Loucetta Marino

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EPISODE 04 ; HEY BABE..., I'M FERRARI 100%

ชื่อตอน : EPISODE 04 ; HEY BABE..., I'M FERRARI 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 184.9k

ความคิดเห็น : 82

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2557 14:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EPISODE 04 ; HEY BABE..., I'M FERRARI 100%
แบบอักษร

 

 

 

HEY BABE..., I'M FERRARI

 

 

“โอ๊ยเหี้ย~! มึงตบหัวกูทำไมวะไอ้เฟอร์” ผมก้มมองดูไอ้คนที่ผมเพิ่งจะเอามือฟาดลงไปกลางกระหม่อมอย่างหงุดหงิด แค่นี้ยังน้อยไป กูอยากจะตบกบาลมึงให้บวมด้วยซ้ำ! ไอ้สัดเซนต์!!

ไอ้ห่าราก!!!

“กูอยากตบ!” ผมว่าขณะก้าวขาพาดข้ามเก้าอี้ม้าหินข้างๆมันลงนั่ง ไอ้เซนต์เอามือลูบหัวตัวเองป้อยๆ

หึ! สมน้ำหน้า!

“มึงนี่ไม่มีเหตุผลเลย กูต่างหากที่อยากจะตบหัวมึง แม่งมึงหายหัวไปไหนตั้งสองวันวะ โทรไปก็ไม่รับ แล้วเสือกปิดเครื่องอีก แถมไม่โทรกลับด้วย กูนึกว่ามึงจะโดนป๊ามึงฝังร่างมึงใต้ต้นมะม่วงแล้ว มึงรู้ไหมว่าถ้าวันนี้มึงยังไม่โผล่หัวมากูจะไปหามึงที่บ้านแล้วเนี่ย” มันร่ายยาวเป็นชุด ผมกลอกตาไปมาก่อนจะถอนหายใจออกมาแรงๆพร้อมกับอารมณ์โมโหร้อนๆผุดขึ้นมาปุดๆเหมือนน้ำเดือดในปากปล่องภูเขาไฟ

ใช่!

ผมขาดเรียนไปสองวันแล้วโดยไม่บอกไม่กล่าวใคร

จะให้กูเอาเวลาไหนไปบอกล่ะวะ ก็ในเมื่อตั้งแต่เกิดเหตุการณ์น่าอัปยศเหี้ยๆคืนนั้นแล้วตื่นมาตอนเช้าผมก็ไม่สบายเป็นไข้ตัวร้อนขึ้นมาทันที ได้กลับบ้านก็ตอนสายๆนู่นเลย กว่าจะขับรถพาร่างกายที่บอบช้ำมาถึงบ้านได้นี่ผมแทบตาย ตาลายไปหมด ปวดหัวจนแทบระเบิด แรงก็แทบไม่มี ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรให้กลายเป็นผีเฝ้าทางด่วนไปเสียก่อน

และทันทีที่ก้าวข้าเข้าบ้านปุ๊บผมก็เป็นลมล้มทรุดลงไปตรงประตูปั๊บทันที เล่นเอาทั้งแม่บ้านทั้งคนสวนคนขับรถแม่ครัววิ่งมาดูใจผมกันยกบ้านตกใจกันยกใหญ่ คือบ้านผมคนมันเยอะ เวลามีเรื่องอะไรแต่ละทีเลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ทุกที แต่โชคดีที่วันนั้นผมใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวกางเกงขายาว บวกกับเหตุการณ์ยุ่งๆในตอนนั้นทุกคนเลยไม่ทันสังเกตเห็นร่องรอยสีแดงสีม่วงเป็นจ้ำๆที่มีอยู่เต็มตัวของผม และยิ่งไปกว่านั้นคือ...

นั่นเป็นการเป็นลมครั้งแรกของผม!

ตั้งแต่เกิดมาบนโลกนี้สิบแปดปี ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน งานหนัก การบ้านเยอะ ไม่ได้กินข้าว ไม่ได้พักผ่อนเหี้ยอะไรก็ตามผมก็ไม่เคยถึงกับอ่อนแอจนหมดสติไปอย่างนี้ กลายเป็นว่าจากที่ป๊าเตรียมจะเล่นงานผมก็เลยเป็นอันต้องยกเลิกเพราะเห็นว่าป่วย แต่ป๊าก็ยังไม่วายแอบแย็บผมเล็กๆให้แสบๆคันๆอยู่ดี ส่วนไอ้ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือป๊าจะจับผมส่งโรงบาล!

แน่นอนว่าผมคัดค้านหัวเด็ดตีนขาด จะประจานให้ทุกคนรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่า

กูโดนเอา!!!

ลองคิดดูนะว่ามันจะเป็นข่าวสะเทือนเลือนลั่นวงการแค่ไหนที่ หนุ่มไฮโซลูกชายนักธุรกิจใหญ่อักษรย่อ ฟ. รักร่วมเพศ

ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังเป็นฝ่ายรับอีกต่างหาก!

ไอ้เหี้ย กูสาบานเลยว่าชาตินี้กูจะไม่บอกให้ใครรู้แน่ๆ!!

ผลที่ตามมาคือผมต้องนอนอยู่ที่บ้านหยอดน้ำข้าวต้มแทนจะที่ไปโรงพยาบาลให้หมอแทงเข็มน้ำเกลือ ผมทรมานอยู่บนเตียงถึงสองวันเต็มๆ จะขยับตัวทีอะไรทีนี่น้ำตาแทบเล็ดเพราะแผลที่ฉีกขาดตรงช่องทางด้านหลังยังไม่หายดี แล้วยังจะอาการปวดเมื่อยตามตัวที่รุมเร้าอีก บอกได้คำเดียวว่าเป็นศพ แต่วันนี้มีควิซฟิสิกส์ ผมเลยต้องหอบเอาสังขารถ่อมาถึงมหาลัยนี่ไง

อ้อ ดูเหมือนผมจะลืมบอกไปว่าผมเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมยานยนต์ ปีหนึ่งครับ

“กูป่วย” ผมตอบไอ้เซนต์สั้นๆ

“อ่าว ป่วยเป็นไรวะ ทำไมไม่บอกกู เฮ้ยๆๆ ทำไมมองหน้ากูอย่างนั้นวะ กูไปทำอะไรมึงเนี่ย”

เออใช่! มึงทำกู!

ตอนนี้ผมมองหน้ามันด้วยสายตาแบบว่าจะกินหัวมันได้อยู่แล้ว ก็เพราะมันไม่ใช่หรือไงที่ทำให้ผมต้องมาประสบพบเจอกับไอ้เหี้ยนั่น แล้วยังไม่พอ...

กูยังเสียตัวให้มันอีก!

นึกแล้วแม่งก็โมโห

อย่าให้กูเจอนะมึง!

กูจะเล่นแม่งให้สาสมไปถึงชาติหน้าเลยสัด!!

“ไอ้เหี้ยเฟอร์ มึงไม่ต้องมามองกูแบบนั้นเลยนะ กูยังไม่ได้สะสางคดีของมึงเลย แม่ง ทิ้งกูอยู่คนเดียว”

อ่าว ไหงพูดงี้วะไอ้ห่านี่! มึงนั่นแหละสลบไป ทิ้งกูให้เผชิญชะตากรรมอยู่คนเดียว!

“พอเลยสัด มึงนั่นแหละทิ้งกู ชวนกูมา แต่เสือกเมาแล้วสลบ เหี้ยเหอะ! รู้ไว้ด้วยว่าน้องมิคกี้เมียสุดที่รักของมึงโดนคนอื่นเอาตูดไปละ” ผมเน้นคำว่าคนอื่นทำให้ไอ้เซนต์กระเด้งตัวขึ้นมาจากม้าหินที่มันนั่งอยู่ทันที

“มึงว่าไงนะ!!” มันพูดเสียงดังจนแทบจะเป็นตะคอก

“กูพูดรอบเดียว” ผมยักไหล่ ถือว่ากูทำหน้าที่นักสืบจำเป็นตามที่มึงขอร้องไปเรียบร้อยแล้วนะ หลังจากนี้มึงไปจัดการเองแล้วกัน

“มึงว่า... น้องมิคกู... โดนเอางั้นเหรอ” เสียงมันอ่อนลง ใบหน้าหล่อขาวตี๋ถอดสีอย่างเห็นได้ชัด

“ก็เออดิ เสียงกระแทกนี่ป้าบๆเลยสัด”

“แล้วไอ้เหี้ยชู้นั่น มันเป็นใคร!” มันถามผมเสียงต่ำเหมือนคำรามอยู่ในลำคอ

“กูจะไปรู้เหรอ แต่แม่งหล่อกว่ามึงอีก เหอะๆ” แล้วนอกจากมันเอาน้องมิคของมึง มันก็เอากูด้วย! ผมต่อในใจ

เป็นเพราะมึงตัวเดียวเลยไอ้เพื่อนเหี้ย!

“ไอ้เหี้ย!!! กูต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นใคร!!!” มันพูดเสียงดัง

“อืม กูเอาใจช่วยนะครับเพื่อน J

พอมึงรู้ว่ามันเป็นใคร ทีนี้กูก็จะได้ตามไปเอาเลือดหัวมันออกมาล้างตีนกูบ้างไง

“ไอ้สัดเอ๊ย!!!

แล้วมันก็นั่งด่าไปถึงโคตรเง่าบรรพบุรุษมนุษย์ลิงของไอ้เหี้ยนั่นจนไม่เหลือดี กูเข้าใจว่ามึงโมโหมัน กูก็โมโหโว้ย!!!

“พี่นั่งด้วยได้ไหมน้องเฟอร์” เสียงนุ่มหวานๆดังลอยมาแต่ไกล ขัดจังหวะบทสนทนาของผมกับไอ้เหี้ยเซนต์เรียกให้พวกผมสองคนหันไปมองพร้อมกัน แล้วก็ต้องพบกับร่างขาวๆที่มาพร้อมรอยยิ้มหวานๆเสมอ กำลังเดินมาพร้อมกับผู้ชายตัวสูงใหญ่อีกคน

นี่พี่รหัสผมเองแหละ ชื่อลูฟร์  พี่มันเป็นผู้ชายตัวบอบบาง หน้าก็หวานจนผู้หญิงบางคนยังต้องอาย ยิ้มทีนี่โลกกลายเป็นสีชมพูเลยทีเดียว

น่ารักมากพี่รหัสกู

ส่วนไอ้คนที่สูงเท่าเสาไฟ หล่อล่ำ ที่ตามติดพี่ลูฟร์ตลอดเวลาอย่างกับลูกโคอาล่าติดแม่ชนิดที่ว่าเห็นพี่ลูฟร์ก็ต้องเห็นคนๆนี้ด้วยเสมอนั่นคือพี่เวฟ เป็นเพื่อนสนิทของพี่ลูฟร์

“ได้ครับพี่ลูฟร์” ผมยิ้มตอบก่อนจะขยับตัวไปด้านข้างเพื่อให้พี่รหัสได้นั่งลง แต่ขณะที่พี่ลูฟร์กำลังจะหย่อนก้นนั่งลงเท่านั้นแหละไอ้พี่เวฟมันก็รีบดึงพี่ลูฟร์ออกแล้วตัวเองลงมานั่งแทนเฉยเลย

“เวฟ!” พี่ลูฟร์เหวอไปทันที

หึๆ ใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่าพี่เวฟคิดยังไงกับพี่ลูฟร์

ก็ดูท่าทางที่พี่เวฟแสดงออกขนาดนั้นสิ ทั้งหวง ทั้งตามประกบแจ แม่งขนาดเด็กอนุบาลยังดูออก แต่ไหงพี่รหัสของผมช่างแอ๊บแบ๊วดูไม่ออกสักที ทั้งๆที่พี่เขาก็เป็นเพื่อนกันมานานแล้ว

“นั่งลง” มือหนาของพี่เวฟดึงคนตัวเล็กกว่าให้นั่งลงข้างๆตัวเอง ทำให้พี่ลูฟร์นั่งอยู่ระหว่างพี่เวฟกับไอ้มอลต์ และผมนั่งอยู่ระหว่างพี่เวฟกับไอ้เวรเซนต์

ตอนนี้ภายในโต๊ะที่พวกผมกำลังนั่งสุมหัวกันอยู่จึงประกอบไปด้วยตัวผม ไอ้เซนต์ พี่ลูฟร์ แล้วก็พี่เวฟ สักพักไอ้มอลต์ที่มาจากไหนไม่รู้ก็เดินเข้ามาสมทบด้วยอีกคน มันนั่งลงเงียบๆข้างไอ้เซนต์

ไอ้เชี่ยนี่เป็นเพื่อนสนิทผมกับไอ้เซนต์ครับ เรียนอยู่คนละภาค แต่คณะเดียวกันนี่แหละ แต่มันจะออกแนวสุขุมสุภาพ ไม่ค่อยพูดไร้สาระ แต่เวลาเอาจริงนี่น่ากลัวชิบหาย

“จริงสิ น้องเฟอร์ พี่ยังไม่ได้เอาชีทมาให้น้องเฟอร์เลยนี่เนอะ ขอโทษด้วยนะที่ช้า คือพี่กำลังเรียงลำดับชีทให้อยู่น่ะ” พี่ลูฟร์เอ่ยขึ้น

อ่า...

พี่รหัสของผมเขาเป็นห่วงเรื่องการเรียนของผมมาก คือพี่มันเป็นคนตั้งใจเรียน แล้วก็ขยันมาก ผมเลยพลอยได้อานิสงส์ชีทเก่าๆของพี่มันเป็นกระบุง

ไม่ใช่ว่าผมเป็นคนชอบเที่ยวแล้วไม่เอาเรื่องเรียนนะครับ ผมรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผมควรจะทำ อะไรคือหน้าที่ของผม ผมเลยพยายามเข้าเรียนให้ครบทุกคาบ ไม่โดดเรียนถ้าไม่จำเป็น ส่งการบ้านทุกครั้งไม่เคยขาด ส่วนเรื่องเที่ยวเรื่องเสเพลที่ชอบทำเป็นประจำก็เอาไว้หลังเรียนเสร็จแล้วนั่นแหละถึงได้ทำ

“ขอบคุณมากครับพี่ลูฟร์ อันที่จริงพี่ไม่ต้องลำบากแบกมาให้ผมก็ได้ ผมว่าวันไหนพี่ว่าง ผมขับรถไปเอาที่หอพี่ก็ได้นี่”

“น้องเฟอร์จะมาจริงๆเหรอ”

“อื้ม ก็เดี๋ยวพี่หนัก ไหล่ทรุดไปเพราะผม ผมจะโดนใครสักคนกระทืบเอานะ” ประโยคสุดท้ายผมลากเสียงยาว ปรายตามองไปที่ร่างสูงใหญ่ข้างๆ ไอ้พี่เวฟแอบสะดุ้งนิดๆในขณะที่พี่ลูฟร์ทำหน้างงๆ

หึๆๆ

“ใครจะกระทืบน้องเฟอร์ ไม่มีหรอก ถ้าใครกล้าทำพี่จะจัดการเอง” เสียงหวานเอ่ย

โอ๊ย~ ก็ไอ้คนข้างๆผมนี่ไงพี่ที่อาจจะกระทืบผมได้ถ้าพี่เป็นอะไรไปเพราะผมเป็นต้นเหตุ

“แต่น้องเฟอร์จะมาก็ดีนะ พี่จะได้พาไปกินข้าวเย็นด้วยเลย แถวๆหอพี่มีร้านอาหารอิตาเลียนอร่อยๆ ร้านนี้พี่ชอบมากเลยล่ะ”

“ผมเกรงใจอ่ะ”

“เกรงใจทำไม เราเป็นพี่รหัสน้องรหัสกันนะ”

“โหย... อิจฉาว่ะ พี่รหัสกูไม่เห็นจะเอาใจกูแบบพี่ลูฟร์บ้างเลย พี่ลูฟร์มาเป็นพี่รหัสผมดีกว่า มีไอ้เหี้ยเฟอร์เป็นน้อง พี่คงลำบาก” ไอ้เซนต์กระแนะกระแหนผมในขณะที่ไอ้มอลต์หัวเราะเบาๆนั่งเงียบๆไม่พูดไม่จาอะไร

“อ้าว ไอ้เหี้ย พูดงี้หลังเซเว่นปิดกันเลยไหม”

“เอาป่ะล่ะ”

“เอาดิสัด”

“หยุดๆๆ อย่าทะเลาะกันสิ พี่ไม่ลำบากหรอกน้องเซนต์ พี่ไม่ได้ลำบากอะไรเลย” พอพี่ลูฟร์พูดจบปุ๊บ ผมก็ยักคิ้วใส่ไอ้เพื่อนตัวดีทันที

อิจฉากูละสิไอ้พวกพี่รหัสไม่ดูแล ฮ่าๆ

“ไอ้ลูฟร์ จะเข้าคาบแล้ว” ไอ้พี่เวฟแทรกขึ้นกลางคันพลางยกนาฬิกาข้อมือที่ขณะนี้เข็มสั้นชี้เลขสิบสองเข็มยาวชี้เลขสิบ พี่ลูฟร์พยักหน้าหงึกหงักก่อนจะหันมาขอตัวกับผมแล้วเดินไปพร้อมพี่เวฟทันที

“ไว้เจอกันใหม่นะ ^O^” ผมมองตามแผ่นหลังของทั้งคู่ในชุดนักศึกษาที่เดินเคียงข้างกันแล้วยิ้มออกมาน้อยๆ

เฮ้อ...

รักเขาข้างเดียวก็อย่างนี้แหละนะ

“พวกมึง คือวันนี้ไอ้เหี้ยบัตเตอร์มันโทรมานัดว่ะ ที่เดิม มึงไปไหม” ไอ้มอลต์พูดขึ้นทันทีเมื่อลับหลังสองคนนั้นไปแล้ว ผมกับไอ้เซนต์หันไปมองพร้อมกัน

เหมือนเป็นคีย์เวิร์ดที่แบบว่าพอใครสักคนในกลุ่มนัดแล้วไม่ระบุสถานที่มันจะหมายถึงที่ๆพวกผมสี่คนที่เป็นเพื่อนสนิทกันชอบไปเที่ยวประจำ

ก็จะอะไรซะอีกเล่า ก็ผับไง

 “ไปดิ แม่งกูไม่ไหวละ” ไอ้เซนต์ตอบพลางทำหน้าตาระริกระรี้

“อยากเอาสาวเหรอมึง ฮ่าๆๆ” ผมแซวอย่างรู้ทัน เออกูรู้ว่าเรื่องแบบนี้มันไม่เข้าใครออกใคร แต่ว่าเรื่องน้องมิคกี้เนี่ยมันสะสางไปถึงไหนแล้ววะ

“เออดิ” นั่นไง ลายออก ลายชั่วออกแล้วจริงๆด้วย ไอ้เสือผู้หญิงเอ้ยย! นี่ขนาดเรื่องเมียยังไม่เคลียร์ดี หาเรื่องใส่ตัวอีกละ ผมว่าถ้าผมเป็นน้องมิคกี้ป่านนี้ผมคงอกแตกตายไปนานแล้ว แต่ก่อนที่ผมจะอกแตกตายผมคงจะเอากระทะฝาดหัวไอ้ผัวชั่วให้แม่งตายไปก่อน

“แล้วมึงไปป่ะเฟอร์” ไอ้มอลต์ถามผมบ้าง

เอาไงดีวะๆๆ

ไป ไม่ไป ไป ไม่ไป ไป ไม่ไป ไป ไม่ไป

ผมยังมีคดีติดตัวกับป๊า

แต่อีกใจหนึ่งก็โคตรอยากไป

ก็กลุ่มเรามันไม่ได้นัดรวมตัวเกือบๆจะสองอาทิตย์แล้วนี่ครับ ถึงผม ไอ้เซนต์ ไอ้มอลต์จะเจอกันแทบทุกวันเพราะอยู่คณะเดียวกัน แต่ไอ้บัตเตอร์มันอยู่คณะอื่น ถ้าอยากเจอมันก็ต้องเดินไปหาแบบว่าโคตรไกล ไม่งั้นก็นัดเที่ยวเลยแบบนี้ง่ายกว่า

ผมชั่งใจอยู่สักพักก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วมองหน้าพวกมัน

“อืม ไป”

ไป!

ไปหาใครซักคนมาล้างบางสัมผัสชั่วๆจากไอ้เหี้ยนั่น!

ในเมื่อมันทำให้ผมรู้เสียเสียความเป็นผู้ชายไป ผมก็อาจจะต้องไปหาผู้หญิงสักคนเพื่อกอบกู้เอาความเป็นชายของตัวเองกลับมา!

 

 

 

“ฮัลโหลน้องมายด์ นี่พี่เฟอร์นะครับ”

“ครับ วันนี้พี่ไปหาไม่ได้แล้วนะครับ เอาไว้วันหลังนะครับคนสวย”

“อ๋อ พอดีพี่มีเรื่องต้องทำน่ะครับ ขอโทษนะคนดี”

ปี๊น...!!

“ครับ พี่ก็คิดถึงน้องมายด์ครับ เอาไว้คราวหน้าจะจัดหนักให้เลยนะ”

ปิ๊น...!!

“โอเค บายครับ”

เหี้ย! ใครบังอาจมาบีบแตรใส่กูวะ!

เฮ้ย อย่ามามองผมอย่างนั้น ก็ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่แคร์ ผมจะคุยโทรศัพท์ไปด้วย ขับรถไปด้วย ใครจะทำไม

อ้อ ตอนนี้ผมกำลังอยู่ระหว่างทางไปที่นัดหมายของกลุ่มครับ

อะไรนะ?

กฎจราจรเหรอ?

ช่างมันเถอะของแบบนั้นน่ะ =_______=’

แล้วไอ้รถข้างหลังก็นะ บีบแตรกันอยู่ได้ หนวกหู! พวกมึงก็เบี่ยงขวาไปสิวะ ทำไมต้องมาจ่อตูดรถผมด้วยก็ไม่รู้

ผมโยนโทรศัพท์สั่วๆไว้บนเบาะข้างๆก่อนจะเร่งสปีดเครื่องบ้างจนไอ้รถที่บีบแตรใส่ผมเปลี่ยนไปอยู่ข้างหลังตูดแบบไม่เห็นฝุ่น

บรึ๊นนนนน!!!

เฮ้ย! ใครบังอาจมาเร่งเครื่องใส่เฟอร์รารีอย่างกูวะ แม่งขอดูหนังหน้าหน่อยดิ๊!

ผมสบถอย่างหงุดหงิดเมื่อได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังไม่ใกล้ไม่ไกล ซึ่งมันไม่ใช่เสียงของหนูเฟอร์รารีที่รักของผมแน่

พอผมเงยหน้าขึ้นมองกระจกส่องหลังเท่านั้นแหละครับ ลัมโบกินีสีส้มแปร๊ดอันเป็นเอกลักษณ์แม่งจ่อตูดผมอยู่ แถมยังมีมาทำเป็นเร่งเครื่องแรงๆใส่ผมเหมือนจะยั่วยังไงอย่างงั้น แล้วผมยอมได้ที่ไหนล่ะครับ

ม้าลำพองร้อนแรงอย่างผมจะไปแพ้ไอ้กระทิงดุได้ยังไง J

จัดไป!

ผมเหยียบคันเร่งให้มากขึ้น เสียงเครื่องยนต์คงดังกระหึ่ม แต่ไอ้ลัมโบกินีข้างหลังก็เร่งเครื่องตามมาด้วย ผมเบี่ยงซ้าย แม่งก็ซ้ายตาม ผมขวา แม่งก็ขวาตาม พยายามกดดันให้ผมเร่งเครื่องเร็วกว่านี้เหมือนแม่งจะแซง แต่ก็ไม่แซงซะที กวนตีนสัดๆ นี่ถ้ามึงเสียบตูดกูได้นี่มึงเสียบไปแล้วใช่ไหม!

ไปๆมาๆผมก็ชักจะเริ่มหมดความอดทน ให้มันรู้ซะมั่งว่าแถวนี้ถิ่นใคร!

ผมเลยเหยียบคันเร่งให้มากขึ้นไปอีก มันก็ตามผมมาอีก เหมือนรถสองคันกำลังแข่งกันอย่างดุเดือดในสนามไม่มีผิด ทั้งที่จริงแล้วอยู่บนทางด่วน เออ ดีที่ตำรวจไม่จับ จากนั้นผมก็ชะลอความเร็วอย่างรวดเร็วทันทีจนไอ้ลัมโบกินีข้างหลังเกือบชะลอตามไม่ทันจนเกือบชนท้ายผม!

แต่มันไม่มีทางเป็นอย่างนั้นหรอก หึๆ เพราะผมอาศัยช่วงที่มันแตะเบรกกะทันหันเร่งเครื่องยนต์ให้เร็วอีกครั้งแล้วบึ่งไปทันทีทำให้แม่งตั้งตัวไม่ทัน จะตามผมก็ไม่ทันแล้ว เพราะเสียจังหวะโดนคันอื่นแซงไปหมด ฮ่าๆๆ

เล่นกับใครไม่เล่นมาเล่นกับเฟอร์รารีอย่างกู!

J

 

 

 

เมื่อผมมาถึงผับประจำของกลุ่มก็เดินตรงไปยังโต๊ะประจำทันที พวกผมมักจองโต๊ะอยู่โซนวีไอพีเพราะไม่ค่อยมีคนผ่านไปมาให้ปวดหัวเล่น พวกผมมาที่นี่กันบ่อยมาก บ่อยจนรู้จักกับเจ้าของผับเลย เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรที่พวกผมอายุไม่ถึงยี่สิบแต่เสือกอยากจะเข้าผับ ซ้ำยังต้อนรับอย่างดีอีกต่างหาก เพราะอะไรน่ะเหรอ...

เพราะพวกผมมีเงินยังไงล่ะ

“มาช้านะไอ้เฟอร์” ไอ้บัตเตอร์เอ่ยทักขึ้นทันทีที่ผมหย่อนตัวนั่งลงบนโซฟาหนังสีดำสนิท

มันปรายตามองมายังผมขณะที่มือหนึ่งถือแก้วเหล้าและอีกมือหนึ่งโอบเอวสาวสวยในชุดสีทองเงางามไว้ในอ้อมแขน

ไอ้เหี้ยนี่ก็นะ...

ถึงมันจะทำตัวแมน เจ้าชู้ คาสโนว่าขนาดไหน ผมว่าก็ไม่ได้เข้ากับตัวมันเลยสักนิด ตัวมันเล็กบาง อ้อนแอ้น ขาวๆเนียนๆ หน้าเน่อนี่ไม่ต้องพูดถึง ปากนิด จมูกหน่อย หวานยิ่งกว่าผู้หญิงอีก ดูแล้วมันขัดกับสิ่งที่มันชอบทำยังไงชอบกลแต่ก็เอาเถอะครับ ถ้ามันอยากทำก็ไม่มีใครขัดศรัทธาหรอก

“มาก็ยังดีกว่าไม่มานะมึง”ผมตอบกลับ หยิบเหล้าที่ไอ้เซนต์ที่นั่งอยู่ก่อนแล้วชงเสร็จขึ้นมาดื่ม ไอ้มอลต์ก็มาแล้วและกำลังนั่งเงียบๆขรึมๆไปตามประสา มันไม่ชอบให้ผู้หญิงมาเกาะแกะออกเซาะเท่าไหร่ ต่างกับพวกผมลิบลับแบบเป็นเพื่อนกันได้ยังไงก็ไม่รู้

“ยังไงก็มากันพร้อมหน้าแล้ว วันนี้มึงมีอะไรอยากจะคุยเป็นพิเศษเหรอบัตเตอร์ เห็นบอกว่าต้องมาให้ได้เนี่ย”ไอ้มอลต์ถาม

“เออนั่นดิ”ไอ้เซนต์เสริม

“ก็... เรื่องเดิมๆ”

“อะไรนะ?! ” พวกผมสามคนพูดขึ้นแทบจะพร้อมกัน

เอาอีกแล้วครับ มาเป็นคีย์เวิร์ดอีกแล้ว เรื่องเดิมๆที่ว่านี่ก็คือ การแข่งรถ นั่นเอง

นี่เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นงานอดิเรกของเพื่อนในกลุ่มที่ชอบทำบ่อยๆ เพื่อความสนุก ความมัน ความสะใจหรือเหี้ยอะไรสักอย่าง แต่ไม่ใช่งานอดิเรกของผมเพราะว่า...

ผมจริงจัง!

ผมจริงจังมากกับเรื่องการแข่งรถในสนามทุกๆครั้ง มันคือความฝันของผมตั้งแต่เด็ก

ผมฝันอยากจะเป็นนักขับเอฟวันระดับโลก

อยากไปให้ถึงจุดสูงสุดของความฝันให้ได้ อยากทำในสิ่งที่อยากทำ และผมก็พยายามไขว่คว้าโอกาสทุกโอกาสที่จะทำให้ผมทำฝันให้เป็นจริงได้ ไม่ว่าสนามที่ผมลงแข่งจะเล็กหรือใหญ่ สำหรับผมแล้วมันคือบันไดแต่ละขั้นที่ผมให้ความสำคัญมากทั้งนั้น

บางทีมันอาจจะฟังดูเว่อร์ หรือตลก หรืออะไรผมไม่สน ผมรักที่จะทำ และจะทำให้ดีที่สุดด้วย

เพราะอย่างนี้ไงผมถึงได้เรียนวิศวะยานยนต์ ผมรักรถ โดยเฉพาะเฟอร์รารีของตัวเองที่ผมหวงอย่างกับลูกในไส้ คงเห็นกันแล้วใช่ไหมล่ะ

ถามว่าป๊ารู้เรื่องความฝันของผมหรือเปล่า...

รู้สิ ป๊าสนับสนุนผมเต็มที่แล้วยังคอยให้กำลังใจผมอีกด้วย  ไอ้พวกเพื่อนเหี้ยนี่ก็รู้ พวกมันก็ค่อนข้างมีฝีมือบวกกับชอบขับรถแข่งเหมือนกันแต่ไม่จริงจังเท่าผมเพราะไม่ได้อยากเป็นนักแข่งเหมือนกับผม พอถึงฤดูกาลแข่งทีไรพวกมันก็ร่วมลงแข่งทีมเดียวกับผมทุกทีนั่นแหละ เลยกลายเป็นงานอดิเรกร่วมของกลุ่มไปเลย

“อย่าบอกนะว่า...” ผมลากเสียงยาว

“ใช่” ไอ้บัตเตอร์พยักหน้ารับ

“หืมม? มันอีกแล้วเหรอ ไอ้บิชอปมันลงแข่งสนามต่อไปด้วยเหรอ” ผมว่าพลางขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด

ไอ้เหี้ยนี่อีกแล้ว!

ไอ้บิชอป! คู่อริตัวฉกาจของผม อันที่จริงตอนแรกผมก็ไม่ได้อะไรกับมันหรอกนะ รู้จักก็ไม่รู้จัก แต่เจอกันครั้งแรกที่สนามแข่งรถเมื่อปีที่แล้วนู่น แล้วนิสัยแม่งพาล เห็นหน้ากันก็ไม่ถูกชะตากันแต่แรกแล้ว พอผมชนะการแข่งแม่งก็โมโห ผมก็เข้าใจนะว่ามันรู้สึกยังไงที่เฟลในตอนแรก เพราะถ้าผมแพ้ ผมก็คงนอยด์เหมือนกัน เหมือนเวลาเราตั้งความหวังไว้สูงแล้วอยู่ดีๆมันร่วงไง แต่พอหลังๆกลายเป็นว่าผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะนับครั้งไม่ถ้วน จากที่เป็นคู่แข่งกันในสนามเลยพัฒนาต่อยอดกลายเป็นอริกันไปเลยทั้งในสนามแล้วก็ในวงการด้วย

ไอ้เหี้ย! กูรู้นะว่ามันพยายามจะข่มกูทุกวิถีทางทุกเรื่อง คือบ้านมันรวยเลยทำตัวไฮโซในวงสังคมชั้นสูง แค่นั้นยังไม่พอ มันยังมีการคว้านางแบบดาราสวยๆมาควงเล่นๆแล้วทิ้งบ่อยๆด้วย ประมาณว่ากูมีดีกว่ามึงนะไอ้เฟอร์

แต่ผมไม่บ้าจี้ตามมันหรอก!

มันกับผมจะเขม่นกันแรงๆหาเรื่องกันแรงๆเฉพาะตอนอยู่ในสนามนั้น นอกสถานที่แล้วก็ตัวใครตัวมัน เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าแบ็คอัพของอีกคนมีอิทธิพลในสังคมแค่ไหน พ่อผมนักธุรกิจใหญ่ พ่อมันนักการเมืองใหญ่ สายธุรกิจกับสายการเมืองมันเป็นของคู่กันอยู่แล้วสมัยนี้ ต้องพึ่งพากันอย่างกับปลวกกับโปรโตซัว ถ้าขืนผมกับมันไปมีเรื่องชกต่อยกันจริงๆก็คงจะลำบากทั้งสองฝ่ายแน่ๆ

แต่ถ้าถามว่าจริงๆแล้วผมอยากมีเรื่องกับมันเลยไหม ผมตอบได้เลยว่าอยาก อยากต่อยแม่งมีเรื่องแม่งให้จบๆ ผมเกลียดการกระแนะกระแหน ส่งกระแสจิตสังหารกันไปๆมาๆแบบนี้ มันไม่ใช่วิสัย เซ็งโคตร!

แล้วนี่ยิ่งไอ้บัตเตอร์บอกว่ามันลงแข่งสนามเดียวกับผมในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้าพวกผมก็ยิ่งต้องฟิตกันให้มากขึ้นไปอีก ฝีมือไอ้เหี้ยนั่นก็ไม่ใช่ว่าเล่นๆ จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด

“เออดิวะ แต่คราวนี้แม่งไม่ใช่มันคนเดียว” จบคำทั้งผม ไอ้มอลต์ ไอ้เซนต์ทำหน้างงสงสัยก่อนที่ไอ้บัตเตอร์จะพูดต่อ

“พี่มัน... กูได้ข่าวว่าพี่ชายของมันกลับมาจากเมืองนอกแล้วไอ้เหี้ย! มันจะมาลงแข่งทีมเดียวกับน้องมันถ้าข่าวกูไม่ผิดพลาด”

“พี่มัน? ใครวะ” ไอ้เซนต์ถาม

“ไอ้จ๊วยนี่! มึงไปอยู่ไหนมาห๊าถึงได้ไม่รู้จัก ไอ้บิสมาร์ค! พี่ชายของไอ้เหี้ยบิชอปคู่อริสันดานชั่วของกลุ่มเราเนี่ย!

“เอ๊ออออ... กูไม่ได้เป็นนักธุรกิจไฮโซเหมือนครอบครัวมึงนี่ ถึงจะรู้จักใครต่อใครดีไปหมด -.-”

“เออๆ กูแค่บอกเอาไว้ก่อนจะได้เตรียมตัวกันถูก ไอ้บิสมาร์คกูไม่รู้ฝีมือของมัน แต่ถ้ามันลงรายการแข่งครั้งนี้แปลว่าไม่ธรรมดา มันอาจจะมาช่วยน้องมันกู้หน้าก็ได้ที่แพ้ไอ้เฟอร์ไปเมื่อคราวก่อน เพราะฉะนั้น เชี่ยเฟอร์ มึงจัดไปอย่าให้เสียนะเว้ย!

“อยู่แล้ว กูไม่แพ้คนเหี้ยๆอย่างมันหรอก” ผมพูดเสียงหนักแน่นขณะที่แววตาเป็นประกายกร้าว ไอ้บิชอป! มึงได้เจอกูแน่!

“เออก็ดี งั้นเดี๋ยวกูขอไปห้องน้ำก่อน” แล้วจู่ๆไอ้บัตเตอร์ก็รีบตัดบทพลางลุกขึ้นยืน

“อ่าวเฮ้ยๆ ทนไม่ไหวแล้วเหรอมึงอ่ะ ฮ่าๆๆ”ไอ้เซนต์แซวก่อนจะยิ้มอย่างมีเลิศนัยแล้วปรายตามองไปยังผู้หญิงของไอ้บัตเตอร์

“บ้านมึง! ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดเว้ย! กูเข้าห้องน้ำเฉยๆเหอะ!ไอ้บัตเตอร์แหวกลับก่อนจะปล่อยผู้หญิงของมันไว้กับพวกผม

“เออไอ้สัด กลับมาเร็วๆนะ ฮ่าๆๆ”

เวลาผ่านไปร่วมยี่สิบนาทีก็ไม่มีวี่แววว่าไอ้คนที่ไปห้องน้ำจะกลับมาที่โต๊ะสักที ไอ้มอลต์ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมานั่งกดๆเล่นเกมเล่นอะไรไปตามเรื่องในขณะที่ไอ้เซนต์กำลังนัวเนียกับแม่เสือสาวที่มันไปตกมาได้แถวๆนี้ ผู้หญิงที่ไอ้บัตเตอร์มันฝากไว้ก็เดินไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ส่วนตัวผมก็กำลังนั่งหว่านเสน่ห์ให้สาวเดินมาติดกับอยู่ไง แล้วหลังจากนั้นผมก็คงพาสาวน้อยคนนั้นไป...

เพล้ง!!!!

เพล้ง!!!!!!

โครม!!!!!!!!

เสียงเหมือนแก้วแตกกับเสียงอะไรหนักๆล้มสักอย่างจากอีกมุมของร้านทำให้ผมออกจากความคิดของตัวเองทันทีแล้วหันไปมองต้นเสียง ไอ้สองคนนี่ก็ละความสนใจจากสิ่งที่กำลังทำอยู่หันไปมองเหมือนกัน

ไฟสลัวๆในร้านทำให้ผมมองเห็นเหตุการณ์นั่นไม่ถนัด แต่เห็นลางๆว่ามีคนกำลังทะเลาะกันอยู่ แล้วไอ้เสียงของพังตกแตกนั่นคงเป็นเอฟเฟคประกอบฉากอย่างไม่ต้องสงสัย ผมกะว่าจะเลิกสนใจแล้วเชียวถ้าไม่ใช่ว่าเมื่อมองดีๆแล้วจะเห็นร่างสองร่างที่ทะเลาะกันเมื่อครู่บัดนี้กำลังจูบกันนัวเนีย!

ดูเหมือนฝ่ายที่ตัวเล็กกว่ามากจะไม่ยอมเพราะเมื่อผละออกจากกันแล้วก็ตบอีกฝ่ายดังฉาดใหญ่ๆ ส่วนไอ้คนที่สูงกว่านั้นก็กระชากร่างเล็กเข้ามาจูบอีกซ้ำๆจนคนตัวเล็กดิ้นขัดขืนอย่างรุนแรง

ผมเบิกตากว้างขึ้นอย่างตกใจเมื่อสมองประมวลผลรู้ได้ลางๆแล้วว่าไอ้คนตัวเล็กๆขาวๆนั่นเป็นใคร!

“เฮ้ย!!! นั่นมันไอ้บัตเตอร์!!! O[]O

ทันทีที่เห็นเพื่อนที่รักกำลังโดนเอ่อ... โดนทำร้าย พวกผมก็ผุดลุกจากเก้าอี้เดินไปหาด้วยความเป็นห่วงเพื่อนทันทีไอ้เวรนั่นกำลังโอบเอวไอ้บัตเตอร์เข้าหาตัวแนบชิดในขณะที่ไอ้บัตเตอร์เองกำลังกำคอเสื้อของคนตัวสูงกว่าเอาไว้แน่น ต่างฝ่ายต่างจ้องตากันไม่มีใครยอมใคร

“มึงปล่อยไอ้บัตเตอร์เดี๋ยวนี้นะ!!!” เป็นไอ้เซนต์ที่ตวาดเสียงดัง เรียกสายตาทุกคนที่อยู่บริเวณนั้นให้หันมามองเป็นตาเดียว

“ไอ้เซนต์!!” ไอ้บัตเตอร์ร้องเรียก

“มึงเป็นใคร” ร่างสูงราวๆร้อยเก้าสิบค่อยๆหันมามองด้วยสายตาเรียบๆแต่ยังคงไม่ยอมปล่อยร่างบาง

“พวกกูเป็นเพื่อนคนที่มึงกำลังรังแกอยู่ไงวะ!” ไอ้เซนต์ตะคอกกลับไป

“หึ...” ไอ้เชี่ยนั่นหัวเราะขึ้นจมูกทีหนึ่งก่อนจะเลิกสนใจไอ้เซนต์แล้วโน้มตัวลงหาคนในอ้อมแขนและ...

            จูบ

......

ต่อหน้าต่อตาพวกกู!!

O_O

พวกผมสามคนยืนอึ้งกันโดยมิได้นัดหมาย ไม่คิดว่าแม่งจะกล้าทำแบบนี้ต่อหน้าต่อตากันเฉยๆ ไอ้บัตเตอร์ดิ้นเร่าๆจนมันถอนจูบออกไป

“ปล่อยกู!!! มึงนั่นแหละผิด!!! มึงต้องขอโทษกู!!!” ร่างเล็กโวยลั่น ใบหน้าแดงก่ำ ปากบวมเจ่อ พยายามขืนตัวให้ออกจากวงแขนหนา ผมแทบจะเข้าไปกระชากไอ้บัตเตอร์กลับมาอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าไอ้มอลต์มันดึงแขนผมเอาไว้ก่อนพลางส่ายหน้าเป็นเชิงห้าม

ทำไมวะ! ไอ้บัตเตอร์กำลังโดนรังแกนะโว้ย!

ภาพตรงหน้ามันเหมือนกับเหตุการณ์เมื่อสองคืนก่อนไม่มีผิด

คืนที่ผมโดนข่มเหงโดยที่ไม่มีใครช่วยผมได้เลย...

“มึงนั่นแหละไอ้เด็กเวร! มึงเดินมาสะดุดขากูก่อน!” ไอ้เหี้ยที่รังแกเพื่อนผมตอกกลับมา

“กูไม่ใช่เด็กเว้ย!!! แล้วกูจะไปสะดุดไหมถ้าไม่ใช่ว่ามึงจงใจยื่นขามาขวางทางกูน่ะห๊ะไอ้เหี้ย!!!

“ก็มึงเดินไม่ดูทางเอง”

“มึงจงใจแกล้งกู!!!

“พูดอย่างนี้เดี๋ยวกูจูบอีกรอบ!!

“อ๊ากกกก!!! อย่านะเว้ย!!! ทำอีกทีกูจะเอามีดกรีดแล้วถลกหนังหัวมึงออกมา!!!

“มึงทำ กูลากขึ้นเตียงแม่ง!!

“มึงกล้าเหรอ!!!

“เอาไหมล่ะ!

“เฮ้ยๆ หยุดๆๆ!! พอได้แล้ว มึงพอได้แล้วไอ้บัตเตอร์!!! มึงด้วยไอ้เหี้ย!!!” ในที่สุดผมก็เป็นฝ่ายทนไม่ไหวถลาตัวไปแทรกขั้นกลางระหว่างพวกมันทั้งสองคนพลางยกมือห้ามทัพก่อนที่อะไรมันจะเลยเถิดไปมากกว่านี้

ผมรู้นิสัยไอ้บัตเตอร์ดีว่ามันเป็นพวกรักสงบ แต่ถ้ามีใครมาหาเรื่องมันโดยมันไม่ใช่ฝ่ายผิดมันจะไม่ยอมเด็ดขาดจนกว่าอีกฝ่ายจะยอมขอโทษ ว่าง่ายๆว่าเป็นพวกรักความยุติธรรมว่างั้นแหละ แต่มันติดจะอารมณ์ร้อนฉุนเฉียวง่ายไปหน่อย และที่สำคัญมันแอบซาดิสม์เล็กๆด้วยนี่สิ

“กูบอกให้หยุดไง!! โอ๊ย! พอๆๆๆ” ผมตวาดออกไปเมื่อเห็นพวกมันสองคนจะเขยิบเข้าหากันอีกจนผมต้องผลักร่างไอ้บัตเตอร์ไปหาไอ้มอลต์ให้มันช่วยจับไว้ แต่มันก็ยังไม่เลิกส่งสายตาพิฆาตจิตสังหารใส่กัน

“หึ...” ไอ้เหี้ยนั่นจ้องมองมาที่ไอ้บัตเตอร์ซึ่งบัดนี้ถูกไอ้มอลต์ล็อคคอเอาไว้อย่างเหยียดๆก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ ไอ้บัตเตอร์เห็นอย่างนั้นเลยอาศัยจังหวะที่ไอ้มอลต์ผ่อนแรงที่แขนลงสะบัดตัวหลุดออกมาแล้วพุ่งเข้าไปต่อยหน้าร่างสูงดังผลั่วะ!

ผมรีบปราดเข้าไปห้ามอีกทีแต่กลับโดนไอ้บัตเตอร์ถีบออกมาจากวงจนเซ โชคดีไอ้เซนต์มารับไว้ทันไม่งั้นมีหวังได้ลงไปจูบพื้นให้อายสาวๆแถวนี้แน่

เชี่ยบัตเตอร์!

“เชี่ยเฟอร์มึงเป็นไรไหม”

“ไม่เป็นไรๆ กูไม่เป็นไร ไอ้มอลต์ มึงไปเอาไอ้บัตเตอร์ออกมาที” ผมตอบแล้วหันไปสั่งไอ้มอลต์แต่ก่อนที่มันจะได้ก้าวขาก็ต้องชะงักกึก

“หยุด!!!

เสียงตวาดดังขึ้นทำให้การกระทำทุกอย่างหยุดชะงักลง คนที่ไม่เกี่ยวข้องแถวนั้นที่กำลังส่งสายตาเสือกๆมาทางนี้ก็เป็นอันต้องหันกลับไปทันที เสียงนั้นฟังดูมีอำนาจแปลกๆบอกไม่ถูก รู้แต่ว่ามันทำให้ไอ้สองตัวที่กำลังหาเรื่องกันอยู่แยกออกจากกันได้อย่างเหลือเชื่อ

“มีเรื่องเหี้ยอะไรกัน” บุคคลที่มาเยือนใหม่ถามขึ้น แสงไฟในผับมืดมากจนผมมองไม่เห็นหน้าของมันชัดๆ แล้วยิ่งมุมที่มันยืนนี่แทบไม่มีไฟเลยด้วยซ้ำ เห็นก็แต่ร่างสูงๆของมันที่สูงราวๆเกือบร้อยเก้าสิบเห็นจะได้

“ไม่มีอะไรมาก แค่ไอ้เด็กนี่มันกวนตีนกูแค่นั้นเอง” ไอ้เหี้ยนั่นพูดพลางยักไหล่

“กวนตีนเหี้ยไร!! อย่ามาใส่ความกู!” ไอ้บัตเตอร์แหวกลับไปแทบจะทันทีมันเดินกลับเข้ามาหาพวกผม

“ไอ้พอร์ชมึงไม่ต้องสนใจหรอก เรื่องกูกูจัดการเอง”

“เอางั้นเหรอคาร์ลองต์”

“เออดิสัด  ตัวแม่งเล็กแค่นี้ เดี๋ยวกูลากขึ้นเตียงปุ๊บก็เสร็จ”

“อะไรนะ!!! มึงว่าไงนะ!! แล้วมึงชื่อคาร์ลองต์ใช่ไหม!!” คนตัวเล็กกว่าผมไม่กี่เซนต์ๆชี้หน้าอีกฝ่ายอย่างไม่กลัวเกรง

“ครับ กูคาร์ลองต์ J

“กูบัตเตอร์!! มึงได้ตายคาตีนกูแน่!

“ชื่อน่ากินดีนี่ หึๆ แล้วเพื่อนกูที่นั่งอยู่นี่ชื่อควอร์ซ” มันพยักเพยิดไปยังบุคคลอีกคนที่นั่งกอดสาวแดกเหล้าหน้าตาเฉยๆอยู่บนโซฟาในโซนโต๊ะมัน แต่นี่เพื่อนมึงจริงๆเหรอวะผมอยากจะตะโกนถาม

ถ้านี่คือเพื่อนมึงจริง ทำไมมันไม่ห้ามมึงกับเพื่อนกูวะห๊ะ!

นั่งแดกเหล้าแบบโลกนี้มีแค่กู โคตรอินดี้! นี่ถ้าไอ้เหี้ยนี่ไม่บอกผมก็ไม่ทันได้สังเกตเห็นว่ามันอยู่เลยนะนั่น

“ส่วนไอ้เหี้ยนี่พอร์ช” มันชี้นิ้วไปที่ร่างสูงที่ออกโรงห้ามทัพกรุงศรีกับพม่าเมื่อครู่

“กร๊ากกกกก ฮ่าๆๆ พอร์ชเหรอ ชื่อ พอร์ช หรอกเหรอ?” ทุกคนหันไปยังต้นเสียงท่ามกลางความงุนงงพร้อมกันเมื่อไอ้บัตเตอร์กลั้วหัวเราะเสียงดังขัดจังหวะก่อนจะยิ้มแสยะ หัวเราะอะไรของมันวะ ไม่เห็นมีอะไรตลกเลยสัด

แล้วมือเล็กๆของไอ้บัตเตอร์ก็ดึงแขนผมให้ออกมายืนประจันหน้ากับไอ้พวกหน้าแปลก ความสูงเปรตตรงหน้า

“นี่เพื่อนกู เฟอร์รารี!“ มันแนะนำผมเสียงดังฟังชัดผมเลยถึงบางอ้อขึ้นมา

เฮ้ย!! ไอ้เหี้ยบัตเตอร์! ฟังดูก็รู้ว่ามึงตั้งใจจะเอาชื่อกูไปข่มขู่มัน!

พอร์ชกับเฟอร์รารี...

รถมันคนละระดับกันเลย

แน่นอนว่าเฟอร์รารีแพงกว่าหลายเท่าและแรงกว่าหลายเท่า เอ่อ... ผมหมายถึงรถจริงๆนะ แต่ถ้าแม่งพูดอย่างนี้แปลว่าจะยั่วให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธแน่ๆ นี่แปลว่ามันกำลังจะทำสงครามประสาทกันใช่ไหมวะ!

ท่าทางไอ้บัตเตอร์มันจะสะใจซะด้วยสิที่มีเพื่อนชื่อเฟอร์รารีอย่างผม         ดูแม่งยิ้มทีนี่โรคจิตสัดๆ มันหัวเราะเบาๆก่อนจะชี้หน้าไอ้คนที่ชื่อคาร์ลองต์ที่หาเรื่องมัน

“ถ้ามึงแน่จริง ไอ้คาร์ลองต์มึงมาแข่งรถกับกูมา!

“หึๆๆ กูรับคำท้า แต่ถ้ามึงแพ้มึงจะมาอ้อนวอนกูทีหลังไม่ได้นะ” ไอ้คาร์ลองต์ยิ้มที่มุมปาก ยักคิ้วส่งให้

“กูไม่มีวันแพ้คนอย่างมึงหรอก!! ถ้ามึงชนะ มึงอยากได้อะไรมึงขอมาได้เลย!

“หึ กูต่อให้มึงหมดนั่นเลย ส่วนฝ่ายกู แค่กูก็พอแล้ว”

เฮ้ย นี่มันดูถูกกันนี่หว่า ไอ้บัตเตอร์มึงจัดการมันเลย กูจะเป็นซัพพอร์ตเตอร์หลักให้มึงเอง

“มึงอย่าดูถูกพวกกูไปหน่อยเลย! เอางี้ แฟร์ๆเลยนะ พวกมึงสามตัวลงให้หมดนั่นแหละ แล้วไปหาอีกคนมาลง จะได้เท่ากับพวกกูสี่คน!

“ไม่จำเป็น จริงๆแค่กูคนเดียวก็ชนะพวกมึงสี่คนได้สบาย”

“ไอ้เหี้ย!!!

J

“กูไม่รู้! มึงไปหามาให้ได้ครบสี่! แล้วมาเจอกับพวกกูที่สนามในรายการแข่งอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า!

“ไอ้บัตเตอร์ แต่มันมีแค่สาม จะให้มันหามาจากไหนวะ” ผมหันไปกระซิบกับมันเบาๆให้ได้ยินกันแค่สองคน เรื่องท้าแข่งน่ะผมไม่แคร์หรอกเพราะผมเป็นพวก self-esteem สูงซะด้วยสิ แต่การแข่งแบบไม่แฟร์ผมไม่ยอมรับหรอก ไม่ว่าผมจะเป็นฝ่ายได้เปรียบก็ตาม

“กูไม่รู้! มึงก็เตรียมตัวมาดีๆละกันไอ้เฟอร์” หน้าตาไอ้บัตเตอร์มันขู่บังคับมากจนผมต้องพยักหน้าอือๆตอบรับมันไป

แต่ก่อนที่พวกผมจะกลับที่สิงสถิตหลังจากตกลงจบเรื่องด้วยการแข่งรถแล้วไอ้คนที่ยืนนิ่งๆในมุมมืดมาตลอดก็ก้าวออกมาจนแสงไฟกระสบเสี้ยวหน้าชัดเจน

เชื่อเถอะว่าวินาทีนี้ผมตัวชาไปทั้งตัว มือไม้เย็นเฉียบพอๆกับหัวใจที่แทบจะหยุดเต้น ดวงตาของผมเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตา ได้แต่ยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนในขณะที่อารมณ์โกรธแค้นรุนแรงพุ่งพรวดออกมาราวกับภูเขาไฟระเบิด

“เฮ้ย!!! ม... มึง !!!” ผมร้องออกมาด้วยความช็อค

ไม่ผิดตัวแน่นอน!

ไอ้เหี้ยนั่น!!!

ไอ้เหี้ยที่มันข่มขืนผม!!!

ไอ้เหี้ยพอร์ช!!!

ผมจ้องหน้ามันอย่างเอาเรื่องในขณะที่มันก็มองผมอยู่เช่นกัน ดวงตาคมๆนั่นยังคงเข้มดุดันไม่เปลี่ยน และริมฝีปากซีดๆนั่นก็กระตุกยิ้มอย่างที่มันชอบทำ

ผมแทบจะเต้นเร่าๆเมื่อรู้ได้ว่าเมื่อกี๊มันคงแอบเยาะเย้ยผมอยู่ล่ะสิที่มองไม่เห็นมันในขณะที่มันคงจะมองเห็นผมตั้งนานแล้ว

ไอ้เหี้ย! นี่มึงเห็นกูเป็นตัวตลกใช่ไหมวะ!!

หึ!

กู เฟอร์รารี หล่อ รวย เลว

แล้วพอร์ชอย่างมึงจะมาสู้เฟอร์รารีอย่างกูได้ยังไง

 

แค่ชื่อก็รู้แล้วว่าใครมันจะแรงกว่ากัน!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น