เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ชื่อตอน : 33.3

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 152

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ม.ค. 2563 23:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
33.3
แบบอักษร

​          รัตติกาลมีดวงดาวเปล่งประกายแพรวพราว นกฮูกเอียงคอมุดตัวในโพรงไม้ ฝูงมดขนของย้ายถิ่นฐานหลบหนีอุทกภัย เมรัยกลับบ้านเด็กกำพร้าด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมนปานลูกหมาตกบ่อโคลนเนื่องจากนางพยายามวิ่งหลบน้ำฝนภายใต้เม็ดฝนนับล้าน นางมิอาจหลบเลี่ยงพวกมันทุกเม็ดจึงต้องยอมรับสภาพอเนจอนาถเช่นนี้และรับโทษกับแคโรไลน์อย่างไร้ทางเลือก 

โทษเก่ายังมิสะสาง โทษใหม่ก็ไม่รอแซงคิวมาผสมโรงด้วย 

เมรัยกรีดร้องทั้งน้ำตายามโดนแคโรไลน์ลากขาเข้าห้องประหาร เสียงร้องโหยหวนปานวิญญาณในป่าช้าดังเป็นพิเศษในค่ำคืนที่หลายคนตระหนักดีว่ามันควรเป็นเช่นนี้ตั้งนานแล้ว 

ไอหมองสีดำม่วงอึมครึมปานประหนึ่งประตูยมโลกทำให้มิมีใครกล้าสอดส่อง เดินผ่านเฉียดใกล้ และแอบมอง 

คราวเวลาล่วงเลยดวงจันทร์ร่วงหล่น บานประตูไม้แกะสลักลายกินรีแง้มเปิดพร้อมฝ่ามือหมอผีน้อยที่สั่นระริก นางคืบคลานออกจากดินแดนมรณะด้วยสภาพทั่วกายอ่อนระทวย ขาอ่อนยวบ นิ้วกระดุกกระดิก เนื่องจากท่อนล่างตั้งแต่บั้นท้ายจรดฝ่าเท้าใช้งานมิได้ เมรัยจึงต้องฝืนกัดฟันกระดืบเป็นหนอมชาเขียว เมรัยจักมิยอมอยู่ในห้องแคโรไลน์นานมากกว่านี้ แม้ต้องสละภาพลักษณ์เข้มขรึมและต้องจำใจใช้แรงเฮือกสุดท้ายเพื่อหนีเงื้อมมือแม่วัวสาวก็ตาม 

“ม่า-”แคโรไลน์สวมชุดผ้ากระเปื้อน ฝ่ามือเรียวยาวทาบพวงแก้มอวบอิ่ม รอยยิ้มสดใสมองเมรัยอย่างอ่อนโยน แม้เมรัยจักกลายเป็นผู้พิการแล้วก็ตาม 

ความอ่อนโยนอบอุ่นละไมเวลามองลูกสาวดิ้นรนหนีนี้คืออะไร มีความสุขไม่เศร้าใช่หรือไม่ น่ากลัวจัง 

“ปล่อยหนู..”เมรัยร้องเสียงแหบพร่าด้วยน้ำตา นางโดนแม่วัวสาวจับอุ้มอีกครั้งในท่าทางหนีบเมรัยไว้ใต้วงแขนใหญ่ยักษ์ แคโรไลน์มิอาจปั้นใจดำมองลูกสาวทรมานได้อย่างแท้จริง นางจึงช่วยนำเจ้าตัวร้ายไปทานมื้อเย็น และส่งมอบให้สหายรักพวกนารีถึงที่ห้องนอน 

บั้นท้ายข้า เมรัยโอครวญอย่างทุกข์ทน นางถอดอาภรณ์ทิ้งใส่ตะกร้าเสื้อผ้าพลางนำกายหนักอึ้งทิ้งตุบบนเตียงใหญ่ นารีนั่งเอนหลังพิงหมอนในมือถือตำรา ดวงดาวน้อยนิ้วทาบฝีปากเจตนาให้เมรัยเงียบ ประเดี๋ยวทำเรไรตื่น หมอผีน้อยหน้าเจื่อน ขอบตาแดงระเรื่อด้วยความร้อนใจเมรัยมุดผ้าห่มและทิ้งศีรษะทับท้องนารีอย่างผู้เป็นใหญ่ นารีร้องโอ๊ยเจ็บนิดๆพลันค้อนให้สหายรัก 

“ฮึๆสมควรโดนพี่แคโรไลน์จับล้วง” 

“แบตเหลือหนึ่งเปอร์เซ็น” 

เมรัยส่ายหัวสะบัดเรือนผมนุ่มนิ่มเล่นกับหน้าแบนเรียบราบ และสัดส่วนเอวได้รูป อุ้งมือที่ยังเหลือแรงสี่ส่วนจับกอดและลูบไล้ก้นนารีพยายามดูดซับพลังชีวิตดวงดาวน้อย นารีปิดตำรา หยิบมันเขกหัวเมรัยหนึ่งทีเบาๆเมรัยหาใส่ใจแรงน้อยนิด นางแนบปากและเป่าท้องผิวเนียนนุ่มจนเกิดเสียงปู๊นๆ เมรัยสนุกสนาม เวลาที่นางนอนกับพี่แคโรไลน์ก็ชอบเป่าท้องอีกฝ่ายบ่อยๆ 

“น้ำลายเปื้อนแล้ว”นารีคิ้วกระตุกด้วยความอย่างจนใจ แลเมรัยเป่าอย่างรื่นเริงก็มิอยากห้ามปราม ดวงดาวน้อยลูบหัวหมอผีน้อยไปพลาง ภายในดวงตาทรงปัญญามีความสงสัยและความวิตกแวบพาดผ่านสองส่วน “พี่แคโรไลน์ลงโทษหนักหรือ”นารีถามอย่างเป็นห่วง นางคิดว่าพี่แคโรไลน์คงมิใจร้ายถึงขั้นทำให้เมรัยเจ็บตัว คลอดบุตรมิไหวกระมัง “อือ มิใช่ ข้าแค่เหนื่อย”เมรัยแนบหูฟังเสียงจังหวะหัวใจดวงดาวน้อยที่เต้นอย่างเชื่องช้า หมอผีน้อยเหลียวมองใบหน้าเคลิบเคลิ้มของเรไรที่นอนหลับข้างๆ สีหน้าปักษาน้อยแดงเป็นลูกท้อคล้ายฝันดีมีความสุขสม 

เมรัยลองจิ้มแก้มเรไร กระนั้นปักษาน้อยมิตื่น เมรัยจึงถือโอกาสล้วงใต้ผ้าห่มสำรวจบริเวณด้านล่างเพื่อยืนยันบางสิ่ง 

คราวเรไรที่หลับใหลขมวดคิ้ว เมรัยจึงอ้าปากเผยอ 

“อย่างน้อยข้าก็มิโดนคนเดียว”เมรัยดีใจที่มีเพื่อนร่วมชะตากรรม นางตบสะโพกเรไรเป็นการขอบคุณ 

“อย่าเหมารวมนางกับเจ้าด้วยกันสิ เรไรไม่มึนเท่าเจ้าหรอก”นารีส่ายหน้า 

“ฮึ เช่นนั้นมีแต่นารีที่ไม่โดนลงโทษ” 

“พูดเหมือนสมควรโดนนะ”นารีหรี่ตามองหน้าเมรัย อุ้งมือน้อยดึงแก้มยืดหยุนขอย่างหมั้นไส้ เมรัยหลุบตาไม่มีแววต่อต้าน ในหัวคิดอย่างสลดว่าสตรีสมบูรณ์แบบอย่างนารีจักมีพฤติกรรมชั่วร้ายเหมือนเช่นเมรัยกับเรไรได้อย่างไร 

แต่รังแกผู้ป่วยเช่นนี้ก็ใจร้ายเหมือนกันนะ 

“ฮึ อย่างนี้ปล่อยไปไม่ได้”เมรัยรวบแรงสี่ส่วน มุดหัวใต้กระโปรงนารี ดวงดาวน้อยแตกตื่นโดยพลัน “ทำบ้าอันใดของเจ้า!!” “ทำให้เจ้าเป็นดั่งเช่นพวกข้าอย่าไรเล่า” 

“หยุดเดี๋ยวนี้ อ๊ะ” 

ถึงอย่างไรเมรัยก็อายุมากและเป็นใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นนางจักไม่ยอมปล่อยให้ผู้อยู่เบื้องล่างต้องสบายใจเมื่อตนต้องทรมาน อีกอย่างในเมื่อพวกนางตกลงปลงใจกันแล้วก็อย่าหาว่าเมรัยกระทำเกินขอบเขต ฮึ ฮ่องเต้หญิงรึ วันนี้เจ้าต้องโดนข้าผู้เป็นหมอผีสยบแน่นอน 

แว่วเสียงครางชื่อเมรัยดังเหนือศีรษะ ลีโอน่าช้อนตามองบนชั้นสอง หูนักไวโอลินสาวดีกว่าคนปกติ มันสามารถยินเสียงเบาๆได้อย่างมีขอบเขตกว้างไกล ยิ่งความสามารถจักแสดงฤทธิ์สูงสุดเมื่อนางมีสมาธิ “..”ลีโอน่าคลี่ยิ้มอ่อน มิเคยมีวันไหนเลยที่นางมิต้องยินเสียงกระตุ้นอารมณ์เช่นนี้ 

สายลมพัดพากลิ่นไอฝนผ่านผ้าพันคอสีตารางหมากรุกแดง สุดปลายผ้าโบกพลิ้วเป็นหางว่าว คราวนักไวโอลินสาวเยื้องย่างจากบ้านเด็กกำพร้าไปตามทางถนนที่มีแสงไฟส่องริบหรี่ ยามราตรีมีร้านค้าเปิดเรียงราย ผู้คนเดินสัญจรมิมากมิน้อย ท่ามกลางแสงสีอันมีชีวิตชีวามีลีโอน่าเดินอย่างนักเดินทาง โดดเดี่ยวราวความว่างเปล่า การคงอยู่ของนางยามนี้มิแตกต่างจากคนปกติ ใบหน้างดงามถูกซ่อนใต้ผ้าพันคอ ในมือถือกระเป๋าไวโอลิน 

เรือนเกศาสีดำกระเพื่อมไหวไล่จังหวะตามความเคลื่อนไหวของก้าวเท้า 

เสียงเหล็กตีกระทบแก้วน้ำ เสียงวงออร์เคสตราเล่น ณ ย่านการค้า สรรพเสียงดังในบริเวณดั่งดินแดนที่ตัดขาดจากกัน 

เมื่อย่างผ่านร้านขายขนมเค้กนั้นคือเสียงกาน้ำร้อนดังปุดๆ เมื่อหยุดยืนฟังใกล้ร้านหนังสือในนั้นมีเสียงนักกวีขับร้องบทกลอนแผ่วเบา 

ดินแดนแห่งสุรเสียงมีท่วงทำนองดังกังวานทั่วสารทิศ ลีโอน่าเหมือนกำลังเหยียบย่างบนแดนสวรรค์ สวรรค์แห่งดนตรีและสรรพเสียงที่ไม่มีวันเลือนหาย นักไวโอลินสาวหลับตา แม้อยากจดจำทุกอย่างเอาไว้ในหัวก็มิอาจสั่งสม เพราะมันช่างมากมายเหลือเกิน นางจนปัญญาได้แต่คิดหมายเก็บเกี่ยวให้มากที่สุด และหากมันมากเกินไปจนสมองรับไม่ไหว นางขอสลักทุกสิ่งที่พบเจอไว้ในดวงวิญญาณ และหัวใจ 

เวลากลางคืนในเมืองแบลดแอน์มิใช่เวลาอันตราย เพราะนี้คือนครแห่งเสียงเพลง หากมีโจรพกอาวุธและการลักขโมย ทำร้าย ข่มขื่น จักต้องรับโทษรุนแรงถึงขั้นเนรเทศและประหารชีวิต ผู้ที่บังอาจทำให้นครเมืองแห่งดนตรี เมืองศักดิ์สิทธิแปดเปื้อนต้องยอมรับโทษที่ประชาชนเห็นว่าสมควรได้รับ หากอยากต่อสู้ อยากวัดฝีมือ ย่อมต้องใช้ดนตรีเท่านั้น การฆ่าฟันถือเป็นข้อห้าม ไม่มีการวาดรูปหรือการขี่ม้าด้วย ตกปลากับเป่ากบก็อย่าหวัง 

พลังมาโฮที่ว่าทรงอำนาจเหนือร้อยศาสตร์ก็ห้ามอ้าปากมีตัวตนในดินแดนแห่งนี้ 

ความเป็นความตายขึ้นอยู่กับดนตรี ลีโอน่าคิดว่าอย่างน้อยมันก็ดีสำหรับนาง 

เพราะหากนางเผชิญหน้าโจรปล้นสวาท นางคงใช้บทเพลงทำให้โจรผู้นั้นดิ้นตายเช่นกัน 

หญิงสาวรู้ว่าเมืองปลอดภัยไร้กังวลจึงอาศัยเวลาที่ตนนอนมิหลับและอยากฝึกฝนฝีฝีมือ เสาะหาสถานที่เปล่าเปลี่ยว เงียบสงบ ห่างไกลผู้คนเพื่อเล่นไวโอลิน ลีโอน่าเดินผ่านย่านการค้า และย้อนกลับบริเวณบ้านเด็กกำพร้า นางได้ยินเสียงนักดนตรีเล่นเพลงเบาๆตามซอกมุมต่างๆอาทิในสวนหลังบ้าน ในห้องหนังสือ บนหลังคาร้านเหล้า หรือกระทั่งใต้สะพานมีหมู่หิ่งห้อย พวกเขาเหล่านี้ต่างจับจ้องพื้นที่ด้วยสิทธิ์อันชอบธรรม มีกฎที่ไม่ได้จารึกไว้อย่างเป็นทางการ คือหากบริเวณใดมีนักดนตรีเล่นเพลงอยู่แล้ว ห้ามให้นักดนตรีคนอื่นเล่นในบริเวณนั้น หรือก็คือห้ามนักดนตรีเล่นเพลงใกล้กัน เพราะจะเป็นการรบกวน 

กว่าลีโอน่าจักค้นพบสถานที่อันเหมาะก็ใช้เวลามิน้อย กระนั้นนางเจอสวนลับแห่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใกล้ๆโรงละครร้าง บริเวณนี้คือสถานที่เมรัยเคยมาเยือน แต่ลีโอน่าไม่ทราบ นักไวโอลินสาวไม่ได้เข้าไปเล่นในโรงละครเพราะกลัวเจอผี นางเลือกฝึกซ้อมในสวนดอกไม้ที่ประกอบด้วย ดอกคาร์เนชั่น ดอกไลแลค ดอกมะลิสีทอง และดอกกุหลาบสีน้ำเงินม่วง 

ลีโอน่าไม่นึกแปลกใจว่าทำไมดอกไม้ยังเบ่งบานแม้ไร้แสงตะวัน พวกมันสวยสดงดงามท่ามกลางความมืดมิดและแสงจันทร์สีขาวนวล ลีโอน่านั่งลงบนม้านั่งใต้ต้นคูณที่มีดอกบานสะพรั่งและเริ่มเปิดกระเป๋า หยิบเครื่องดนตรี เช็ดเส้นสาย เป่าลมและทำความสะอาด ภายใต้แสงเดือนมีโฉมสะคราญนั่งดูแลเครื่องดนตรีล้ำค่าอย่างทะนุถนอม ช่างเป็นภาพมายาลี้ลับชวนให้ลืมหายใจ 

ผู้ชมคืนนี้มิใช่มนุษย์แต่เป็นคุณผีเสื้อราตรี กระรอก และหอยทาก แล้วก็ปักษาแห่งเสียงเพลง 

ท่านโบยบินร่วงหล่นจากฟากฟ้าอย่างเงียบกริบ บนหลังคาโรงละครที่ใกล้ถูกลบล้างจากประวัติศาสตร์ ช่างเป็นเรื่องตลกและเรื่องที่ยากแก่การบรรยาย เพราะในช่วงเวลาที่หลายอย่างกำลังแตกดับเช่นนี้ เหล่าผู้เคยจารึกนามแห่งตำนานโบราณกลับปรากฏกายขึ้นทีละผู้ 

เพื่ออำลาและระลึกวันคืนแห่งความหรรษา รุ่งโรจน์ด้วยเสียงเพลงสีทองคำ 

“เรียบร้อย” 

ลีโอน่ามิทันสังเกตเห็นผู้ใด นางใจจดจ่อกับไวโอลินและยืนเล่นบนพื้นหินที่แห้งไร้แอ่งน้ำ ท่ามกลางความอ้างว้าง ความเก่าแก่ และไอแห่งความตาย บทเพลงของนักไวโอลินทรงพลังถึงขั้นปัดเป่าบรรดาสรรพสิ่งเลวร้าย พลังของมันแตกต่างจากพลังของนักเปียโนสาวดั่งเปลวอัคคีสวรรค์กับเปลววารีพิรุณ[สองขั้วอำนาจแห่งภูตเดโชและภูตอาโป] 

ความโศกเศร้าที่กลืนกินความสลดน่าเศร้าทั้งปวงกับความสุขสงบที่สามารถพลิกผันทุกความรู้สึกให้เริ่มต้นใหม่ ประหนึ่งพานพบและอำลา 

สองบทเพลงที่หนึ่งคือบทเพลงแห่งตำนานโบราณ หนึ่งคือบทเพลงแห่งยุคสมัยใหม่ 

ท่วงทำนองแตกต่างราวท้องนภากับท้องมหาสมุทรกระนั้นกลับมีความวิจิตรการ สวยงาม ไพเราะเทียบเคียงกันอย่างลึกล้ำน่าหลงใหล 

มันพิสูจน์ว่าไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคตยังคงมีนักดนตรีมากความสามารถ 

คันชักชักไหว นักไวโอลินสาวคลี่ยิ้มท่วงท่าสง่างาม นางเล่นบทเพลงด้วยทำนองตราตรึงใจ หลากจังหวะใส่ใจและทุ่มเทให้ออกมาดีที่สุด พลังมาโฮเป็นเรื่องรอง เพราะสิ่งที่เหนือกว่าคือฝีมือและหัวใจที่เข้มแข็งเหนือจักหยั่ง 

มีคนผู้หนึ่งชอบพูดว่า กำลังใจเป็นสิ่งที่ให้ได้ กระนั้นหัวใจที่เข้มแข็งต้องสร้างมันด้วยตนเอง สำหรับกวี นักประพันธ์ หรืออาชีพอื่นๆ กำลังใจจากคนรอบข้างจักทำให้พวกเขามีแรงใจ กระนั้นพวกเขามิควรยึดติดกับพวกมันมากเกินไป เพราะนั้นจะเป็นการเรียกร้องที่ไม่จบสิ้น รำร้องขอความพลังใจ เพื่อสานงานให้จบ มันไม่เรื่องไม่ดี กระนั้นหากอยากทำให้สำเร็จ อยากไปที่ให้ไกล พวกเขาต้องเข้มแข็ง พัฒนาหัวใจและล่อหลอมมันให้แข็งแกร่งมิยอมท้อต่อความยากลำบาก ไม่เกรงกลัวอุปสรรคและศัตรูภายนอกและภายใน 

นักกวีนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาด ยิ่งสำหรับผู้ที่ไล่ตามหาบทเพลงและเรื่องราวใหม่ๆ 

พวกเขาจำเป็นต้องเข็มแข็ง หนักแน่น และมั่นคงในการตัดสินใจ หากเลือกว่าจะไปให้ถึงจุดหมายแล้ว ก็ต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อไปให้ถึง 

ไม่ว่าอดีตจักเป็นไร ก็ต้องมุ่งมั่นมิเสื่อมคลาย 

ลีโอน่าสร้างหัวใจของตนเองให้เข้มแข็งไม่ต่างจากผู้ไล่ตามความฝันคนอื่น แต่สิ่งที่นางพิเศษกว่าใครเพื่อนคือ นางเข้มแข็งตั้งแต่เยาว์วัย 

อาจบอกไม่ถูกว่ามันเข้มแข็ง แต่มันแปลกพิศวงมากจนนางก็มิเข้าใจเช่นกัน 

เอาเป็นว่านางเข็มแข็งมาก แต่ก็แอบหงอยเหงาบางครั้ง 

ช่วยไม่ได้หรือไม่หน่อ ที่คุณความเหงาจักต้องมาเป็นเพื่อนคุณความรัก 

“…”ลีโอน่าคลี่ยิ้มพลางสะบัดคันชักไล่เสียงเพื่อปลดปล่อยความเหงาน้อยๆออกจากหัวใจ คุณความเหงาแลบลิ้นและล่องลอยหายไป ลีโอน่าลืมตากว้างและยุติการละเล่น นางบอกลาความรู้สึกด้านลบด้วยบทเพลงที่นางร่ำเรียนมา 

ถือว่าสำเร็จ ลีโอน่าบอกขอบใจคู่หูตลอดชีพ นางเงยหน้าใคร่กล่าวขอบคุณพวกสัตว์น้อยๆที่สละรับฟัง คราวสายตาพร่างพราวปะทะกับคนผู้หนึ่ง 

“โฮะๆเป็นเพลงที่ยอดเยี่ยม” 

“ด้วยความยินดีค่ะ” 

ลีโอน่าพึ่งพบปะผู้อาวุโสหญิงเมื่อหลายวันก่อน คราค่ำคืนนี้นางได้พบกับผู้อาวุโสอีกครั้ง แต่มิใช่ท่านหญิงเวโรนิก้า เขาคนนี้เป็นชายและตาเฒ่าสูงวัยที่มีหนวดเคราสีขาวโพลนปานขนนกกระเรียน สวมแว่นตาปิดซ่อนแววตามิให้ใครสังเกต สวมอาภรณ์คลุมแขนและขา หลังคร่อมหน่อยๆท่าทางมีแรงมิต่างจากคนหนุ่ม ที่สำคัญคือท่านหัวเราะเสียงดังสนั่นและมีรอยยิ้มอาทรปานพระโพธิสัตว์ 

เวลามองลีโอน่าก็เหมือนมองดูลูกหลานอย่างไรอย่างนั้น 

“ไม่คิดเลยว่าจักมีโอกาสได้ฟังเพลงไพเราะเช่นนี้ โฮะๆช่างมีวาสนาที่ได้ฟังเสียงนางอีกครั้ง” 

ตาเฒ่าเดินและหย่อนก้นลงบนม้านั่ง ท่านตบด้านข้างให้ลีโอน่ามานั่งใกล้ๆเหมือนมีเรื่องจะพูดคุยด้วย นักไวโอลินสาวมิปฏิเสธ เพราะแลภายนอกเขาก็คือตาเฒ่ามิมีพิษภัย ท่านคงไม่ใช่โจรปล้นสวาทปลอมตัวมาหวังจับนางกินกระมัง ลีโอน่าคิดอย่างขบขันพลางหย่อนก้นนั่งลง นางเริ่มทำความสะอาดเครื่องดนตรีภายใต้สายตาจับจ้องของตาเฒ่าหนวดขาว 

“เจ้ารู้หรือไม่ เครื่องดนตรีวิเศษย่อมคู่ควรกับนักดนตรีพิเศษ” 

“ข้าคิดว่าหากทั้งสองฝ่ายตัดสินใจพึ่งพากันและกัน แม้เป็นคนธรรมดาก็สามารถเล่นเครื่องดนตรีวิเศษได้นะคะ” 

ลีโอน่าตอบตามความคิดอย่างไม่เสแสร้ง คำตอบไร้คำโกหกทำให้ตาเฒ่าหัวเราะโฮะๆมินำความคิดคนรุ่นเก่ามาใช้สั่งสอนเด็กสมัยใหม่ ตาเฒ่าหนวดขาวมิถือสาคำตอบและคิดว่าก็คงจริงอย่างที่ลีโอน่ากล่าว แม้ฐานะจักต่างกันแต่ถ้าทั้งสองมีใจเชื่อมถึงกันก็จะเป็นไรไป ต่างฝ่ายต่างมีความสุขมิใช่หรือ 

“เช่นนั้นเจ้ามิปรารถนาจักลองดูสักครั้งหรือ หากตาเฒ่าผู้นี้มอบโอกาสให้เจ้าได้ทดสอบเพื่อช่วงชิงไวโอวินค่ำคืนแห่งรัตติกาล” 

ลีโอน่าเลิกคิ้วมิอาจเดาสถานะตาเฒ่าปริศนา แต่นางคิดเขาคงมีส่วนกับการจัดแสดงเครื่องดนตรีกระมัง เหตุใดจึงเอ่ยเช่นนี้ ลีโอน่าเริ่มหวั่นใจกระนั้นสีหน้าเรียบเฉยชายากคาดเดาความคิด นางเคยคิดอยากลองท้าทายเพื่อวัดฝีมือเช่นกัน กระนั้นด้วยฐานะและตำแหน่งของนางยังมิอาจเอื้อมถึง 

นางควรตอบเช่นไรดีนะ ภายในใจคล้ายมีหยดน้ำหยดลง มันสร้างแรงกระเพื่อมเบาๆและหายไปอย่างรวดเร็ว 

หญิงสาวหลุบตาอย่างกล้ำกลืน แม้ความรู้สึกลองแรงกล้าสามารถหยุดนางเอาไว้ได้ กระนั้นพอมองไวโอลินบนตัก หญิงสาวพลันคลี่ยิ้ม 

“หากข้าสามารถเล่นไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลได้ กระนั้นก็มิอาจเคียงคู่กัน…” 

แววตาลีโอน่าทอประกายลึกซึ้ง ภายในมีหยาดน้ำตาที่มองไม่เห็น นางมีชีวิตเรื่อยมาพร้อมกับไวโอลินของต่างหน้าบิดา นางคิดว่าสำหรับนางแล้วสิ่งที่สำคัญมิใช่เครื่องดนตรีในตำนานที่ผู้คนหมายปอง แต่เป็นสิ่งสิ่งนี้ที่นางอาศัยพึ่งพามาตลอดชีวิต 

“โฮะๆมีความโลภ กระนั้นมีใจยึดมั่นหนักแน่นมิยอมปล่อยว่าง น่าเสียดายแทนนางยิ่งนัก” 

ตาเฒ่าคงหมายถึงลีโอน่ามีความสามารถ และคู่ควรกับไวโอลินค่ำคืนแห่งรัตติกาลกระนั้นเพราะลีโอน่าเจอเครื่องดนตรีคู่ชีวิตแล้ว เครื่องดนตรีที่มาทีหลังจึงต้องอกหัก จำใจเลิกรา 

ลีโอน่าหัวร่อแผ่วเบาให้ความคิดตาเฒ่า “ท่านคิดว่าข้าสามารถเล่นได้หรือ” 

“ย่อมได้แน่นอน สำหรับผู้มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ดั่งเจ้าเหนือหัว และครองเสรีภาพดั่งสายลมหนาว เพียงแต่นางคงดื้อกับเจ้าสักหน่อย เพราะนางเป็นคนเย็นชาและเอาแต่ใจ” 

นางนั้นดื้อรั้นและหัวแข็งนับตั้งแต่ถือกำเนิดบนโลก ไม่ยอมลดตัวลงให้ใครแตะต้อง สำหรับผู้ที่สร้างนางแล้วรู้สึกจนปัญญาและจนใจอย่างยิ่งคลับคล้ายว่าไม่มีชายใดสามารถทำให้ลูกสาวพึ่งพอใจ ตาเฒ่าโศกเศร้าและปวดกระบาล คิดดูว่าคล้ายลูกๆคนอื่นมีคู่ครองแล้ว แต่เด็กคนนี้กลับดื้อด้านมิยอมเปิดใจรับผู้ใด 

ไม่ยอมให้ใครเล่น หากเขาคนนั้นมิมีความสมารถและหัวใจที่หนักแน่นพอ 

“นางเป็นเด็กอารมณ์ร้ายปานแม่มด..กระนั้นนางก็หวังพบคนที่ใช่” 

ลีโอน่าสงสัยจึงไถ่ถาม 

“คนเช่นไรหรือ” 

ตาเฒ่าเอียงสั่นลำคอและมองลีโอน่า “คนอย่างเจ้าแม่หนู คนที่มีความรักและโหยหาสิ่งเดียวกับนาง” 

ความปรารถนาของลีโอน่านั้นคงยังไม่ลืม นางกำลังตามหาผู้ที่จักเล่นดนตรีคู่กับนาง คนที่สามารถร่วมบรรเลงเพลงกับนาง ใครคนนั้นยังไม่ปรากฏตัว 

“หัวใจอันหลากหลายและยอมรับซึ่งเรื่องราวนับพัน ผู้บุกเบิกและผู้ท้าทายขีดจำกัด” 

ผู้ที่ไล่ล่าตามหาบทเพลงและเรื่องราวที่ไม่มีจบสิ้น ลีโอน่าตกตะลึงกับคำตอบตาเฒ่าหนวดขาว ท่านอมยิ้ม คืนนี้ได้มีวาสนาพบพานกับคู่ครองที่เหมาะสมของลูกๆหลานๆตาเฒ่าก็ดีใจแล้ว 

“โฮะๆหาไม่เป็นการรบกวนเวลา ขอให้เจ้าเล่นอีกสักบทเพลงให้ตาเฒ่าผู้นี้กับโรงละครนี้ได้หรือไม่” 

“ทำไมจะไม่ได้ละคะ” 

ลีโอน่ายืนขึ้นต่อให้เล่นอีกสักพันหมื่นเพลงนางก็จักเล่น เล่นไปพร้อมกับคู่หูของนาง และเพื่อทุกคนที่นางพานพบระหว่างทาง หญิงสาวพร้อมเสมอไม่ว่ายามใด ชีวิตนางคือบทเพลงนี่นา การละเล่นดนตรีคือสิ่งเดียวที่นางจะทำและอยากทำ 

เพื่อความสุข ความหวัง ความต่างๆ 

เพื่อคนที่นางรัก 

และเพื่อตัวนาง 

ลีโอน่ามีความสุขยิ่งกว่าเวลาใด เพราะฉะนั้นบทเพลงที่ตาเฒ่าร้องขอจักต้องทรงพลังยิ่งกว่าเพลงใด บทเพลงอำลาที่จักย้อนวันวานและกู้คืนซึ่งสิ่งที่สูญหายไปเพื่อเติบเต็มความหวังและบอกว่าชีวิตนี้ยังมีความหมาย เสียงท่วงทำนองเสนาะดังกังวานขับขานใต้ท้องฟ้าสีน้ำเงิน ดวงดาว ใกล้ๆโรงละครที่เตรียมใจพร้อมแล้วที่จะหายไป 

บอกลาและบอกเล่า ไม่ว่าปักษาแห่งเสียงเพลงบนหลังคา หรือตาเฒ่าหนวดขาวที่นั่งฟังเงียบๆ 

ต่างรู้ดีว่าคืนนี้เป็นคืนที่ดีกว่าคืนใด ได้พานพบเพื่อนเก่า ได้เยือนสถานที่แห่งความหลัง แม้จักเสียใจที่ต้องแยกจากกัน กระนั้นความทรงจำสีทองนี้จะคงสถิตคู่หัวใจตลอดกาล 

เสียงไวโอลินแล่นผ่านพาดทุ้งดอกไม้ แว่วดังถึงหูนักเปียโน ระงมถึงหูหมอผีน้อย หลากหลายผู้มาเยือนจากเทวนิยายต่างอมยิ้ม คราวลีโอน่าเล่นเพลงจบ 

นางเงยหน้าและพบว่าครั้งนี้ 

ในสวนว่างเปล่าปราศจากร่างตาเฒ่าคนเดิม…วาจาอาลัยเปี่ยมสุขหลงเหลือไว้เพียงคำฝากฝังสั้นๆ 

ฝากเจ้าดูแลนางด้วย แม่หนูน้อยที่ยอมสละดวงชะตามหาจักรพรรดิเพื่อลูกสาวข้า… 

“แน่นอนค่ะ หวังว่าน้องสาวนางจักมีคู่เช่นกันนะคะ..” 

คำบอกลาปลิวไปมวลหมู่กลีบดอกคูณสีทองคำไสว ลีโอน่าถอนหายใจฟู่ มือลูบไวโอลินที่รัก นางรักเดียวใจเดียว นางยินดีที่มีชีวิตครองคู่กับไวโอลินพลบค่ำแห่งการอำลา..เดินไปบนเส้นทางนี้กับราชันแห่งเครื่องดนตรีวิเศษ..ตราบฟ้าดินสลาย..ตราบนางนั้นยังคงละเล่นดนตรีรำไป.. 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น