห่งความแค้น มีดทำครัวตะวันตก ไม้เบสบอล ปืน M1911A1 เกราะเสียงสะท้อน ถุงกระเทียม

            วัคซีนชะล้างไวรัส Z นั้นไม่สามารถนำออกมาจากด่านได้ ในด่านที่แล้ว ระหว่างทางที่กลับไปยังร้านขายปืนเขาได้ทิ้งมันออกจากกระเป๋าแล้ว ในตอนนั้นเขาและเสี่ยวทั่นได้ฉีดวัคซีนไปแล้ว ส่วน GM ทั้งสองก็ชัดเจนว่าสามารถต้านทานพิษได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้

            ส่วนไฟฉายของเขาก็ถูกผีดิบโจมตีจนเสียหาย ยังดีว่ายังมีอีกอันที่เก็บเอาไว้ ที่สามารถนำมาเสริมได้ ส่วนถุงกระเทียม เฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกว่าคงไม่จำเป็นต้องใช้มันอีก อีกอย่างก็ไม่ใช่ของหายากอะไร ก็เลยทำลายมันทิ้งในแถบเมนูเกมส์ซะเลย ส่วนปืนวินเชสเตอร์กับกระสุนก็ให้เสี่ยวทั่นเอาไว้ ปืน M1911A1 ได้ใส่กระสุนจนเต็มแล้ว แต่ไม่มีกระสุนสำรอง เมื่อทิ้งกระเทียมไปแล้ว ค่อยไปเอาไฟฉายออกมาจากห้องเก็บของ ในกระเป๋าก็จะคงที่ใช้แล้วอยู่ที่เจ็ดช่องเช่นเดิม

            หลังจากจัดกระเป๋าแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยก็หันหลังกลับ คิดจะไปห้องโลหะที่อยู่ข้างๆ เพื่อรับรางวัลพิเศษกับรางวัลระดับความหวาดกลัว ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้น :

            [ในตอนนี้ ท่านสามารถเลือกเขตพื้นที่ที่ท่านต้องการจะไปได้แล้ว]

            หลังสิ้นเสียงแจ้งเตือน พื้นที่ว่างข้างประตูลิฟต์ แสงสีขาวปรากฏขึ้นพร้อมกับตัวเลือกเขตพื้นที่ หลังจากนั้นก็ปรากฏไอคอนตัวเลือกที่มีตัวอักษรอยู่ด้านบนด้วยกันห้าตัวเลือก ประกอบด้วย :

            [ห้องเก็บของ]     [ห้องประชุม]      [ร้านค้า]            [กล่องตกใจ]      [อย่ากดปุ่มนี้]

            แน่นอนว่าสายตาของเฟิงปู้เจวี๋ยถูกไอคอนตัวเลือกสุดท้ายดึงดูดเข้าแล้ว

            “เออ......อย่าคลิกปุ่มนี้มันคือไรหว่า......” ท่าทีของเขาดูสุมขุมนุ่มลึก “ไม่อยากให้ใครกดก็ไม่ต้องสร้างมันขึ้นมาสิ ...... เขียนแบบนี้มันทำให้คนอยากกดรู้มั้ยเนี่ย ......”

            เขาลังเลไปหลายวินาทีสุดท้ายทนไม่ไหว ยื่นมือออกไปกดปุ่ม แสงไฟปรากฏขึ้นบนปุ่มประมาณหนึ่งวินาที แล้ว ...... ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง

            เฟิงปู้เจวี๋ยรออยู่ประมาณสามสิบวินาที มองไปรอบๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แล้วเขาก็บ่นขึ้นมาว่า : “นี่มันอะไรกัน ...... มุกแป๊กเหรอ?”

            “ฮี่ๆๆๆ ...... กดจนได้สินะ” เสียงหัวเราะแหบแห้งดังขึ้นตามมา โผล่มาจากด้านหลังของเฟิงปู้เจวี๋ย

            เขาหันหลังกลับไปมอง มองเห็นคนกำลังยืนอยู่ในมุมว่างซึ่งไม่ไกลจากตัวเขานัก

            ผู้ชายผิวขาวอายุราวยี่สิบกว่า สวมเสื้อสูทสีดำ รูปร่างผอมแห้ง ผิวขาวซีด ผมสั้น ใส่แว่น เลนส์แว่นมีประกายสีขาวหนึ่งชั้น ถึงแม้เค้าจะดูอนาถ แต่หากมองจากหน้าตา ก็ถือว่าหล่อมากทีเดียว

            “นี่ พี่ชาย นายเข้ามาที่นี่ได้ยังไงกัน?” เฟิงปู้เจวี๋ยถาม

            “เหอะๆ ......”ชายคนนั้นชี้ไปยังตำแหน่งของปุ่มที่เขียนว่า [อย่ากดปุ่มนี้] ซึ่งในตอนนี้มันหายไปแล้ว “ก็แค่ย้ายที่มาจากพื้นที่ว่างของเกมส์เท่านั้นแหละ? ง่ายๆ เหอะๆๆๆ ......” เขาส่งเสียงหัวเราะออกมาจากลำคอ น้ำเสียงดูอนาถมาก

            “นายคือ ...... NPC? เจ้าหน้าที่?” เฟิงปู้เจวี๋ยถามด้วยความสงสัย “เดี๋ยวนะ ...... นายไม่น่าจะใช่ NPC ฉันไม่ได้อยู่ในด่านซะหน่อย ......” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “อืม ...... หลังจากที่เปิดระบบเป็นทางการแล้ว ในพื้นที่ล็อกอินของทุกคนจะเพิ่มผู้ช่วย AI เหรอ? ไม่น่าใช่สิ! NPC พวกนั้นควรจะใส่ชุดวับๆ แวมๆ เป็นหญิงสาวรูปร่างเซ็กซี่ไม่ใช่เหรอ?”

            “นายคิดเยอะไปแล้ว” ชายคนนั้นยิ้ม “เหอะๆๆๆ ...... นายคิดซะว่าฉันเป็นเจ้าหน้าที่ก็แล้วกัน แต่นายคงไม่สามารถสอบถามข้อมูลใดๆ ของฉันผ่านหน้าเว็บได้ พวกเขาคงบอกกับนายได้แค่ว่า ไม่มีบุคคลนี้อยู่”

            เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยฟังมาถึงจุดนี้ สายตาท่าทีและน้ำเสียงของเขาก็ยิ้มขึ้น : “นายคือผู้พัฒนาเหรอ?”

            “ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ......” ชายคนนั้นหัวเราะร่า แล้วส่ายหัว “คิกๆ ...... ผู้พัฒนา พวกเขายังอยู่ต่ำกว่าฉันอีกสองขั้นมิติ” เขาดันแว่นตา แล้วพูดต่อว่า “นายเรียกฉันว่าวู้ดดี้ก็ได้ W – O – O – D – Y ……”

            “เดี๋ยวก่อนนะ” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดแทรก “ตกลงนายเป็นใครกันแน่? นายมีธุระอะไรกับฉัน? แล้วปุ่มกดนั่นสรุปมันคือการแกล้งกันใช่ไหมหรือยังไง?”

            “เหอะๆ ...... ปุ่มกดนั้นก็แค่เรื่องตลกเบาสมองน่ะ” วู้ดดี้กล่าว “ที่ฉันมาหานาย เพราะฉันมีคำถามอยากจะถามนายสักหน่อย”

            “ให้ฉันทำความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนนะ ...... นายมาหาฉันในฐานะตัวแทนของบริษัทเมิ่ง หรือ แค่คนธรรมดาที่มีงานอดิเรกส่วนตัว?” เฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกว่าสายตาของชายคนนี้มันให้ความรู้สึกแปลกที่พูดไม่ออก

            เจ้านี่สามารถปรากฏตัวในพื้นที่ล็อกอินและสามารถจัดการกับแวดล้อมโดยรอบได้ เกินแปดสิบเปอร์เซ็นน่าจะเป็นของบริษัทเมิ่ง แต่เขาคำพูดของเขาก็ดูมีปัญหา อะไรคือ “คิดว่าฉันคือเจ้าหน้าที่ก็ได้” ยังมี “พวกมันต่ำกว่าฉันอยู่สองขั้นมิติ” สรุปมันคืออะไรกันแน่?

            “ฉันมาจากนรก ที่ปรากฏตัวก็เพราะเรื่องงาน มาหานายเพื่อยืนยันเรื่องบางอย่าง” แว่นตาของวู้ดดี้เริ่มส่งแสงขึ้น มันทำให้ไม่สามารถมองเห็นสายตาของเขาได้

            “เจ้าหน้าที่อย่างพวกนายนี่บ้ากันไปแล้วหรือยังไง ......” เฟิงปู้เจวี๋ยนึกถึงพานเฟิงกับฮัวสงขึ้นมา

            “เป็นแค่คนที่มีประสาทไม่ปกติ ยังกล้าพูดว่าฉันบ้าอีกเหรอ?” วู้ดดี้ตอบกลับ

            เฟิงปู้เจวี๋ยพูดในใจว่า : บริษัทเกมส์รู้แล้วเหรอเนี่ย ก็ไม่แปลก ...... ไม่ว่าจะยังไงจนถึงตอนนี้ค่าความสยองที่ผ่านด่านทั้งหมดมันคือ 0 ก็คงถูกระบบบันทึกว่าเป็นข้อมูลผิดปกติไปแล้วละมั้ง หรือว่าเจ้านี่จะเป็น ...... เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องการโกงของผู้เล่น?

            “เหอะๆ ...... นายจะคิดอย่างนั้นก็ได้นะ” วู้ดดี้ยิ้มแบบมีเลศนัย

            “หะ?” เฟิงปู้เจวี๋ยช็อกไป “อะไร?” เขาคิดในใจว่า : เป็นไปไม่ได้หรอกน่า? เขารู้เหรอว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่?

            วู้ดดี้ไม่ได้ตอบรับอะไร ยิ้มหัวเราะแล้วก็เดินเข้าไปหา : “เหอะๆๆๆ ...... ก่อนอื่นสิ่งที่ฉันอยากจะถามเลยคือ นายนับถือศาสนาคริสต์รึเปล่า?”

            เฟิงปู้เจวี๋ยพอจะรู้ศาสตร์การอ่านใจคนอยู่บ้าง ดังนั้นเขาเลยไม่ได้คิดเยอะกับสิ่งที่วู้ดดี้พูด หลังจากที่วู้ดดี้ถามคำถามออกมา เขาก็ตอบว่า : “ฉันเชื่อในวิทยาศาสตร์มากกว่า”

            “เหอะๆๆๆ ...... ดีมาก” วู้ดดี้ยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันหมดคำถามแล้ว”

            “นี่ ...... พี่ชาย นี่มันอะไรกันแน่? รายการแกล้งคนหรือไง? ระบบแอบถ่ายอยู่เหรอ?” เฟิงปู้เจวี๋ยถามกลับ

            “ในความทรงจำเดิมทีมันก็มีทั้งภาพ เสียง อยู่แล้ว นายไม่ต้องบอกฉัน เพราะเมื่อหนึ่งนาทีที่แล้วฉันก็ได้ประมวลทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว” วู้ดดี้ตอบ “ฉันแค่ต้องการยืนยันคำถามนี้คำถามเดียวเท่านั้น”         

            เฟิงปู้เจวี๋ยมองวู้ดดี้ด้วยหางตา ถอยสองก้าวแล้วพูดว่า : “พี่วู้ดดี้ เมื่อครู่พี่บอกว่าพี่มาจากที่ไหนนะ ......”

            “ฉันมาจากไหน แล้วนายล่ะจะไปไหน เหอะๆๆๆ ......” วู้ดดี้ยังคงยิ้มอย่างอนาถ “โอเค ฉันไปละ ฉันคิดว่าเมื่อไรที่เราได้พบกันอีก นายต้องโมโหมากแน่ๆ แต่ชีวิตคนเราก็แบบนี้ ความโกรธมักมีประโยชน์กว่าความสิ้นหวังจริงไหม?”

            “เดี๋ยว นาย......” เฟิงปู้เจวี๋ยถูกเขาปั่นหัวจนงงไปหมด เจ้านี่มันมาแปลกๆ

            “เจ้ามนุษย์ นายเป็นคนพิเศษ น่าสนใจ นายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม ฉันเตรียมที่จะเดิมพันบนตัวนาย ...... อืม ...... ฉันวางยูดาร์ไว้แล้ว นี่เดิมพันใหญ่เลยทีเดียวนะ เหอะๆๆๆ ...... อย่าทำให้ฉันต้องผิดหวังละ” วู้ดดี้ยิ้มหัวเราะ หันหลังแล้วเดินทะลุเข้าไปในกำแพงกระจกของลิฟต์

            หลังจากที่วู้ดดี้เดินเข้าไปยังหลังกระจก ร่างกายของเขาก็บิดเบี้ยว เงาของเขากลายเป็นเงาปีศาจตัวสีดำ หน้าตาไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ หากบอกว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ เงาของปีศาจก็คงทำลายหน้าต่างเข้าไปแล้วทะลุเข้ามายังโสทประสาทโดยตรง

            ในตอนนี้ เฟิงปู้เจวี๋ยรู้สึกว่ามันมีความรู้สึกบางอย่างที่มันไม่ควรเกิดขึ้นและไม่น่ามีอยู่ ------ ความกลัว

            ทางสรีระศาสตร์ไม่สามารถกระตุ้นความรู้สึกนี้ของเขาได้ แต่ตอนนี้มันเด่นชัดราวกับมีเตารีดร้อนๆ ประทับลงมาที่หัวใจอย่างนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า นี่มันคือความกลัว แล้วมันยังเป็นความหวาดกลัวที่ซึมลึกลงไปถึงกระดูก เป็นประสบการณ์ความหวาดกลัวที่ไม่มีวันจางหายไป

            สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยที่มองไปกับเงาปีศาจ มันราวกับวิญญาณของคุณถูกฝ่ามือปีศาจสะกดเอาไว้ ซึ่งจะสามารถถูกกระชากออกไปจากร่างกายเมื่อไหร่ก็ได้

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยดึงสติกลับมาได้ เขายังคงขวัญเสียอยู่ เขามองไปยังเวลาที่อยู่บนกำแพง ห่างจากวินาทีสุดท้ายของเขาราวสิบวินาที เขายังคงไม่สามารถสงบจิตใจลงได้ เขาถามตัวเองว่า : สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่? มันคือความจริงหรือภาพลวงตา? หรือว่า ...... กลุ่มเงามืดในสมองของฉันมันลุกลามมากขึ้น เลยทำให้เกิดอาการใหม่ขึ้น?

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น