ปิงปองโต้คลื่น

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Twenty-Second Song

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2561 10:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Twenty-Second Song
แบบอักษร


ความเงียบนั้นน่ากลัว แต่เสียงอึกทึกที่ดังฝ่าความเงียบขึ้นมาโดยไม่มีสัญญาณนั้นน่ากลัวยิ่งกว่า...

รถยนต์สีดำคันใหญ่ค่อยๆ ผ่อนความเร็วเมื่อเข้าใกล้จุดหมายปลายทาง ท้องฟ้าที่เป็นสีดำสนิทตลอดการเดินทางเริ่มถูกแต่งแต้มด้วยสีทองจากพระอาทิตย์ที่กำลังโผล่พ้นขอบฟ้า

คนสูงวัยเบือนหน้าไปมองท้องฟ้าด้านนอกพลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่ต้องทำ

หลังจากตอนนั้น...หลังจากที่เขาทำให้กล้องตัวจิ๋วที่ถูกติดไว้ในช่องแอร์กลับมาทำงานตามปกติ ทุกสิ่งทุกอย่างในรถก็เหมือนถูกหยุดเอาไว้ตั้งแต่วินาทีนั้น ไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่จำเป็น สิ่งที่คนในห้องโดยสารทำมีเพียงการนั่งนิ่งๆ ให้มากที่สุดเพื่อตัดความเสี่ยงทั้งหมดออกไป

ความเสี่ยงแรกคือเรื่องของการลอบฆ่า

ถ้ามันคิดจะลอบยิงเขาจริง การที่เขานั่งอยู่ในตำแหน่งที่ง่ายต่อการลอบสังหารแบบนี้แล้วมันยังไม่ลงมือ แสดงว่าการนั่งนิ่งในอิริยาบถนี้ต้องไม่ใช่สิ่งที่มันต้องการ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ขยับตัว เขาจะปลอดภัย

ความเสี่ยงที่สองคือเขากำลังถูกจับตามอง

การนั่งนิ่งของเขาคือการเล่นกับธรรมชาติของมนุษย์ โดยทั่วไปแล้ว การมองดูสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนานเกินไปจะทำให้คนเฝ้าดูหมดความสนใจ แม้จะเป็นภาระที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเข้มงวดแค่ไหน แต่ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่น่าสนใจ ความรอบคอบเอาใจใส่ก็จะถดถอยลง

สุดท้ายแล้วมันก็จะพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติในตัวของมันอยู่ดี

เขาเองก็อยู่มาจนอายุปูนนี้แล้ว จะให้ใครมาหยามหน้ากันง่ายๆ ก็คงไม่ได้

ถ้าคิดจะปราบเสือ ก็ต้องทำใจว่าอาจจะโดนเสือกัดตายก่อนได้ปราบ

ใบหน้ามีริ้วรอยยกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมามองตรงเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอดห้าชั่วโมงที่ผ่านมา

เสือธรรมดาที่ว่าดุเทียบไม่ได้เลยกับเสือที่มีสิ่งที่ต้องปกป้อง

แม่เสือสู้สุดชีวิตเพื่อปกป้องลูกของมันแบบไหน เขาก็สู้สุดชีวิตเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญของตัวเองแบบนั้น

ใบหน้าของคนที่อยู่ห่างไกลผุดวาบขึ้นมาชั่วครู่ก่อนจะเลือนหายไปเมื่อสัญญาณไฟเลี้ยวกระพริบขึ้นที่หน้าปัดหลังพวงมาลัยรถ

นัยน์ตาสีเข้มฉายแววมาดร้ายอย่างไม่คิดปิดบัง

เขาต้องรีบเก็บกวาดให้เสร็จ ไม่อย่างนั้นเด็กคนนั้นจะเป็นอันตราย

เด็กคนนั้น...

“ทั้งที่ไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง ทำไมผมถึงรักคุณก็ไม่รู้”

แมวน้อยของเขา...

“ความรักนี่...เข้าใจยากจังเลยนะครับ”

ต้องปกป้อง ต้องโอบกอดไว้ให้แน่นที่สุด...

ยังไม่ทันสิ้นความคิดประตูรถก็ถูกเปิดออกจากด้านนอก

“เชิญเลยครับนาย ผมเตรียมที่พักไว้ให้หมดแล้ว”

คนสูงวัยหันไปมองหน้าผู้มาใหม่อย่างเชื่องช้า

คนๆ นี้ยังเป็นเหมือนเดิมไม่มีผิด

ใบหน้าหยาบกร้านนั้นดูดุดัน ดวงตาข้างขวานั้นก็ฉายแววเทิดทูน ทั้งที่เขาเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายสูญเสียดวงตาข้างซ้ายไปแท้ๆ ไม่รู้ทำไมถึงยังเคารพเขามากมายขนาดนี้

“ทำงานได้ดีเหมือนเดิมเลยนะภพธร”

อีกฝ่ายก้มหัวให้เขาเล็กน้อยๆ ก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้บอดีการ์ดที่เหลือเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเขาไว้เป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่ง

ไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้เลยจริงๆ ...

“เชิญทางนี้เลยครับนาย”

คนพูดไม่ว่าเปล่า ร่างกำยำค้อมตัวลงแล้วผายมือเป็นทำนองให้เขาเดินนำไปด้วย

ไม่ชอบ...ไม่ชอบเลยจริงๆ

เขาไม่ชอบการกระทำทั้งหมดในตอนนี้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นเปรียบเสมือนเสาเข็มที่ตอกกระแทกลงมากลางใจเขาซ้ำๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นการย้ำเตือนว่าเขาเป็นคนสกปรก

โลกของเขามันสกปรก...สกปรกเสียจนไม่อยากลากอีกฝ่ายลงมาเกลือกกลั้วด้วย เด็กคนนั้นควรเติบโตอย่างแข็งแรง เป็นคนในโลกสีเทาสว่างที่สดใสและร่าเริง

แต่เขาขาดอีกคนไม่ได้...

ขาดไม่ได้พอๆ กับที่เขาหันหลังให้กับทุกสิ่งที่พ่อสร้างมาไม่ได้ แม้จะอยากไปอยู่กับอีกคนในโลกสว่างมากแค่ไหน หรือแม้จะไม่อยากลากอีกคนเข้าสู่วังวนโสมมนี้แค่ไหน สุดท้ายแล้วมันก็เปลี่ยนอะไรไม่ได้อยู่ดี

สุดท้ายแล้วเขาก็ยังเดินไปตามการเชื้อเชิญนั้นอยู่ดี










เข็มนาฬิกาของเขาดูเหมือนจะหยุดเดินตั้งแต่วินาทีที่พระอาทิตย์ตกดิน

หลังจากเดลเดินจากไป อะไรต่อมิอะไรก็ดูเหมือนจะกระอักกระอ่วนขึ้นกว่าเก่าจนเขาไม่อาจนั่งฟังทีนสารภาพบาปได้ สิ่งเดียวที่เขานึกออกคือต้องรีบเดินทางกลับไปโรงแรมเพื่อสงบสติอารมณ์ให้เร็วที่สุด

แต่การเดินลงมาจากจุดชมวิวเพื่อหารถกลับโรงแรมแล้วพบว่าเดลได้ทิ้งรถเอาไว้ให้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องสนุก

ทุกครั้งเวลาที่เขาไปไหนมาไหนกับเพื่อนจอมแสบคนนั้นแล้วเจ้าตัวจำเป็นต้องกลับไปก่อน อีกฝ่ายมักจะทิ้งรถเอาไว้ให้เขาใช้เดินทางกลับโดยซ่อนกุญแจไว้บริเวณล้อรถเสมอ

ขนาดโกรธกันตั้งมากมายขนาดนี้ อีกคนก็ยังทำกับเขาเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน

การได้เห็นรถคันนั้นยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดในใจเขามากไปอีกหลายทบทวีคูณ

สุดท้ายแล้วเขาก็ตัดสินใจขับรถคันนั้นกลับมา หวังเพียงว่าจะได้เจอคนที่หายไปที่ห้องพัก แต่เหมือนช่วงนี้โชคชะตาจะเกลียดเขาเข้าไส้...

ห้องพักหรูหรามืดสนิท

มืดและเงียบสงัด

คนๆ นั้นไม่แม้แต่จะกลับมาเก็บของที่โรงแรม ทุกสิ่งทุกอย่างยังอยู่ในตำแหน่งเดิมเหมือนตอนกลางวันที่เขาเดินออกจากห้อง ไม่มีอะไรถูกขยับ ไม่มีอะไรเปลี่ยนตำแหน่ง กระเป๋า เสื้อผ้า ทุกอย่างของอีกคนก็ยังอยู่ครบ มีแค่อย่างเดียวที่หายไป...

[เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขนาดนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ The Number…]

เพื่อนของเขาหายไป

เสียงโอเปอเรเตอร์รื่นหูดังขึ้นมาเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ สิ่งเดียวที่รู้คือเพื่อนคนนั้นตัดเขาออกจากการติดต่อทุกช่องทาง มือถือของเดลปิดสนิท ไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้ฝากข้อความเสียง โซเชียลเน็ตเวิร์คทั้งหมดไร้การเคลื่อนไหว ไม่มีแม้แต่คำใบ้ว่าอีกคนหายไปไหน

ใจหนึ่งก็อยากจะโกรธที่ทิ้งกันไว้กลางทางแบบนี้ แต่จะโกรธได้ยังไงในเมื่อตัวเขาเองรู้อยู่เต็มอกว่าใครคือคนที่ทำให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้น

เป็นเขาเอง...เป็นตัวเขาทั้งหมด

ความไม่เชื่อใจที่ถูกบ่มเพาะจากคำพร่ำสอนที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กกำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง

อย่าเชื่อใจใคร

อย่าไว้ใจใคร

ไม่มีใครเป็นมิตรที่แท้จริง

ไหนพ่อบอกว่าถ้าทำตามแล้วชีวิตเขาจะมีแต่ความปลอดภัยไง ไหนพ่อบอกว่าถ้าเชื่อฟังพ่อแล้วทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีไง

ไม่เห็นจริง...ไม่เห็นจริงเลยสักนิด

“พี่ครับ ผมควรทำยังไงดี”

เสียงของเขาดังฝ่าความมืดออกไป หวังเพียงให้มีปาฏิหาริย์ให้คนที่เขาพยายามเรียกหาตอบกลับมา

หวังเพียงให้เขาได้เจอหน้าเพื่อนอีกครั้ง สิ่งที่เขาจะทำคือการขอโทษอย่างจริงใจ

น่าเสียดายที่พระเจ้าไม่ปราณีเขาสักเท่าไหร่...

[เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขนาดนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ The Number…]

ข้อความเดิมๆ ที่ได้ยินซ้ำๆ มาเป็นสิบๆ รอบกำลังทำให้กำแพงความอดทนของเขาพังทลายลงทีละเล็กทีละน้อย

[เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขนาดนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ The Number…]

ตอบสิ ตอบกลับมาสักทีสิ

[เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขนาดนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกครั้งค่ะ The Number…]

ทำไมไม่รับสาย ทำไมถึงทิ้งเขาไว้แบบนี้

[เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขนาดนี้ กรุณาติดต่อใหม่อีกคะ...]

เพล้ง!

เสียงเครื่องมือสื่อสารที่กระทบเข้ากระกระจกบานสวยบนฝาผนังห้องแต่งแต้มบรรยากาศของค่ำคืนที่หม่นหมองและเงียบงันให้ปรากฏสีสันขึ้นมาชั่วครู่หนึ่ง

เป็นแค่ช่วงสั้นๆ ที่เขาไม่ต้องอยู่ในรัตติกาลที่เงียบสงัดเพียงลำพัง

ร่างสูงโปร่งทรุดตัวนั่งลงบนพื้นพรมหรูช้าๆ ใบหน้าของเขาเปียกชื้น แต่กลับไม่มีเสียงสะอื้นลอดออกมาจากริมฝีปากสวย ภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเย็นแว็บกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง

‘ตอนที่กูคิดว่ามึงไว้ใจกู กูดีใจมาก กูดีใจมาตลอดจนกระทั่งรู้ว่าเรื่องทุกอย่างกูคิดไปเองทั้งหมด กูดีใจมาตลอดจนกระทั่งถึงตอนที่ทีนหันไปสบตามึงเมื่อกี้เลยดิม’

สายตาผิดหวังแบบนั้น...

‘กูยอมรับว่ากูขี้แกล้ง กูก็แค่อยากแกล้งมึงเหมือนอย่างที่กูชอบทำ อยากเห็นมึงมีความสุขเหมือนอย่างทุกที แล้วดูสิว่ามึงตอบแทนกูด้วยอะไร’

น้ำเสียงสั่นเครือแบบนั้น...

‘สุดท้าย มึงก็ไม่เคยมองกูเป็นเพื่อนเลย’

น้ำตาที่ไหลออกมาหยดนั้น...

คบกันมาเป็นสิบปีไม่ยักจะเคยเห็น แต่พอได้เห็นมันกลับ...

‘ดิม...เรา เราขอทะ...’

ไม่ใช่แค่เดล แต่เขาเองก็ไม่เคยเห็นคนที่มีรอยยิ้มสดใสตลอดเวลาอย่างทีนหน้าซีดขนาดนั้นเหมือนกัน

การได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นเหล่านี้ต้องแลกมีด้วยสิ่งที่มีราคาค่างวดมากมายเหลือเกิน...

“โอ้ พระบิดาบนสวรรค์...”

เสียงของเขาสั่นเครือกว่าครั้งไหน

“ลูกผิดเอง ลูกผิดเอง”

หยาดน้ำตาที่รินไหลคือชิ้นส่วนของตัวเขาที่กำลังแตกสลาย

เขาจ่ายราคาของการได้เห็นสีหน้าที่ไม่เคยเห็นจากเพื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพ เขาจ่ายมันไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่มีวันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

...ไม่มีวัน...

ไม่รู้ว่าเขาใช้เวลานานแค่ไหนในการนั่งอยู่ในความมืดแล้วจ้องมองผนังที่ว่างเปล่า เศษกระจกมากมายกองอยู่ที่พื้นพรมเบื้องล่าง ผนังสีขาวที่เคยสวยปรากฏร่องรอยของสีผนังที่ไม่เท่ากันอย่างไม่น่าดู

ไม่น่าดู แต่เขาก็ดู ดูอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งรู้สึกถึงแสงสีทองที่ค่อยๆ ลอดผ่านผ้าม่านสีขาวเข้ามาในห้อง

ร่องรอยของความแตกสลายที่แสนปวดร้าวปรากฏอยู่ทั่วทุกแห่ง

กระจกที่แตก

โทรศัพท์มือถือที่พัง

มือของเขาที่โดนเศษกระจกบาด

...ยับเยินสิ้นดี...

ไม่ไหว ถ้าอยู่อย่างนี้ต่อไปเขาได้ตายแน่

พอคิดได้แบบนั้น มือมันก็ขยับไปคว้ากุญแจรถตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีเขาก็ขับรถออกมาในเมืองเสียแล้ว

เพราะไม่มีจุดหมายที่จะไปตั้งแต่แรก ประกอบกับยังเช้าอยู่มาก ร้านค้าต่างๆ ก็ยังไม่เปิดให้บริการ เด็กหนุ่มจึงทำได้เพียงขับรถวนไปวนมาในตัวเมืองเพื่อระงับความฟุ้งซ่านในจิตใจ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าการขับรถอย่างไร้ทิศทางกำลังทำให้เขาเผชิญหน้ากับความลำบาก เมื่อจู่ๆ รถยนต์คันเล็กก็ดับสนิทลงเสียดื้อๆ ตรงกลางทาง

รถยนต์คันเล็กของเขาดับลงอย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งที่หน้าปัดน้ำมันก็ยังชี้อยู่เกิดครึ่งถัง แถมตอนขับมาก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาเสียเอากลางทางเสียได้นะ

อะไรจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้กัน

ร่างโปร่งก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกเคว้งคว้างยิ่งกว่าครั้งไหน โทรศัพท์มือถือของเขาพังไปแล้ว ยิ่งตู้โทรศัพท์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ในยุคสมัยที่สมาร์ทโฟนเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองแบบนี้ ตู้โทรศัพท์ก็โดนยกเลิกไปแทบทั้งหมด

หลังจากหันรีหันขวางอยู่นานก็เหมือนโชคชะตาจะเข้าข้างเขาบ้างเมื่อจู่ๆ ก็มีชายชราที่ขับรถผ่านมาเข้ามาถามไถ่และให้ความช่วยเหลือโดยการไปขอให้คนแถวนั้นช่วยกันดันรถเขาเข้าไปไว้ตรงไหล่ทาง หนำซ้ำยังใจดีมากพอที่จะให้เขายืมใช้โทรศัพท์ติดต่อหาทางโรงแรมอีกต่างหาก

เขาโทร.ไปบอกปัญหากับทางโรงแรมพร้อมกับฝากข้อความไว้ให้บอกเดลว่าเขาอยู่ที่ไหน

ในกรณีที่อีกฝ่ายกลับมาน่ะนะ...

“งั้นโก้ไปก่อนนะน้องบ่าว โย้ได้ใช่ไหม(งั้นพี่ไปก่อนนะน้อง อยู่ได้ใช่ไหม)”

เขายอมรับว่าฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่ก็พอจับใจความได้ว่าอีกคนคงขอตัวไปก่อน จึงทำได้เพียงพยักหน้าไปช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้ม

“ขอบคุณมากครับพี่”

หลังจากกล่าวขอบคุณกันเสร็จสรรพ ชายคนนั้นก็จากไปทิ้งเขาไว้กับรถยนต์ที่ไร้ประโยชน์และถนนที่ว่างเปล่า

เด็กหนุ่มมองไปรอบๆ จึงได้รู้ว่าด้านหน้าของเขาเป็นโรงเรียน ส่วนที่อยู่ฝั่งถนนเดียวกับเขาคือสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมีป้ายบอกอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก หลังจากชั่งใจว่ายังไงทางโรงแรมก็คงไม่ส่งคนมาถึงภายในห้าหรือสิบนาทีนี้ เขาจึงตัดสินใจที่จะเดินไปดู

ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกแง้มออกเป็นช่องเล็กๆ พอให้คนเดินเข้าไปได้ เมื่อมองลอดรั้วเข้าไปจึงได้เห็นสถานที่ที่เขารู้จักเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก

สุสาน...แถมยังเป็นสุสานคริสต์เสียด้วย

บนป้ายที่อยู่ห่างไปไม่กี่เมตรมีคำสั้นๆ ขนาดใหญ่เขียนไว้ว่า ‘สุสานคาทอลิก ภูเก็ต’ เขามองป้ายนั้นอยู่อึดใจก่อนจะหันหลังกลับ...

เขาเกือบจะหันหลังเดินกลับไปที่รถของตัวเองอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าเขาเห็นอะไรบางอย่าง...

รถยนต์ญี่ปุ่นสีแดงคันเล็กที่จอดอยู่ตรงข้ามกับตำแหน่งที่เขายืนเป๊ะๆ ทำให้ใบหน้าคมคายขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปดูป้ายทะเบียนเพื่อเช็คความแน่ใจ

ทันทีที่เห็นได้เห็นเลขทะเบียนเต็มตา นัยน์ตากลมก็พลันเบิกกว้างขึ้นก่อนที่จะหันใบหน้ามองตรงเข้าไปยังสุสานที่ทอดตัวยาวอยู่ในบริเวณรั้ว

รถคันนี้เป็นรถของทีนไม่ผิดแน่ แต่ทำไมถึงมาที่นี่

ดวงตาสวยหรี่ลงอย่างครุ่นคิด

จะว่ามาโรงเรียนก็ไม่ใช่ เพราะถ้ามาโรงเรียนจริงก็ควรจะเข้าทางด้านหน้า ไม่ใช่ด้านหลังที่ประตูปิดสนิทแบบนี้ อีกอย่าง ทีนไม่มีความจำเป็นต้องมาโรงเรียนเลยสักนิด

แต่ทีนก็ไม่มีความจำเป็นต้องมาสุสานคาทอลิกเหมือนกันไม่ใช่เหรอ

เขาหันซ้ายหันขวาเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าเพื่อนของเขาไม่ได้มาจอดแวะเพื่อซื้อของที่ร้านไหน เช้าขนาดนี้นี้ ไม่มีร้านค้าสักร้านในละแวกที่เปิด

ถ้าอย่างนั้นก็คงเหลืออยู่ที่เดียว...

นัยน์ตาสีดำสนิทมองตรงไปข้างหน้า

...มองตรงไปยังถนนที่ทอดยาวเข้าไปในตัวสุสาน...

เพื่อนของเขาคนนี้เป็นพุทธทั้งตระกูล แม้แต่เดลเองก็เป็นพุทธ มีแค่เขาเพียงคนเดียวที่เป็นชาวคริสต์ เท่าที่จำได้ สองคนนั้นไม่เคยรู้จักแม้กระทั่งบทสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าด้วยซ้ำ

จู่ๆ ก็มาสุสานคริสต์ ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ...

เพราะทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ได้อีกต่อไป เรียวขายาวจึงพาเจ้าของก้าวจ้ำเข้าไปในสุสานด้วยความรวดเร็ว

สุสานแห่งนี้สงบร่มรื่นไม่ต่างจากสุสานอื่น ในยามเช้าแบบนี้ไม่ค่อยมีผู้คนในสุสานมากนัก เขามองเห็นหญิงชราคนหนึ่งอยู่ไกลไปลิบๆ กับชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่นั่งอยู่หน้าหลุมศพริมทางเดิน ท่าทางสงบนิ่งของอีกฝ่ายทำให้เขาเกรงใจเกินกว่าจะเดินเข้าไปสอบถามว่าเห็นเพื่อนเขาบ้างไหม สุดท้ายจึงทำได้แค่เดินลัดเลาะไปตามหลุมศพต่างๆ อย่างเงียบเชียบ

บรรยากาศของที่นี่เงียบสงัด เสียงนกร้องที่ดังอยู่ไกลๆ กับแสงอาทิตย์ที่เริ่มสาดส่องลงมาบนผืนหญ้าช่วยส่งให้สถานที่แห่งนี้สวยงามยิ่งขึ้นกว่าเก่า

เขายอมรับว่าสถานที่สุดท้ายบนโลกมนุษย์ของผู้พักอาศัยที่นี่ช่างงดงาม

เด็กหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

บางทีเรื่องทั้งหมดอาจจะเกิดจากการที่เขาคิดไปเองอีกแล้วก็ได้

...นิสัยขี้ระแวงนี่แก้ยากไม่เบาเลย...

เสียงหัวเราะหยอกล้อกับตัวเองดังขึ้นในคอ นัยน์ตาเขาเหม่อมองป้ายสลักหินใกล้ตัวด้วยดวงตาที่แสนอ่อนล้า

เขาไม่ได้นอนมาทั้งคืนเพราะจิตใจฟุ้งซ่านเสียจนนอนไปหลับ แต่พอได้มาอยู่ที่นี่ ใจมันก็สงบลงมากโข

สุดท้ายแล้วเราทุกคนก็ล้วนเกิดเพื่อตาย พบเพื่อจากด้วยกันทั้งนั้น ยังไงเสีย ปัญหาทุกอย่างก็ต้องค่อยๆ แก้กันไป ถ้าแก้ไม่ได้ สุดท้ายมันก็จะตายไปพร้อมเราก็แค่นั้น

...สุดท้ายปัญหาเหล่านั้นก็จะสูญสลายไปพร้อมกับจิตวิญญาณของเราอยู่ดี...

ความฟุ้งซ่านในใจที่เริ่มลดลงก่อให้เกิดความง่วงนอน มือเรียวยกขยี้ตาตัวเองเล็กน้อยก่อนจะหาวออกมาหวอดใหญ่

เห็นทีเขาควรจะไปนอนรอโรงแรมอยู่ในรถน่าจะดีกะ...

เขาคิดยังไม่ทันจบด้วยซ้ำในตอนที่ตามองไปเห็นชื่อที่สลักอยู่บนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง

ป้ายหลุมศพนั้นเป็นเพียงแผ่นหินที่เรียบง่าย ไม่ได้ตกแต่งสวยงาม ไม่ได้ดูมีราคาค่างวดอะไร แต่ชื่อที่สลักอยู่บนนั้นกลับเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเฝ้าตามหามานานแสนนาน

ชื่อบนนั้น...ชื่อของพี่สาวที่เขาเฝ้ารอคอยจะพบเจอมาตลอดห้าปี

นางสาวดารินทร์ ไวยสมุทร ชาตะ 21 มีนาคม พ.ศ.2535 มรณะ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

พี่สาวที่เขาเฝ้าตามหามาตลอดสามปี...

จากไป...จากไปแล้ว...

เขาคิดได้แค่นั้นก็จะหมดแรงล้มลงกับพื้น

เขาคิดได้แค่นั้นก็จะร้องไห้ออกมาเสียจนร่างทั้งร่างสั่นเทิ้ม

เขาคิดแค่นั้นก่อนจะสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บปวดยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิต

...ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของเขาแตกสลายแล้ว...





***********************************************************************

พูดคุยกันได้ที่ #ปราณดิม หรือ #หลงลุง ใน twitter นะคะ





แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น