หอหมื่นอักษร

เมื่อหนุ่มหล่อสุดยอดเซลล์แมนจากศตวรรษที่ 21 ต้องกลายมาเป็นขี้ข้า เอ้ย! พ่อบ้าน (ใจกล้า) ในโลกอดีต ที่มีดีกรีความกะล่อนระดับเทพ เรื่องราววุ่นวายจึงบังเกิด แล้วคิดว่าหลินหว่านหรงจะยอมก้มหัวให้ใครหรือไง !

ตอนที่ 9 “ผลิตภัณฑ์สามไม่” (2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 “ผลิตภัณฑ์สามไม่” (2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2561 09:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 “ผลิตภัณฑ์สามไม่” (2)
แบบอักษร



ทันใดนั้นท่านลุงหลินก็พูดอีกว่า “หว่านหรง เรื่องที่ข้าพูดกับเจ้าเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าคิดไปถึงไหนแล้ว?”

“ท่านหมายถึงเรื่องที่ให้ข้าไปแอบอ้างเป็นบุตรชายของผู้อื่น?” หลินหว่านหรงอึ้ง เอ่ยถามหลังจากเข้าใจแล้วทันที

เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านลุงเว่ยเคยเอ่ยเรื่องนี้กับหลินหว่านหรง หลักใหญ่ใจความก็คือให้หลินหว่านหรงแอบอ้างเป็นคุณชายของตระกูลใหญ่สักคนหนึ่ง เคยถูกหลินหว่านหรงปฏิเสธทันควันไปแล้ว แต่วันนี้เขากลับเอ่ยถึงเรื่องเก่าขึ้นมาอีก ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไรเช่นกัน

เห็นชัดว่าท่านลุงเว่ยนึกว่าหลินหว่านหรงกำลังลังเลจึงรีบพูดว่า “หว่านหรง ตระกูลนี้หาใช่ตระกูลใหญ่ธรรมดาๆ ขุมพลังที่แท้จริงของเขานั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการ หากเจ้าเดินไปถึงจุดนั้นได้ เจ้าก็จะเข้าใจความหมายของข้าเอง”

“ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ข้าจะจินตนาการ? หรือว่าเขาคือฮ่องเต้หรืออย่างไร?” หลินหว่านหรงกล่าวขึ้นอย่างเย้ยหยัน

ท่านลุงหลินใช้เบ้าตาอันว่างเปล่านั้น “กวาดสายตา” มองดูเขาแวบหนึ่งโดยมิได้พูดอะไรออกมา สีหน้าทำให้หลินหว่านหรงมองดูแล้วไม่เข้าใจอยู่เช่นกัน

“แอบอ้างเป็นบุตรชายของผู้อื่น ท่านนึกว่าผู้อื่นจะจดจำไม่ออกหรืออย่างไร? อย่าเห็นผู้อื่นเป็นไอ้โง่เลย” หลินหว่านหรงกล่าวโน้มน้าวท่านลุงเว่ย หวังว่าเขาจะดับความคิดเรื่องนี้ไปเสียแต่เนิ่นๆ

“ที่เจ้าพูดก็ไม่ผิด ไม่มีใครเป็นไอ้โง่ ข้าบอกเจ้าก็ได้ว่าเหล่าเหยผู้นี้ไม่มีวันมีบุตรชายได้ ตัวเขาเองก็รู้อยู่แก่ใจ แต่เขาต้องหาบุตรชายมาคนหนึ่งให้จงได้” ท่านลุงเว่ยกล่าว

“อ้อ?” นี่กลับน่าสนใจอยู่บ้างแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่ลูกชายของตัวเอง แต่กลับยังแกล้งรับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขอีก นี่มันน่าสนุกจริงๆ

หลินหว่านหรงอดซุบซิบสักครั้งไม่ได้เช่นกัน “ทำไมล่ะ? หรือว่าจะมีคนพรรค์นี้จริงๆ ที่ชอบไปเป็นบิดาของผู้อื่นง่ายๆ?”

ท่านลุงเว่ยมองหลินหว่านหรงด้วยความหมายล้ำลึกแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล จะมีสักกี่เรื่องที่สมความปรารถนาของตนเองได้? ต่อให้เป็นฮ่อง——เชื้อพระวงศ์ ก็ต้องมีความคับแค้นที่ยากจะเอื้อนเอ่ย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชาวบ้านสามัญชนแล้ว”

“เช่นนั้นเหตุใดต้องเลือกข้าด้วยเล่า?” หลินหว่านหรงกล่าวระคนยิ้ม ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองมีคุณสมบัติเป็นผู้สื่อข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ซุบซิบมากขึ้นเรื่อยๆ

“เพราะเจ้าขวัญกล้า ละเอียดรอบคอบ วิสัยทัศน์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หน้าหนา มิหนำซ้ำ——” ท่านลุงเว่ย “มอง” หลินหว่านหรงยิ้มด้วยท่าทางลี้ลับและกล่าวว่า “มิหนำซ้ำเจ้าไร้ยางอาย!”

โอ๊ย ตูขอเอาคำถามเมื่อกี้กลับมา เจ้าแก่เว่ยคนนี้กำลังจัดประเภทเราอยู่ หลินหว่านหรงรู้สึกหงุดหงิดโมโห ถึงกระนั้นกลับได้แต่ส่ายหน้ายิ้มขื่นอย่างจนใจ สวรรค์ล้อเราเล่นแบบนี้ ไร้ยางอายก็ไม่ใช่ความผิดของเรา

คร้านที่จะซุบซิบต่อไปแล้ว หลินหว่านหรงกล่าวอย่างเป็นการเป็นงานว่า “ความดีร้อยประการมีความกตัญญูเป็นที่หนึ่ง ร่างกายผิวหนังรับจากบุพการี ความสัมพันธ์ทางสายเลือดมีมาแต่กำเนิด ไม่มีสิ่งใดที่สามารถแปรเปลี่ยนได้ หากหลินหว่านหรงเปลี่ยนไปนับถือเขาเป็นบิดา เช่นนั้นแล้วจะนำบุพการีผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้าไปไว้ที่ใดกัน? การกระทำเช่นนี้จะต่างจากเดียรัจฉานเช่นไร?”

ท่านลุงเว่ยเงียบงันไปครู่หนึ่ง ผงกศีรษะแล้วพูดว่า “ดูไม่ออกเลยว่าเจ้ากลับมีความหยิ่งทระนง ช่างเถิด เรื่องนี้ไม่เอ่ยถึงชั่วคราวก็แล้วกัน หว่านหรง พรุ่งนี้ข้าจะไปแล้ว เจอกันวันนี้ วันหน้าไม่รู้ว่าจะได้พานพบกันอีกเมื่อใด”

“อะไรนะ?” หลินหว่านหรงตกใจยกใหญ่ ท่านลุงเว่ยผู้นี้เป็นคนแรกที่เขารู้จักบนโลกใบนี้ กระทั่งอาจพูดได้ว่าเป็นญาติเพียงคนเดียวบนโลกนี้ของหลินหว่านหรงก็ว่าได้ แล้วทำไมถึงพูดว่าไปก็จะไปกันเล่า


เขาไปแล้ว แล้วเราจะกินของใคร ดื่มของใครล่ะ หลินหว่านหรงคิดด้วยความสกปรกโสมม


ท่านลุงเว่ยกล่าวระคนยิ้มว่า “ปีนี้ข้าก็จะแปดสิบแล้ว ที่เมืองจินหลิงแห่งนี้ก็ตั้งรกรากมาสิบกว่าปี นับๆ ดูก็สมควรเปลี่ยนสถานที่ได้แล้ว”

ท่านลุงเว่ยอายุแปดสิบ? ทำไมถึงดูไม่ออกเลยสักนิดล่ะ? ตาเฒ่านี่ช่างดูแลตัวเองดีจริงๆ

“ท่านลุงเว่ย ท่านจะไปที่ใด?” อยู่กับตาเฒ่าคนนี้มานานขนาดนี้ ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้างจริงๆ ถึงแม้หนึ่งเดือนมานี้เขาจะใช้ความเป็นคนพิการขอให้หลินหว่านหรงทำอาหาร ซักเสื้อผ้าให้เขาก็ตาม ลองคิดดู ครั้นทอดสายตาดูทั่วหล้า รู้จักเพียงผู้เดียว เหตุการณ์เช่นนี้จะน่าอนาถเพียงใด

ท่านลุงเว่ยไม่ได้ตอบคำถามหลินหว่านหรง เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ แล้วพูดว่า “อาจจะกลับไปบ้านเดิมสักครั้งก่อน ถึงอย่างไรข้าก็อายุมากแล้ว ใบไม้ที่ปลิดปลิวก็ควรหวนคืนสู่ต้นกำเนิด”

เขา “มอง” หลินหว่านหรงด้วยความหมายอันลึกซึ่งแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “หว่านหรง เรื่องราวในโลกผันเปลี่ยนประดุจเมฆาแปรเปลี่ยน บางทีเมื่อพวกเราได้พบพานกันอีกครั้ง ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะอยากสังหารข้าเพียงแต่อย่างเดียวก็ได้นะ” ถึงแม้ท่านลุงเว่ยจะกำลังแย้มยิ้มอยู่ ทว่าใบหน้ากลับปรากฏสีหน้าอ้างว้างอย่างยากที่จะปกปิดได้

หลินหว่านหรงย่อมถือว่าตากแก่คนนี้คงกำลังเพ้ออยู่ จึงไม่สนใจคำพูดของเขา

“ท่านลุงเว่ย บ้านเกิดท่านอยู่ที่ใด? ที่บ้านยังมีญาติหรือไม่? ลูกหลานของท่านอยู่ที่บ้านเกิดหรือเปล่า?” หนึ่งเดือนมานี้ ท่านลุงเว่ยคุยเรื่องในครอบครัวของเขากับหลินหว่านหรงน้อยมาก นอกจากรู้ว่าเขาเคยเป็นบ่าวชั้นสูงแห่งตะกูลเซียว (คนละเซียวกับเซียวชิงเสวียน) ผู้มั่งคั่งแห่งจินหลิงแล้ว หลินหว่านหรงก็ไม่รู้เรื่องราวใดๆ เกี่ยวกับเขาอีก

“ลูกหลาน?” ใบหน้าท่านลุงเว่ยผุดรอยยิ้มขื่นให้เห็น ทอดสายตามองหลินหว่านหรงแล้วพูดว่า “หว่านหรง บางทีหลังจากนี้เจ้าก็จะเข้าใจเรื่องของข้า แต่ตอนนี้ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว ไหนๆ พวกเรารู้จักกันมา ข้าจะมอบของขวัญชิ้นหนึ่งให้เจ้าก็แล้วกันนะ”

เขาควักสมุดภาพสีขนาดเล็กเล่มบางๆ ดูเก่าแก่โบราณเล่มหนึ่งออกมาจากอกด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ จากนั้นจึงส่งมอบให้หลินหว่านหรง

หลินหว่านหรงรับมาสู่มือแล้วพลิกอ่านไปไม่กี่หน้า เห็นเพียงว่าบนนั้นวาดภาพการร่วมอภิรมย์ ระหว่างบุรุษและสตรีสารพัดอย่างด้วยความละเอียดลออมังกรเหิน พยัคฆ์ทะยาน เสือดาวพุ่ง จักจั่นประกบ สารพัดท่วงท่าอยู่อยู่ร้อยกว่าแบบ บอกได้ว่ามีครบถ้วนกระบวนความจริงๆ 

หลินหว่านหรงเบื้องหน้าพลันกระจ่างวูบ นี่ยังเจ๋งกว่าเพลย์บอย FHM หลงหู่เป้า (ทั้งสามคือชื่อนิตยสารสำหรับบุรษ โดยหลงหูเป้าเป็นนิตยสารของฮ่องกง แปลตรงตัวว่ามังกร เสือ เสือดาว) อะไรพวกนั้นเยอะเลย

ท่านลุงเว่ย “มอง” หลินหว่านหรง หัวเราะฮิฮะแล้วพูดว่า “เป็นเยี่ยงไร ดูอะไรดีๆ ออกหรือไม่?”

หลินหว่านหรงพลิกไปสองสามหน้า ซึมซับความมีเสน่ห์น่าพิศมัยในนั้นอย่างถ้วนถี่ ตรวจสอบความขาดตกบกพร่องของท่วงท่าตนเองในสมัยก่อน หัวเราะพูดจาเจ้าเล่ห์เล่นลิ้นว่า “ฮิฮิ ท่านลุงเว่ย ท่านยังมีอะไรดีๆ อีก เอาออกมาให้ข้าเปิดหูเปิดตาพร้อมกันเถอะ ใช่แล้ว จินผิงเหมย โร่วผูถวน เติงเฉ่าเหอซ่าง* [1]ที่มีรูปภาพประกอบมีหรือไม่?”

“อะไรคือจินผิงเหมย โร่วผูถวน เติงเฉ่าเหอซ่าง?” ท่านลุงเว่ยเอ่ยถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

หลินหว่านหรงถึงนึกขึ้นมาได้ว่าหนังสือดีๆ แบบนี้ไม่มีในโลกนี้ จึงอดรู้สึกเสียดายแทนท่านลุงเว่ยอยู่บ้างไม่ได้ จึงได้แต่หัวเราะฮิฮะแห้งๆ ไม่กี่ครั้ง ไม่ตอบคำถาม

แม้ท่านลุงเว่ยจะไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร ทว่าเมื่อ “เห็น” สายตาอันโสมมของหลินหว่านหรง ก็เดาได้เกือบทั้งหมด


เขา “มอง” หลินหว่านหรงแวบหนึ่ง หัวเราะแห้งๆ หลายครั้ง เผยความรู้สึกแปลกประหลาดและซับซ้อนออกมาบนใบหน้า ผ่านไปเนิ่นนานถึงพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า “เฮ้อ เป็นผู้ชายนี่ดีจริงๆ!”

ไม่ใช่ล่ะมั้ง หลินหว่านหรงอดสูดลมหายใจหนาวเหน็บกลับเข้าไปไม่ได้ หรือว่าเหล่าเว่ยที่อายุแปดสิบคนนี้จะเป็น BL? (Boy’s Love)

ความคิดแบบนี้ทำให้หลินหว่านหรงเหงื่อแตกท่วมตัว ถึงแม้ในยุคสมัยของหลินหว่านหรงความคิดของทุกคนจะเปิดกว้างมากแล้วก็ตาม แต่พอลองนึกดูว่าหากตนเองอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับเกย์เฒ่ามาหนึ่งเดือนจริงๆ แล้วต่อจากนี้ยังจะออกไปเจอหน้าผู้คนได้อย่างไร

ท่านลุงเว่ยทอดถอนใจยาวๆ ออกมาอีกครั้งหนึ่ง พูดอย่างเชื่องช้าขึ้นว่า “เจ้าอย่าถูกกลเม็ดลามกพวกนั้นปิดบังสองตา เจ้าลองดูเส้นสีแดงบนตัวคนพวกนั้นให้ดีๆ”

พอได้ยินท่านลุงเว่ยพูดแบบนี้ หลินหว่านหรงถึงสังเกตว่าบนตัวคนจิ๋วซึ่งอยู่บนหน้าภาพสีนั้นล้วนแต่มีเส้นสีแดงเส้นละเอียดยิบย่อยคล้ายกับเส้นเลือดอย่างนั้น หรือว่านี่จะเป็นแผนผังเส้นเดินลมปราณในตำนาน?

“นี่เป็นสิ่งที่ข้าลอบเข้าไปในหอเก็บตำราของวังหลวงบังเอิญเจออยู่ตรงหัวมุมอันห่างไกลสมัยก่อนที่ข้าจะตาบอดยุคสมัยยาวนาน เป็นผลงานของผู้ใดก็ไม่เคยมีการพิสูจน์มาก่อน ได้ผลหรือไม่ก็ไม่เคยมีผู้ใดทดสอบมาก่อน ข้าเห็นว่าเจ้าตำราเล็กๆ เล่มนี้คล้ายมีอะไรน่าสนใจอยู่บ้าง จึงเก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้” ท่านลุงเว่ยตอบอย่างง่ายๆ

ที่แท้ก็เป็นผลิตภัณฑ์สามไม่ มิน่าล่ะถึงได้ซื้อใจยกให้เราอย่างใจกว้างแบบนี้ หลินหว่านหรงหัวเราะร่วนออกมา อยากจะถามว่าทำไมตาเฒ่านี่ถึงไม่ลองด้วยตัวเอง

ท่านลุงเว่ยมองความคิดเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง สีหน้าละล้าละลังอยู่สักครู่แล้วเอ่ยว่า “ข้า——เนื่องจากเหตุผลทางร่างกาย ไม่อาจฝึกฝนได้ แต่ข้าเชื่อว่าไม่มีใครที่จะฝึกวิชานี้ได้เหมาะสมไปมากกว่าเจ้าแล้ว”







*จินผิงเหมยหรือบุปผาในกุณฑีทอง เดิมเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนร่วมกับ สามก๊ก ซ้องกั๋ง และไซอิ๋ว แต่ต่อมาถูกต่อต้านเพราะพรรณนาบทเสพสังวาสจำนวนมาก จึงจทำให้ความฝันในหอแดงขึ้นมาเป็นหนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีนแทน

โร่วผูถวนหรือบัณฑิตก่อนเที่ยงคืน แปลตรงตัวคือเสื่อสวดมนต์ซึ่งทำจากเนื้อหนังมนุษย์ เป็นวรรณกรรมอิโรติก แต่แฝงไว้ด้วยคำสอนทางศาสนา ปรัชญา และศีลธรรมรวมถึงคำสอนของปราชญ์ขงจื้อ โดยนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เรื่อง Sex and Zen

เติงเฉ่าเหอซ่าง เป็นวรรณกรรมอีโรติกสมัยราชวงศ์หยวน โดยนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ชื่อโอมเนื้อหนังมังผี 


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น