Kamui Yato

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 1 [ 6 ปีผ่านไป กับ ภาระกิจ ]

ชื่อตอน : บทที่ 1 [ 6 ปีผ่านไป กับ ภาระกิจ ]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2561 23:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 1 [ 6 ปีผ่านไป กับ ภาระกิจ ]
แบบอักษร

หลังจากที่ชายหนุ่มหรือการ์ลิคได้มาเกิดใหม่บนโลกดราก้อนบอลก็ผ่านมาสองเดือนแล้ว ตอนนี้เขาถูกย้ายไปยังห้องฝึกฝนสำหรับทารกเผ่านักรบระดับสูงเพื่อฝึกฝนเพื่อเพิ่มพรสวรรค์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าห้องนี่มันเป็นการทรมานเด็กทารกอย่างเขาซะไม่มี แต่เขาก็ยังฝืนพยายามทำตามเพื่อเพิ่มพลังต่อสู้ให้มากขึ้น

ส่วนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาดูเหมือนราชาเบจิต้าจะยังไม่มีท่าทีจะสร้างปัญหาให้กับเขาที่มีพลังมากที่สุดในหมู่เด็กทารกเผ่านักรบนับร้อยคน แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีที่มันยังไม่คิดกำจัดเขาในตอนนี้ แถมเขายังรู้อีกด้วยว่าตอนนี้ทั้งตัวเอกอย่างซุนโกคูและเบจิต้า นั้นยังไม่เกิด เขาจึงวางใจไปได้เปราะหนึ่งเพราะดูท่าเขายังมีเวลาอีกหลายปีกว่าเจ้าฟรีเซอร์จะทำลายดาวเบจิต้าแห่งนี้

และถึงเขาจะวางใจ แต่เขาก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ เขายังคอยฝึกฝนในห้องเทนนิ่งรูมสำหรับทารกอยู่ตลอดสองเดือน ทำให้ตัวเขาในตอนนี้มีพลังต่อสู้อยู่ที่ 678 จุดด้วยกัน ซึ่งเขาในตอนนี้มีพลังมากกว่าพวกซุนโกคูหรือพิคโกโร่ในวัยเยาว์เสียอีก

แต่น่าเสียดายที่เขายังไม่สามารถดึงพลังเหล่านี้ออกมาใช้ได้ นั่นคงเป็นเพราะตัวเขายังไม่มีพื้นฐานการใช้พลังเลยถึงแม้ตัวเขาจะมีพลังต่อสู้ที่สูงหรือมีความทรงจำเกี่ยวกับโลกดราก้อนบอล แต่เขาก็ไม่รู้วิธีฝึกหรือวิธีใช้วิชาต่างๆออกมาจากร่างกายเลย แม้จะมีความรู้อยู่บ้างแต่นั่นก็เป็นเพียงความรู้ระดับงูๆปลาๆเท่านั้น

'ตัวเราต้องฝึก Ki ให้ได้ก่อนเป็นอย่างแรก'

แม้ความรู้เกี่ยวกับ Ki ของเขาจะมีเพียงแค่งูๆปลาๆ แต่เขาก็พยายามนึกถึงฉากวิธีการฝึกของซุนโกคูตอนเด็ก ที่ฝึกฝนกับคาริน มิสเตอร์โปโป้ และพระเจ้า แม้จะเป็นข้อมูลเพียงเล็กน้อยแต่มันก็ช่วยให้เขาสามารถควบคุมพลังต่อสู้ได้บางส่วน แต่จนกว่าเขาจะสามารถควบคุมมันได้ทั้งหมดเขาก็ยังไม่วางใจอยู่ดี เพราะเขาไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่เจ้าราชาเบจิต้าจะเริ่มเคลื่อนไหว

และแล้ววันคืนแห่งการฝึกฝนของการ์ลิคในวัยทารก 7 เดือนก็เริ่มขึ้นอย่างทรหด แม้จะมีบางครั้งที่พวกนักวิจัย(เอเลี่ยน) นั้นทดสอบเขาที่เทรนนิ่งรูมอย่างรุนแรง จนมีบางครั้งเขาบาดเจ็บบ้างก็เกิดบาดแผล แต่กาลิคนั้นก็ไม่เคยร้องไห้ออกมาสักหน ดีซะอีกเพราะถ้าเขาจำไม่ผิดยิ่งเขาได้รับบาดเจ็บมากเท่าไหร่ สายเลือดของชาวไซย่าของเขาก็จะยิ่งเพิ่มพลังให้เขามากขึ้นเท่านั้น

ส่วนในยามที่พวกนักวิจัยของดาวเบจิต้าเลิกทดสอบ การ์ลิคก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเป็นทา่รกกระจอก เขายังคงฝืนร่างกายใหม่อันบอบบางฝึกใช้ Ki เพื่อควบคุมพลังของตนให้ได้ เพราะตอนนี้เขายังทำอะไรนอกจากนี้ไม่ได้เลย จะฝึกร่างกายยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำเพราะเขายังเป็นเพียงทารกอายุ 7 เดือนเท่านั้น จึงทำให้เขาได้แต่ฝึกอยู่แบบนี้จนเวลาล่วงเลยผ่านไปสี่ปี

สี่ปีมานี้เขาไม่ได้พบเร็กผู้เป็นบิดาหรือเกลผู้เป็นมารดาเลย แต่จากข่าวลือที่เขาได้ยินมา ดูเหมือนว่าทั้งสองจะถูกลูกสมุนข้างกายของฟรีเซอร์สังหารเอา เจ้าคนที่สังหารดูเหมือนจะมีชื่อว่าโดโดเรีย ซึ่งการ์ลิค นั้นจำชื่อมันได้ไม่มีวันลืม แม้บิดาและมารดาจะไม่ค่อยผูกพันธ์กับเขามากนัก แต่ขึ้นชื่อว่าผู้ให้กำเนิดมีหรือเขาจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่าย ๆ

'คอยดูเถอะ สักวันฉันจะกำจัดพวกแกให้หมดเลยฟรีเซอร์!'

เด็กน้อยวัยสี่ขวบในชุดนักรบรุ่นใหม่ขนาดเล็กตอนนี้กำลังยืนกำหมัดกัดฟันอย่างแค้นเคืองอยู่ที่บ้านของพ่อแม่ที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ ก่อนที่เขาจะออกจากบ้านไปเพื่อหาที่ฝึกวิชาใหม่ โดยเขานั้นเคยเดินสำรวจดาวในเขตราชวังจนทั่วแล้วจึงรู้ทุกซอกทุกมุมในเมืองนี้ จนเดินมาถึงยังที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสนามฝึกซ้อมต่อสู้แบบจำลอง แถมเขายังพบกับเหล่านักรบชาวไซย่าวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเขาก็ไม่รีรอ เดินเข้าไปดูการฝึกซ้อมของพวกมัน แต่เขาก็ต้องพบกับความผิดหวัง

"ฝึกกันออดๆแอดๆ แบบนี้ ถึงว่าดาวเบจิต้าถึงถูกฟรีเซอร์ทำลายได้อย่างง่ายดาย"

เขาเห็นสภาพการฝึกซ้อมที่ไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพและไม่มีความตั้งใจเพื่อความแข็งแกร่งของพวกมันก็รู้ ดูเหมือนนักรบชาวไซย่าพวกนี้จะหวังพึ่งการแปลงร่างเป็นลิงยักษ์ซะเหลือเกิน แต่ก็ไม่แปลกเพราะร่างลิงยักษ์สามารถเพิ่มพลังต่อสู้ถึงสิบเท่าจากร่างกายพื้นฐาน แต่ว่าร่างลิงยักษ์นั้นมันจำเป็นต้องใช้จริงๆหรอ ซึ่งการ์ลิคคิดว่ามันไม่จำเป็นเท่าไหร่ ขอเพียงฝึกจนทะลุขีดจำกัดเขาก็สามารถแข็งแกร่งกว่าเจ้าพวกนี้ได้ เรื่องนี้เขาขอแค่เวลาเท่านั้น

หลังจากช่วงเวลานั้นการ์ลิคก็ฝึกอยู่ที่ดาวเบจิต้าเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อให้แข็งแกร่งจนสามารถปกป้องตัวเองได้ จนมีบางครั้งเขาที่เป็นเด็กวัยสี่ขวบปีถึงกับบาดเจ็บสาหัสอยู่บ่อยครั้ง เพราะเขานั้นกระโดดข้ามขั้นไปร่วมฝึกซ้อมต่อสู้กับเหล่านักรบชาวไซย่าระดับกลางวัยผู้ใหญ่ที่มีพลังต่อสู้เกิน 4000 จุดอยู่ตลอด แม้ตอนแรกพวกมันจะไม่ค่อยต้อนรับเขาเท่าไหร่ แต่เมื่อได้เห็นถึงพรสวรรค์ของเด็กน้อยที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆราวไร้ขีดจำกัด พวกมันจึงค่อยๆยอมรับและคอยอาสามาเป็นคู่ฝึกซ้อมให้กับเด็กน้อยการ์ลิคทุกวัน

ซึ่งการฝึกแต่ละครั้งนั้นรุนแรงจนถึงขนาดเขาเกือบเข้าขั้นพิการ ร่างกายที่บอบบางถึงกับช้ำใน บางทีถึงกับกระดูกแตกหักทั่วทั้งร่าง แต่ยังดีที่วิทยาการของดาวเบจิต้านั้นล้ำหน้าไปไกลพอสมควร จึงสามารถใช้เครื่องฟื้นฟูรุ่น1ที่พึ่งผลิตเสร็จได้ไม่กี่ปีช่วยรักษาเขาให้หายจากอาการบาดเจ็บภายในสอง-สามวัน แม้จะดูเร็วแต่ก็ยังช้าไม่ทันใจการ์ลิคอยู่ดี

จนเวลาล่วงเลยไปอีกหน ตอนนี้การ์ลิคในวัยหกขวบปีแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมากนัก พลังต่อสู้ของเขาทิ้งระยะห่างกับเด็กชาวไซย่าวัยเดียวกันแทบไม่ติดฝุ่น และแม้การฝึกใช้ Ki จะไม่ค่อยมีความก้าวหน้าอย่างที่หวัง แต่เขาก็สามารถปกปิดพลังได้บางส่วนแถมฝีมือการต่อสู้ของเขาก็ไม่เป็นรองใคร ทำให้ราชาเบจิต้ายังไม่สงสัยในพรสวรรค์ของเขา แต่ถ้าเขาคิดจะเปิดเผยพลังต่อสู้ทั้งหมดในตอนนี้แล้วละก็ มีหวังได้ถูกเจ้าราชาเบจิต้าสั่งเก็บอย่างแน่นอน

"พลังต่อสู้ของเราในตอนนี้ มีถึง 5,781 จุด แต่แค่นี้มันยังไม่พอ เพราะเจ้าฟรีเซอร์และกองทัพของมันมีพลังต่อสู้มากกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่า"

เขายังไม่พอใจในระดับแค่นี้ แม้พลังของเขาในตอนนี้จะสูงเทียบเท่านักรบชาวไซย่าระดับกลางวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม แต่มันก็ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างบาดแผลให้กับเจ้าฟรีเซอร์เลยด้วยซ้ำ เขาจึงคิดจะฝึกฝนให้มากกว่านี้อีก แต่ทว่ายังไม่ทันได้เริ่มฝึก เขาก็ถูกขัดจังหวะโดยชายผู้หนึ่ง มันเดินเข้ามาหาเขาที่บ้านพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับไม่ค่อยพอใจในตัวเขา

"การ์ลิค ท่านราชาเบจิต้ามีภาระกิจและบททดสอบให้เจ้าไปทำ จงไปเตรียมตัวซะ"

"เข้าใจแล้ว"

แม้การ์ลิคจะไม่ชอบใจที่ถูกใช้ไปทำภาระกิจ แต่เขาก็ไม่ขัดข้อง เพราะนี่อาจจะเป็นเรื่องดีที่เขาจะเดินทางหาที่ฝึกฝน เพราะสี่ปีที่ผ่านมาเขายังไม่เคยฝึกใช้ Ki Blast หรือการปล่อยพลังเลยแม้แต่หนเดียว เพราะกลัวว่าพลังของเขาจะพุ่งสูงขึ้นจนควบคุมไม่ได้ แถมยังอาจถูกจับได้อีกว่าตัวเขามีพรสวรรค์มากเกินไปอาจสั่นคลอนต่อบัลก์ลังของราชาเบจิต้าที่มีพลังต่อสู้เพียง 25,000 จุด

และหลังจากที่กาลิคเตรียมตัวเสร็จเขาก็เดินไปยังศูนย์ปล่อยยานของดาวเบจิต้า ภายในใจของเขาในตอนนี้กำลังตื่นเต้นถึงสุดขีดที่จะได้ออกไปจากดาวบ้าๆนี่เสียที แต่ทันทีที่ไปถึงความหวังที่จะฝึกซ้อมเพียงคนเดียวในดาวอื่นๆก็พังทลาย เมื่อเขาพบกับเด็กหญิงวัยน่ารักผมสีดำมัดผมหางม้าวัยเดียวกับเขา แถมมีพลังต่อสู้เป็นรองเพียงแค่เขาในรุ่นเดียวกันกำลังยืนรอเขาอยู่กับชายที่เดินมาบอกเรื่องภาระกิจ

"มาแล้วหรอการ์ลิคช้าจริงๆ เอ้านี่! มาทักทายกันหน่อย เด็กคนนี้ชื่อ เบลล่า เธอเป็นลูกสาวของฉันเอง เอาละต่อไปจะเป็นการอธิบายเรื่องภาระกิจที่ท่านราชาเบจิต้ามอบให้กับพวกเธอ โดยภาระกิจนี้ก็ไม่ยากเย็นสำหรับพวกเธอในตอนนี้เท่าไหร่นัก อาจต้องใช้เวลามากพอสมควร"

ชายผู้เป็นบิดาของเด็กหญิงหรือเบลกล่าวอธิบายให้การ์ลิคฟังซึ่งเขาก็พยักหน้าตั้งใจฟังเรื่องภาระกิจในครั้งนี้ ผิดกับในใจที่รู้สึกผิดหวังที่ต้องเดินทางไปกับเด็กน้อยคนนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นพี่สาวแสนสวยอกดูมๆเขาจะไม่ขัดข้องเลย เพราะพี่สาวอกดูมๆอาจจะมานอนอุ่นเตียงให้เขายามทำภาระกิจก็เป็นไปได้ แต่ทว่าดูสิมันกลับเอาเด็กน้อยอกกระดานไปกับเขาซะงั้น นี่มันเรื่องอะไรกัน

และจากการสรุปเรื่องจากคำบอกเล่าภาระกิจในครั้งนี้ดูเหมือนว่าทั้งเขาและเบลจะต้องยึดครองดาวยาโดแรต ซึ่งข้อกำหนดดูเหมือนเจ้าราชาเบจิต้าจะให้เวลาในการยึดครองดาวยาโดแรตเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นซึ่งนั่นก็เกินพอ ? สำหรับเด็กทั้งสองที่มีพรสวรรค์ระดับสูงมีพลังต่อสู้เกิน 1,000 จุด

"แล้วถ้าภาระกิจการยึดครองของพวกเราทั้งสองคนไม่สำเร็จละ ?"การ์ลิคถามข้อสงสัยด้วยเสียงราบเรียบ

"ก็ไม่จำเป็นต้องกลับมาที่นี่ เพราะดาวดวงนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจคนที่ทำภารกิจง่าย ๆไม่สำเร็จ คงเข้าใจกันสินะ"

""เข้าใจแล้ว""

การ์ลิคแกล้งทำหน้าเฉยชา ทั้งที่ในใจกำลังรู้สึกยินดีสุดขีด เพราะเขากำลังจะได้ไปเยือนดาวยาโดแรตเลยนะ แถมที่นั่นยังมีวิชาในตำนานอย่างวิชาเคลื่อนย้ายในพริบตาอีกด้วย เขาจะดีใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะถ้าเขามีวิชานี้แล้วละก็ เขาสามารถใช้มันเดินทางไปยังโลกเพื่อไปขอฝึกวิธีใช้ Ki ที่วังแห่งพระเจ้าได้

ส่วนเด็กหญิงเบลในตอนนี้กำลังทำหน้าโศกเศร้า เพราะดูเหมือนว่าถ้าภาระกิจในครั้งนี้ไม่สำเร็จตัวเธอก็ไม่สามารถกลับมายังดาวเบจิต้า ก็นะเธอยังเป็นเพียงแค่เด็กหกขวบปีจะมีความคิดแบบนี้ก็ไม่แปลก ไม่เหมือนกับการ์ลิคที่ตอนนี้ไม่เหลือใครให้เป็นห่วงอีกต่อไปแล้ว

'เราต้องไปขอวิชาจากชาวดาวยาโดแรตให้ได้ เพื่อทำเป้าหมายต่อไปให้ลุล่วง ส่วนเรื่องเบลล่า ถ้าเด็กน้อยคนนี้ไม่มีประโยชน์สำหรับเราในอนาคตข้างหน้า เราคงต้องกำจัดเธอทิ้งในระหว่างทาง'

การ์ลิคคิดในใจพร้อมจ้องมองเด็กหญิงตัวน้อยแสนหน้ารักด้วยความอำมหิต แต่มันก็เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้นจึงไม่มีใครสามารถจับสังเกตุอาการหรือจิตสังหารของเขาได้

ความคิดเห็น