AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 27 นอกเขตเดเรนซ์ ป่าแดนมรณะ

ชื่อตอน : ตอนที่ 27 นอกเขตเดเรนซ์ ป่าแดนมรณะ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 271

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2561 13:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 27 นอกเขตเดเรนซ์ ป่าแดนมรณะ
แบบอักษร

ตอนที่ 27 นอกเขตเดเรนซ์ ป่าแดนมรณะ

**ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงดาว สายลมเอนอ่อนโน้มไหว

ภูผาเมฆหมอกไร้ใจ สัตว์ไดไม่อาจย่างกราย

ผืนฟ้าทับถมควันพิษ อสูรหลากชนิดร้ายเหลือ

ระดับหลากดาวจุนเจือ หลงไปไม่เหลือวิญญา

คลื่นกดดันหลากหลายระลอกพัดไปมาดังสายลมคลั่ง ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายคนโอบมีแต่สีดำ ทั้งลำต้น กิ่ง ใบ ยกเว้นก็แต่ผลที่ออกสีม่วงคล้ำบ้าง สีเหลืองแสดบ้าง สีแดงทับทิมบ้าง สีผสมผสานหลากหลายสีในผลเดียว ทั้งรูปแบบขรุขระ บ้างผลก็เรียบสนิท บ้างผลก็มีลักษณะเหมือนกับผลไม้ทั่วไป

สัตว์ป่าในที่นี้ขึ้นชื่อว่าเก่งในเรื่องของการลอบสังหาร และเนื้อของมันก็เต็มไปด้วยพิษร้ายแรงที่สามารถสังหารผู้กินได้ในพริบตา

ในป่าไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด แต่ที่น่ากลัวจริงๆ ก็คือ มอนสเตอร์ที่มีระดับดาวสูงส่งซึ่งมีอยู่เต็มพื้นที่

สำหรับที่นี่แม้นักผจญภัยระดับต่ำกว่า 2 ดาวก็ยากที่จะเอาตัวรอดในป่าได้ แม้จะสามารถสู้กับมอนสเตอร์รอบนอก แต่หากเสบียงหมดก็ต้องหอบหิ้วร่างกายตัวเองกลับไป แม้จะเตรียมเสบียงไว้มากมายแค่ไหน แต่เมื่อเข้าไปในป่า กลิ่นของเสบียงจะเป็นตัวล่อสัตว์ร้ายอย่างดีเลยทีเดียว

ป่านี้ไม่เหมาะกับการรวมกลุ่มเข้าไปมากกว่า 8 คน เพราะจะกลายเป็นเป้าหมายของพวกมัน

เมื่อหลายร้อยปีก่อนมีการบันทึกไว้ในตำราโบราณอันเก่าแก่ของผู้กล้ารุ่นเก่าว่า ข้างในป่าแดนมรณะนี้มีทรัพยากรและสมบัติล้ำค่ามากมาย ส่วนหุบเขาหมอกพิษนั้นมีมังกรโบราณที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่

1 ปีต่อมาหลังจากค้นพบบันทึกโบราณนั้นมีผู้คนจำนวนมากได้เข้าไปพิสูจน์ข้างในป่าแดนมรณะนี้ แต่ก็ไม่มีใครรอดกลับมา แต่กระนั้นผู้คนก็แห่กันเข้าไปพิสูจน์อยู่ร่ำไป จนกระทั่งได้มีนักผจญภัยคนหนึ่งโชคดีที่รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์เรื่องราวลึกลับสุดอันตรายได้ถูกเล่าผ่านประสบการณ์ของเขา แต่เรื่องนี้ถูกเก็บไว้เป็นความลับจวบกระทั่งปัจจุบัน

หากมีใครพูดถึงป่าแดนมรณะแล้วล่ะก็ จะมีเพียงคำเดียวที่ได้ยินก็คือ

มันคือป่าต้องสาป

....................................................................

รุ่งอรุณแห่งความสดใสของเช้าวันใหม่ ไผ่ปลุกเหล่าทาสทั้ง 5 ให้ลุกขึ้นเตรียมตัวเข้าป่า อุปกรณ์ที่พึ่งออกไปซื้อมาตอนเช้ามืดถูกกองไว้กลางโรงตีเหล็ก

อีต้อสำหรับเจาะดิน หิน และขุดแร่ และเครื่องมือขนดิน ถุงเก็บแร่หลายสิบใบ

ไม่มีการอาบน้ำ มีแต่การปล่อยให้ไปทำธุระส่วนตัวชั่วคราวเท่านั้น เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ไผ่แจกอุปกรณ์ให้กับเหล่าทาสคนละชุด แล้วเดินนำทางไปโดยไม่รีรอ

นานะน้อยตอนนี้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งขอร่างกายไผ่ไปแล้ว เธอนอนนิ่งไม่ไหวติงโอนเอนไปไหน และเมื่อวานก็เป็นคำพูดสุดท้ายของเธอในช่วง 5 ถึง 6 วันนี้ที่จะไม่พูดอีก

นั่นเพราะว่าเธอต้องการนอนนั่นแหละ แถมยังบอกว่า

“ถึงเวลาของนานะแล้วที่จะย่างเข้าสู่อีกวัยหนึ่งของมังกร นานะจะหลับไปสักช่วงหนึ่ง อย่างน้อยสุดก็ 5 ถึง 6 วัน เพราะงั้นพี่ชายไม่ต้องกังวลนะว่าทำไมนานะถึงเงียบ” เธอพูดแค่นี้แล้วก็เงียบหลับลึกโคตรๆ ไปเลย แม้จะเรียกยังไงก็ไม่ตอบและไม่มีปฏิกิริยาใดๆ มีก็แต่เสียงลมหายใจที่ผ่อนคลายเป็นจังหวะ และมือปลาหมึกที่เกาะหลังอย่างแน่นหนาทำเอาเจ้าไผ่ต้องหัวเราะด้วยความหน่ายใจทีเดียว

เสียงลมหายใจอันแผ่วเบายิ่งตอนนี้ไผ่เดินนำเหล่าทาส ทำให้หลายคนสังเกตเห็นเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่หลับสนิทบนหลังของไผ่ ลมหายใจที่แผ่วเบาของเธอบ่งบอกให้รู้ว่าเธอหลับสนิท แต่เหตุไฉนหนอทำไมถึงไม่หลุดจากหลังเด็กหนุ่มผู้เป็นนายของตน แล้วเจ้านายเอาเด็กมาด้วยทำไม พวกนั้นก็ได้แต่คิดไม่มีใครกล้าถามออกมาได้แต่เดินตามฝีเท้าที่รวดเร็วของเจ้านายให้ทันเท่านั้นก็เพียงพอสำหรับตอนนี้แล้ว

การย่างเท้าของไผ่บัดนี้มีหญิงทาสคนเดียวในกลุ่มที่สังเกตเห็นเพราะเธอเผลอมองระหว่างที่กำลังสงสัยว่าทำไมเจ้านายถึงเดินเร็วนัก

การก้าวเท้าที่แสนเรียบง่ายแต่ทว่าว่าแปลกประหลาด การลงน้ำหนักเท้าเหมือนแค่ผลักก็เซได้แต่ทว่ากลับมั่นคง และที่เธอแปลกใจที่สุดก็ตอนที่เจ้านายเดินเหยียบน้ำฉี่ของสัตว์ที่ขังกลางทาง แต่เมื่อเดินพื้นที่แห้งแล้วทำไมถึงไม่มีรอยน้ำที่ติดเท้า ยิ่งสังเกต ยิ่งเพ่งมองก็ยิ่งตกใจเข้าไปอีกเมื่อเธอได้รู้ความจริงว่า

เท้าของนายไม่ได้เหยียบถึงพื้นเลย สิ่งนี้เธอไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน ทุกๆ ฝีก้าวของนายตนเธอพยายามจดจำ ยิ่งมองก็ยิ่งหลงใหล ยิ่งอยากเรียนรู้วิชานี้ แต่อย่างไรเธอก็สำนึกตนนี้ว่าตอนนี้เธอคือทาส ไม่มีสิทธิ์ใดๆ ไม่มีอิสระในชีวิตอีกแล้ว ได้แต่มองฝีเท้าอันน่าหลงใหลนั่น และพยายามทำตามไปด้วยเท่าที่จะทำได้

การเดินที่มีการชักจังหวะ เมื่อเจอพื้นขรุขระก็มีการกระตุกเท้าไปมาอย่างไหลรื่น แต่ละฝีก้าวล้วนอ่อนโยนและมั่นคง เธอทำตามไปเรื่อยๆ

เสียงหอบแฮกๆ ของเพื่อนทาสอีก 4 คนดังจนทำลายสมาธิของเธอ เหงื่อของพวกเขาที่ไหลโทรมกายพร้อมกับเท้าที่มีเลือดไหลอาบ มองดีๆ จะเห็นรอยแผลและมวลหนามหลากชนิดทิ่มตำพวกเขาอย่างรุนแรง แต่เมื่อกลับมามองดูเท้าตัวเองถึงกับต้องลอบตื่นตระหนกตกใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้

ทำไมท้าวเธอถึงสะอาดสะอ้าน และขณะที่ก้มมองเท้าเธอก็เห็นพุ่มหนามด้านหลัง ซึ่งพุ่มเหล่านั้นมีรอยเลือดติดอยู่เป็นหย่อมๆ เหมือนจะเป็นเลือดของทาสชายอีก 4 คน

จู่ๆ เจ้านายตัวน้อยก็หยุดเดินแล้วนั่งลงพักผ่อนโดยไม่บอกกล่าว เมื่อท่านนั่งถึงพื้นก็อนุญาตให้พวกเธอสามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย และโยนยาทาให้ 1 ขวด

“เอาไปทาเท้าซะ จะได้บรรเทาความเจ็บ แล้วอีกเดี๋ยวก็เตรียมตัวเดินทางต่อ” ไผ่พูดห้วนๆ แล้วหลับตาดิ่งเข้าสู่สมาธิ

ประสาทสัมผัสถูกแผ่ออกไปเรื่อยๆ จากรัศมี 10 เมตร เป็น 1 กิโลเมตร แผ่กว้างไปเรื่อยๆ ทั่วทิศทาง

ฝูงมอนสเตอร์ เส้นทาง และข้อมูลพื้นที่ในรัศมีที่พลังแผ่ถึงต่างอยู่ในสัมผัสของไผ่ทั้งหมด

ลึกเข้าไปอีกหลายสิบกิโลเมตรนั้นมีสถานที่หนึ่ง ซึ่งมีม่านหมอกครอบคลุมอยู่ยากที่จะตรวจสอบได้ละเอียด แต่ด้วยความสามารถตอนนี้ไผ่เพียงตรวจสอบได้คร่าวๆ เท่านั้น อีกทั้งการขยายสัมผัสก็ถึงขีดสุดแล้วจึงไม่ได้เจาะผ่านกลุ่มหมอกเข้าไป

แต่แค่เพียงด้านนอกก็เรียกว่าอัศจรรย์และพิเศษอย่างมาก ที่นั่นมีแร่ที่ไผ่ต้องการอยู่ และอีกอย่าง ไผ่สัมผัสได้ราง ๆ ถึงแร่โลหะชนิดหนึ่ง ซึ่งสิ่งนั้นสามารถนำมาทำเป็นอาวุธเฉพาะได้ อาวุธที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา และสร้างยากที่สุด ขั้นตอนก็ละเอียดที่สุด ตอนนี้คงจะมีแต่เพียงเขาเท่านั้นที่จะใช้สิ่งนั้นสร้างอาวุธประเภทนั้นได้ อาวุธที่เมื่ออยู่ในมือคนอื่นจะกลายเป็นอาวุธที่ไม่สมบูรณ์ แต่เมื่ออยู่ในมือของผู้ที่มีวิชาต่อสู้แขนงหนึ่งมันจะกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

การพักผ่อนใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งชั่วโมง แม้จะดูสั้นแสนสั้นกับการเดินทางไกลที่แสนเหนื่อย แต่สำหรับพวกทาส ครึ่งชั่วโมงนั้นถือว่ามากพอเสียอีก

ไผ่เรียกให้ทุกคนมารวมตัวแล้วเดินนำต่อ การเดินนำในครั้งนี้ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงแบบแต่ก่อน แต่จะมีบางจุดที่ไผ่พาอ้อมไปตรงนั้นบ้าง ลัดตรงนี้บ้างแตกต่างกันไปและไม่มีใครสามารถเดาความคิดของชายเด็กหนุ่มได้

--อืม ตรงหน้านี้เป็นดงดอกหนามพิษงั้นพาอ้อมไปอีกทางก็แล้วกัน

--ข้างหน้านี้มีสัตว์อสูรที่อันตรายสำหรับพวกเขาอยู่ พาลัดไปอีกทางหนึ่ง แม้จะมีแต่ดงหนามแต่ก็ไม่ได้อันตรายถึงตาย

--มอนสเตอร์ข้างหน้ามีอยู่ฝูงหนึ่ง น่าเสียดายที่ไม่มีส่วนไหนนำมาใช้ประโยชน์ได้ รอพวกมันผ่านไปก่อนก็แล้วกันค่อยเดินทางต่อ—

ความคิดและการกระทำของไผ่นั้นไม่มีใครรู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังจะพาไปไหนและคิดอะไรอยู่ การเดินทางบางครั้งก็ต้องโดนเถาวัลย์พัน บางครั้งก็โดนสัตว์เล็กๆ ไล่กัดบ้าง แต่สำหรับป่าลึกแบบนี้มันเรียกว่าปลอดภัยยิ่งกว่าอะไรเสียอีก สำหรับเหล่าทาสอาจเรียกได้ว่าการเดินทางนั้นเต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับคนคนหนึ่งการเดินทางตามชายหนุ่มนั้น เป็นอะไรที่ปลอดภัยที่สุด

หญิงสาวสะพายเป้กลางหลังค่อยๆ เร่งฝีเท้าตามกลุ่มของไผ่ คอยเร่ง คอยหลบเพื่อไม่ให้ใครเห็น และเมื่อผ่านไปในบางพื้นที่เธอก็ลอบตื่นตระหนกภายในใจเหมือนกัน เพราะหลายสถานที่เธอรู้ดีว่าอันตรายสักแค่ไหน และอีกอย่างเธอเคยนำเหล่าสมาชิกกิลด์มาตายที่นี่หลายหมื่นคนแล้ว สถานที่ซึ่งเธอได้ตั้งชื่อให้กับมันว่า “ดงหนามมรณะ” กิลด์ของเธอเดินทางมาถึงแค่ตรงนี้เท่านั้น ไม่สามารถไปไกลกว่านี้ได้อีกแล้ว

แต่เมื่อแอบตามเด็กน้อยอายุซึ่งไม่น่าจะเกิน 17 ทำไมถึงได้ทำให้เธอประหลาดใจนัก ยิ่งการเดินทางที่อาจดูเหมือนวกไปวนมาดูเชื่องช้าไปบ้างในบางครั้ง แต่มันก็เต็มไปด้วยความปลอดภัย บางที่อาจมีมอนสเตอร์ไล่โจมตีเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่

มอนสเตอร์บางตัวนั้นอ่อนแออย่างมาก แต่ทำไมเด็กหนุ่มคนนั้นถึงตะโกนลั่นให้รีบหนี และห้ามพรรคพวกแตะต้องพวกมันแม้แต่ปลายนิ้วอีกต่างหาก

แม้จะไม่เข้าใจ แต่เมื่อผ่านดงหนามมรณะมาแล้วเธอก็ไม่อยากจะเสี่ยง เด็กหนุ่มตรงหน้าเดินไปทางไหน เจออะไรแล้วทำอย่างไรเธอก็ทำตามทั้งหมด แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงทำแบบนั้นก็ตาม

หลังจากผ่านดงหนามมรณะก็เจออะไรแปลกๆ มากมาย ทั้งต้นเถาวัลย์ที่มีชีวิต ดอกไม้ที่พ่นพิษได้ทั้งมันยังใช้รากเดินไล่กัดอีกต่างหาก

เด็กหนุ่มคนนั้นพาเหล่าพรรคพวกที่ตอนนี้เท้าของหลายๆ คนชุ่มไปด้วยเลือดเดินไปถึงจุดจุดหนึ่ง จุดที่ไม่สามารถมองเข้าไปข้างในได้เพราะติดกับม่านหมอกสีเทาพลันพวกเขาก็หยุดฝีเท้ากันถ้วนหน้า เสียงแจ้วๆ ของเด็กนั่นบอกให้พรรคพวกนั่งพักผ่อน และโยนห่ออาหารให้คนละ 2 ห่อ พร้อมกับน้ำอีกคนละกระบอก

“เราจะเดินทางกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เพราะงั้นตั้งแต่ตอนนี้จงพักผ่อนให้เต็มที่ และอีกอย่างที่จะขอบอกไว้ก่อนก็คือ พวกคุณอาจจะไม่ได้พักกันอีก 2-3 วันเมื่อก้าวเข้าสู่อาณาเขตเขาหมอกวงกต” เสียงแจ้วๆ ของไผ่พูด แล้วเด็กหนุ่มก็ทิ้งตัวลงนั่งหลับไปทั้งอย่างงั้นทำเอาเหล่าพรรคพวกต้อง งงไปตามๆ กัน

“” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ”” ””

ฉันคือโรส อาย ตอนนี้กำลังนั่งคิด นอนคิด เดินคิดอยู่ว่าทำไมเด็กนั่นถึงไม่ยอมเข้าไปในเขตหมอกสีเทาในตอนนี้ อีกอย่างนี่ก็พึ่งเดินทางกันไม่ถึงวันด้วยซ้ำ ก็แค่ออกจากเขตแดนเทพตั้งแต่เช้าตรู่ จนตอนนี้ก็น่าจะซัก 4 ทุ่มเอง ถ้าเป็นกิลด์ของฉันจะเดินทางกันอย่างน้อย 2- 3 วันถึงจะหยุดพัก

แต่คิดไปคิดมาก็น่าแปลกใจและสงสัยอยู่หลายอย่าง เพราะก่อนหน้าทางกิลด์เดินทางไปถึงดงหนามมรณะนั้นใช้เวลาตั้ง 5 วัน บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่หยุดสู้กับมอนสเตอร์ก็เป็นได้ที่ทำให้การเดินทางได้รวดเร็วกว่าปกติหลายเท่า อีกอย่างเด็กหนุ่มนั่นมันเร่งฝีเท้าตลอดขนาดฉันที่เดินทางมาบ่อยแสนบ่อยยังต้องเดินแทบลากขา (จะโหดไปแล้ว เดินทางสามวันโดยไม่หยุดพัก แม่เจ้า นี่ไม่คิดจะหลับนอนกันเลยเหรอนั่น)

คิดไปคิดมาก็หาคำตอบไม่ได้ แต่ก็ช่างเถอะ เด็กนั่นอาจมีเหตุผลบางอย่างก็ได้

เพราะงั้นฉันก็จะพักเอาแรงเหมือนกัน

.....................................................................................

การนำทางโดยไผ่นั้นรวดเร็วปานสายฟ้า จนเหล่าทาสทั้งห้าเมื่อเอนกายถึงพื้นก็หลับเป็นตายไปด้วยความเหนื่อย แม้พวกทาสจะใช้พลังเวทจากธรรมชาติในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่การกินข้าวนั้นช่วยเพิ่มพลังกายได้อย่างมากมายนัก

คืนอันเงียบสงัดเมื่อทุกคนหลับสนิท ไผ่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา พลันกวาดมองไปรอบๆ สายตาของสัตว์ร้ายหลากชนิดค่อยๆ ออกมาจากม่านหมอกสีเทานั้น พลันแรงกดดันค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ยิ่งมันได้สบตากับไผ่ก็ปล่อยรังสีฆ่าฟันอันรุนแรงขนาดที่ใบไม้ไม่สามารถทนไหวต้องสลายกลายเป็นเศษฝุ่นไป

ส่วนเหล่าทาสและอีกคนหนึ่งที่กำลังหลับอยู่ไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งผิดปกติเหล่านี้ นั่นเพราะบาเรียเวทสีดำสนิทที่ครอบคลุมพื้นที่หน้าม่านหมอก

สัตว์พวกนั้นเมื่อเห็นว่าเเรงกดดันของมันไม่สามารถผ่านม่านสีดำนั้นได้ก็ค่อยๆ ล่าถอยเข้าไปท่ามกลางหมอกเท่านั้น มันไม่ได้พุ่งมาจู่โจมแต่อย่างใด แต่มันรอให้เหยื่อเข้าไปในพื้นที่ซึ่งเป็นอาณาเขตของมันต่างหาก และจากสายตาที่เด็กนั่นมองมามันมั่นใจได้เลยว่าเจ้านั่นต้องเข้ามาในอีกไม่กี่อึดใจนี้

เมื่อแรงกดดันของสัตว์ร้ายหายไปไผ่ก็สลายบาเรียทิ้ง รอยยิ้มบังเกิดขึ้นที่มุปาก

“พวกลูกจ๊อกยังขนาดนี้แล้วหัวหน้าจะขนาดไหน น่าสนใจจริงๆ กับการเดินทางครั้งนี้ และเหมือนว่าในหมอกนั่นจะมีอะไรที่ยอดเยี่ยมซ่อนอยู่ รอก่อนเถอะอีกไม่กี่อึดใจหรอก”

...........................................................................................**

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น