หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 61 กระเทียมไร้เทียมทาน (15)

ชื่อตอน : ตอนที่ 61 กระเทียมไร้เทียมทาน (15)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 61

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 61 กระเทียมไร้เทียมทาน (15)
แบบอักษร

             ร่างของแอชฟอร์ดยังถือว่าเป็นร่างของมนุษย์อยู่ : ใบหน้าของเขาครึ่งหนึ่งเหมือนซอมบี้ ทั้งหมดดูเน่าเฟะแล้ว ตาโปนราวกับพร้อมระเบิดออกมาทุกเมื่อ สมองส่วนหัวก็ดูเอาจากไอน์สไตน์แล้วกัน ครึ่งตัวบนเป็นมนุษย์หมาป่า ขนยาว ฝ่ามือเป็นกรงเล็บ ด้านหลังพิเศษหน่อย ข้อศอก ส้นเท้า กระดูกสันหลังมีหนามออกจากร่างกาย ส่วนอื่นก็น่าจะเป็นลักษณะพิเศษของผีดูดเลือด ส่วนผิวส่วนอื่นหน้าตาซีดเซียว และมีเขี้ยวออกมาจากปาก

            ในสายตาของเฟิงปู้เจวี๋ย ลักษณะของ BOSS เป็นตัวแทนสามอย่าง : มีหัว กลัวกระเทียม และสามารถสะดุดได้

            ในตอนนี้เฟิงปู้เจวี๋ยได้นำเอาสกิลเทพที่สามารถใช้ได้เพียงสามครั้งอย่าง [ท่าเตะอุ้งตีนหมี] ออกมา ผลของมันคือ “ไม่สนใจระดับความชำนาญ หากมองจากทฤษฎีแล้วสามารถล้มมอนสเตอร์ได้แล้ว 100% กระตุ้นความโกรธของอีกฝ่ายให้มาโจมตีเราได้”

            “นายไปจัดการผู้พัฒนาเถอะ ตรงนี้ฉันจัดการเอง” เฟิงปู้เจวี๋ยฉวยโอกาสที่แอชฟอร์ดยังไม่ฟื้นตัว ใช้คีมหนีบทุบไปที่สมองด้านหลังอย่างแรง เสียงตุบตุบพร้อมกับเลือดสมองไหลแสดงให้เห็นว่าคนลงมือนั้นต้องโหดมาก เขาฉีดวัคซีนไปแล้ว คราวนี้ต่อให้ถูกเลือดกระเด็นโดนปากเขาก็ไม่กลัว

            สถานการณ์ของพานเฟิงนั้น เขารู้สึกว่าเหมือนไม่จำเป็นให้เขาออกหน้าก็สามารถจัดการได้ยังไงยังนั้น

            “โอเค ...... เราจัดการผู้พัฒนาแล้วจะมาช่วยนายนะ” เขาพูดแล้วก็กระโดดลงไปที่สแตนท์ชั้นล่าง

            เนื่องจากผลของ [สะเทือนสมอง]  ได้ใช้ไปแล้วสองครั้ง มอนสเตอร์ถูกเฟิงปู้เจวี๋ยทุบจนกองไปอยู่กับพื้นกว่าจะลุกขึ้นได้ก็หลายวินาที เลือดไหลไปไม่น้อย แต่เนื่องจากมันมีอาการมึนงงเลยล้มลงไปอีกครั้ง

            เมื่อมันลุกขึ้นมาได้ เฟิงปู้เจวี๋ยก็สะบัดก้นวิ่งหนี แน่นอนว่า BOSS ก็ต้องตามอยู่แล้ว ในตอนนี้ นอกจากจะมีใครใช้สกิลขัดขาของมันไว้ ไม่งั้นมันไม่มีทางเปลี่ยนเป้าหมายการโจมตีเด็ดขาด

            “เสี่ยวทั่น ขึ้นมาช่วยหน่อยเร็ว!” เฟิงปู้เจวี๋ยวิ่งอ้อมไปยังขอบสแตนท์วิ่งไปตะโกนไป เสียงสะท้อนดังก้องไปทั่วสนามกีฬา

            เสี่ยวทั่นค่อยๆ ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บเมื่อครู่ เขาตอบรับ แล้วหาบันไดที่ใกล้ตัวเขาที่สุด แล้ววิ่งตามขั้นบันไดขึ้นไป

            เฟิงปู้เจวี๋ยวิ่งพามอนสเตอร์ทัวร์ เส้นทางวิ่งของเขาง่ายมาก ขึ้นไปอยู่บนสแตนท์ที่ค่อนข้างกว้างและวิ่งอยู่บนนั้น เขาไม่คิดที่จะปืนไปยังกำแพงเหมือนที่มอนสเตอร์ชอบทำเพราะมันจะทำให้ความเร็วลดลง

            หลังจากที่เสี่ยวทั่นขึ้นมาแล้ว เฟิงปู้เจวี๋ยก็วิ่งมาจากทางด้านซ้าย ทั้งสองคนมีไฟฉายทั้งคู่ เพื่อบอกตำแหน่งของอีกคนหนึ่ง เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยเห็นว่าเข้ามาใกล้แล้ว ก็ตะโกนบอกไปว่า : “ใช้ไม้เบสบอลฟาดมัน”

            “โอเค!” เสี่ยวทั่นยืนอยู่บริเวณสแตนท์ค่อนข้างต่ำ แล้วหยิบไม้เบสบอลออกมา หันหน้าไปทางด้านซ้าย แล้วทำท่าทางเตรียมตัวฟาดไม้

            เฟิงปู้เจวี๋ยวิ่งอ้อมมาทางด้านขวา เสี่ยวทั่นฟาดไม้ลงไปอย่างแรง ไม้เบสบอลเหวี่ยงตัวออกไปทางขวาง ฟาดลงไปตรงขาเล็กๆ ของมัน

            เสียงตุบดังขึ้น แขนของเสี่ยวทั่นรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือน หลังจากที่ไม้เบสบอลสัมผัสลงไปที่เป้าหมายมันก็กระเด็นปลิวไปตกที่ไหนก็ไม่รู้ ความแข็งแกร่งของมันน่าตกใจมาก กระดูกเข่าที่ถูกฟาด ส่งเสียงประหลาดดังออกมา แล้วขาของมันก็ไม่ได้หักด้วย

            แน่นอนว่า กระดูกอันแข็งแกร่งของมัน เฟิงปู้เจวี๋ยรู้ดีอยู่แล้ว ไม่งั้นที่ทุบไปเมื่อกี้ สมองมันคงแตกไปแล้ว อีกอย่างมันยังใช้หัวของมันชนกระจกที่ตัวอาคารบริษัทออล์เลิฟมูจนแตกแล้วหนีไป

            ปัญหาคือ กระดูกขามันไม่หัก แต่ร่างของมันก็ยังคงล้มลง

            หลังจากที่เฟิงปู้เจวี๋ยวิ่งผ่านหลังของเสี่ยวทั่นไปเขาก็เริ่มลดความเร็วลง เตรียมวิ่งย้อนกลับไป เขาได้ยินเสียงประหลาดเมื่อหันหลังใช้ไฟฉายส่องไป เขาเห็นแอชฟอร์ดกำลังไถลตัวมากับพื้น ......

            “ใช้มีดเฉือนเอ็นของมัน!” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกนไปพร้อมกับหยิบปืนวินเชสเตอร์ออกมา แล้วเล็งยิงไปที่สมองของมัน

            เสี่ยวทั่นก้าวสามก้าวมาจากทางด้านหลัง หยิบมีดทำครัว แล้วเฉือนไปที่ขาหลังของมัน ราวกับเลื่อยไม้อย่างรุนแรง

            ส่วนหัวของแอชฟอร์ดถูกตีจนเละ ของเหลวในสมองไหลออกมา แต่มันไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว มันยังคงคลานตัวขึ้นมาเพื่อจะโจมตี

            “นี่เป็นขั้นตอนช่วงก่อนจะตายงั้นเหรอ......?” หน้าของเฟิงปู้เจวี๋ยเต็มไปด้วยเลือด ท่าทีของเขายังคงไม่มีความเครียดใดๆ

            เขาถอยหลัง แล้วตะโกนบอกเสี่ยวทั่นว่า : “ไม่ต้องเข้าใกล้มันแล้ว มันดีดดิ้นอีกแปปคงตายแล้ว”

            ร่างกายของแอชฟอร์ดที่ไร้ศีรษะกำลังอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง เก้าอี้และอิฐกำแพงต่างๆ ถูกมันทุบทำลายจนหมด แต่เนื่องจากขาข้างหนึ่งของมันเอ็นขาดไปแล้ว ทำให้มันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ ทำให้ไม่สามารถข่มขู่อะไรเฟิงปู้เจวี๋ยหรือหวังทั่นจือได้เลย

            “ทางนี้เกือบเรียบร้อยแล้ว! พวกนายเป็นไงบ้าง?” เฟิงปู้เจวี๋ยมองไปยังเสียงต่อสู้ด้านล่าง และใช้ไฟฉายส่องลงไปดู

            แสงไฟส่องไปตามทาง พานฮัวกำลังล้อมโจมตีผู้พัฒนาตัวนั้น มันใช้กรงเล็บรับมือพวกเขาทั้งสอง

            ในใจของเฟิงปู้เจวี๋ยมีคำพูดหนึ่งโผล่ขึ้นมา “เวร!”

            “ไม่ต้องพูดอะไร! เจ้านี่เลเวลสามใช่ไหม!” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกนถาม

            “ดูออกแล้วเหรอ?” ฮัวสงตอบอย่างอารมณ์เสีย

            ตอนนี้ GM ทั้งสองคนกำลังตกที่นั่งลำบาก เมื่อกี้ฮัวสงประมือกับมันไปสองครั้ง ก็รู้สึกได้ว่ามันผิดปกติ ผู้พัฒนาที่ถูกเฟิงปู้เจวี๋ยทำลายมือไปข้างหนึ่งสามารถงอกกรงเล็บมือออกมาใหม่ได้อย่างรวดเร็ว รอยหอกบนตัวก็สามารถฟื้นสภาพได้อย่างรวดเร็ว และความแข็งแกร่งที่น่าตกใจ มันไม่ใช่เลเวลสี่อย่างแน่นอน เมื่อพานเฟิงตามมาสมทบภายหลัง ฮัวสงก็ใช้สายตากวาดไปยังแถบเมนูของพนักงาน พบว่าเป็นเลเวลสามจริงอย่างที่คิด

            เฟิงปู้เจวี๋ยสังเกตจากมือที่งอกมาใหม่ เขาสั่งการจากด้านบนว่า : “ตัดหัวมันสิ ! สู้แบบนี้ต้องสู้กันถึงชาติไหนละ?”

            “พูดมากน่า! ถ้าตัดได้ทำไมฉันจะไม่อยากทำ! มาลองดูเองไหมเล่า?” พานเฟิงตะโกน

            แต่ก็จะโทษพวกเขาไม่ได้หรอก ผู้พัฒนาถึงแม้จะตัวเล็ก แต่กำลังไม่ได้ด้อยไปกว่าแอชฟอร์ดเลยความเร็วและปฏิกิริยาไม่ได้เป็นรอง GM สองคนเลย อาวุธของมันก็คือมือที่ยืดหดได้ ซึ่งเหมาะแก่การต่อสู้ใกล้ตัวมากกว่าทั้งสองคนที่ใช้อาวุธยาว และความสามารถในการฟื้นฟูตัวเอง การบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยในบริเวณรอบๆ

            เมื่อสู้ต่อเนื่องต่อไปแบบนี้เรื่อยๆ หาก GM ทั้งสองยังไม่ชนะ ค่าพลังชีวิตและค่าความแข็งแกร่งก็จะถูกใช้จนหมด ถึงแม้พวกเขาจะยื้อไว้ แต่พวกเขาก็อันตรายอยู่ดี

            [ภารกิจปัจจุบันสำเร็จ ภารกิจหลักทั้งหมดสำเร็จแล้ว]

            [ท่านผ่านด่านแล้ว จะถูกส่งออกไปหลังจาก 180 วินาที]

            เสียงแจ้งเตือนจากระบบทั้งสองดังขึ้น นั่นหมายถึงว่าแอชฟอร์ดตายแล้ว กิจกรรมสิ้นสุดลง พูดง่ายๆ คือเฟิงปู้เจวี๋ยและหวังทั่นจือยังมีเวลาอยู่ในด่านอีกแค่สามนาทีเท่านั้น

            ในขณะเดียวกัน ปากทางสายตาแดงก่ำก็โผล่ออกมาจากในความมืด มนุษย์หมาป่าผีดิบส่งเสียงคำรามเสียงดัง เป็นการประกาศว่ากองทัพมอนสเตอร์ได้ย่างกรายเข้ามาแล้ว......

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น