หอหมื่นอักษร

เมื่อหนุ่มหล่อสุดยอดเซลล์แมนจากศตวรรษที่ 21 ต้องกลายมาเป็นขี้ข้า เอ้ย! พ่อบ้าน (ใจกล้า) ในโลกอดีต ที่มีดีกรีความกะล่อนระดับเทพ เรื่องราววุ่นวายจึงบังเกิด แล้วคิดว่าหลินหว่านหรงจะยอมก้มหัวให้ใครหรือไง !

ตอนที่ 4 ที่แท้เจ้าก็เป็นสาวน้อย (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ที่แท้เจ้าก็เป็นสาวน้อย (1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 5k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 12 เม.ย. 2561 09:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ที่แท้เจ้าก็เป็นสาวน้อย (1)
แบบอักษร



ไอ้กะเทย!

“พอได้ฟังกวีนิพนธ์ที่สหายได้ร่ายออกมาก็รู้ว่าสหายเป็นผู้มีปณิธาน” เจ้าหนุ่มสะคราญโฉมหยุดแล้วแย้มยิ้ม ทอดสายตามองผิวทะเลสาบพลางกล่าวพึมพำว่า “ดังที่สหายกล่าว เจียงหนานก่อกำเนิดบัณฑิตผู้มีความสามารถจำนวนมาก ปัญญาชนมากมี กวีนิพนธ์แพร่ทั่วหล้า สิ่งเหล่านี้คือจุดเด่น แต่ก็เป็นจุดด้อยเช่นเดียวกัน”

“อ้อ?” ในยุคสมัยนี้ยังมีคนนึกถึงเรื่องพวกนี้อยู่ หลินหว่านหรงบังเกิดความสนใจอย่างยิ่งทันที “กะ——อ้อ สหายรักผู้นี้ มิทราบว่าถ้อยคำนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ?”

เขาพลั้งปากไปชั่วขณะ เกือบพูดคำว่ากะเทยสองพยางค์นี้ออกมาเสียแล้ว ถึงแม้จะเดาว่าเจ้าหนุ่มนี่คงไม่รู้ความหมายของคำคำนี้ก็ตาม แต่หากต้องอธิบายคำนี้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว นั่นก็ไม่ใช่ต้องทำให้เขาลำบากอย่างยิ่งหรือไง

คุณชายโฉมงามผงกศีรษะเอ่ยว่า “ราชวงศ์ของพวกเรานับตั้งแต่ครั้งฮ่องเต้ไท่จู่บุกเบิกแว่นแคว้นเป็นต้นมา ก็มีวิถีปฏิบัติที่ไม่ดีด้วยการให้ความสำคัญต่อบุ๋นดูเบาบู๊ ให้ความสำคัญต่อเจียงหนาน บัณฑิตและสตรีผู้มีความรู้ต่างไม่มีผู้ใดไม่ภาคภูมิใจต่อความสามารถทางด้านวรรณศิลป์ หากอยู่ในยุคที่สงบสุขเจริญรุ่งโรจน์แล้ว สิ่งเหล่านี้ย่อมไม่ผิด ทว่าปัจจุบันบ้านเมืองกำลังประสบเภทภัยครั้งใหญ่ ขณะที่ทางเหนือมีศัตรูใหญ่รุกราน พวกเขากลับยังสนใจแต่ตนเอง นำชาติบ้านเมืองไปไว้ที่ใดกัน? ชาติบ้านเมือง ชาติบ้านเมือง มีชาติถึงจะมีบ้านเมือง หากทุกคนต่างเป็นดั่งพวกเขาเยี่ยงนี้  ‘สายลมเอื่อยโบกโชยคนมัวเมา ต่างถือเอาหางโจวเป็นเปี้ยนโจว’ เช่นนั้นราชวงศ์ต้าหัวของเรายังจะมีความหวังอันใดให้เอ่ยถึงอีกเล่า” คุณชายกะเทยผู้นี้ยิ่งกล่าวก็ยิ่งมีน้ำโห ใบหน้าปรากฏเพลิงโทสะพลุ่งพล่านมานานแล้ว

หลินหว่านหรงมาถึงโลกแห่งนี้ได้หนึ่งเดือน รู้มานานแล้วว่ายุคสมัยที่อยู่ในปัจจุบันมีชื่อว่าราชวงศ์หัว ฮ่องเต้แซ่เจ้า เมืองหลวงอยู่ที่ซุ่นเทียน

ได้ยินว่าตอนนี้ชายแดนทางเหนือนอกชนเผ่ารุกราน กองทัพต้าหัวสูญเสียดินแดน พ่ายแพ้ถอยร่นอย่างต่อเนื่อง โชคยังดีที่ถึงแม้กองทัพชนต่างด้าวจะห้าวหาญ ถึงกระนั้นกลับไม่เคยคาดคิดว่ากองทัพต้าหัวจะพ่ายแพ้รวดเร็วถึงเพียงนี้กองทัพจึงตระเตรียมเสบียงไม่เพียงพอ ทั้งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างปลายฤดูสารทกับต้นคิมหันต์อีก จึงได้แต่หยุดการโจมตีชั่วคราว ถอยกลับไปยังทุ่งหญ้า ขณะเดียวกันก็จัดเตรียมกองทัพเตรียมการสู้รบ เตรียมการมาหนึ่งปีก็เข่นฆ่ามาถึงใจกลางจงหยวนในชั่วอึดใจเดียว

ในสมัยต้าซ่งราชวงศ์ก่อน เปี้ยนโจวเป็นเมืองหลวงแห่งต้าซ่ง ขณะนั้นต้าซ่งเสื่อมทรามไร้สามารถ  หลังศัตรูภายนอกรุกรานเข้ามา คุกคามต่อความปลอดภัยของเปี้ยนโจว ราชสำนักต้าซ่งจึงย้ายราชธานีมาทางใต้มาที่หางโจวด้วยความจนใจ ขับไล่ชนต่างชาติ สถาปนาราชวงศ์ต้าหัว ทว่าความอัปยศในการเป็นราชธานีแห่งที่สองจากเปี้ยนโจว มิมีผู้ใดลืมเลือน ดังนั้น “ต่างถือเอาหางโจวเป็นเปี้ยนโจว” ที่หลินหว่านหรงพูด คุณชายโฉมงามผู้นี้ย่อมเข้าใจและเห็นด้วยลึกๆ เช่นกัน (หมายเหตุจากผู้เขียน : ในนิยายเรื่องนี้เป็นโลกอีกแห่งหนึ่งโดยสิ้นเชิง ต้าซ่งที่หมายถึงนี้ไม่ใช่ต้าซ่งที่พวกเรารู้จักกันดี เพียงแต่ชื่อเดียวกันโดยบังเอิญเท่านั้น บทหลังๆ จะมีการอธิบาย)

แม้หลินหว่านหรงจะยังกลืนปรับตัวเข้ากับโลกแห่งนี้ไม่ได้อยู่บ้าง แต่เขารู้ว่าในเมื่อมาถึงโลกแห่งนี้แล้วก็ต้องนำพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสหายร่วมชาติของตน ไม่มีวันให้คนนอกชนเผ่ามาลบหลู่รังแกได้เด็ดขาด

“หากแว่นแคว้นหนึ่งต้องการแข็งแกร่งรุ่งโรจน์ บุ๋นปกครองบู๊สู้รบ ทั้งสองไม่อาจขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปได้ การปกปิดอำพรางให้ดูสงบสุขดั่งที่มีอยู่ในการขับร้องร่ายรำเยี่ยงนี้ มีให้น้อยลงเสียบ้างก็คงจะดีกว่า” ในที่สุดคุณชายโฉมงามก็กล่าวสรุปออกมา บนใบหน้าแสดงความห่วงใยชาติและประชาชน

ตอนแรกยังนึกว่าเจ้ากะเทยคนนี้จะขลุกอยู่ในกองแป้งผัดหน้าทั้งวี่ทั้งวันถึงออกมามีสภาพเป็นดอกท้ออันแสนงดงามมีเสน่ห์แบบนี้ ไม่คิดว่าในใจของมันยังมีปณิธานอยู่บ้าง ทัศนคติของหลินหว่านหรงที่มีต่อคุณชายกะเทยผู้นี้พลันเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย


เพียงแต่สำหรับหลินหว่านหรงในตอนนี้ ชาติมั่นคงประชาชนมั่งคั่งยังไม่ใช่ภาระหน้าที่ของเขาชั่วคราว ดังนั้นจึงไม่ได้ความสนอกสนใจออกมามากมายนัก


คุณชายโฉมงามไม่พอใจต่อเหล่าบัณฑิตบนทะเลสาบมาก สิ่งที่เขากล่าวมาทั้งหมดเหมือนจะมีเหตุผลอยู่บ้าง ทว่าประสบการณ์ในวิชาชีพของหลินหว่านหรงบอกเขาว่าเรื่องนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างเปลือกนอกที่เห็นแบบนั้น หลินหว่านหรงจึงไม่อาจสนับสนุนคำกล่าวของคุณชายโฉมงามได้อย่างเต็มที่

หลินหว่านหรงแค่นเสียงเย็นชาออกมาครั้งหนึ่ง ไม่ตอบรับหรือว่าปฏิเสธ อีกทั้งไม่แยแสคุณชายโฉมงามนั่นด้วย ทำเพียงมองผิวทะเลสาบ ไม่พูดไม่จาเท่านั้น

ครั้นคุณชายโฉมงามเห็นสีหน้าของหลินหว่านหรง ก็นึกว่าเขาก็เป็นบัณฑิตเช่นเดียวกัน หัวคิ้วจึงขมวดมุ่นแล้วกล่าวว่า “สหายมีคุณวุฒิติดกาย?”

หลินหว่านหรงส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่เคยสอบได้คุณวุฒิ”

มีเจ้าคนเดียวที่พูดบทกวีออกมาได้หรือไง ลูกพี่อย่างข้าก็ทำได้ แต่ไอ้หนุ่มนี่สายตาแย่จริงๆ น้า เคยเห็นซิ่วไฉ จวี่เหริน*ที่สวมชุดผ้าป่าน นิ้วเท้าโผล่ออกมาด้านนอกไหม

คุณชายโฉมงามเอ่ยอีกครา “สหายน่าจะเคยสอบระดับท้องถิ่น?”

หลินหว่านหรงส่ายหน้าอย่างต่อเนื่องแล้วพูดว่า “แม้แต่ประตูสนามสอบ ผู้น้อยก็ยังไม่รู้ว่าเปิด ณ ทิศทางใดเลย”

คุณชายโฉมงามกล่าวด้วยความประหลาดใจ “กล่าวเช่นนี้ สหายก็ไม่รับว่าเป็นผู้เรียน——” เขากล่าวไปครึ่งเดียวก็รู้ว่าตนพูดผิดไป จึงรีบหยุดยั้งวาจา เก็บไม่กี่คำที่ตามหลังมากลับคืนไป

ถึงกระนั้นหลินหว่านหรงกลับเข้าใจความหมายของเขาดี เขาโกรธเกรี้ยวยิ่งนัก ไอ้กะเทย สายตาอะไรกันนี่ ถ้าตูไม่ใช่คนร่ำเรียนหนังสือ แล้วจะท่องบทกวีที่เข้ากับทิศทัศน์บทนั้นออกมาได้อย่างไร นักศึกษาซึ่งมีผลการเรียนสูงสุดที่จบมาจากเป่ยต้า ถ้าใช้ภาษาชาวบ้านในยุคนี้นั่นคือบัณฑิตแห่งกั๋วจื่อเจี้ยนเชียวนะ (กั๋วจื่อเจี้ยน สถาบันการศึกษาชั้นสูงของรัฐในสมัยศักดินาของจีน) ผ่านไปอีกหลายปีไม่แน่ว่าจะไปมีพิธียกสุราเซ่นไหว้ที่กั๋วจื่อเจี้ยนอะไรทำนองนั้น เอ็งกลับกล้ามาดูถูกข้าขนาดนี้

ถึงกระนั้นคำพูดก็ไม่ได้เอ่ยออกมา ตำราของยุคสมัยนี้หลินหว่านหรงเคยร่ำเรียนมาไม่กี่เล่มจริงๆ  คุณชายกะเทยบอกว่าเขาไม่นับว่าเป็นคนเรียนหนังสือ ก็ใช่ว่าจะปราศจากเหตุผลเสียทั้งหมด

หลินหว่านหรงรรู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก แค่นเสียงจมูกเบาๆ ออกมาครั้งหนึ่ง ร่ายอย่างเชื่องช้าว่า “บรรพตเป็นทิวแถวแนวตึกรามซ้อนเรียงราย คีตแห่งซีหูไซร้เมื่อใดหยุดบรรเลง สายลมเอื่อยโบกโชยคนมัวเมา ต่างถือเอาหางโจวเป็นเปี้ยนโจว”

คุณชายกะเทยดวงตากระจ่างวูบ ปรบมือต่อเนื่องกล่าวร้องออกมาว่า “ดี ดี บรรพตเป็นทิวแถวแนวตึกรามซ้อนเรียงรายที่ดีนัก คีตซีหูไซร้เมื่อใดหยุดบรรเลงที่ดีนัก สหายความสามารถสูงส่ง โดดเด่นเหนือธรรมดาดั่งที่คิดไว้ ทว่าอาศัยเพียงคำกล่าวนี้ ทั่วหล้ามิอาจมีผู้ตีเสมอพี่ชายได้อีก”

เด็กรับใช้ข้างตัวเขาซึ่งมองหลินหว่านหรงด้วยสายตาเย็นชามาตลอดผู้นั้นเผยสีหน้าเคารพยกย่องออกมาเช่นเดียวกัน

หลินหว่านหรงรู้สึกน่าขันในใจ รู้สึกดูแคลนต่อปรัชญาการประจบสอพลอของเจ้าคุณชายกะเทยคนนี้ยิ่งนัก ทว่าจนใจที่เจ้าคุณชายกะเทยคนนี้กลับจับจุดเขาได้ การประจบคราวนี้จึงทำให้เขารู้สึกสบายไปทั้งตัว

ถึงกระนั้นคุณชายกะเทยที่พูดปาวๆ ว่าดูถูกบัณฑิตและขุนนาง แต่กลับชื่นชมบทกวีที่หลินหว่านหรงร่ายออกมาบทนี้ไม่ขาดปาก ช่างเป็นเรื่องน่าขันเป็นที่สุด

คุณชายกะเทยเป็นคนฉลาดหลักแหลมคนหนึ่งเช่นเดียวกัน ครั้นเห็นสายตาของหลินหว่านหรงก็เหมือนจะเข้าใจความหมายของเขา จึงรีบกล่าวว่า “เซียนเซิงความสามารถสูงล้ำ โปรดจงให้อภัย ข้ามิได้มีเจตนาดูแคลนผู้ร่ำเรียนหนังสือ เพียงแต่ ณ เวลานี้บ้านเมืองประสบเภทภัย ข้ามิอาจทนมองท่าที ‘บ้านเมืองมีภัย ใส่ใจแต่ตัวเอง’ ของบัณฑิตเจียงหนานเหล่านี้ได้ ถึงได้พลั้งปากกล่าวผิดไป เซียนเซิงมีคุณธรรมสูงส่ง ขอโปรดให้อภัยเรื่องนี้ด้วยเถิด” เขาพูดไปพูดไปกลับยอมก้มหัวให้เกียรติเขาจริงๆ โค้งคำนับให้หลินหว่านหรงคราหนึ่ง แสดงเจตนาขอโทษ

เมื่อเห็นเจ้าหนุ่มคนนี้แสดงท่าทียอมรับผิดออกมาดียิ่ง บวกกับวิธีการประจบสอพลอถึงขึ้นเป็นที่สุด หลินหว่านหรงก็ไม่อยากถือสาหาความกับเขาอีกแล้ว จึงประคองเขาขึ้นมาด้วยท่าทีเสแสร้ง ประสานมือแล้วพูดว่า “สหายท่านนี้มีนามอันสูงส่งว่าอะไร?”

“มิกล้า มิกล้า ผู้น้อยแซ่เซียว เซียวชิงเซวียน” คุณชายกะเทยรีบเอ่ยประสานมือคารวะ

“อ้อ พี่เซียวใช่หรือไม่ ข้าน้อยแซ่หลิน หลินหว่านหรงก็คือนามของผู้น้อย” หลินหว่านหรงกล่าวพลางยิ้มแป้น ปราศจากความเคารพนบนอบแม้แต่น้อย

“ที่แท้ก็พี่หลิน เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว” เซียวชิงเซวียนมองหลินหว่านหรง บนใบหน้าอันขาวสะอาดปรากฏลักยิ้มทั้งสองขึ้นมาอีกครา พร้อมด้วยสีชมพูระเรื่อ หัวคิ้วและดวงตากลับมีความงามหยาดเยิ้มอย่างไม่อาจเอ่ยออกมาได้








*ระบบการสอบเข้ารับราชการของจีนเรียกว่า "เคอจวี่" (科举) ซึ่งประกอบด้วยการสอบทั้งหมดสามรอบ

- รอบที่หนึ่ง ระดับท้องถิ่น ผู้ที่สอบผ่านรอบนี้จะได้คุณวุฒิระดับเรียกว่า "ซิ่วไฉ" (秀才)

- รอบที่สอง ระดับมณฑล ผู้มีสิทธิเข้าสอบจะต้องได้ซิ่วไฉก่อน ผู้สอบผ่านจะได้คุณวุฒิ "จวี่เหริน" (举人)

- รอบที่สาม การสอบรอบสุดท้าย ผู้สอบผ่านรอบนี้จะได้รับการขึ้นบัญชีเพื่อรอการเรียกบรรจุเข้ารับราชการ และได้คุณวุฒิที่เรียกว่า "จิ้นซื่อ" 


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น