หอหมื่นอักษร

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 58 กระเทียมไร้เทียมทาน (12)

ชื่อตอน : ตอนที่ 58 กระเทียมไร้เทียมทาน (12)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 847

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 เม.ย. 2561 09:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 58 กระเทียมไร้เทียมทาน (12)
แบบอักษร

            “เลือดในถังยังเต็มหมด” เฟิงปู้เจวี่ยเดินไปยังข้างถังน้ำ “ดูแล้วผู้พัฒนาคงไม่จำเป็นต้องใช้อะไรพวกนี้ เป้าหมายของมันง่ายมาก ก็คือฆ่าผู้เล่นสองคนนั้น”

            เสี่ยวทั่นพูดต่อว่า : “แล้วทำไมมันถึงไม่มาฆ่าพวกเราล่ะ? เลเวลของพวกเราก็อ่อนกว่าไม่ใช่เหรอ?”

            “ไม่มาฆ่าเราเหตุผลอันนี้ง่ายมาก นายอยู่ใกล้กับ GM สองคนนั้นมากที่สุด หากมันมาฆ่านาย มันก็เสี่ยงเกินไปที่จะเข้าใกล้สองคนนั้น”  เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ตอนที่เริ่มด่าน ฉัน คุณชายอาโตเบะ ชื่อตั้งยากจัง เราสามคนจึงถือเป็นเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะฉัน ที่มีเลเวลต่ำสุด แถมยังทำอะไรคนเดียวด้วย เพราะต่อให้ตายไป ยังไง GM ก็คงคิดว่าเป็นฝีมือของมนุษย์หมาป่าผีดิบ”

            แต่ว่า ...... ในเวลาที่เกิดการสังหาร ผู้พัฒนาไม่ได้ลงมือกับฉัน แล้วก็ไม่ได้ไปหาอีกสองคน จนกระทั่งนายฉันและ GM มายังอาคารบริษัทออล์เลิฟมู มันถึงลงมือ ดังนั้น ......”

            เมื่อเฟิงปู้เจวี๋ยกล่าวมาถึงจุดนี้ก็เงยหน้าขึ้น เขาตะโกนพูดกับพานเฟิงกับฮัวสงเสียงดังว่า : “นี่! ท่านแม่ทัพทั้งสอง ตอนเริ่มด่านผู้พัฒนาจะมีเวลาช่วงหนึ่งที่เคลื่อนไหวไม่ได้ใช่ไหม?”

            ฮัวสงก้มหน้าลงมา แล้วตะโกนลงมาจากดาดฟ้าว่า : “ไม่ใช่เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่ยังปรับเปลี่ยนไม่สมบูรณ์” เขารีบถามกลับมาว่า “จำแก้วกาแฟใบนั้นได้ไหม”

            “ทำไม?” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบรับ

            “ปกติข้อมูล เทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับกาแฟเข้มข้นถ้วยหนึ่ง เมื่อถูกน้ำร้อนมันก็จะละลายออก แต่ส่วนตัวเม็ดของผู้พัฒนามันก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการละลายค่อนข้างนาน” ฮัวสงตอบ “ในกรณีทั่วไป ตอนที่เราพาผู้เล่นตีฝ่าด่านจนสำเร็จอย่างรวดเร็วไปแล้ว ผู้พัฒนายังเพิ่งจะเริ่มเซ็ตตัวได้ แล้วปรากฏตัวในด่านเอง” เขาหยุดไปสองวินาที แล้วกล่าวว่า “แต่ตัวที่เจอรอบนี้ การเซ็ตตัวของมันเร็วมากนะ”

            “เป็นงี้นี่เอง ......” เฟิงปู้เจวี๋ยเหมือนกับว่าคิดอะไรได้อย่างนั้น เขาพูดต่อไปว่า “จริงสิ พวกนายรู้ได้ไงว่าเป้าหมายคือเลเวลสี่ล่ะ? ตอนเข้ามาในด่านระบบแจ้งเหรอ? หรือว่าเห็นจากแถบเมนู GM ?”

            “หลังที่เรา ‘สัมผัส’ มันแล้ว ก็จะเห็นเลเวลของมันในแถบเมนู” พานเฟิงกล่าว “แค่ใช้อาวุธเข้าไปสัมผัสนิดเดียวก็รู้แล้ว”

            “เดี๋ยวนะ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ที่บอกว่า ผู้พัฒนาเลเวลสี่นี่ พวกนายเดางั้นเหรอ?”

            พานเฟิงและฮัวสงมองหน้าแล้วสบตากันยิ้มแล้วพูดว่า : “ฮ่าฮ่า ...... เราบอกกับนายว่าผู้พัฒนามีทั้งหมดสี่เลเวล นายคิดว่าเป็นเรื่องจริงเหรอเนี่ย? เราจะไปหาเลเวลสามจากไหนกันละ? งานของเราคือการกำจัดผู้พัฒนาเลเวลสี่ทั้งหมด นอกเสียจากเราจะล้มเหลว หรือว่าผู้พัฒนาจะโชคดีเจอทีมหกคนอย่างต่อเนื่อง ไม่งั้นผู้พัฒนาเลเวลสามไม่ทางเกิดขึ้นแน่นอน”

            เฟิงปู้เจวี๋ยฝืนยิ้ม: “ก็ดี หวังให้พวกนายคิดถูกแล้วกัน”

            พานเฟิงถามกลับ : “นี่น้องเฟิ่ง นายคิดว่าข้างล่างนั่นเป็นไง? มีข้อสันนิษฐานอะไรดีๆ บ้างไหม?”

            “อืม ......” เฟิงปู้เจวี๋ยเอามือล้วงกระเป๋าสองข้าง เดินมาริมถนนแล้วพูดว่า “ผู้พัฒนามีรูปร่างเป็นผู้หญิง สูงราวร้อยหกสิบเซ็น ค่อนข้างผอม สามารถหยิบหรือยื่นแขนหรืออาวุธที่มีรูปร่างแบบกรงเล็บที่ยาวประมาณยี่สิบเซ็นติเมตร ความเร็วและกำลังไม่ต่างกับตัวประหลาดแอชฟอร์ดที่เราเจอที่อาคารบริษัทออล์เลิฟมู

            หากมองจากการรายงานสถานการณ์ พวกนายเช็กเป้าหมายได้แค่ในบริเวณรอบๆ เท่านั้น แต่มันกลับรู้ตำแหน่งของพวกนายชัดเจนดี และในขณะเดียวกัน มันก็รู้ตำแหน่งของผู้เล่นทุกคนเป็นอย่างดีด้วย ดังนั้น การที่เราจะสู้ด้วยการเป็นเหยื่อมันไม่น่าจะรอด เพราะถ้าพวกนายอยู่ใกล้เรา มันไม่มีทางออกมา

            มันสมองของมันร้ายกาจแค่ไหน ตอนนี้ฉันคาดเดาไม่ได้จริงๆ แต่จากที่เห็น มันรู้ว่ามัน ‘ควร’ ทำอะไรบ้าง เป้าหมายของมันคือการอยู่รอดและการเซ็ตตัว ส่วนวิธีการไปถึงเป้าหมายก็คือการทำให้ผู้เล่นและ GM ออกไปจากด่านให้หมด

            หากมองในมุมที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ......

            ข้อแรก มันไม่ขัดขวางการใช้สถานะเจ้าพนักงานในการทำให้ผ่านด่านอย่างอย่างรวดเร็ว เพราะการผ่านด่านนั้นหมายถึงการที่ผู้เล่นทั้งหมดจะถูกส่งกลับออกไปทั้งหมด สำหรับมันถือว่าไม่ต้องเปลืองแรงมาก

            ข้อสอง เพื่อป้องกันความปลอดภัยของตัวเอง เมื่ออยู่ห่างจากพวกนายมาก ผู้พัฒนาเองก็ไม่ได้คิดมากที่จะลงมือสังหารผู้เล่นเอง หรือ มันอาจจะสามารถทำให้มันเติบโตได้มากขึ้น? อันนี้ฉันก็ไม่รู้นะ ......”

            เมื่อเขากล่าวมาถึงจุดนี้ เขาก็หยุดเดิน : “ส่วนเรื่องนอกเหนือความคาดหมายอย่างความสัมพันธ์ของมันกับมอนสเตอร์ ผู้พัฒนาจะถูกมอนสเตอร์โจมตีไหม หรือสามารถสื่อสารกับมอนสเตอร์ได้หรือไม่ ปฏิกิริยาโต้ตอบของมันจะทำให้อะไรเปลี่ยนไปหรือไม่ ภารกิจหลักของระบบจะได้รับผลกระทบหรือไม่ อันนี้ฉันไม่สามารถคาดเดาได้ในตอนนี้

            สรุปแล้วก็คือ ...... หากฉันเป็นผู้พัฒนา หากผนวกเข้ากับสถานการณ์ของด่าน ตอนนี้มีให้เลือกสามวิธี”

            เฟิงปู้เจวี๋ยกลับไปนั่งบนโซฟาอีกครั้ง ก้มหน้าลง เขาใช้นิ้วเคาะไปที่หน้าผาก : “อืม ...... แผนแรก เอาตัวเองเป็นเหยื่อ โดยใช้เวลาที่เหมาะสม หลังฟ้ามืดแล้ว ตั้งใจเข้าไปในบริเวณที่พวกนายสำรวจ แล้วล่อพวกนายไปยังสถานที่ที่ระบุไว้ แล้วร่วมมือกับร่างแปลงของแอชฟอร์ดและมนุษย์หมาป่าผีดิบในตอนกลางคืนจัดการพวกนายซะ” เขาเงยหน้าขึ้น และใช้มือลูบจมูก “ฉันรู้ว่าพวกนายตรวจสอบจุด FLAG ข้อมูลมอนสเตอร์และแผนที่ด่านได้ แต่ไม่สามารถรู้ตำแหน่งของพวกมันตัวใดตัวหนึ่งได้ ซึ่งมัน ...... ยากที่จะคาดเดาได้ เพราะพวกนายใช้จุด FLAG ของด่านในการตามหาแอชฟอร์ด แต่หลังจากที่มันหนีไป พวกนายก็ไม่พบเงาของมันอีกเลย”

            หลังจากหยุดไปครึ่งวินาที เขาก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเข้มอีกครั้ง : “สมมติว่า ผู้พัฒนาสามารถหาแอชฟอร์ดจนเจอและสามารถสื่อสารกับมันได้ และมันก็ฉลาดพอ มันก็จะยืมมือมอนสเตอร์มาเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวมัน แผนนี้เป็นแผนที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับผู้พัฒนา”

            ในตอนนี้เอง เขาชี้ไปยังบริเวณไกล แล้วมองไปยังเสี่ยวทั่น เสี่ยวทั่นหันหลังกลับไปมอง เขาพบมนุษย์หมาป่าปีดิบกำลังเข้ามาใกล้เขา เขารู้ว่าพี่เจวี๋ยต้องการจะสื่ออะไร เลยฟาดไม้เบสบอลเข้าไปหนึ่งที

            ขณะที่เสี่ยวทั่นกำลังกำจัดมอนสเตอร์ตัวนั้น พานฮัวสองคนนั้นก็กระโดดลงมาจากบนยอดตึก เพราะเฟิงปู้เจวี๋ยบอกไปแล้วว่าการซุ่มโจมตีไม่เป็นผลพวกเขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่บนนั้นอีก

            “แผนที่สอง ก็คือการไปจัดการกับแอชฟอร์ดซะ” เฟิงปู้เจวี๋ยมองไปยัง GM สองคนนั้นแล้วพูดว่า “หากเขาทำอย่างนั้น ฉันและเสี่ยวทั่นก็จะออกจากด่านเพราะผ่านด่านแล้ว ต่อมามันก็จะสามารถรับมือกับพวกนาย หรือเล่นเกมแมวจับหนูกับพวกนายต่อไป อย่างน้อยมากสุดก็ 80 ชั่วโมง พวกนายก็ต้องออกจากระบบไปเพราะข้อจำกัดเรื่องเวลาของตัวเกม แน่นอนว่า ในฐานะข้อมูลของระบบ มันอาจจะไม่มี ‘โลกจริงๆ’ อยู่เลย อาจจะไม่รู้เรื่องกฎเกณฑ์เหล่านี้ก็ได้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “หากเลือกแผนนี้ ก็จะแสดงให้เห็นว่าผู้พัฒนาไม่สามารถสื่อสารกับมอนสเตอร์ได้ เพื่อป้องกันปัจจัยที่ไม่แน่นอนของมอนสเตอร์กับผู้เล่นจะทำให้แผนมันพัง มันเลยเลือกวิธีนี้ และแสดงให้เห็นว่า ผู้พัฒนาคิดว่าตัวเองมีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะสามารถกำจัดพวกนายทั้งสองคนได้

            เสี่ยวทั่นฟาดเจ้ามนุษย์หมาป่าผีดิบจนตายแล้วรีบเดินกลับมา

            “ส่วนแผนที่สาม ...... ความเป็นไปได้น้อยมาก” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “แผนนี้ก็คือ เลือกเวลาสักเวลาหนึ่งแล้วพุ่งโจมตีเข้าหาเราทั้งสี่คน” เขาพูดว่า “ถึงแม้มันจะดูไม่ค่อยสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ แต่ถ้าหากมันเลือกที่จะพุ่งโจมตีเข้าใส่แล้วละก็ จะต้องมีเหตุอะไรสักอย่างอย่างแน่นอน เช่น ...... กินมันสมองของแอชฟอร์ดเข้าไปแล้วกลายร่างจนแข็งแกร่งขึ้นจนถึงขีดสุด แล้วตัวเองก็มีความมั่นใจสูง”

            หลังจากที่ฟังเฟิงปู้เจวี๋ยวิเคราะห์จบแล้ว พานเฟิงและฮัวสงก็อ้าปากค้าง แล้วใช้สายตาเหมือนกำลังมองปีศาจมองเขาแล้วถามว่า : “ขอถามท่านหน่อยนะ ตกลงท่านทำงานอะไรกันแน่?”

            “ยอด .....” เฟิงปู้เจวี๋ยกำลังจะตอบด้วยคำตอบที่ใช้ประจำ

            เสี่ยวทั่นพูดแทรกขึ้นมา : “นักเขียนอิสระ!”

            เฟิงปู้เจวี๋ยยักไหล่ แล้วกลับเข้าประเด็นพูดคุยหลัก พูดกับ GM ทั้งสองว่า : “เรามาปรึกษากันดีกว่าว่าจะรับมือกับสถานการณ์ทั้งสามนี้ยังไง นอกจากข้อสองแล้ว ฉันกับเสี่ยวทั่นถือว่ายังสามารถช่วยอะไรได้บ้าง”

            “การตายของผู้เล่นเลเวลสิบสี่กับสิบสองมันสามารถบอกอะไรเราได้หลายอย่างใช่ไหม? นายเองก็สันนิษฐานข้อมูลได้มากมายขนาดนี้ แล้วคิดว่าพวกนายจะช่วยอะไรเราได้?”พานเฟิงถาม “เรารู้ว่านายเป็นผู้เล่นที่เก่งมากคนหนึ่ง แล้วนายก็เจ้าความคิดมาก แต่ไม่ใช่คนที่ ‘เกมซ้อนเกม’ หากเราไม่ใช่ GM เทียบแค่ระดับเกม เชื่อได้เลยว่าไม่มีทางมีเลเวลสูงกว่านายแน่นอน แต่ความอยู่รอดของผู้พัฒนา ต้องการกำลังรบเหนือเรื่องอื่น เรื่องอื่นนั้นเป็นเรื่องรอง”

            “พวกนายดูถูกเรามากกว่า” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ “ต่อให้นายพูดว่า GM มีโอกาสถึง 95% ที่สามารถจัดการผู้พัฒนาเลเวลสี่ได้ แต่หากเทียบความสมดุลในด่านของ GM อย่างพวกนายแล้ว ..... กำลังของผู้พัฒนาอย่างมากก็แค่ผู้เล่นเลเวลยี่สิบเท่านั้น มันเป็นแค่ AI ไม่ใช่คน

            คุณชายอาโตเบะกับชื่อตั้งยากตายถูกฆ่าตายเพราะประมาทเหรอ หากครั้งแรกที่เห็นผู้พัฒนาพวกเขาตัดสินว่านั่นคือศัตรูที่แข็งแกร่ง ใช้ปืน สกิลต่างๆ โจมตีเข้าไป จะไม่สามารถฆ่ามันได้เลยเหรอ? ฉันคิดว่าอย่างน้อยๆ พวกเขาก็สามารถทำให้มันบาดเจ็บได้ จนถึงกระทั่งหนีไป

            ฉันหวังว่าตัวเองจะอยู่รอดดูวินาทีที่ได้สังหารผู้พัฒนา ถึงได้เข้าร่วม ดังนั้น ......” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “อย่างน้อยคิดว่า ผู้พัฒนาจะเลือกแผนแรกที่เป็นแผนที่ยากที่สุด เรามาคิดวิธีรับมือกันดีกว่า......”

            ...........

            อาทิตย์ลับขอบฟ้า เหนืออาคารตึกเริ่มมืดมิดลง

            ความมืดย่างกรายเข้ามา อากาศในเมืองนี้หนาวเหน็บขึ้นทันตา มันทำให้เลือดของคนเราเริ่มเย็นขึ้นเช่นกัน

            ดวงตาของมนุษย์หมาป่าผีดิบเปลี่ยนเป็นสีแดง พวกมันยังคงเคลื่อนไหวเชื่องช้าอย่างผีดิบ แต่การดมกลิ่นของมันเร็วกว่าช่วงกลางวันมาก  เมื่อได้กลิ่นเหยื่อมันก็จะเริ่มล่า และการเคลื่อนไหวก็จะรวดเร็วขึ้น เร็วขึ้นจนกระทั่งวิ่งสี่ขา ทั้งกำลัง ความเร็ว ความดุร้าย แตกต่างกับกลางวันอย่างเห็นได้ชัด มนุษย์หมาป่าผีดิบในตอนนี้แกร่งกว่าผีดิบธรรมดากว่าสองเท่าตัว

            ท่างกลางแสงกลางคืน เงาของคนสองคนเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

            ด้านหลังของเขา มีมนุษย์หมาป่าผีดิบราวห้าสิบตัวกำลังไล่ล่าพวกเขาอยู่

            ก่อนหน้านั้นยี่สิบนาที ผู้พัฒนาได้ปรากฏตัวอยู่รอบๆ บริเวณเจ้าพนักงานทั้งสอง แต่มันอยู่แค่รอบนอกเท่านั้น แล้วไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าใกล้ ซึ่งเป็นไปตามที่เฟิงปู้เจวี๋ยคาดการณ์ไว้

            ในตอนนี้ พานเฟิงและเฟิงปู้เจวี๋ยสองคนวิ่งด้วยความเร็วที่เร็วกว่าพวกผีดิบพุ่งเข้าใส่เป้าหมาย เสื้อผ้าของทั้งสองยังใช้เลือดในการล่อมอนสเตอร์ให้เข้ามาอีก .......

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น