เต้าหู้ไข่

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 18 ตายดีกว่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 ตายดีกว่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 5.9k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 07 เม.ย. 2561 23:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 ตายดีกว่า
แบบอักษร

ตอนที่ 18

ตายดีกว่า



"พี่ซี กลับมาตั้งแต่เมื่อไร"

ผมหันมองน่านที่เปิดประตูหอออกมา ผมกลับมาถึงหอได้สักพักแต่เมามากจนอยากนอนมันตรงนี้เลย อีกอย่างผมรู้ว่าเข้าไปก็เจอน่านรออยู่ และผมไม่พร้อมเจอหน้าเขาเลย 

"แล้วทำไมไม่เข้ามาล่ะครับ"

"คีย์การ์ดหาย" ผมตอบสั้นๆ แต่จริงๆ ผมก็รู้ตัวว่าคีย์การ์ดนั่นอยู่ในมือ

"พี่เมาอีกแล้ว..."

ยิ่งมองหน้าน่านผมยิ่งรู้สึกผิดจนอยากจะร้องไห้ จึงปล่อยน้ำตาตัวเองให้ไหลอยู่กับเขาอย่างนั้น ผมตกหลุมรักน่านเร็วจนตัวเองยังแปลกใจ แต่ความน่ารักของเขาเอาหัวใจผมไปได้ง่ายๆ ผมเคยคิดว่าน่านมีกำแพงในใจสูงจนผมไม่สามารถปีนป่ายข้ามไปหา แต่กำแพงนั่นพังลงเพราะคำโกหกที่เห็นแก่ตัวของผม น่านก็รักผมแต่เขาแค่อยากได้ยินคำอนุญาตจากไอ้คิท ผมโกหกคำนั้นให้น่านฟังเพื่อให้เขาสบายใจ แต่ความรู้สึกผิดกลับมาทำร้ายผม ยิ่งน่านพูดออกมาว่าเขาเชื่อผมสนิทใจ เชื่อโดยไม่มีเงื่อนไข ผมจึงไม่อาจปล่อยให้น่านเชื่อแบบนั้น แล้วพูดความจริงทั้งหมดออกไป แล้วความจริงนั่นก็ทำทุกอย่างพัง คำขอโทษแม้เป็นร้อยครั้งก็ไม่มีความหมาย น่านโกรธผม และผมก็รู้สึกผิดจนอยากตายไปตรงนั้น

"ผมรักพี่ไปได้ยังไง"


น่านจะโกรธจนเลิกรักผมไปเลยหรือเปล่า น่านจะให้อภัยผมได้ไหม ผมคิดอยู่เป็นพันครั้ง แต่ทำอะไรไม่ได้

นอกจากมองเขาที่เดินออกไปโดยไม่กล้าที่จะรั้งเอาไว้ ชีวิตกู ต้องมาเจออะไรดราม่าแบบนี้เหรอวะ

"ให้ผมคุยกับน่านได้ไหม"

ผมหันขวับไปมองเสียงที่ดังข้างๆ หู ก่อนเห็นว่าเป็นไอ้คิท ยืนอยู่ข้างๆ มินท์ ผมคงเริ่มสร่างเมาแล้วจึงมองเห็นพวกมันชัดเจนดี  

"มึงยังอยู่อีกเหรอ"

ไอ้คิทพยักหน้าหงอยๆ 

"ก็พี่ยังไม่ได้ให้อภัยผมจริงๆ เลย และน่านก็ยังเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมไปไหนไม่ได้ ผมขอคุยกับน่านได้ไหมพี่"

"มึงจะคุยยังไง"

"ให้ผมยืมร่างนะ"

"ยังไงวะ"

"ไอ้นี่มันจะสิงเฮียไง"

"เหี้ย! บาป!" ผมตะโกนด่า

"บอกแล้วไม่ได้หรอก แล้วเฮียก็มีพระด้วย ร้อนโคตร" มินท์ว่าแล้วชี้มาที่สร้อยพระที่พ่อให้เอาไว้ตั้งแต่เด็กๆ ผมคล้องคอเอาไว้ตลอด ผมยกมือจับสร้อยนั่น ผีสองตัวเขยิบหนีอย่างหวั่นๆ

"มึงรู้ได้ไงว่าร้อน เคยคิดจะสิงร่างกูใช่ไหม"

"ก็ลองๆ ดู"

"ผีชั่ว!"

"พี่ถอดออกแล้วให้ผมยืมร่างเถอะนะ เดี๋ยวผมไปอธิบายให้น่านฟังเอง"

"ไม่เอา"

"พี่แม่ง!"

"แม่งเหี้ยอะไรล่ะ ใครจะไปยอมให้ผีสิงตัวเองวะ"

"พี่ซี.."

"พวกมึงจะไปไหนก็ไปก่อนเหอะ กูขอนอนก่อนได้ไหม"

"..."

"กูเหนื่อยมากแล้ว"


 ...


วันนี้ผมอยู่ที่วัดเพราะวันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของพ่อ ครบสามปีพอดีที่พ่อไม่อยู่ แม่โทรมาแต่เช้าเพราะกลัวว่าผมจะลืม ป้าทิพย์กับเท็นก็มาทำบุญให้พ่อด้วยอย่างทุกปี  ไคโรที่ไม่รู้จักพ่อผมเพราะมันเพิ่งย้ายเข้าอยู่ก็ตามมาด้วยเพราะมันบอกว่าไม่มีอะไรทำ ส่วนน่าน ไม่กลับหอเลยตั้งแต่วันนั้น

"เห็นพี่เท็นบอกว่าพ่อพี่ซีใจดีมากเลย"

"ป๋าโคตรใจดีเลยแหละ ทำข้าวเย็นให้กินทุกวันด้วย อยู่หอนี้โคตรสบายอะ"

"แถมยังมีปาร์ตี้ทุกเดือนด้วยนะคะ"

"ใช่ครับ ป๋าจัดงานวันเกิดให้ผมด้วย จำได้ว่าวันนั้นเมากันยันเช้า ผมเลยไปสอบไม่ทันเลย"

"ป้าก็จำได้ค่ะ เมื่อก่อนสนุกมากนะคะ"

ผมปล่อยป้าทิพย์และเท็นรำลึกความหลังของพ่อให้ไคโรฟังแล้วออกมายืนสูบบุหรี่ข้างนอก ที่จริง ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อตายวันไหน ผมไม่ได้ไปงานศพของพ่อด้วย ผมออกจากโรงพยาบาลในวันที่พ่อเหลือแต่กระดูกและรูปหน้าศพ ผมไม่รู้ว่ารอยยิ้มสุดท้ายของพ่อที่ส่งมาให้จะมาจากรูปหน้าศพนั่น เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นแต่มันแทนทุกคำบอกลา ยิ้มนั่นมันบอกกับผมว่าพ่อไม่อยู่แล้ว

"ในวัดห้ามสูบบุหรี่นะโยม"

ผมหันขวับไปมองเสียงนั่น ไม่ใช่พระแต่เป็นไอ้แคท

"ล้อเลียนพระ บาปไหม"

"พี่มาทำอะไรที่นี่เนี่ย เข้าวัดได้ด้วยเหรอ" แคทพูดพลางดึงบุหรี่จากมือผมไปโยนลงพื้นแล้วใช้เท้าดับมัน

"แล้วมึงมาทำอะไร"

"วันนี้ครบรอบวันตายพี่คิท มากับพ่อแม่"

ผมพยักหน้ารับเบาๆ พ่อผมกับไอ้คิทตายวันเดียวกัน แต่วัดมีเป็นร้อยก็ต้องมาที่เดียวกันด้วยเหรอ ตอนที่ผมหันกลับมาที่แคทก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นไอ้คิทยืนอยู่ข้างๆ แคทด้วย

"มีอะไรเหรอพี่"

"ไม่มีอะไร"

"เดี๋ยวพี่น่านกำลังตามมานะ"

"อ๋อ" ผมพูดได้แค่นั้น ก่อนแคทจะขอตัวออกไปก่อน ส่วนไอ้คิทยังอยู่ตรงนี้ ผมมองให้แน่ใจว่าแคทเดินไปพ้นแล้ว หยิบบุหรี่อีกมวนขึ้นมาจุดสูบแล้วหันไปหาไอ้คิท

"ในวัดมึงก็โผล่มาได้เหรอ"

"ได้ทุกที่นั่นแหละ"

"น้องมึงไปนู่นแล้ว ไปหาน้องมึงดิ"

"ผมมาหาพี่ต่างหาก มาขอร้องพี่อีกครั้ง"

คิทยังคงต้องการคุยกับน่านผ่านทางผม เลยมาตามตอแยขอสิงร่างอยู่เรื่อยๆ

"ไม่เอาเว้ย ไปเกิดได้แล้วไป กูให้อภัยจากใจเลยเนี่ย"

"ยังห่วงน่านอยู่"

"งั้นก็ไปรักกันไกลๆ ไป กูอิจฉา"

"พี่ คุยกันดีๆ ดิวะ"

"ผีก็อยู่ส่วนผีไป อย่ามายุ่งกับกูอีก รำคาญ กูเตือนมึงอีกครั้งเดียวนะไอ้คิท ไปให้ไกลๆ ตีนกูเลย"

"พี่ซี..."

"ขวับ!" ทั้งผมและผีหันไปมองเสียงนั่น แคทที่เดินกลับมาขมวดคิ้วแน่นมองผม

"พี่พูดกับใครอะ"

"พูดคนเดียว"

"หนูได้ยินพี่พูดถึงพี่คิท"

"..."

"พี่พูดว่าผีอะไร"

"กูเมาอะแคท ไปเหอะ ไม่มีอะไรหรอก" ผมพูดปัดๆ ทำท่าจะเดินหนีไปแต่แคทดึงเสื้อผมเอาไว้  

"หนูสงสัยตั้งแต่วันที่พูดที่ร้านเหล้านั่นแล้วนะ พี่พูดเหมือนพี่คิทยังอยู่"

"แล้วถ้ากูบอกว่ามันยังอยู่ มึงจะเชื่อกูไหมล่ะ"

แคทส่ายหน้าด้วยสีหน้าสุดจะเชื่อ กะแล้วไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่ผมเห็นหรอก มันเลยดีกว่าถ้าไม่พูดออกไป

"พี่จะเล่นตลกอะไรก็ได้นะ แต่ไม่ใช่เรื่องนี้"

"กูไม่มีอะไรจะอธิบาย"   

"พี่เป็นบ้าเหรอพี่ซี"

"..."

"พี่เล่นบ้าอะไรอะ!"

"มีอะไรกันเหรอ"

ทั้งผมและแคทหันไปมองน่านที่เดินเข้ามา ผมยิ้มให้คนที่ไม่ได้เจอหน้ากันหลายวันด้วยความคิดถึง แต่อีกคนยังคงโกรธจึงมีเพียงใบหน้านิ่งๆ ตอบกลับมา

"พี่ซีบอกว่าพี่คิทยังอยู่"

"ก็เออ อยู่ตรงเนี้ย" ผมกระแทกเสียงประชด สะบัดหน้าไปทางไอ้คิทที่ยืนอยู่ตรงนี้จริงๆ

"พี่ซี เลิกเล่นได้แล้ว!"

"ไม่เชื่อก็เรื่องของมึง"

"หนูไม่เชื่อ ไม่มีทางเชื่อ!"

น่านเข้ามาดึงมือแคทไปตอนที่มันกำลังโวยวายใส่ผม น้ำเสียงเรียบแต่ชัดไปด้วยความโกรธพูดออกกับแคท แต่หันมองหน้าผม

"ไม่ต้องไปเชื่อหรอกแคท เขาโกหกเก่ง" 

อือ เอาให้พอ ผมมองสองคนนั้นเดินออกไปแล้วเหลือบตามองไอ้ตัวปัญหาที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ

"เพราะมึงเลยไอ้เหี้ยคิท"

"ขอโทษ..."


...


คืนนั้น ผมออกมาปั่นจักรยานเล่นไปเรื่อยๆ ในใจก็คิดอะไรให้วุ่นไปหมด อยากให้แม่น้ำนั่นกลายเป็นมหาสมุทรเหล้า ผมจะวิ่งเข้าใส่แล้วแดกให้เมาไม่ตื่นไปสามวันเลย ขณะกำลังว้าวุ่นอยู่ในใจ เสียงดังจากที่ไกลๆ ก็ดึงความสนใจของผมไป

"ปัง! ปัง!"

ผมจอดจักรยานกะทันหันเพื่อหยุดมองพลุที่ประกายอยู่บนท้องฟ้านั่น  นอกจากเหล้าแล้ว ผมก็ชอบสิ่งนี้แหละ ชอบแสงระยิบระยับจากพลุนั่นที่ลอยอยู่บนฟ้า แต่เสียดาย มันอยู่ได้ไม่นานก็ดับไป เมื่อทั้งเสียงและแสงบนฟ้านั่นเงียบไปผมจึงปั่นจักรยานไปต่อตั้งใจจะกลับบ้าน เลื่อนสายตาขึ้นมองท้องฟ้าไร้ดาวนั่น ฟ้าวันนี้มืดกว่าทุกวันหรือเปล่า

"ปิ๊นๆ!"

ผมเบิกตากว้างเมื่อมองไปเห็นรถที่สวนทางมา เพราะเป็นทางโค้งและถนนคับแคบ ผมหลบไปไหนไม่ได้หรือต่อให้ได้ก็หลบไม่ทัน ผมนิ่งอยู่เพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะรู้ตัวว่ากระเด็นออกมาจากแรงกระแทกเข้าเต็มๆ

"โครม!"

ขณะที่ตัวเองกำลังลอยเคว้ง ตอนนั้นหัวผมว่างเปล่า คิดอย่างเดียวว่า ตายได้ก็ดีเหมือนกัน ผมไม่อยากเป็นตับแข็ง ไม่เอามะเร็งปอดหรือป่วยระยะสุดท้าย ไม่อยากเป็นคนมองเห็นผีที่ทำให้ทุกคนคิดว่าเป็นบ้า ไม่รู้ว่าชีวิตต้องมาเจออะไรแบบนี้ บางทีตายก็น่าจะดีกว่า ตายไปเลยดีกว่า

.

.

.

แต่แม่ง ไม่ตายว่ะ



"เฮีย"

"เฮีย ได้ยินผมไหม"

"คุณซี เห็นป้าไหมคะ!"

"เฮียขา"

"พี่ซี"

อะไรกันวะเนี่ยทั้งคนทั้งผี ผมกระพริบตาถี่เพื่อปรับสายตารับแสงจ้าจากหลอดไฟสีขาวบนเพดาน ก้มมองดูตัวเองที่อยู่บนเตียงของโรงพยาบาล

"เฮียเป็นไงมั่ง เจ็บตรงไหนไหม"

"จักรยานกูพังป่ะวะ" นั่นคือคำแรกที่ผมพูดออกไป

"โว๊ะ! ห่วงตัวเองก่อนดีป่ะ"

คันนั้นเกือบแสนเลยวะโว้ย! กูรักมันมากกว่าตัวเองอีก ผมคิดแต่ไม่ได้พูดออกไปไม่งั้นโดนด่าซ้ำแน่ ผมหันมองแขนตัวเองที่ชาจนไม่รู้สึก ขาก็เจ็บด้วย หักไหมวะเนี่ย แต่ถ้าเทียบกับความเจ็บปวดเมื่อสามปีก่อนครั้งนี้ดูเล็กน้อยไปเลย ผมเจ็บแต่ไม่อยากให้สมาชิกหอเป็นห่วงเลยบอกไปว่าไม่เป็นไร ถึงจะยอมกลับไป ส่วนเท็นบอกว่าจะกลับมานอนกับผมที่นี่ ส่วนผีสองตัวยังยืนหน้าสลอนอยู่ตรงนี้  

"ไม่ต้องห่วงนะเฮีย หนูจะอารักขาเฮียเอง ไม่ให้ผีตัวไหนเข้ามาได้เลย"

ผมยกนิ้วโป้งให้มินท์ ก่อนมันจะหายแวบไปเป็นยามหน้าห้อง ผมเกลียดโรงพยาบาลเพราะที่นี่ผีเยอะเกินไป และอีกเหตุผลคือ เมื่อสามปีก่อนผมอยู่ที่นี่นานเกินไป นานจนผมไม่คิดว่าจะกลับมาที่นี่อีก

"เจ็บมากไหม" ไอ้คิทที่ยังไม่ไปไหนถามผมขึ้นมา

"ดูสภาพกูสิ ควรถามไหม" 

"ผมไม่รู้นี่ว่าโดนแบบนี้มันจะเจ็บมากไหม ผมตายคาที่เลยนี่หว่า"

ดราม่ากว่ากูไปอีก

"แล้วมึงมาที่นี่ทำไม"

"น่านกับแคทกำลังมาที่นี่"

"แล้ว?"

"ก็ผมอยากคุยกับสองคนนั้น"

ผมขมวดคิ้วมองสิ่งที่มันพูดอย่างไม่เข้าใจ

"มีคนเอาสร้อยพี่ออกตอนพี่มาที่โรงพยาบาล"

ผมยกมือข้างที่ไม่เจ็บจับสร้อยตัวเองแต่ไม่เจอ

"ไม่มีพระแล้ว ผมเข้าไปได้แล้วนะ"

"ไรนะ! เดี๋ยว!"

ไม่ทันที่จะได้พูดอะไรต่อประตูห้องก็ถูกเปิดออก น่านเดินเข้ามากับแคทอย่างที่คิทบอกจริงๆ

"ยืมร่างแป๊บนะ เดี๋ยวเคลียร์ให้ทุกอย่างเลย"

"ไม่เอา ไอ้เหี้ยคิท ไอ้...!"

"..."

เหี้ยคิท*!*



To be continued.

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น