หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 60 กระเทียมไร้เทียมทาน (14)

ชื่อตอน : ตอนที่ 60 กระเทียมไร้เทียมทาน (14)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 165

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 60 กระเทียมไร้เทียมทาน (14)
แบบอักษร

               ในสนามกีฬาไม่มีแสงไฟ เฟิงปู้เจวี๋ยและเสี่ยวทั่นหยิบไฟฉายออกมา GM ทั้งสองก็นำแว่นมองในความมืดของตนเองออกมาสวมใส่

            พานฮัวสองคนพูดว่า พวกเขาสวมใส่ไอเทมอุปกรณ์ไว้เรียบร้อยแล้ว ประกอบไปด้วยอาวุธ รองเท้าโลหะ บนร่างกายพร้อมไปด้วยอุปกรณ์ป้องกันที่ไม่ได้ปรากฏให้คนภายนอกเห็นและยังมีแว่นมองในความมืดที่สวมเมื่อครู่นี้ด้วย ...... ที่แน่ๆ ชุดของ GM ชุดนี้สามารถรับมือกับด่านพวกนี้ทุกด่านแน่ๆ ไอเทมอุปกรณ์ของพวกเขาล้วนแต่เป็นไอเทมที่ไม่มีเงื่อนไขจำกัด ความชำนาญหกรายการเป็นระดับ D ทั้งหมด แต่เนื่องจากอัตราความสำเร็จของการใช้สกิลระดับ D อยู่ที่ 60% ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีสกิลจู่โจมพิเศษ แต่ทั้งตัวสามารถเพิ่มขีดความสามารถของสกิลทั้งหมดที่มีอยู่ได้

            ในแถบเมนู GM สามารถมองเห็นเป้าหมายของผู้พัฒนา เมื่อเข้ามาในสนามกีฬาก็จะพบสนามบาสขนาดใหญ่ และเช่นเดิมไม่มีไฟฟ้า

            พวกเขาเดินออกจากทางอุโมค์ทางออกตรงที่นั่งวีไอพี หลังจากเปิดประตูออกแล้ว ความมืดมิดขนาดใหญ่กลบแสงไฟฉายได้อย่างสนิท ไฟฉายของเฟิงปู้เจวี๋ยและเสี่ยวทั่นไม่สามารถส่องแสงไปได้ไกล (เช่น ที่นั่งวีไอพีที่อยู่ตรงข้าม) แว่นมองในความมืดของพานเฟิงและฮัวสงก็เช่นกัน หากที่ไกลมากก็มืดเช่นกัน ในสถานที่แบบนี้ เหล่ามอนสเตอร์ที่มีรูปลักษณ์เป็นมนุษย์สามารถซ่อนกายแอบไว้ได้อย่างสบายๆ

            “ฉันมีคำถาม ...... เราคุยกับพวกมันจะรู้เรื่องไหม?” เสี่ยวทั่นกระซิบถาม ในมือของเขาถือมีดทำครัวไว้ มือของเขาสั่น ฝ่ามือเต็มไปด้วยเหงื่อ

            ทั้งสามคนไม่มีใครตอบเลย และกลับได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมา เจ้าของเสียงนี้เป็นของแอชฟอร์ด มันบินพุ่งเข้ามา และเป้าหมายของมันคือเสี่ยวทั่น

            BOSS ของด่านซ่อนตัวอยู่ด้านหลังสแตนท์ทางเข้า ซึ่งช่วงที่ทั้งสี่คนเขามาในนี้เป็นช่วงที่ดวงตากำลังปรับแสง ไม่ว่ามันจะซ่อนตัวอยู่ตรงไหน หรือใช้วิธีอะไรมาโจมตี มันไม่ใช่วิธีที่มอนสเตอร์ปกติเลือกทำกัน

            ผู้พัฒนารู้ตำแหน่งของผู้เล่นอย่างชัดเจน แอชฟอร์ดเองก็สามารถรู้ตำแหน่งของพวกเขาว่ามาจากทางไหนได้จากกลิ่น ดังนั้น มันจึงเลือกที่จะซุ่มอยู่ในตำแหน่งที่อันตราย และเลือกโจมตีผู้เล่นที่อ่อนที่สุดก่อน น่าจะเป็นกลไกของ BOSS ด่านอะไรสักอย่างที่ทำขึ้น

            การจู่โจมคราวนี้มากะทันเกินไป มันมาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียงเลย นอกจากเสียงลมขณะที่มันออกตัวแล้ว ไม่มีเสียงอื่นๆ อีก อย่าว่าแต่ผู้เล่นธรรมดาอย่างเสี่ยวทั่นเลย แม้แต่ GM ก็ยังไม่รู้สึกเลย

            ดีที่ว่าในสถานที่นี้มันเงียบมากจริงๆ เสียงเคลื่อนไหวของมันเข้าหูเสี่ยวทั่นเร็วกว่าการโถมเข้าใส่ของแอชฟอร์ดซะอีก เขายังคงสามารถหันหลังกลับก่อนที่เขาจะกระอักเลือด แน่นอนว่า มันยังพอมีเวลาให้เขาได้รับมือสักหนึ่งวินาทีโดยประมาณ

            ในวินาทีนั้น เขามีตัวเลือกไม่มากนัก หากเขาไม่ทำอะไรสักอย่างหรือทำอะไรผิดพลาดไป ค่าพลังชีวิตของเขาจะลดลงทันที

            ตายมันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะก่อนที่จะทำระเบิดเมื่อครู่นี้ เสี่ยวทั่นได้หยิบเกราะสีดำในกระเป๋าออกมาใส่ ส่วนหัวก็มีไอเทมป้องกันอยู่ การถูกข่วนหรือฉีกสมองไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ว่า ...... ไม่ว่าจะเป็นเกราะหรืออะไรก็ตาม หากถูก BOSS โหดๆ แบบนี้พุ่งโจมตีแล้วละก็ เลือดไม่ออกเลยคงแปลก ส่วนที่ว่าจะหน้ามืดหรือเลือดไหลหรือเปล่ายังพูดยาก

            จากความเร็วของเสี่ยวทั่น อยากจะหลบการโจมตีครั้งนี้ แทบเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าจะหวังให้เฟิงปู้เจวี๋ยยิงปืนหรือ GM ออกอาวุธก็คงไม่ทัน เขาทำได้แค่พึ่งตัวเองเท่านั้น

            ในวินาทีนั้นเอง สายตาของเขาก็เปลี่ยนไปเป็นคุณหมอผ่าตัดขึ้นมาทันที นิ่ง สงบ เด็ดเดี่ยว มีสมาธิ แอชฟอร์ดเหมือนคนไข้ถูกยาชานอนรอผ่าตัด มันไม่มีแรงต้านทานเรื่องราวที่เกิดขึ้น

            คนที่ดูสุภาพในเวลาปกติ เมื่อถึงนาทีฉุกเฉิน เขาจะมีความเย็นเยือกและความโหดเหี้ยมปรากฏขึ้น

            มือที่จับมีดในมือของหวังทั่นจือดูมั่นคงขึ้น และมีกำลัง ท่ามกลางความมืด คมมีดตวัดออกไปเป็นเส้น สัมผัสถูกกรงเล็บของมัน

            ผลจากการปะทะคือ มีดของเสี่ยวทั่นถูกชนกระเด็นออกไป แขนของเขามีความเป็นไปได้ที่จะถูกฟันบาดเจ็บหรือขาดได้

            แต่แรงดังกล่าวมันต้องใช้เวลา ไม่ว่ามันจะสั้นหรือยาว

            หลังจากที่คมมีดสัมผัสถูกผิวของมัน ในเสี้ยวนาทีก่อนที่มันจะใช้แรงออกมาเต็มที่นั้น เงาของเขาก็กระจายหายไป และขณะเดียวกัน เขาก็ปรากฎตัวขึ้นอยู่นอกระยะสิบเมตร เขาไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่เนื่องจากตัวเขาลอยอยู่กลางอากาศ ห่างจากเก้าอี้ด้านล่างประมาณห้าถึงหกเมตร หลังจากหล่นลงมาบนพื้น ค่าพลังชีวิตของเขาจึงเหลือเพียง 27%

            แม้แต่เฟิงปู้เจวี๋ยยังยืนดูอย่างช็อกๆ คิดไม่ถึงเลยว่าในช่วงเวลาอันตรายที่สุดเสี่ยวทั่นจะสามารถโต้ตอบกลับได้อย่างเยือกเย็น พานเฟิงและฮัวสงยิ่งกว่าตกตะลึง แต่ปฏิกิริยาของพวกเขายังคงดีอยู่ หลังจากที่เสี่ยวทั่นหายไป พวกเขารีบพุ่งเข้าจู่โจมมันทันที และจัดการกับมันอย่างรวดเร็ว ขวานเฉาะหอกแทงเข้าไปบนตัวของมัน

            หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ฮัวสงก็พูดว่า : “เจ้าเด็กนั้นคงใช้ [ล่าถอยสังหาร] สินะ เหอะๆ ......” ฮัวสงหัวเราะ

            พานเฟิงก็พูดขึ้นมาว่า : “อ่า ..... ฉันก็ลืมนึกไป เขาคงมีแค่สกิลนี้แหละมั้ง ฉายาให้อีกต่างหาก”

            “BOSS ฉันจัดการเอง พวกนายยังมีงานอย่างอื่นต้องทำ” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดขึ้นมา

            เสียงปัง ปืนวินเชสเตอร์ดังขึ้นอีกครั้ง

            เฟิงปู้เจวี๋ยเล็งไปยังเป้าหมาย ซึ่งอยู่อีกด้านของพานฮัว

            ในความมืดเมื่อครู่ เงาที่ไร้เสียงเงาหนึ่งกระโดดผ่านหลังแป้นบาสไป มันเหมือนกำลังร่ายระบำอยู่กลางอากาศ บินไปในระยะค่อนข้างไกล แล้วพุ่งเข้าใส่พานเฟิงและฮัวสง

            หากจะบอกว่าการจู่โจมของแอชฟอร์ดเป็นเรื่องไม่คาดคิด งั้นครั้งนี้ก็คงเป็นสิ่งที่เฟิงปู้เจวี๋ยคาดเอาไว้ทั้งหมด

            การคาดการณ์ของเขาที่มีต่อ AI ผู้พัฒนาแม่นยำมาก เมื่อมันสามารถวางกับดักแบบนี้ได้ จะต้องมีการจู่โจมระลอกที่สอง เป้าหมายของผู้พัฒนาไม่ใช่ผู้เล่นอยู่แล้ว มันต้องการสังหาร GM ค่าพลังชีวิตของผู้เล่นมันเป็นเรื่องเล็กสำหรับมัน แค่สังหารพานเฟิงหรือฮัวสงคนใดคนหนึ่ง โอกาสชนะของมันก็เพิ่มสูงขึ้น

            ดังนั้น ไม่ว่าการโจมตีของแอชฟอร์ดจะมีผลหรือไม่ สิ่งสำคัญคือสามารถล่อความสนใจของ GM ทั้งสองได้ เมื่อพวกเขาพุ่งเป้าไปยังแอชฟอร์ด ผู้พัฒนาจะต้องโผล่ออกมาจากด้านหลังแน่ๆ ใช้สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดในการเข้าใกล้

ในการเลือกในสถานการณ์พิเศษ ตำแหน่งของแอชฟอร์ด ทิศทางการโจมตีจากด้านหลัง ..... ทุกอย่างเซ็ตขึ้นเพื่อการลอบโจมตีทั้งหมด หากทำสำเร็จ ต่อให้แอชฟอร์ดถูกสังหารจนตาย ก็ไม่เป็นไรเลยในสายตาของผู้พัฒนา เพราะเมื่อ BOSS ตาย ผู้เล่นก็มีเวลาอีกแค่สามนาทีก็จะต้องออกจากด่านไป เมื่อถึงตอนนั้นมันก็จะลากพานเฟิงและฮัวสงเข้าสู่กับดักที่เข้มข้นขึ้น ผู้พัฒนาแค่ใช้ความเร็วเป็นจุดเด่นในการต่อสู้ เมื่อมนุษย์หมาป่าผีดิบที่อยู่ด้านนอกทะลวงบล็อกเข้ามา GM ทั้งสองคนก็ตายแน่ๆ

ถ้าครั้งนี้มีแค่พานฮัวสองคนนี้ที่ตามมา แผนของผู้พัฒนาก็มีโอกาสสำเร็จสูง แต่น่าเสียดาย มันมาเจอกับเฟิงปู้เจวี๋ย

เสียงปืนดังขึ้น ผู้พัฒนาที่อยู่ใกล้ไม่ถึงห้าเมตรตกลงมาจากกลางอากาศ

[ดวงตาแห่งความแค้น] สามารถตรวจจับเงาประหลาดจากความมืดได้นานแล้ว ถึงแม้ไฟฉายของเขาจะไม่สามารถส่องไปยังที่ไกลๆ ได้ แต่ขณะที่ผู้พัฒนาเคลื่อนไหวในอากาศ เฟิงปู้เจวี๋ยก็ยังคงสามารถรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของมัน เขาไม่ได้มีอาการตื่นตระหนกในการใช้เสียงเตือนพานเฟิงและฮัวสงก่อน แล้วรอให้ผู้พัฒนาเข้ามาใกล้ในระยะยิงที่เขามั่นใจแล้วถึงลั่นไกออกไป

ถึงแม้ผู้พัฒนาจะเป็นรูปร่างวิญญาณแต่มันก็ไม่ได้มีกำลังในการเปลี่ยนทิศทางในอากาศ ทิศทางพุ่งชนของมันถูกเฟิงปู้เจวี๋ยจับทางได้ และรอที่ต้อนรับลูกกระสุนที่ออกจากปลายกระบอกปืนอย่างเต็มที่

แรงปะทะของปืนวินเชสเตอร์ทำให้ผู้พัฒนามีอาการเหมือนเดินชนกำแพงอย่างแรง มันหยุดเคลื่อนที่ไปหลังสิ้นเสียงปืน แต่มันยังคงเป็นมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งมาก ถึงแม้เลือดจะเต็มไปทั่วตัว มันก็ยังคงสามารถฝืนจับเสาคานขึ้นได้

เฟิงปู้เจวี๋ยใช้เวลาถึงสองวินาที ถอนปลอกกระสุนออก ใส่กระสุนใหม่ เล็ง และยิงอีกครั้ง เขายิงมือของมันจนเละ

“อย่าเสียเวลา ผู้พัฒนาเป็นเป้าหมายหลักของพวกนายนะ แอชฟอร์ดฉันจัดการเอง” เฟิงปู้เจวี๋ยยังคงยิงปืนออกไปด้วยท่าทีที่นิ่งสงบ และยังพูดเตือนสติพวกเขาอีกครั้ง

GM ทั้งสองเพิ่งจะดึงสติกลับมาได้ ฮัวสงหมุนหอกอย่างรวดเร็วและหันตัวกระโดดขึ้น ใช้มือจับคานไว้มือหนึ่ง โดดขึ้นไปบนสแตนท์แล้วเริ่มโจมตีผู้พัฒนา

ด่านล่างของสแตนท์ชั้นนี้มืดมาก แต่ฮัวสงมีแว่นมองในความมืด มันไม่มีผลต่อประสิทธิภาพในการต่อสู้ ในระดับสายตาของชั้นที่เสี่ยวทั่นอยู่ ไม่สามารถมองเห็นการต่อสู้ได้ เขาจะมองเห็นสะเก็ดแสงขณะปะทะในความมืด และเสียงปะทะของโลหะ เดาว่าผู้พัฒนาน่าจะได้ยื่น “กรงเล็บ” ของตนเองออกมาแล้ว

“นายจัดการมันตรงนี้นะ ฉันไม่สะดวกที่จะยิงปืน” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดกับพานเฟิง “ฉันบอกแล้ว แอชฟอร์ด ฉันจะยื้อเวลาไว้ให้”

“ตลกละ! ต่อให้นายสามารถยื้อมันไว้ได้ แต่ตอนนี้มันก็แค้นฉันด้วยแล้ว หากฉันลงไปตอนนี้ มันจะตามฉันลงมาด้วยสิ!” พานเฟิงสู้ไปพูดไป

“อันนี้เคลียง่าย” เฟิงปู้เจวี๋ยเก็บปืนที่อยู่ในมือ แล้วหยิบคีมหนีบออกมา แล้วก็พุ่งเข้าใส่แบบไม่กลัวตาย

เห็นเพียงแค่เฟิงปู้เจวี๋ยเข้าไปใกล้ตัวของแอชฟอร์ด เขาขวางอยู่ระหว่างพานเฟิงและ BOSS กระทั่งอาวุธเขาก็ไม่ใช้ แต่ยื่นเท้าไปสกัดตัวมอนสเตอร์เอาไว้ …….

            พานเฟิงยังคิดอยู่ว่าอาการโรคประสาทของเฟิงปู้เจวี๋ยกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว แต่นึกไม่ถึงว่าเพียงไม่กี่วิจากนั้น ร่างแปลงของมอนสเตอร์กลับร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดออกมาเสียงหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ถูกยันล้มลงกับพื้นด้วยท่าทางแปลกประหลาดเป็นที่สุด

ความคิดเห็น