AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนทึ่ 25 ทาสกลืนเวท

ชื่อตอน : ตอนทึ่ 25 ทาสกลืนเวท

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 350

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 เม.ย. 2561 13:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนทึ่ 25 ทาสกลืนเวท
แบบอักษร

ตอนทึ่ 25 ทาสกลืนเวท

บรรยากาศตอนกลางคืนอันเงียบสงัด สายลมเบาๆ พัดผ่านสร้างความหนาวเหน็บให้ แม้ตอนกลางวันจะร้อน แต่อากาศตอนกลางคืนก็เรียกได้ว่าหนาวเข้าเส้นเหมือนกัน ชายร่างยักษ์ยืนยิ้มเหี้ยมพร้อมกับปล่อยแรงกดดันออกมาเพ่ื่อข่มขวัญไผ่น้อย

“เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ หืม” เสียงพูดเน้นชัดถ้อยชัดคำพร้อมลากเสียงให้ดูน่ากลัวของชายร่างยักษ์เอ่ยขึ้น

“เมื่อกี้เหรอ ผมบอกว่า ผมแค่สนใจอะไรนิดหน่อย” ไผ่พูดหน้านิ่งๆ และแฝงรอยยิ้มไว้ที่มุมปาก

“สนใจ สนใจอะไร หรือว่าเจ้าอยากจะสนุกกับข้างั้นรึ” ชายร่างยักษ์พูดเหี้ยมแล้วละการการฟาดหลังเหล่าคนที่ถูกล่ามโซ่ หันมาประชันหน้ากับไผ่

“อย่าคิดไปเองสิครับ ผมแค่สนใจคนที่พวกคุณล่ามโซ่สี่ห้าคนนั้น พอดีที่กิลด์ยังขาดแรงงานอีกนิดหน่อย” ไผ่พูดหน้าตาย และด้วยที่ชายร่างยักษ์เห็นเด็กน้อยตรงหน้าพูดจาโดยที่น้ำเสียงไม่สั่นแม้แต่นิด อีกทั้งแววตาของเด็กคนนี้ก็แปลกประหลาด ทั้งๆ ที่เจอแรงกดดันของเขาไปแท้ๆ ทำไมถึงยังยืนเฉยอยู่ได้ และเมื่อไผ่พูดคำว่ากิลด์ออกมาจากปากก็ยิ่งทำให้เขาสงสัยและงุนงงมากขึ้น เด็กตัวเล็กแค่นี้นะหรือมีสังกัดกิลด์ ถ้าหากเป็นอย่างงั้นจริงๆ การที่จะทำอันตรายเด็กนี่ก็คงเป็นเรื่องลำบาก แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นเด็กที่มีสังกัดกิลด์มาก่อน ส่วนใหญ่แล้วการเข้ากิลด์จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี หรือไม่ก็มีพลังระดับ 1 ดาว ขึ้นไป ถ้าหากเด็กนี่มีสังกัดกิล์จริงก็แสดงว่าพลังของมันต้องอยู่ที่ 1 ดาวเป็นแน่

แต่ก็ยากที่จะเชื่ออยู่ดี

ไผ่รู้ว่าชายร่างยักษ์กำลังครุ่นคิด จึงล้วงเอาการ์ดสมาชิกกิลด์ขึ้นมาแล้วชูขึ้นให้ชายร่างยักษ์ที่กำลังครุ่นคิดอยู่ เมื่อมันสังเกตเห็นการ์ดก็มองดูให้แน่ใจพักหนึ่งแล้วมันก็พยักหน้า

“เฮ้อ เข้าใจละ ทีแรกข้าว่าจะลุมปล้นแกสักหน่อย แต่เมื่อมีสังกัดกิลด์แบบนี้ก็คงต้องปล่อยเลยไป แม้จะเสียดายไอ้สิ่งที่อยู่ในห่อผ้านั่นก็เถอะ” ชายร่างยักษ์พูดในทำนองเสียดาย แต่ผู้ฟังกลับเกิดความงุนงง

“ทำไมถึงไม่ปล้นล่ะ ที่นี่ก็เปลี่ยวแถมยังไม่ค่อยมีคนผ่าน ถ้ารุมกันปล้นก็น่าจะได้ของไปฟรีๆ เลยไม่ใช่เหรอ” ไผ่พูดห้วนๆ กับชายร่างยักษ์ เมื่อมันได้ฟังก็ทำสีหน้าหน่ายใจ

“เจ้ายังไม่รู้อะไรสินะ ข้าจะบอกให้ก็ได้ แม้พวกข้าจะเป็นโจรก็ตาม แต่เมื่อเข้ามาในเมืองนี้ก็ย่อมมีกฎเหล็กที่ไม่ควรละเว้น สิ่งต่างๆ ที่พวกข้าทำในเมืองนี้ทุกสิ่งล้วนสามารถตรวจสอบได้ไม่ยากเย็น ข้ามาที่นี่ก็เพื่อทำการค้าขายสิ่งของที่ปล้นมา และหากพวกข้าปล้นเจ้าซึ่งมีสังกัดกิลด์อยู่ กฎแห่งการคุ้มครองพวกโจรเช่นข้าย่อมถูกละเว้น ทุกสิ่งที่ข้าปล้นได้จะถูกช่วงชิงไม่เหลือสักอย่างเพราะได้ทำละเมิดกฎ อีกอย่าง แม้ที่นี่จะเปลี่ยวไร้ผู้คน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใคร เพราะอย่างน้อยๆ ก็ต้องมีเหล่าทหารเวทระดับสูงคอยสอดแนมพวกข้าอยู่แล้ว นั่นเพราะพวกมันจ้องและรอเวลาที่พวกข้าทำผิดกฎ จะได้เข้าสังหารพวกข้าและช่วงชิงของทุกสิ่งของข้าไปทันที คิดว่ามันคุ้มไหมล่ะกับการปล้นเจ้า” ชายร่างยักษ์พูดด้วยท่าทีจริงจัง แต่เจ้าไผ่ที่ฟังกลับยิ่ง งง เข้าไปอีก

กฎบ้าบออะไรกัน คุ้มครองโจรเนี่ยนะ

ปล้นข้างนอกแล้วเอาของมาขายในเมือง.....ไม่ผิดทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นโจร

แต่ปล้นข้างในนั้นผิด

ยิ่งคิดก็ยิ่งหาเหตุและผลไม่เจอ จึงได้แต่เออๆ ออๆ ตามๆ นั้นไป

“งั้นหรอกเหรอ แต่เรื่องกฎจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ เพราะตอนนี้ผมต้องการคนที่ถูกล่ามโซ่ 5 คนนั้น” ไผ่พูดตัดบทแล้วชักเข้าสู่เป้าประสงค์ของเขาทันที

เมื่อชายร่างยักษ์ได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะลั่น แม้มันอยากจะจัดการเจ้าเด็กโอหังนี่แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะสัมผัสถึงตัวตนของทหารเวทนับสิบที่ล้อมรอบพวกมันอยู่ ถ้าทำร้ายเจ้าเด็กนี่ก็ถือว่าผิดกฎ พวกมันไม่สามารถหนีเหล่าทหารพวกนั้นได้แน่ อีกอย่างมันแค่ต้องการเอาของและทาสมาขายในเมืองนี้ หากละเมิดกฎไปแม้จะมีโชคที่หนีรอดไปได้ แต่ก็ไม่สามารถกลับมาทำธุรกิจค้าขายที่นี่ได้อีก เม็ดเงินที่จะได้ในอนาคตก็ต้องมลายหายไป มันได้แต่ส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธีเท่านั้น

“เจ้าหนู เอ็งต้องการทาสพวกนี้งั้นเหรอ ฮ่าๆ ๆ เจ้ารู้ไหมว่าราคาพวกมันแต่ละคนไม่ได้น้อยๆ เลยนะ ราคาเริ่มต้นนั้นสูงกว่าทาสทั่วไปถึงเท่าตัว แกมีปัญญาจ่ายรึ” ชายร่างยักษ์พูดด้วยท่าทีเยาะเย้ย ส่วนเหล่าลูกน้องของมันก็ยังคงฟาดเหล่าทาสต่อไปโดยไม่สนใจไยดีการสนทนาแม้แต่น้อย

“คุณจะขายในราคาเท่าไหร่ล่ะ” ไผ่พูดด้วยท่าทีห้วนๆ ชายร่างยักษ์หัวเราะร่าที่เด็กเช่นมันกล้าพูดเช่นนี้

“เจ้าพูดเหมือนเจ้าจะมีเงินจ่ายข้า งั้นข้าจะบอกให้ก็ได้ ความจริงแล้วข้ารับชื้อพวกมันมาจากพ่อค้าทาสกลุ่มหนึ่ง ซึ่งขบวนรถขนทาสของพวกมันถูกมอนสเตอร์โจมตีเสียหาย 1 คัน ทาส 5 คนนี้ที่อยู่ในรถโชคร้ายคันนั้นจึงต้องลงเดิน และได้มาเจอข้าซึ่งพวกเราก็คุยกันถูกคอจึงขอซื้อทาสพวกนี้ในราคาถูก แต่มันก็มากมายกว่าทาสปกตินัก ข้าซื้อพวกมันมา 1 เหรียญทองต่อคน ยกเว้นหญิงสาวนางนั้นซึ่งราคามันสูงถึง 2 เหรียญทอง ส่วนราคาขายนั้นข้าจะเพิ่ม 1 เท่าตัวเพราะกว่าจะพาพวกมันมาถึงที่นี่ได้มันไม่ใช่เรื่องง่าย เอาไงล่ะ ถ้าเจ้าจะซื้อต้องเสนอเงินที่มากกว่าราคาที่ข้าตั้งขาย เพราะจะอย่างไรถ้าข้านำพวกมันไปขายให้พ่อค้าทาสข้าจะได้เงินอย่างน้อย 13 เหรียญทอง” ชายร่างยักษ์พูด และจำนวนเงินเหล่านี้ได้ทำได้ทาสทั้ง 5 มีปฏิกิริยา พวกเขาต่างรู้สึกโกรธ เพราะ13 เหรียญทองนั้นไม่ใช่ว่าจะน้อยนิด แต่มันเป็นจำนวนเงินที่มากเกินไปต่างหาก ส่วนสีหน้าของเจ้าหนูนั่นเมื่อได้ยินเรื่องราคากลับเรียบเฉยไม่สะทกสะท้านใด ๆ เจ้าหนูนั่นเป็นคนรวยงั้นหรือ แต่ดูจากเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วยิ่งทำให้พวกเขาสับสน ไม่ว่าจะอย่างไร จะถูกขายให้ใคร ทาสก็คือทาส ไร้ซึ่งอิสระ พอคิดถึงตรงนี้แล้วก็ไม่ใส่ใจอะไรอีก

ไผ่เมื่อได้ยินราคาก็ล้วงไปในกระเป๋า (มันมีตั้งแต่ตอนไหน) พลันก็หยิบถุงเงินขนาดใหญ่ออกมาถุงหนึ่ง (ถุงที่มีแต่เหรียญเงินล้วนๆ)

เมื่อชายร่างยักษ์เห็นถุงเหรียญขนาดใหญ่นั่นก็เกิดความอยากได้มาทั้งหมด แต่ว่ามันติดที่กฎของเมืองนี้จึงไม่กล้าทำ แม้จะไม่ได้ปล้นซึ่งๆ หน้า แต่มันก็ได้ปล้นอย่างแนบเนียนไว้แล้ว เพราะราคาทาสพวกนี้จริงๆ แล้วคนหนึ่งไม่ถึง 1 เหรียญทองด้วยซ้ำ มันเป็นการปล้นที่แนบเนียน ยิ่งกลับเด็กไร้เดียงสาตรงหน้าแล้วมันย่อมไม่รู้ถึงราคาที่แท้จริงแน่นอน ถ้ามันกล้าซื้อนั่นก็หมายถึงกำไรก้อนโตเลยทีเดียว

ไผ่นั่งลงกับพื้นแล้วเริ่มนับเหรียญเงินกองละ 100 เหรียญ 20 กอง ชายร่างยักษ์เมื่อเห็นจำนวนเงินมากขนาดนั้นก็ตาลุกวาว เพราะถ้าหากเด็กนี่ชื้อทาสพวกนี้จริงๆ มันก็จะทำการซื้อขายอย่างแน่นอน เพราะแม้จะขายให้กับร้านค้าทาสก็คงได้ไม่เกิน 2 เหรียญทอง

ใช่ว่าไผ่จะมองไม่ออกว่าชายร่างยักษ์โกหก แต่ว่าด้วยการที่มันไม่รู้ว่าเงินจำนวนนี้มันมากหรือน้อยนั่นแหละ เลยจัดไปซะขนาดนี้ (ก็เอ็งหาเงินง่ายนี่หว่า เข้าไปล่ามอนสเตอร์ในป่าออกมาก็ได้ 4000 กว่าเหรียญเงิน อีกอย่างวิธีการหาเงินของเอ็งนั้นแปลกกว่าชาวบ้าน ถ้าหากเอาไปขายให้พ่อค้าก็ได้เงินมานิดเดียว แต่นี่เล่นเร่ขายเอง แถมยังมีโปรลดแลกแจกแถมอีก เงินจึงเทเข้ามาเป็นกอบเป็นกำอย่างที่รู้ๆ กัน)

เมื่อไผ่นับเงินเสร็จสรรพแล้วก็ยิ้มแล้วพูดออกมาห้วนๆ

“เอาล่ะ งั้นผมจะซื้อพวกนี้ทั้งหมดในราคา 2000 เหรียญเงิน หรือก็คือ 20 เหรียญทองเป็นไง จะขายราคานี้หรือไม่ ถ้าไม่ผมก็ไม่ซื้อแล้วขอตัวกลับก่อน ไว้พรุ่งนี้ค่อยไปซื้อที่ร้านค้าทาสดีกว่า และถ้าหากทาสทั้ง 5 คนนี้ยังอยู่ ผมก็คงได้มาในราคาถูก แต่ที่ซื้อในราคานี้ก็เพราะวันนี้ผมอารมดี และต้องการแรงงานแบบเร่งด่วน เอาไงล่ะ จะขายมั๊ย” ไผ่ตอบและให้เหตุผลแบบห้วนๆ

“ขาย ขายสิ ข้าขายทาสพวกนี้ให้เจ้า สะ สองพันเหรียญเงินแน่นะ” ชายร่างยักษ์ตอบรับอย่างรวดเร็วลามกลับเพื่อความมั่นใจ

“ใช่ สองพันเหรียญเงิน” ไผ่ตอบ

เมื่อได้รับคำยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ชายร่างยักษ์ก็เรียกเหล่าลูกน้องให้ลากเหล่าทาสทั้ง 5 คนมา จากนั้นมันก็ล้วงเอาม้วนหนังที่มีสัญลักษณ์แปลกประหลาด แล้วร่ายเวทอะไรสักอย่างลงไปเพื่อยกเลิกการพันธนาการทาส

ประมาณว่าทาสทั้ง 5 นั้นอยู่ในพันธสัญญาของชายร่างยักษ์ และมันก็ยกเลิกเพื่อส่งต่อไปยังบุคคลต่อไป โซ่ที่ล่ามไว้ถูกปลดปล่อยทั้งหมด

แผ่นหนัง 5 แผ่นถูกสลักเวทวงใหม่เข้าไป เมื่อเวทวงใหม่เรืองแสงชายร่างยักษ์ก็ยื่นให้ไผ่แล้วบอกให้เอามือทาบตรงกลางวงเวท และแผ่นต่อๆ ไปก็ทำเช่นเดียวกันจนครบ 5 แผ่น จากนั้นชายร่างยักษ์ก็ร่ายเวทอีกบทหนึ่งพลันก็มีเส้นด้ายใสๆ 5 เส้นมาพันแขนไผ่แล้วจางหายไป พร้อมกับเหล่าทาสทั้ง 5 ที่ตอนนี้ต่างก็นิ่งเงียบเหมือนพยายามอดกลั้นอะไรสักอย่าง

ชายร่างยักษ์ยื่นแผ่นหนังทั้ง 5 ให้กับไผ่พร้อมกับสั่งลูกน้องให้มาโกยเอากองเหรียญเงินทั้ง 20 กอง จากนั้นมันก็เดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มเฉ่ง แต่ก่อนที่จะหายลับตาไปมันก็หัวเราะร่าแล้วหันมาทำหน้าสะใจใส่ไผ่

“นายท่าน ขายทาสกลืนเวทให้กับเด็กตัวเล็กแบบนั้นมันไม่อันตรายไปหน่อยเหรอ เดี๋ยวมันก็ถูกสูบพลังเวทจนหมดตัวแล้วก็ตายในไม่ช้านี้นะสิ ไม่ใช่แค่นั้นนะ เหล่าทาสพวกนั้นหากขาดพลังเวทย์ในการหล่อเลี้ยงมันก็จะตายไปด้วย” ชายผู้เป็นสมุนพูดด้วยความคลาแคลงใจ

ฝ่ายชายร่างยักษ์เมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่า

“ช่างมันสิ ปล่อยให้พวกมันตายๆ ไปน่ะดี เพราะว่าข้าไม่จำเป็นต้องสนใจพวกมันอีก ในเมื่อข้าได้เงินก้อนโตมาขนาดนี้ ขนาดข้าที่มีพลังเวทระดับ 2 ดาวยังต้องดื่มยาเพิ่มพลังเวททุกๆ ครึ่งวัน แล้วไอ้เด็กนั่นระดับพลังแค่ 1 ดาวจะไปทนอะไรได้ อีกอย่างพวกเจ้าเห็นสีหน้าที่พยายามอดทนเมื่อขาดพลังเวทของเหล่าทาสนั่นไหม ฮ่าๆ ๆ น่าสะใจชะมัด” ชายร่างยักษ์หัวเราะร่าแล้วสำรวจกระเป๋าดูของที่กำลังจะเอาไปขายทำเงินในอีกไม่ช้านี้ แล้วก็ยิ้มกริ่มด้วยความพอใจ

เมื่อชายร่างยักษ์จากไปแล้วเหล่าทาสทั้ง 5 ก็ค่อยๆ เคลื่อนไหวร่างกายอย่างเชื่องช้า แล้วอาการหอบหืดเริ่มสำแดงนั่นเพราะพวกเขาขาดพลังเวทหล่อเลี้ยง ไผ่เมื่อเห็นอาการที่เหล่าทาสแสดงก็มองด้วยความไม่เข้าใจ

“เป็นอะไรกัน ทำไมถึงแสดงท่าทางอ่อนแรงแบบนั้น” ไผ่พูดด้วยท่าทีห้วนๆ

พวกเขานิ่งเงียบไม่ยอมพูดจาใดๆ ไผ่จึงบอกให้พวกนั้นเดินตามหลังโดยมีเป้าหมายคือโรงตีเหล็กของกิลด์ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นร้านขายอาวุธในวันพรุ่งนี้นั่นเอง

เหล่าทาสทั้ง 5 เดินตามไปเงียบๆ โดยไม่มีใครกล่าวคำพูดใดๆ ออกมา พอใกล้จะถึงกิลด์ก็มีคนหนึ่งล้มลงกับพื้นแล้วหอบหายใจเฮือกๆ

“เป็นอะไร ทำไมถึงล้มลงแบบนั้นล่ะ” ไผ่ถามด้วยท่าทีเรียบนิ่ง ไม่มีใครเอ่ยปากตอบแม้แต่คนเดียว ทุกคนล้วนเงียบ บรรยากาศแบบนี้นั้นเป็นอะไรที่อึดอัด

“ถ้าไม่ตอบก็แล้วแต่ล่ะนะ เพราะผมก็ไม่รู้อะไรที่มันเกี่ยวเนื่องกับพวกคุณ เพราะงั้นถ้าไม่ยอมพูด ปัญหาก็จะไม่ถูกแก้ไข” ไผ่พูดแค่นั้นแล้วยืนนิ่งๆ ไม่พูดอะไรอีก และไม่ยอมไปไหน

ชายที่ล้มลงหอบหายใจเฮือกๆ ไม่ยอมพูดจา แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 15 นาทีอาการของเขาก็เริ่มหนักขึ้น เหล่าทาสที่เหลืออีก 4 คนก็ค่อยๆ ล้มลงไปตามๆ กัน

พวกนั้นนอนหอบแล้วมองไผ่ด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ ยิ่งเวลาผ่านไปอาการก็ยิ่งหนักขึ้น ชายคนแรกที่ล้มลงเริ่มทนไม่ไหวกับอาการทรมานของตนจึงฝืนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้ง

“ขะ ข้า ข้า ต้องการพลังเวท” ชายคนนั้นพูดออกมาอย่างช้าๆ

“พลังเวท? แล้วจะต้องการไปทำไมก็ในเมื่อพวกคุณก็มีกันอยู่แล้วนี่” ไผ่พูดด้วยคำถามที่ไม่เข้าใจ

หญิงสาวคนเดียวในกลุ่มซึ่งเธอล้มลงเป็นคนสุดท้ายและยังพอมีแรงเหลืออยู่จึงกล่าวขึ้น

“ไม่ใช่อย่างนั้น เดิมทีเผ่าพวกข้านั้นเป็นเผ่าพันธุ์.... (เธอเว้นไว้ไม่ตอบ) ...ซึ่งอยู่ในป่าที่มีพลังเวทหนาแน่น แต่เมื่อออกมาข้างนอกแบบนี้ ด้วยความเฉพาะของเผ่าจึงต้องการพลังเวทในการหล่อเลี้ยงชีวิต เดิมทีก่อนที่พวกข้าจะถูกจับมานั้น พวกข้าได้รับผลึกเวทมาคนละก้อนก่อนออกจากหมู่บ้าน แต่แล้วก็ถูกยึดไปและพวกมันก็บังคับทำสัญญาทาสด้วยความโหดเหี้ยม มันใช้เวทปิดกั้นการซึมซับพลังเวทจากธรรมชาติของพวกข้า ทวารทั้ง 5 ถูกปิดผนึกไม่สามารถดึงเอาพลังเวทเข้ามาหล่อเลี้ยงชีวิตได้ อีกทั้งพวกมันยังใช้สายใยวิญญาณเชื่อมกับพันธะทาส เฉพาะผู้ครอบครองเท่านั้นที่จะมอบพลังเวทให้ได้ ไม่สิมันจะดูดพลังเวทจากผู้ทำสัญญามาหล่อเลี้ยงชีวิตพวกข้าจนผู้ครองพันธะทาสคนนั้นตาย พันธะทาสนี้ก็จะวิ่งวนไปหาเจ้าของใหม่แล้วผู้โชคร้ายที่ได้ครองพันธะก็จะถูกดูดพลังเวทจนกว่าจะสิ้นชีพ และเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

แต่ก่อนพวกข้านั้นถูกใช้เพื่อเป็นเครื่องมือในการสังหาร เพราะพันธะทาสผู้ถือครองไม่สามารถยกเลิกเองได้จนกว่าจะตาย ยกเว้นมีวงเวทคลายพันธะอย่างที่เจ้ายักษ์ก่อนหน้าใช้ พวกเราจึงถูกขนานนามว่า “ทาสกลืนเวท” ” ผู้หญิงคนนั้นตอบด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“ดูดพลังเวทของผู้ครอบครองพันธะ ก็แล้วทำไมถึงไปนอนดิ้นอย่างนั้นล่ะในเมื่อพลังเวทผมก็มี” ไผ่พูดด้วยสีหน้าฉงน

“ไม่! ท่านไม่มีพลังเวท เพราะถ้าท่านมีสายใยวิญญาณก็จะดูดพลังนั่นมาหล่อเลี้ยงพวกข้า แต่จนถึงตอนนี้ข้าไม่สามารถรับรู้ถึงพลังเวทใดๆ จากตัวท่านเลย” เธอพูดด้วยแววตาจริงจัง

“เห ทำไมถึงเป็นอย่างงั้นล่ะ หรือว่า” ไผ่นิ่งคิดสักครู่ก็มองดูสัญลักษณ์ที่มือข้างขวา แล้วยิ้มเหยๆ ออกมา

“คิวบ์ นายแกล้งพวกเขาใช่ไหม” ไผ่พูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ สีหน้าออกแววสนุกเล็กน้อย หญิงทาสที่เห็นท่าทางการคุยกับมือตัวเองแบบนี้ก็ทำอะไรไม่ถูก หรือว่าเด็กนั่นจะบ้าสติแตกไปแล้ว (ปล่อยให้เธอคิดแบบนั้นต่อไป)

เมื่อไผ่พูดจบสัญลักษณ์บนหลังมือก็เปล่งแสงกะพริบออกมาเล็กๆ

--ข้าไม่ได้แกล้ง แค่ไม่อยากให้พวกมันรับรู้ถึงพลังเวทของเจ้า อีกอย่างถ้าพวกมันได้รับพลังเวทจากเจ้ามันจะแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถทำลายพันธสัญญาทาสกระจอกนั่นได้  คิวบิลัสพูดสื่อสารทางใจกับไผ่ ส่วนเจ้าตัวก็ยิ้มเหยก่อนจะพยักหน้าแล้วหันมาทางหญิงสาว

“นี่ พวกเธอสามารถซึมซับพลังเวทด้วยวิธีอื่นได้ไหม” ไผ่ถามด้วยสีหน้าที่กลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง

“มีหลายวิธี

วิธีแรกคืออาหารและยาเวท

สองคือดูดซับจากพลังของท่าน

และสามคือการทำลายพันธสัญญา” เธอพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดและฝืนทนอย่างสุดความสามารถ

ไผ่ยังไม่ตอบอะไร แต่หันไปคุยกับมือตัวเองต่อ

“คิวบ์ นายพอมีวิธีไหม แบบว่าทำให้พวกนั้นสามารถซึมซับพลังเวทได้โดยไม่ต้องใช้พลังของฉัน” ไผ่พูดและพยายามคิดหาวิธีไปด้วย แม้เรื่องกินจะเป็นอะไรที่ดีที่สุด แต่ไม่ใช่สำหรับไผ่ เพราะตนคิดว่าพวกนี้มันต้องการพลังเวทจำนวนมากในการหล่อเลี้ยงชีวิต เพราะฉะนั้น มันกินล้างกินผลาญแน่นอน

คิวบิลัสเมื่อได้ยินคำพูดของไผ่มันก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง –เฮ้อ งั้นเดี๋ยวข้าจัดการเอง—

เมื่อสิ้นเสียงของคิวบิลัสพลันอากาศก็หยุดนิ่ง ทาสทั้ง 5 รู้สึกเหมือนทั้งโลกหยุดหมุน แม้กระทั่งเสียงหัวใจก็หยุดไปด้วย ความเจ็บแปล๊บแล่นไปทั่วร่างพร้อมกับเสียงโผล๊ะดังขึ้นในหัวและทวารทั้ง 5 สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในเสี้ยววิ แล้วทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติพร้อมกับอาการโล่งของทั้ง 5 ทาส ทั้งนี้พวกเขารู้สึกว่าพลังเวทรอบกายกำลังถูกร่างกายดูดซับเข้ามาหล่อเลี้ยงชีวิต เมื่อมองไปยังเด็กน้อยก็สังเกตเห็นสายใยวิญญาณที่ขาดสะบั้นแล้วสลายหายไปอย่างช้าๆ

--เรียบร้อยแล้ว— คิวบิลัสตอบแล้วเงียบไปในที่สุด

ไผ่ก็ยืนยิ้มๆ แล้วหันไปพูดกับทาสทั้ง 5

“จัดการปัญหาได้เรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาที่พวกคุณต้องชดใช้ในจำนวนเงินที่ผมเสียไปแล้วล่ะ ตามมา” ไผ่พูดแค่นั้นก็หันหลังแล้วเดินต่อไปโดยไม่สนใจไยดี

ส่วนทาสทั้ง 5 เมื่อสามารถดูดซับพลังเวทจากธรรมชาติได้แล้วก็พยายามลุกขึ้นแล้วรีบตามไป พร้อมกับสีหน้าสงสัยเป็นที่สุดว่า

เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น แล้วเด็กนั่นทำอะไรกับพวกเขากันแน่

เมื่อเดินไปสักพักไผ่ก็เปิดประตูโรงตีเหล็กแล้วเรียกทาสทั้ง 5 เข้าไป ไม่มีแม้แต่จะถามชื่อ ไม่มีแม้แต่จะสอบถามหรือไต่ถามใดๆ

“นายกับเธอ ไปหยิบไม้กวาดมาทำความสะอาดพื้นและปัดกวาดรอบๆ นี้ให้สะอาด ส่วนนายกับนายเดี๋ยวช่วยกันเช็ดดาบให้สะอาดเอี่ยมอ่อง และนายนำของพวกนี้ไปไว้ข้างใน” ไผ่สั่งงานแบบรวดเดียวจบและสอนวิธีการกวาดพื้น ถูพื้น การปัดฝุ่นบริเวณต่างๆ ไปสอนชายอีกสองคนเช็ดดาบว่าเช็ดด้านไหนก่อนแล้วเช็ดโดยใช้แรงประมาณไหน ส่วนชายอีกคนก็บอกจุดวางของแต่ละขนาดให้เป็นระเบียบ ส่วนตัวไผ่เองได้นั่งลับดาบที่ถูกใช้งานด้วยเทคนิคเฉพาะจนใบดาบเอี่ยมอ่องเงาวาววับ

พวกทาสทั้ง 5 ทำงานจนถึงเช้าโดยไม่ได้หลับนอนกันแม้แต่นาทีเดียว ส่วนไผ่เมื่อลับดาบเสร็จก็ไปช่วยเช็ดดาบ และนำดาบที่เช็ดเสร็จแล้วมาวางไว้เตรียมขายอย่างเป็นระเบียบ ส่วนดาบเล่มไหนที่ทาสชายทั้งสองเช็ดไม่สะอาดก็จะถูกส่งกลับให้ไปเช็ดใหม่ เมื่อทุกอย่างเริ่มได้ที่แล้วไผ่ก็เริ่มเขียนราคาลงบนป้ายเล็กๆ แล้วผูกเชือกติดกับด้ามดาบแต่ละเล่ม

“เอาล่ะ ทีนี้ก็ได้เวลาเปิดร้านอย่างเป็นทางการแล้ว”

...................................................

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น