Thichadad3938

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สนับสนุนนะคะ หากนิยายมีคำผิด หรือ ข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยที่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่านค่ะ (Puingfungfing.)

บัวหลงจันทร์ ๑๘

ชื่อตอน : บัวหลงจันทร์ ๑๘

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.6k

ความคิดเห็น : 105

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2561 14:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บัวหลงจันทร์ ๑๘
แบบอักษร

image




บัวหลงจันทร์ ๑๘


                หลังจากที่อาการเจ็บป่วยทุเทาลงมาก เจ้าแสงก็ใคร่อยากลงห้องเครื่อง หากแต่บ่าวคนสนิททั้งสองหาได้ยอมไม่ จึงทำได้เพียงแกะสลักผลหมากรากไม้อยู่แต่ในตำหนัก

“ยี่สุ่น...”พระสุรเสียงหวานเอ่ยเรียกคนสนิท มือก็จับมีดแกะสลักคว้านเนื้อผลอัมพวาไปด้วย

“พระเจ้าค่ะ”

“ประเดี๋ยวเจ้าเอาผลอุลิดที่ข้าแกะแล้วไปให้ห้องเครื่องนำถวายเสด็จพ่อ แลพระราชอาคันตุกะให้ข้าด้วยหนา”

“พระเจ้าค่ะ”

“หากทรงแกะผลอัมพวาแล้วแล้ว ทรงพักผ่อนก่อนเถิดหนาพระเจ้าค่ะ เพิ่งจักหายประชวรพักให้มากเถิดหนาพระเจ้าค่ะ”ชงโคทูล

“จ้ะ...ไว้ข้าแกะผลอัมพวาแล้วแล้วข้าจักพักหนา”

“พระเจ้าค่ะ”

****

.

.

.


“ทูลฝ่าบาท ยี่สุ่นบ่าวคนสนิทของเจ้าน้อยแสงแรกขอเข้าเฝ้าเพคะ”ข้าหลวงสาวหมอบคลานเข้ามากราบทูลองค์สิงห์ขณะร่วมเสวยพระกายาหารกับพระราชอาคันตุกะทั้งสาม โดยไร้เงาพระชายา

“ยี่สุ่นหรือ ให้เข้ามา”

“เพคะ”

“ทูลฝ่าบาท เจ้าน้อยแสงแรกให้บ่าวนำผลอุลิดแกะสลักมาถวายพระองค์ แลพระราชอาคันตุกะทั้งสามพระเจ้าค่ะ”ยี่สุ่นประคองพานทองบรรจุผลอุลิดที่เจ้าน้อยแกะสลักอย่างงดงามเดินเข่าเข้ามาในท้องพระโรง ก่อนจักวางพานทองลงหมอบกราบชายสูงศักดิ์ทั้งสี่

“ขอบใจหนายี่สุ่น บอกเจ้าแสงให้ข้าด้วยว่าขอบใจมาก”

“พระเจ้าค่ะ”

“...หากมิมีกระไรแล้วก็กลับไปดูแลเจ้าแสงเถิด”

“พระเจ้าค่ะ”

“...ประเดี๋ยวก่อน”เจ้าภุชงค์ตรัสขึ้น ขณะที่ยี่สุ่นค่อยๆคลานถอยหลังออกจากท้องพระโรง

“พระเจ้าค่ะ?”

“...ข้าฝากช่อดอกแก้วนี้ไปให้เจ้าน้อยแสงแรก นายของเจ้าด้วย”ตรัสพลางส่งช่อดอกแก้วขนาดเท่าฝ่ามือให้พ่อขันธ์องครักษ์ส่วนพระองค์นำไปให้ยี่สุ่น ทรงเสด็จไปที่สวนพฤกษาทุกวันเพื่อเก็บช่อดอกแก้ว หวังว่าจักได้มอบให้น้องน้อยสักช่อ หากแต่เจ้าแสงแรก แลบ่าวทั้งสองกลับมิยอมออกจากตำหนักในเสียเลย จนมีโอกาสในวันนี้ที่ได้พบบ่าวคนสนิทของเจ้าแสง มิได้ให้กับมือฝากบ่าวไปก็ยังดีกว่าปล่อยให้ดอกไม้หอมเหี่ยวแห้งเฉกเช่นทุกวัน น่าสงสารทั้งดอกไม้...แลพระทัยองค์ภุชงค์เอง

“พระเจ้าค่ะ”ยี่สุ่นรับช่อดอกแก้วมาถือประคองแผ่วเบาราวกับกลัวช้ำ

“ขอบใจ”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

****

.

.

.

“ยี่สุ่น เจ้าไปสวนพฤกษามาหรือ ข้ากำลังใคร่อยากได้ดอกแก้วอยู่เทียว มิได้ไปสวนพฤกษาก็หลายวันแล้ว”เจ้าแสงตรัสขณะรับช่อดอกแก้วมาจากบ่าวคนสนิท มือเล็กยกช่อดอกไม้หอมขึ้นจรดพระนาสิกโด่งรั้น พระโอษฐ์จิ้มลิ้มแย้มออกมาอย่างพึงใจ

“มิได้พระเจ้าค่ะ...ยี่สุ่นมิได้ไปสวนพฤกษา”

“อ้าว..แลดอกแก้วนี่เล่า”

“องค์ภุชงค์ รัชทายาทภุมริกาท่านประทานให้พระเจ้าค่ะ”สิ้นความจากยี่สุ่นเจ้าแสงก็ชะงักงัน ค่อยๆวางดอกแก้วลงบนตักตน แม้แต่ชงโคที่แกะฟักทองอยู่ก็หยุดมือวางมีดลง

“...งั้นหรือ”

“พระเจ้าค่ะ...ทรงรับสั่งให้ยี่สุ่นนำช่อดอกแก้วมาถวายเจ้าน้อยพระเจ้าค่ะ”

“..อื้ม”พยักพระพักตร์น้อยๆ ก่อนจักจับมีดแกะมะละกอต่อ

“.....”

“.....”ยี่สุ่น แลชงโคเงียบลอบมองหน้ากัน สลับกับลอบมองเจ้าน้อยที่ก้มหน้าก้มตาใช้มีดคว้านเนื้อมะละกอสุกต่อ

“ยี่สุ่น”พระสุรเสียงหวาตรัสเรียกคนสนิท

“พะ พระเจ้าค่ะ”ยี่สุ่นลนลานคลานเข่าเข้าไปรอรับพระบัญชา

“...เอาดอกแก้วไปลอยใส่ขันน้ำให้ข้าทีหนา”

“พระเจ้าค่ะ”ยี่สุ่นจัดการนำดอกแก้วที่องค์ภุชงค์ประทานให้ไปลอยใส่ขันน้ำทองเหลืองใบเล็ก ก่อนจักนำมาตั้งไว้บนโต๊ะพระสุคนธ์

“...”

“เรียบร้อยแล้วพระเจ้าค่ะ”

“ขอบใจหนา”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

****

.

.

.

“ผลอุลิดที่เจ้าน้อยแกะงามนักพะย่ะค่ะ”องค์ภุมรินตรัส ฝีมือการแกะผลหมารากไม้ของว่าที่สุณิสาพระองค์ช่างงดงามนัก

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ เจ้าแสงเก่งเรื่องงานบ้านงานเรือนนัก อีกทั้งยังมีรสมือทำกับข้าวดีทีเดียว”

“พะย่ะค่ะ คราก่อนที่ได้ลิ้มรสมือเจ้าน้อย รสดีเสียจนหม่อมฉันติดใจทีเดียว”

“ฮ่าๆๆ หากเจ้าแสงไปอยู่ภุมริกา พระองค์คงจักได้เสวยจนเบื่อเป็นแน่...หากแต่ข้านี่สิเล่าคงจักมิมีโอกาสได้กินอีก”

“...ตรัสกระไรเยี่ยงนั้นพะย่ะค่ะองค์สิงห์”

 “หึหึหึ”

“มิต้องกังวลพระทัยไปดอกพะย่ะค่ะ..หม่อมฉันจักพาเจ้าน้อยกลับมาเยี่ยมพระองค์บ่อยๆเป็นแน่พะย่ะค่ะ”

“หึหึหึ ขอบใจหนาองค์ภุชงค์”

“...แลพระองค์ทรงตรัสกับเจ้าน้อยเรื่องตบแต่งกับเจ้าภุชงค์แล้วหรือยังพะย่ะค่ะ”

“..ยังดอก หากแต่วันนี้แล ข้าจักเข้าไปพูดคุยกับเจ้าแสง”องค์สิงห์ตรัส

****

.

.

.

“เสด็จพ่อ...มีกระไรหรือพระเจ้าค่ะ มาหาลูกถึงตำหนัก เหตุใดมิให้ข้าหลวงมาบอกลูกเล่าพระเจ้าค่ะ ลูกจักได้ไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักหลวง”เจ้าแสงกล่าวขณะนั่งพับเพียบอยู่แทบพระบาทองค์สิงห์

“มิต้องดอก เจ้าเพิ่งจักหายป่วยให้พ่อมาหานั่นแลดีแล้ว”องค์สิงห์ตรัสพลางลูบศีรษะบุตรด้วยความเอ็นดู

“ลูกมิเป็นกระไรแล้วพระเจ้าค่ะ ทุเลาขึ้นมากแล้ว”

“...เจ้าแสง”

“พระเจ้าค่ะ”

“...ใช่ว่าพ่อมิเสียใจที่เจ้าถูกย่ำยี พ่อเป็นพ่อที่แย่นักที่ปล่อยให้เจ้าถูกทำร้ายทั้งๆที่อยู่ในวังหลวง”

“..เสด็จพ่อ..มิได้พระเจ้าค่ะ..”

“พ่อปกป้องเจ้ามิได้ ทั้งๆที่อยู่ในรั้วเดียวกัน”

“.....”เจ้าแสงซบดวงหน้างามลงบนพระชานุของบิดา ปล่อยให้น้ำตาค่อยๆไหลเอื่อยออกมา

“ขอโทษหนาลูก”องค์สิงห์ลูบผมลูกเบาๆปลอบประโลม

“มิได้พระเจ้าค่ะ ฮึก..มิได้พระเจ้าค่ะ”

“พ่อก็มิอยากทำเช่นนี้ แต่จักปล่อยให้เจ้าเสียศักดิ์ศรีมิได้”

“.....”

“องค์ภุชงค์จักต้องรับผิดชอบเจ้า”

“เสด็จพ่อ...”เจ้าแสงส่ายหน้า

“พ่อเชื่อว่าองค์ภุชงค์เป็นคนดี เขาจักดูแลแก้วตาดวงใจของพ่อได้เป็นอย่างดีเป็นแน่”

“...ฮึก”

“ใช่ว่าพ่ออยากขับไสเจ้า หากแต่พ่อจักปล่อยให้เจ้าเสื่อมเกียรติเยี่ยงนี้มิได้”

“ลูกมิสน อึก ลูกอยู่แต่ในตำหนักมิออกไปไหนอีกเลยก็ได้ทั้งชีวิต..ฮึก”

“มิได้เจ้าแสง มิได้ดอก...แต่งกับองค์ภุชงค์หนาลูก”

“ฮือออ”

“อย่าไห้ลูกจ๋า พ่อใจมิดีเลยเจ้า...หากเจ้าสินกลับมาครานี้เจาจักต้องลำบากเป็นแน่ องค์ภุชงค์จักปกป้องลูกได้ดีกว่าพ่อ ภุมริกาจักปกป้องลูกได้ดีกว่าการเวกเป็นแน่แท้”

“ฮึก..ฮึก..ฮือออ”

“เจ้าปฏิเสธมิได้ มิได้หนาลูก...หากเจ้าได้อยู่ใต้ร่มเงาของภุมริกาพ่อคงนอนตายตาหลับ”

“มิเอา..มิตรัสเช่นนี้หนาพระเจ้าค่ะ ฮึก...อย่าตรัสเช่นนี้ ลูกใจมิดี ฮือออ”

“.....”องค์สิงห์โน้มพระวรกายโอบร่างแน่งน้อยของลูกไว้ในอ้อมกอด

“..ฮือออ”

“.....”

“ฮึก...”

“...อีกเจ็ดวัน พ่อจักจัดพิธีผูกข้อไม้ข้อมือให้เจ้า แลองค์ภุชงค์เตรียมตัวหนาลูก”

“ฮึก...ลูกปฏิเสธมิได้ใช่หรือไม่พระเจ้าค่ะ”

“.....”

“ฮึก..”

“.....เจ้าแสงแรก”

“ฮึก..พระเจ้าค่ะ”

****

.

.

.

เจ็ดวันผ่านไป ช่างเร็วยิ่งนัก เจ้าแสงแรกตื่นตั้งแต่ฟ้ายังมิสาง...หากแต่จักเรียกตื่นคงมิได้ ต้องบอกว่าเจ้าน้อยการเวกยังมิได้บรรทมเลยเสียมากกว่า บ่าวคนสนิททั้งสองประคองแขนเรียวของคนเป็นนายคนละข้าง ลูบแป้งร่ำกลิ่นหอมไปตามผิวนุ่มเบาๆมิให้ระคายเคือง แตะน้ำปรุงตามแอ่งชีพจร

“เจ้าน้อย..”

“หืม”

“ใยจึงทำพระพักตร์เศร้าเยี่ยงนั้นเล่าพระเจ้าค่ะ..”

“...ข้าควรมีความสุขหรือ ยี่สุ่น ชงโค”

“โถ เจ้าน้อยของบ่าว”ชงโค แลยี่สุ่นเข้ากอดเจ้าน้อยคนละข้างเมื่อเห็นว่าคนเป็นนายนั้นร่ำไห้น้ำตาไหลอาบปรางนวล

“.....”เจ้าแสงมิตรัสใดๆ ลูบบางลูบหัวบ่าวทั้งสองที่เข้ากอดปลอบ

“มิเป็นไรหนาพระเจ้าค่ะ ยี่สุ่นจักอยู่เคียงข้างเจ้าน้อยมิไปไหนเป็นแน่”

“ชงโคก็ด้วยพระเจ้าค่ะ จักอยู่รับใช้เจ้าน้อยจนกว่าชีวิตจักหาไม่”

“..ขอบใจ...ขอบน้ำใจพวกเจ้าทั้งสองหนา”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“.....”



.

.

.



ภายในท้องพระโรง วังหลวง แคว้นการเวก คลาคล่ำไปด้วยขุนนางน้อยใหญ่ องค์สิงห์ประทับบนตั่งทองตรงกลางตระหง่าน เยี่ยงซ้าย แลขวาเป็นองค์ภุมริน แลองค์จันทร์ ถัดจากองค์ภุมรินเป็นองค์รัชทายาทภุชงค์ที่ประทับอยู่บนตั่งที่เล็กกว่า ส่วนขุนนางก็นั่งหมอบกราบขนาบสองสองทางเดินตรงกลางท้องพระโรงที่ถูกปูด้วยพรมหนานุ่มสีทอง ไร้เงาพระชายา มารดาแคว้น


“ทูลฝ่าบาท เจ้าน้อยแสงแรกเสด็จมาถึงท้องพระโรงแล้วเพคะ”

“อืม...” ทรงครางรับในพระศอ


  เจ้าแสงเดินเข้าในท้องพระโรง ดวงหน้างามก้มต่ำมิมองใคร มีชงโคประคอง ส่วนยี่สุ่นก็เดินนำหน้าโปรยกลีบดอกไม้ตามทางเดินให้เท่าเล็กเหยียบย่ำ องค์รัชทายาทภุมริกาทอดพระเนตรร่างแน่งน้อยมิวางพระเนตร วันนี้เจ้าแสงช่างงดงามนัก เสื้อแขนกระบอกแขนยาวคอตั้งสีเหลืองไหล แลผ้าโจงสีครามปีกเลื่อมทอง ที่เอวคอดคาดเข็มขัดทองฝังทับทิม ผมยาวสลวยหอมกรุ่นกลิ่นดอกแก้วถูกมวยไว้ที่ท้ายทอย เสียบดอกแก้วประดับทั่วมวยผม


“เจ้าแสง...”

“ถวายพระพรเสด็จพ่อพระเจ้าค่ะ.....ถวายพระพรเจ้าหลวงทั้งสองพระองค์”คลานเข่าประทับพับเพียบหน้าตั่งทอง หมอบกราบบิดา แลเจ้าหลวงทั้งสองแคว้น

“หึหึหึ น่าเอ็นดูนักพะย่ะค่ะ”องค์ภุมรินตรัสกับองค์สิงห์ น่าเอ็นดูเฉกเช่นเจ้าบัวงาม เห็นทีเจ้าชมนาดคงชอบใจอยู่มิน้อยเลย

“หึหึหึ ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”องค์สิงห์แย้มพระสรวลรับ

“...ถวายพระพรองค์รัชทายาทพระเจ้าค่ะ”พนมมือไหว้ หากแต่มิยอมสบตา

“ไหว้พระเถิดเจ้า”ถลายื่นพระหัตถ์ไปรับไหว้น้องน้อย

“.....”เจ้าแสงพักตร์แดง ค่อยๆดึงหัตถ์ตนออกจากหัตถ์ใหญ่อย่างนุ่มนวล

“นี่ก็ได้ฤกษ์งาม ยามดีแล้ว หม่อมฉันองค์ภุมรินเจ้าหลวงแคว้นภุมริกา ใคร่ขอเจ้าน้อยแสงแรกเจ้าน้อยแคว้นการเวกไปเป็นชายาคู่ขวัญเจ้าภุชงค์ โอรสของหม่อมฉัน รัชทายาทภุมริกาจักได้หรือไม่พะย่ะค่ะ”

“...ทรงให้เกียรติเช่นนี้หม่อมฉันจักปฏิเสธได้อย่างไรพะย่ะค่ะ”

“ขอให้วางพระทัย ภุมริกาจักดูแล ให้เกียรติเจ้าน้อยเป็นอย่างดีพะย่ะค่ะ”

“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”

“วันนี้ หม่อมฉันมิได้เตรียมสินสอดทองหมั้นมา หากแต่เมื่อกลับภุมริกาแล้วจักส่งเรือมาอย่างสมเกียรติเจ้าน้อยเป็นแน่”

“มิได้ๆ ขอเพียงภุมริกาดูแล ให้เกียรติเจ้าแสงตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ เพียงเท่านี้หม่อมฉันก็พอใจแล”

“มิได้พะย่ะค่ะ”

“...ในวันนี้หม่อมฉันมีเพียงธำมรงค์ประจำตำแหน่งรัชทายาทภุมริกาติดกายมา จึงใคร่ขอองค์สิงห์ หม่อมฉันจักใช้ธำมรงค์นี้หมั้นหมายเจ้าน้อยพะย่ะค่ะ”เจ้าภุชงค์ตรัสพลางถอดพระธำมรงค์ประจำตำแหน่งวางลงบนพานทองให้เจ้าขันธ์ องครักษ์ประจำพระองค์นำถวายเจ้าหลวงการเวก

“หากองค์รัชทายาทใช้ธำมรงค์ประจำตำแหน่งหมั้นหมายเจ้าแสงโอรสข้า ข้าก็จักขอใช้ธำมรงค์เพทาย ธำมรงค์ของต้นตระกูลข้าเป็นของหมั้นแก่องค์ภุชงค์”

“มิได้พะย่ะค่ะ ธำมรงค์เพทายนั้นมีค่ามากนัก”

“..เหมาะแล้ว กับคนที่จักมาดูแลเจ้าแสงต่อจากข้า อย่าได้ปฏิเสธเลยหนา”

“.....”

“.....”

“...ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”

“.....”

“...ทูลฝ่าบาททั้ง 4 พระองค์ แลเจ้าน้อยแสงแรก บัดนี้ได้ฤกษ์งามยามดี หม่อมฉันขอประทานราชานุญาติดำเนินพิธีพะย่ะค่ะ”

“เชิญเถิดท่านโหรหลวง”

        เจ้าน้อยแสงแรกเสตาหลบเมื่อพระวรกายกำยำขององค์รัชทายาทภุมริกาประทับพับเพียบข้างตน กลิ่นบุรุษเพศทำเอาเจ้าแสงหายพระทัยสะดุด ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นเข้าสู่พระทัยดวงน้อย

“กราบองค์สิงห์ พระสัสสุระของเจ้าเสียเจ้าภุชงค์”องค์ภุมรินตรัสพร้อยรอยพระสรวล ทอดพระเนตรเห็นว่าที่สุณิสาปรางแดงระเรื่อดังลูกตำลึงแล้วก็นึกเอ็นดู แลทรงดำริว่าเจ้าชมนาดเมียรักก็คงเอ็นดูสุณิสาคนนี้มิน้อยไปกว่าตน

“พะย่ะค่ะ”หมอบกราบเจ้าหลวงการเวก

“ข้าฝากแก้วตาข้าด้วยหนาเจ้าภุชงค์”

“พะย่ะค่ะ หม่อมฉันจักดูแลทะนุถนอมแก้วตาพระองค์ดังดวงใจตนเองพะย่ะค่ะ”

“ธำมรงค์ประจำตำแหน่งองค์รัชทายาทของเจ้าภุชงค์คงจักใหญ่เกินองคุลีของเจ้าน้อยแสงแรก ดังนั้นข้าจักประทานสร้อยพระศอให้เจ้าน้อยไว้ใส่ธำมรงค์”

“.....ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”สุรเสียงหวานตรัสพลางหมอบกราบเจ้าหลวงภุมริกา

“.....”เจ้าภุชงค์รับสร้อยพระศอทองคำเส้นยาวจากบิดา ร้อยธำมรงค์ของตนลงไป

“.....”

“...ขอประทานอภัยหนาเจ้า”ตรัสพลางโน้มพระวรกายเข้าใกล้เจ้าแสง พระหัตถ์อ้อมไปติดตะขอสร้อยให้น้อง แอบสูดกลิ่นแก้วหอมกรุ่นที่ติดกายน้องเข้าเต็มพระปับผาสะ

“.....”เจ้าแสงเสพระเนตรหลบเมื่อพระวรกายกำยำโน้มเข้าใกล้คล้ายโอบกอดตน กลิ่นบุรุษเพศ แลความร้อนจากพระวรกายองค์รัชทายาทต่างแคว้นทำเอาพระทัยดวงน้อยไหวแกว่ง

“.....”

“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”พนมมือไหว้

“...”เจ้าภุชงค์ยกพระหัตถ์รองหัตถ์เล็กรับไหว้

“เจ้าแสงสวมธำมรงค์ให้พี่เขาเสียลูก”องค์สิงห์ตรัส

“...พระเจ้าค่ะ”เจ้าแสงหยิบพระธำมรงค์ต้นตระกูลของบิดาจากพานทองที่ข้าหลวงสาวนำถวาย หัตถ์อีกข้างประคองหัตถ์ซ้ายขององค์ภุชงค์ขึ้น ค่อยๆบรรจงสวมธำมรงค์เพทายลงบนพระอนามิกาจนสุด

“ขอบน้ำใจหนาเจ้า”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”


.

.

.


            เมื่อเสร็จสิ้นพิธี บัดนี้เจ้าแสงก็ได้ชื่อว่าเป็นคู่หมายขององค์รัชทายาทภุมริกาแล้ว แลวันพรุ่งก็ต้องเดินทางไปภุมริกา

“ยี่สุ่น...เจ้าเก็บเครื่องพระสุคนธ์หนา ประเดี๋ยวข้าจักเก็บอาภรณ์ของเจ้าน้อย”ชงโคว่าพลางเร่งพับผ้าใส่หีบ

“อืม...ประเดี๋ยวข้าจักเก็บเครื่องพระสุคนธ์เอง”

“.....”เจ้าแสงประทับพับเพียบอยู่บนพระแท่นบรรทม ทอดพระเนตรคนสนิททั้งสองที่เร่งเก็บข้าวเก็บของลงหีบ วันพรุ่งก็ต้องไปอยู่ภุมริกาแล้ว จักเป็นเช่นไรหนอ หัตถ์เล็กยกจับพระธำมรงค์ที่ห้อยอยู่กลางอกตนเบาๆ พลางหวนนึกถึงเจ้าของธำมรงค์ หากแม้นมิได้เกิดเรื่องอัปยศระหว่างตน แลองค์รัชทายาทภุมริกาขึ้นคงจักดีกว่านี้ องค์ภุชงค์รูปงามทั้งกายา วาจา แลพระทัย หากมิได้เกิดเรื่องอดสูในคืนนั้นเจ้าแสงคงมีพระทัยปฏิพัทธ์ต่อองค์ภุชงค์ได้มิยาก

****

.

.

.


“เร่งเก็บข้าวของเข้า ข้าใคร่อยากกลับบ้านเต็มแก่แล้ว ป่านนี้ชมนาดของข้าคงชะเง้อรอจนคอยาวเป็นแน่”สิ้นสุรเสียงบิดา เจ้าภุชงค์ก็แย้มพระสรวล

“พระทัยเย็นเถิดพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ”

“ใจพ่อหรือใคร่อยากกลับมันเสียคืนนี้ หากมิใช่ว่าจักต้องให้เจ้าน้อยแสงแรกเตรียมตัวเสียก่อน”

“.....”เจ้าภุชงค์มิได้ตอบโต้ พระโอษฐ์แย้มพระสรวล ทอดพระเนตรธำมรงค์เพทายขอพระสัสสุระที่อยู่บนพระอนามิกาข้างซ้าย ไฉนเลยจะใคร่คิดว่ามาต่างบ้านต่างเมืองครานี้จักได้ชายารูปงามกลับไปกกกอด แลชายาที่ได้มาก็ถูกพระทัยมิน้อยเลย ทั้งกิริยามารยาทอ่อนน้อม นุ่มนวล วาจาอ่อนโยนเสนาะพระกรรณ อีกทั้งรูปโฉมงดงามตรึงพระทัย

****

.

.

.


“เดินทางปลอดภัยหนาพะย่ะค่ะ..หม่อมฉันฝากเจ้าแสงแรกแก้วตาของหม่อมฉันด้วย”องค์สิงห์ตรัส ขณะที่กอดปลอบลูกน้อยที่สะอื้นอยู่ในอ้อมพระกร

“หาได้กังวลไม่พะย่ะค่ะ”

“...เช่นนั้นหม่อมฉันก็อุ่นใจ...เจ้าแสงดูแลตัวเองหนาลูก พ่อรักเจ้าหนา”

“ฮึก..เสด็จพ่อ..ฮือออ”เสียงสะอื้นของเจ้าแสงช่างน่าสงสารนัก องค์ภุชงค์ใคร่อยากจักดึงร่างแน่งน้อยเข้ามากอดปลอบให้คลายทุกข์นัก

“นิ่งเสีย เจ้าไห้เยี่ยงนี้พ่อใจมิดีเลยหนาลูก”

“..ฮึก..ดะ ดูแล...อึก..องค์เอง...ด้วยหนาพระเจ้าค่ะ..ฮึก...ฮือออ”

“มิต้องห่วงพ่อดอกหนาลูก”กดพระนาสิกหอมศีรษะลูก

“ฮึก...”

“ไปเถิดเจ้าทั้งสามพระองค์ทรงคอยนานแล้วหนา”

“ฮึก..ละ...ลูกลาหนาพระเจ้าค่ะ”หมอบกราบแทบพระบาทบิดา

“รักษาเนื้อรักษาตัวหนาเจ้า”

“ฮึก....”เจ้าแสงเสด็จออกจากท้องพระโรง หัตถ์เล็กปาดป้ายเช็ดน้ำตาตน มีคนสนิททั้งสองขนาบข้าง เมื่อเสด็จมาถึงขบวนเสด็จกลับภุมริกาก็หยุดยืนนิ่งเห็นเพียงม้า แลเกวียนเสบียงเท่านั้น หาได้มีเกี้ยวไม่ แลจักไปอย่างไร

“ขบวนขามามีเพียงม้า แลเกวียนเสบียง หาได้มีเกี้ยวมาไม่...เจ้าน้อยสะดวกนั่งม้าหรือไม่”เจ้าภุชงค์ตรัสถามน้องน้อย ดวงหน้างามซีดเซียวหากแต่ดวงตาโศกแดงระเรื่อ

“...หม่อมฉันขี่ม้ามิเป็นพระเจ้าค่ะ”ตรัสสุรเสียงแผ่ว

“เช่นนั้นเจ้าน้อยประทับเจ้าดำกับข้า ส่วนคนสนิททั้งสองนั่งไปกับเกวียนเสบียง...เจ้าสองคนสะดวกหรือไม่”

“พระเจ้าค่ะ หม่อมฉันสองคนนั่งเกวียนเสบียงได้ หากแต่เจ้าน้อย..”

“อย่าได้กังวลไป ข้าจักดูแลนายเจ้าอย่างดี”

“อ๊ะ”เมื่อตรัสจบก็ทรงจับเข้าที่กฤษฎีบางของเจ้าแสง ออกแรงยกร่างแน่งน้อยขึ้นนั่งพาดข้างบนหลังอาชาตัวโตสีดำเงา ก่อนจักเหวี่ยงพระวรกายขึ้นซ้อนหลังน้อง พระกรเอื้อมจับบังเหียนกักเจ้าแสงไว้ในอ้อมพระกร เจ้าน้อยการเวกตกพระทัยเบิกพระเนตรกว้าง ริมฝีปากจิ้มลิ้มเผยออก

“มิต้องกลัวหนา..ข้ากอดไว้เยี่ยงนี้มิตกลงไปแน่”

“.....”เจ้าแสงก้มหน้างุด มิรู้จักวางไม้วางมือไว้ที่ใด จึงวางลงกำผ้าโจงบนตัก

“จับบังเหียนไว้ก็ได้”กระซิบที่ริมกรรณเล็ก

“.....”หัตถ์เล็กสั่นน้อยๆค่อยเลื่อนไปจับสายบังเหียน

“จับตรงนี้”กุมหัตถ์นุ่มประคองมิแน่น หากแต่ก็มิหลวม

“ขะ ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”เจ้าแสงก้มพักตร์ชิดพระอุระ ปล่อยให้องค์ภุชงค์กกกอดไว้ในอ้อมพระกร แลกอบกุมหัตถ์ตน

“เจ้าสองคนรีบเข้าเถิดประเดี๋ยวจักเลยฤกษ์เดินทาง”เจ้าขันธ์ที่นั่งอยู่บนหลังอาชาเอ่ยปากเรียกบ่าวคนสนิททั้งสองของเจ้าน้อยแสงแรกที่ยืนอ้าปากค้างมองนายตนถูกอุ้มขึ้นหลังอาชาคู่พระทัยขององค์รัชทายาท

“....”

“....”กุลีกุจรขึ้นเกวียนขนเสบียง


     ขบวนเสด็จออกเดินทางไปยังภุมริกา ผ่านมาได้ครึ่งวัน แสงแดดเริ่มแรงขึ้น พระเสโทผุดขึ้นบนพระนลาฏขาวของเจ้าแสง

“ร้อนหรือไม่เจ้าน้อย”กระซิบถาม

“..มิได้พระเจ้าค่ะ”

“..ขออภัยหนา”หยิบซับพระพักตร์ที่เหน็บตรงชายพกขึ้นซับหยาดเสโทของน้องน้อย ก่อนจักใช้ผ้าคลุมไหล่ของเจ้าแสงคลุมลงบนศีรษะเล็กจับชายผ้าด้านหนึ่งพาดอังสะแคบ

“.....”

“เอาผ้าคลุมไว้จักได้มิร้อน..แลซับพระพักตร์นี่ก็เก็บไว้ซับเสโทหนา”ตรัส เจ้าแสงน้อยผินพักตร์หันกลับมามองพระพักตร์งามขององค์รัชทายาทที่ควบม้าไปตามแนวป่าช้าๆ

“..ขอประทานอภัยหนาพระเจ้าค่ะ”ตรัสสุรเสียงแผ่วก่อนจักใช้ซับพระพักตร์ในหัตถ์ซับหยดพระเสโทที่หางพระขนงขององค์ภุชงค์แผ่วเบา กลิ่นแก้วจากหัตถ์ขาวทำเอาองค์ภุชงค์แย้มพระสรวลน้อยๆให้เจ้าแสงปรางแดง

“ขอบใจหนา”

“มิได้พระเจ้าค่ะ”

“.....”

“.....”ต่างฝ่ายต่างเงียบ หากแต่หาใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดไม่ สายลม แสงแดดในพนาราวกับค่อยๆหล่อหลอมความรู้สึกให้เป็นหนึ่งเดียว





ความคิดเห็น