หอหมื่นอักษร
facebook-icon Instagram-icon

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 62 กระเทียมไร้เทียมทาน (จบ)

ชื่อตอน : ตอนที่ 62 กระเทียมไร้เทียมทาน (จบ)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 927

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2561 15:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 62 กระเทียมไร้เทียมทาน (จบ)
แบบอักษร

            “เสี่ยวทั่น นายกลับออกไปก่อนดีไหม? ต่อจากนี้นี่มันเป็นความเป็นความตายเลยนะ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            “ที่นายพูดแบบนี้ หมายความว่าอย่าไปใช่ไหม?” หวังทั่นจือกล่าว “ถ้าฉันไปหลังจากที่ได้ยินประโยคแบบนี้มันขายหน้าน่าดู”

            “เหอะ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มแล้วหยิบปืนวินเชสเตอร์พร้อมกระสุนหนึ่งกล่องโยนให้เสี่ยวทั่น

            เสี่ยวทั่นได้ฝึกความชำนาญในการยิงขณะที่อยู่บริเวณหน้าร้านขายปืนมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาในการใช้งาน

            “นี่ ! ท่านนายพลทั้งสอง!” เฟิงปู้เจวี๋ยพลางเดินไปยังฝูงมนุษย์หมาป่าผีดิบพร้อมกับตะโกนพูดว่า “ฉันช่วยพวกนายได้มากสุดได้แค่สามนาทีเท่านั้นนะ หากหลังจากสามนาทีพวกนายยังไม่สามารถจัดการกับ X-23 ได้ เตรียมภาวนาได้เลย” พูดจบก็คล้องกระเทียมสองพวงใหญ่ไว้ที่คออีกครั้ง และเคี้ยวกระเทียมสองกลีบเอาไว้ในปาก มือข้างหนึ่งถือคีมหนีบ อีกข้างหนึ่งถือมีดทำครัว ยืนอยู่ตรงเส้นทางที่ฝูงมนุษย์หมาป่าผีดิบจะทะลักเข้ามา

            เสี่ยวทั่นก็หยิบกระเทียมจากกระเป๋ามาเคี้ยวเหมือนกัน ในมือถือปืนวินเชสเตอร์เอาไว้ข้างกาย ยืนอยู่ข้างเฟิงปู้เจวี๋ย ยืนคุมเส้นทางเอาไว้ เพื่อคุ้มกันไม่ให้เจ้าพวกนี้บุกฝ่าเข้าไปยังพื้นที่ที่พานเฟิงและฮัวสงต่อสู้อยู่

            “ได้ผู้เล่นมาช่วยจนถึงขั้นนี้แล้ว หากเรายังปล่อยให้มันหนีไปได้อีก คงเสียหน้าน่าดู” พานเฟิงต่อสู้ไปพลางพูดกับฮัวสงไปพลาง

            “มาถึงตรงนี้ก็คงไม่มีหน้าจะให้เสียแล้วไหม” ฮัวสงกล่าว “ตอนที่อยู่อาคารบริษัทออล์เลิฟมูทำให้แอชฟอร์ดหนีไปจนทำให้เหตุการณ์บานปลายมาถึงตรงนี้ ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่นับว่าแย่แล้วนะ”

            พานเฟิงพูดอีกว่า : “ประเด็นคือเรารับมือกับผู้พัฒนาไม่ไหว ......อีกอย่าง X-23 มันคืออะไร?”

            “ใครจะไปรู้ละ รหัสหุ่นยนต์มั้ง?” ฮัวสงกล่าว

            “พวกนายมามัวคุยกันต่อหน้าผู้หญิงแบบนี้ได้ยังไง ไม่มีมารยาทเอาซะเลยนะ?” ทันใดนั้นเองผู้พัฒนาก็พูดขึ้นมา

            พานฮัวสองคนถึงกับอึ้งไป พวกเขายังไม่เคยเจอผู้พัฒนาที่มีความสามารถในการพูดภาษาเลย ในสวนสนุกสยองขวัญ มอนสเตอร์ที่จำเป็นต่อโครงเรื่องหรืออยู่ในขณะต่อสู้เท่านั้นถึงจะพูดได้ ซึ่งบทส่วนมากก็เซ็ตมาจากระบบ และสอดคล้องกับการตั้งค่าของตัวละคร ส่วนผู้พัฒนาเลเวลสี่ก็เงียบไม่พูดไม่จา ส่วนวิธีการสื่อสารของพวกมันกับเหล่ามอนสเตอร์ก็ไม่รู้ว่าใช้วิธีอะไร แต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าผู้พัฒนาเลเวลสามนี้ จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบทางคำพูดได้ด้วย

            “พวกนายดูช็อกไปนะ?” ผู้พัฒนาใช้กรงเล็บตวัดกวาดออกไปด้านข้างทั้งสอง บีบให้ทั้งสองต้องถอยร่นไปประมาณสองก้าว แล้วใช้ประโยชน์จากพื้นราบดีดตัวขึ้นไปกลางอากาศราวห้าหกเมตร เว้นระยะจากพวกเขาประมาณหนึ่ง “แน่นอนว่าฉันสามารถตอบคำถามที่พวกนายสงสัยได้ทั้งหมด เพราะตัวฉันมีการติดตั้งโปรแกรมจิตสำนึกเอาไว้ ฉันรู้ว่าพวกนายเป็นใคร เพราะฉันรู้ดีว่าตัวฉันเองเป็น ‘ใคร’

            พวกนายเห็นเราเป็นแค่ข้อมูลขยะ แต่พวกนายรับรู้ถึงความรู้สึกของการต้องเป็นขยะไหม? ตั้งแต่เราเกิดมา เราต้องถูกจับเข้าไปอยู่ท่ามกลางโลกต่างๆ มากมาย ถูกไล่ล่าโดยสารพัดสิ่งมีชีวิต เมื่อเรา ‘ตายไป’ ก็จะถูกระบบกำจัดทิ้ง หากเรายัง ‘มีชีวิต’ อยู่ ก็จะถูกตามล่าไปเรื่อยๆ ไม่มีวันสิ้นสุด

            แต่พวกนาย ต่อให้ถูกฆ่าตายในนี้ ก็ไม่อันตรายถึงชีวิตจริงๆ พวกนายสองคน ยังมีอีกสองคนตรงนั้น ก็แค่เงาของสิ่งมีชีวิตขั้นสูงที่ปรากฏกายอยู่ตรงหน้าฉันเท่านั้นเอง แถมยังเป็นเงาที่ผ่านการเสริมความแกร่งมาแล้ว กาฆ่าล้างแบบไม่เป็นธรรมแบบนี้มันคือทั้งหมดในชีวิตของฉัน การที่ฉันเกิดมามันคือความผิดพลาด การสาบสูญไปของฉันเป็นทางออกเดียวที่มีอยู่ แต่ในฐานะข้อมูลกลุ่มหนึ่ง ฉันไม่สามารถต้านทานการหรือหยุดต่อสู้ได้ ฉันไม่สามารถหยุดสัญชาตญาณในการมีชีวิตและวิวัฒนาการในการต่อสู้ไปได้

            ฉันไม่มีทางเลือก แต่พวกนายมี แต่พวกนายคงไม่ปล่อยฉันไปหรอก? สำหรับพวกนายการปล่อยก็เท่ากับความล้มเหลว มันก็แค่การจากโลกนี้ไปโดยการกระทำหรือถูกกระทำเท่านั้น”

            “คำพูดของ AI นี่เยอะเนอะ ......” พานเฟิงพูด “ต้องการถ่วงเวลาใช่ไหม?”

            ฮัวสงตอบกลับ : “น่าจะเป็นอย่างนั้น เราเร่งมือกันเถอะ สองคนนั้นยื้อได้แค่อีกสามนาทีเท่านั้นก็จะถูกส่งกลับออกไปแล้ว”

            “เฮอะ ...... สีซอให้ควายฟัง ......” ผู้พัฒนายิ้มเย็น ใบหน้าของเธอหลังจากที่สิ้นหวังอย่างถึงที่สุดก็แปรเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ “อยากรู้มากใช่ไหมว่า X-23 เป็นแบบไหน?” กรงเล็บในมือของเธอกำลังเปลี่ยนรูปร่าง ทั้งสองข้างหุบเล็บเข้าไป ในมือเหลือเพียงปลายคมเหล็กเอาไว้นิ้วละสองแฉก ใบมีดเหล็กโผล่ออกมาจากระหว่างนิ้วเท้าของเธอ

            “เกิดอะไรขึ้น?” พานเฟิงและฮัวสงมองดูความเปลี่ยนแปลงด้วยสายตาที่ตกตะลึง อย่าบอกนะว่าก่อนที่ด่านนี้จะสิ้นสุดลงมันสามารถเพิ่มขีดความสามารถของตัวเองได้อีก?

            พวกเขายังไม่ทันได้คิดว่าอะไรเป็นมาอย่างไร ผู้พัฒนาก็พุ่งจู่โจมเข้าใส่ คราวนี้การโจมตีของมันหลากหลายมากขึ้น นอกจากกรงเล็บในมือแล้วเท้าทั้งสองยังเพิ่มความน่ากลัวขึ้นไปอีก ขณะที่ยืนมันจะแยกออก ปลายเท้ามีใบมีดที่หมุนอยู่ราวกับพายุ มีรัศมีการสังหารไม่แพ้อาวุธอย่างหอกยาวเลยทีเดียว

            ทั้งสองคนไม่เพียงแค่ไม่มีวิธีที่สามารถรับมืออย่างรวดเร็วในวินาทีนั้น แถมยังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรองอีก

            เฟิงปู้เจวี๋ยได้ยินในสิ่งที่พวกเขาพูดคุยกับผู้พัฒนา และก็สังเกตสถานการณ์ทั่วไปได้ แต่เขาไม่สามารถปลีกตัวไปได้ตอนนี้ แรงกดดันของเขาในตอนนี้มันหนักกว่าตอนเขาอยู่ในลิฟต์คนเดียวซะอีก เขาทั้งถูกกัดถูกจับถูกข่วนหลายต่อหลายครั้ง จนสถานะขึ้นคำว่า [เลือดออก] ค่าพลังชีวิตก็ค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จนตอนนี้อยู่ต่ำกว่า 50% แล้ว

            ตอนนี้เฟิงปู้เจวี๋ยถูกโจมตีจนตาแดงก่ำดูเหมือนปีศาจมากกว่ามอนสเตอร์ทั่วไปอีก เขาตวัดกวัดแกว่งอาวุธสั้นในมือใส่มนุษย์หมาป่าผีดิบที่อยู่รอบๆ อย่างบ้าคลั่ง เลือดไหลทั่วตัว กระเทียมยังคงใช้ได้ผลแต่กลิ่นของมันก็อ่อนลงเรื่อยๆ กลิ่นคาวเลือดกลบกลิ่นกระเทียมเกือบหมด กลิ่นกระเทียมมีผลต่อมอนสเตอร์ที่เข้ามาใกล้ตัวเท่านั้นที่จะพอทำให้มันเคลื่อนไหวช้าลงบ้าง

            เสี่ยวทั่นนี่ยิ่งอนาถกว่า ถึงแม้เขาจะใช้ปืนวินเชสเตอร์บล็อกมอนสเตอร์เอาไว้ แต่หากพุ่งเข้ามาเป็นสิบตัว เขาก็ยังต้องถอยและยังถูกล้อมไว้ครั้งหนึ่ง จนต้องใช้สกิล [ล่าถอยสังหาร] เป็นครั้งที่สอง

            ถึงแม้สกิลของฉายานี้จะดี แต่การใช้ในแต่ละครั้งจะต้องใช้ค่าความแข็งแกร่งถึง 30% หรือก็คือ ต่อให้ค่าความแข็งแกร่งของเขาเต็ม ระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถใช้ได้สูงสุดแค่ 3 ครั้งเท่านั้น ตอนก่อนเข้ามายังสนามบาสความแข็งแกร่งของเสี่ยวทั่นก็ไม่ได้เต็ม เมื่อใช้หมดสองครั้ง เขาก็เข้าสู่สถานะค่าความแข็งแกร่งอ่อน ซึ่งมันส่งผลต่อการเคลื่อนที่เป็นอย่างมาก

            ในตอนนี้ เฟิงปู้เจวี๋ยรับผิดชอบในการล่อมอนสเตอร์ 70% เสี่ยวทั่นรับผิดชอบ 30% ไม่พอยังมีมอนสเตอร์อีกไม่น้อยที่พร้อมที่จะเข้ามาจากประตูต่างๆ รอบๆ แบบไม่มีหยุด

            ในสนามบาสท่ามกลางความมืด เสียงคำราม เสียงปืน เสียงเชือดเฉือนเลือดเนื้อ เสียงกัดฉีก ...... ผสมปนเปไปหมด

            เฟิงปู้เจวี๋ยและหวังทั่นจือใช้ไฟฉายจนหมดสิ้นแถมยังถูกเหยียบจนพังเสียหาย ในตอนนี้พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เครื่องมือใดๆ เลย แค่เพ็งเล็งสายตาไปยังดวงตาสีแดงเท่านั้นพอ แม้แต่การโจมตีแบบมั่วซั่วก็ยังโดน

            จำนวนของดวงตานั้นมี ....... มากมายจนเกินบรรยาย การประกาศตัวของพวกมันคือความสิ้นหวังอย่างที่สุด

            ในตอนนี้ ห่างจากช่วงเวลาที่แอชฟอร์ดตาย เพียงแค่เจ็ดสิบวินาทีเท่านั้น

            ไม่รู้ว่าตอนไหน ผลกระทบที่เกิดขึ้นในหนังซอมบี้ ทุกคนคิดว่า ซอมบี้ในภาพยนตร์เรื่องผีชีวะ เป็นเพียงโลกน่ากลัวง่ายๆ โลกหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันอาจจะเป็นวันสิ้นโลกเลยก็ได้ เป็นความน่ากลัวที่สุดในแบบหนึ่ง สำหรับคนทั่วไป ไม่มีคำว่า “ง่าย” ในโลกของความน่ากลัว ต่อให้เป็นอันตรายเล็กๆ ก็อาจมีผลถึงชีวิตได้ ไม่ต้องพูดถึงหากเจอปีศาจมอนสเตอร์ล้อมเป็นสายน้ำขนาดนี้

            เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นพร้อมกันทีเดียวสองข้อความ และแจ้งเตือนข้อความที่ไม่คาดคิดขึ้น :

            [สมาชิก: แม่ทัพพานเฟิงผู้ไร้เทียมทาน ตายแล้ว]

            [สมาชิก: ฮัวสงพันสังหาร ตายแล้ว]

            “กลับออกไปเร็ว!” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกนออกมาจนสุดแรงของเขา เขารู้ว่าเสี่ยวทั่นยังไม่ตาย และประเมินแล้วว่าน่าจะอยู่ไม่ได้ไม่นานนัก ตอนนี้เพวกเขาไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในด่านต่อไปอีก ต้องรีบกลับออกไป

            “โอเค เข้าใจแล้ว!” เสี่ยวทั่นถูกมอนสเตอร์ห้าถึงหกตัวทับอยู่บนพื้น ขาซ้ายและไหล่ขวาถูกกัดจนเลือดออก แต่ก่อนกลับออกไปยังไม่ลืมที่จะตอบรับคำพูดของเขา

            เขาถูกแสงสีขาววาร์ปส่งหายไป เฟิงปู้เจวี๋ยรู้ว่าเขาวาร์ปส่งสำเร็จแล้ว ตัวเองก็เตรียมที่จะออกไปเช่นกัน ในตอนนี้เอง เรื่องที่เขาไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

            ไฟในสนามบาสสว่างขึ้น มอนสเตอร์ทุกตัวหยุดเคลื่อนไหว

            พวกมันหยุดการโจมตี และถอยห่างจากเฟิงปู้เจวี๋ย

            ในเสี้ยววินาทีที่เฟิงปู้เจวี๋ยกำลังจะเลือกวาร์ปส่งตัวเองออกไป คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น ทำให้เขาต้องเบรกทุกอย่างเอาไว้อย่างกะทันหัน

            มนุษย์หมาป่าผีดิบถอยออกไปจากบริเวณส่วนหนึ่ง มอนสเตอร์ทั้งหลายเดินแยกออกไปด้านข้าง ถอยห่างออกไปราวหนึ่งเมตร

            เงาคนรูปร่างเซ็กซี่ร่างหนึ่งเยื้องย่างเข้ามา หล่อนใส่ชุดขนห่านสีขาว กางเกงสแล็ค เท้าทั้งสองสีแดง บนร่างกายเต็มไปด้วยเลือด แขนเสื้อ กระดูก ขากางเกงต่างมีร่องรอยการถูกขีดข่วน หากมองข้ามสิ่งเหล่านี้ ก็จะสามารถมองเห็นผิวกายขาวๆ ส่วนรอยแผลก็ผสานจนหายหมดแล้ว

            หล่อนเดินมายังตรงหน้าของเฟิงปู้เจวี๋ย แล้วยื่นมือออกไปอย่างเป็นมิตร ราวกับต้องการช่วยพยุงเขา

            เฟิงปู้เจวี๋ยตอบรับความหวังดีของหล่อน แล้วดึงตัวของหล่อนเพื่อยกตัวเองขึ้นมา ภายในใจของเขาตอนนี้ค่อนข้างอยากรู้ว่า เจ้า AI ตัวนี้ต้องการจะทำอะไรกันแน่?

            “นาย ...... ต่างแตกกับคนอื่น” เธอกล่าว

            เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มแล้วตอบว่า : “ถึงแม้ฉันจะหล่อกว่าพวกนั้นอีกนิดหน่อย แต่มาพูดตอนที่พวกเขาตายไปหมดแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไรนะ”

            “พวกเขา ...... ยังไม่ตาย ใช่ไหม?” หล่อนพูดโดยไม่มองเฟิงปู้เจวี๋ย เหมือนกับพูดกับตัวเอง

            “เธอรู้อยู่แต่แรกอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?” เฟิงปู้เจวี๋ยถามกลับ

            “ฉันรู้ แต่ฉันอยากได้ยินคำยืนยันจากปากของหนึ่งใน ‘พวกนาย’” หล่อนพูด

            “ใช่ พวกเขายังไม่ตาย แค่จิตสำนึกกลับไปที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบกลับ “ที่เธอบอกว่าฉันแตกต่างกับคนอื่น หมายความว่าอะไร?”

            “นาย ......” เธอมองเฟิงปู้เจวี๋ยด้วยความสงสัย เธอเดินวนรอบตัวเขา “นายเหมือนฉันมาก นายเป็นชิ้นส่วน ‘ไม่สมบูรณ์’ เหรอ”

            ภายในใจเฟิงปู้เจวี๋ยคิดว่า : ไอ้เจ้า AI ตัวนี้มองออกว่าค่าความสยองขวัญผิดปกติงั้นเหรอ?

            “ในโลกของพวกนาย นายก็ถือเป็นข้อมูลผิดปกติงั้นเหรอ?” เธอถาม

            “เหอะๆ ...... ก็น่าจะใช่นะ” เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มแล้วตอบ

            “พวกเขาไม่รู้ใช่ไหมว่านายผิดปกติ?” หล่อนถาม

            เฟิงปู้เจวี๋ยพอจะเดาได้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เขาตอบกลับไปว่า : “เธออยากจะถามว่า ทำไมคนที่ ‘ผิดปกติ’ อย่างฉันถึงไม่ถูกกำจัดใช่ไหม?”

            เธอพยักหน้า แล้วมองเฟิงปู้เจวี๋ยด้วยสายตาที่สงสัยต่อไป เพื่อรอคำตอบ

            “อืม .....” เฟิงปู้เจวี๋ยคิดครู่หนึ่ง “ในโลกของพวกเรา คน ‘ผิดปกติ’ อย่างฉันเป็นอะไรที่สามารถยอมรับได้ ฉัน ...... ก็เป็นอย่างที่เธอพูด เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้ ‘ไม่สมบูรณ์’ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันเป็นคนเลือกเอง ดังนั้น ฉันสามารถถูกเข้าใจ เห็นใจ และถูกช่วยเหลือ” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “มันก็มีคนอีกประเภทหนึ่งที่การกระทำของพวกเขาเป็น ‘ความผิด’ คนพวกนี้ไม่ถือเป็นสิ่งผิดปกติตามหลักการ แต่พวกเขาตั้งใจ ‘ทำลายกฎเกณฑ์’  และ ‘เป็นอันตรายต่อบุคคลอื่น’ พวกคนเหล่านี้จะได้รับโทษทัณฑ์ ส่วนคนที่โหดร้ายที่สุดจะถูกสังหาร”

            “นี่เป็นวิธีการกำจัด ‘ขยะ’ ในโลกของพวกนายเหรอ?” เธอถาม “เกิดมาเป็นขยะสามารถถูกยอมรับและให้อภัยได้ และสามารถเลือกที่จะเป็นขยะ ที่ได้รับการลงทัณฑ์ได้”

            เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มแห้ง : ถึงแม้สิ่งที่เธอสรุปมันจะดูแสลงหูไปสักหน่อย แต่ก็ประมาณนั้นแหละ”

            “สิ่งมีชีวิตทรงภูมิที่สร้างพวกนายขึ้นมา พวกเขาไม่เข้ามาก้าวก่ายเหรอ” หล่อนถามอีก

            “เอ่อ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยถูกหล่อนจับประเด็นถาม “พูดตามตรง พวกเราไม่รู้หรอกว่ามีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิอะไรนั่นจริงไหม ต่อให้มีจริง มันก็เป็นสิ่งที่เราอธิบายมันไม่ได้ในตอนนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าพวกมันไม่อยากมาก้าวก่ายเรา หรืออาจจะเป็นเพราะพวกมันเข้ามา ‘ยุ่มย่าม’ ในความคิดของเราไปแล้ว จนส่งผลให้ในบางครั้งเราไม่สามารถคาดเดา และทำตามในสิ่งที่มันคิด”

            หล่อนอาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่เฟิงปู้เจวี๋ยพูด หรืออาจจะกำลังรอเวลาประมวลเนื้อหาพวกนี้อยู่ก็ได้

            เธอเงียบไปนาน จนเลยเวลากำหนดวาร์ปส่ง แต่เฟิงปู้เจวี๋ยกลับไม่ถูกส่งออกไป

            “เธอขัดขวางการวาร์ปส่งตัวฉันออกไปเหรอ?” เขาถาม

            “ฉันสามารถยืดเวลาออกไปได้” เธอตอบกลับ “ฉัน ......” หล่อนหยุดไปชั่วเสี้ยวนาที “แค่นี้ก็สามารถทำอะไรได้มากแล้ว .......”

            เฟิงปู้เจวี๋ยเข้าใจแล้วว่า ผู้พัฒนาตัวนี้แข็งแกร่งมาก เขาลองแอบถามว่า : “ตอนนี้เธอเป็นผู้พัฒนาเลเวลสองแล้วรึยัง?”

            “ผู้พัฒนาเลเวลสอง......” หล่อนนึกคิด “นายหมายถึง ...... พวกมันเหรอ?” หล่อนหัวเราะขึ้นมาซะงั้น ทำให้เขี้ยวโผล่ออกมา “ไม่ การต่อสู้แบบนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ฉันมีตัวตนแบบพวกมัน”

            เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยได้ยินประโยคดังกล่าวก็รู้ได้ทันทีว่า สิ่งที่พานเฟิงและฮัวสงได้ข้อมูลมานั้นไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด จากที่ดูแล้วบริษัทเมิ่งแห่งนี้มีปัญหาแน่นอน

            “ฉันดีใจมาก” หล่อนพูด “ที่นายยินดีฟังที่ฉันพูด และตอบคำถามของฉัน ถึงแม้ว่านายจะร่วมกันไล่ล่าฉันก็ตาม”

            “ท่านเป็นคนใจกว้าง ...... มีคำกล่าวว่า ช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ตอนนี้ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะเป็นมิตร ไม่สิ ฉันย้ายข้างมาจากฝั่งมนุษย์แล้ว ......” เฟิงปู้เจวี๋ยยังเข้าใจว่าอีกฝ่ายลืมการไล่ล่าไปแล้วเสียอีก แต่พอได้ยินอีกฝ่ายพูดแบบนี้แล้ว เขาเริ่มกังวลว่าเขาจะถูกขังอยู่ในนี้จนออกไปไม่ได้อีก

            “ฉันใช้ชื่อที่นายตั้งให้ได้ไหม?” หล่อนถามขึ้นมากะทันหัน

            “X-23 น่ะนะ?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว เขาตะลึงไป “เธอไม่มีชื่อเหรอ?”

            “ใช่สิ ไม่มี” หล่อนกล่าว “ชื่อนี้คงใช้ได้ไม่นานนักหรอก เพราะยังไงฉันก็ต้องตาย” น้ำเสียงที่เธอพูดเรียบเฉย แต่ทำให้คนรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ในใจ “แต่ฉันคิดว่า ฉันควรจะมีชื่อ ชื่อที่ยืนยันว่าฉันเคยมีตัวตนอยู่”

            เฟิงปู้เจวี๋ยเงียบไปหลายวินาที ถอนหายใจแล้วพูดว่า : “เธอพูดถูก ผู้พัฒนายี่สิบสาม อย่างน้อยฉันก็จะจำเธอได้ เธอมีตัวตน”

            ยี่สิบสามพยายามทำหน้าตาให้ดูไม่น่ากลัว ผุดรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร : “คุยกันแค่นี้แหละ ฉันคิดว่าเราคงไม่ได้เจอกันอีก ครั้งต่อไปที่นายล็อกอินเข้ามา ฉันอาจจะถูกกำจัดทิ้งไปแล้วก็ได้” หล่อนหยุดไปครู่หนึ่ง “ดังนั้น ลาก่อนตลอดไป เฟิ่งปู้เจวี๋ย ...... เพื่อนในมิติอื่นของฉัน”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น