หอหมื่นอักษร

เชิญคุณเข้ามาสัมผัสกับความหลอนแห่งสวนสนุกสยองขวัญ นิยายจีนแนวเกมส์ออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้!!!

ตอนที่ 57 กระเทียมไร้เทียมทาน (11)

ชื่อตอน : ตอนที่ 57 กระเทียมไร้เทียมทาน (11)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 809

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 07 เม.ย. 2561 13:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 57 กระเทียมไร้เทียมทาน (11)
แบบอักษร

            “นี่น้องชาย ที่ฉันพูดไปเมื่อกี้นี้ไม่ได้ฟังเลยใช่ไหม?”  พานเฟิงทำตาโตถมึงทึงแล้วพูดว่า “ก็บอกอยู่ว่าผู้พัฒนาแกร่งมาก นายจะลองอะไรอีก? รนหาที่ตายรึไง? นายตามพวกฉันไปทำภารกิจหลัก แล้วก็ออกจากด่านไปซะโอเครึเปล่า?”

            “ก็นายบอกเองนี่ว่า ผู้พัฒนาระดับสี่ที่อยู่ในด่านตอนนี้ มีความคิดและกำลังรบสูงกว่า BOSS อย่างแอชฟอร์ดแค่นิดเดียวเองนี่” เฟิงปู้เจวี๋ยพูด “แล้วทำไมถึงฆ่าไม่ได้ละ?”

            “ประเด็นคือนายไม่ได้มีความจำเป็นในการช่วยเราฆ่าไหม?” ฮังสงถามกลับ

            เสี่ยวทั่นที่ยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าท่าทางดูตื่นตระหนก เขารีบพูดขึ้นมาทันทีว่า : “จริงด้วย ! เราไม่ได้จำเป็นต้องไปช่วยฆ่านะ!”

            “ไอ้ที่พวกนายบอกว่าไม่จำเป็น นั่นก็เป็นเพราะว่า ..... หากผู้เล่นไปไล่ล่าผู้พัฒนา มันจะไม่นำเป็นภารกิจรองหรือภารกิจลับ และก็ไม่ได้ส่งผลอะไรต่อภารกิจหลัก และก็อันตรายเกินไปใช่ไหม?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            ทั้งสามคนที่เหลือพยักหน้า และพูดพร้อมกันว่า : “ใช่”

            “หากมองข้ามเรื่องผลประโยชน์ที่จะได้รับจากระดับความชำนาญ ค่าสกิลทักษะและอื่นๆ พวกนายลืมเรื่องสำคัญที่ ‘เกม’ ควรจะให้กับผู้เล่นไปแล้วรึเปล่า”  เฟิงปู้เจวี๋ยถามกลับ

            “เอ่อ ...... อะไร?”

            “ความสนุกไง” เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้มแล้วตอบกลับ “พวกนายก็เป็นคนพูดเอง โอกาสที่ผู้เล่นจะได้เจอกับผู้พัฒนามันน้อยมากๆ และแทบจะไม่มีโอกาสได้พบเป็นครั้งที่สอง แต่กับการเล่นแบบโหมดทีม ฉันอยากจะสร้างทีมเข้ามาเล่นเมื่อไรก็ได้ ตายครั้งเดียวจะเป็นอะไรไป” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า “จะได้เจอผู้พัฒนาไม่ง่ายเลยนะ ฉันยังจะต้องมายืนดู GM พาฝ่าภารกิจหลักแล้วส่งเราออกไปจากด่าน มันก็จะดูน่าเบื่อเกินไปมั้ง? แบบนี้ให้ฉันไปสร้างทีมเข้าด่าน แล้วถูกมอนสเตอร์ฆ่าตายระหว่างเล่นเกมน่าจะสนุกกว่าอีกนะ”

            เสี่ยวทั่นเงยหน้าประมาณสี่สิบห้าองศา : “พอนายพูดมาแบบนี้ ...... ฉันรู้สึกว่า ถ้าไม่ไปตามล่าผู้พัฒนา เมื่อกำลังสูญเสียสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปเลย”

            “แน่นอน มีคนตั้งมากมายไม่ใช่ใครจะได้พบเจอง่ายๆ นี่ ต่อให้เราตายด้วยน้ำมือของมันแล้วยังไงล่ะ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “มันยิ่งกว่าสามารถผ่านด่านในคอนตร้าสักหมื่นครั้ง แล้วเจอกับ BOSS ในเมืองปีศาจอีกนะ เพราะถ้าตายไปแล้วนายคงไม่เลือกที่จะย้อนกลับไปจัดการมันอีกถูกไหม”

            “อืมอืม ! มีเหตุผล!” เสี่ยวทั่นตอบรับด้วยความตื่นเต้น

            “ความคิดของเจ้าเด็กนี่มันประหลาดซะจริงเชียว......” พานเฟิงกระซิบพูดกับฮัวสง

            “ไม่ใช่แค่ผิดปกตินะ แต่นี่มันบ้าชัดๆ ......” ฮัวสงกระซิบตอบ

            “นายสองคนมายืนกระซิบกันซะใกล้ขนาดนี้! มันมีประโยชน์ไหมเนี่ย?” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกน

            ............

            เวลาห้าโมงเย็น บริเวณหน้าปากประตูร้านขายปืน

            เฟิงปู้เจวี๋ยและหวังทั่นจือกำลังตรวจสอบซากศพที่อยู่ตรงสถานที่เกิดเหตุ

            คุณชายอาโตเบะและชื่อตั้งยากจังกลายเป็นแสงวาร์ปหายไปนานแล้ว หลังจากที่ผู้เล่นถูกสังหาร ศพจะไม่ทิ้งไว้ในด่าน จากหลักการเดียวกัน หากผู้เล่นติดเชื้อจนกลายร่าง ขณะที่กลายร่าง ผู้เล่นจะกลายเป็นแสงวาร์ปแล้วหายไป ในขณะเดียวกันก็จะปรากฏศพของผีดิบธรรมดามาแทนที่

            สรุปแล้วก็คือ บริษัทเกมจะไม่มีการทิ้งร่องรอยใดๆ ของผู้เล่นเอาไว้ในด่านอย่างแน่นอน ผู้เล่นจะกลายเป็นแสงแล้วออกจากด่านไปทันที

            ไม่มีศพ มันก็ยากที่จะคาดเดาขั้นตอนการสังหารของผู้พัฒนา แต่เฟิงปู้เจวี๋ยสันนิษฐานเรื่องราวต่างๆ จากรอยเลือดที่อยู่บนโซฟาที่ถูกฉีกออก : “พวกเขานั่งอยู่ตรงนี้ ถือปืน ต่างคนต่างรับผิดชอบเฝ้าระวังคนละด้าน” เขาพูดพลาง นั่งลงบนเก้าอี้ “เพราะปลอกกระสุนที่อยู่ด้านหลังโซฟามีเยอะมาก จึงสามารถพิสูจน์ข้อสันนิษฐานนี้ได้” เขามองดูทิศทางที่เสี่ยวหมิงรับผิดชอบก่อนหน้านี้ “ผู้พัฒนาน่าจะมาจากทางด้านนั้น ......” เขาพูดพลางยืนขึ้น แล้วเดินไปข้างหน้า เดินไปจนถึงบริเวณสี่แยกไฟแดง แล้วเดินย้อนกลับมา ระหว่างที่เดินกลับมาเขาก้มหน้าสำรวจบนพื้นไปด้วย “ผู้พัฒนาภายนอกน่าจะมีรูปลักษณ์ที่เป็นผู้หญิง อย่างน้อยสามารถมองออกได้จากระยะไกล มันน่าจะต้องมีรูปร่างไม่เหมือนมอนสเตอร์หรือปีศาจ อาจจะเป็นสาวสวยซะด้วย......”

            “นี่นายรู้หมดเลยเหรอ?” เสี่ยวท่านถาม

            “รอยเลือดบนพื้นมีประโยชน์มาก ถ้าเดินผ่านตามถนนเส้นนี้ ไม่มีทางที่จะไม่มีรอยเท้า” เฟิงปู้เจวี๋ยนั่งยองลงไปและมองไปที่พื้นแล้วพูดว่า “ตรงนี้มีรอยของรองเท้าส้นสูงชัดมาก” เขาเงยหน้าขึ้นมาพูด “แล้วซากศพที่อยู่บนถนนเส้นนี้ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ไม่มีตัวไหนเลยที่ใส่รองเท้าส้นสูง” เขาอธิบาย “นั่นหมายความว่าเจ้าของรอยเท้านี้ ไม่ได้อยู่ตรงนี้ในตอนนี้ มันสังหารผู้เล่นสองคนแล้วก็จากไป”

            เฟิงปู้เจวี๋ยยืนขึ้นมา แล้วเดินไปอีกสองสามก้าว “ห่างจากโซฟาประมาณสิบก้าว รอยเท้าก็ขาดหายไป นี่น่าจะเป็นบริเวณและระยะที่มันปล่อยการโจมตีออกไป” เขาเดินมาเรื่อยๆ จนถึงโซฟา “ตรงนี้ มีรอยเท้ารอยหนึ่งที่เห็นได้ชัดมาก อยู่ตรงหน้าโซฟา มันคือบริเวณที่มันยืนขณะลงมือสังหาร” เขาหันไปมองนอกบริเวณรอยเท้าสิบก้าว “น่าจะประมาณเจ็ดเมตร กระโดดมาถึงตรงนี้ นั่นหมายความว่ามันไม่เชื่องช้าเหมือนมนุษย์หมาป่าผีดิบอย่างแน่นอน”

            เขาเดินอ้อมไปยังอีกด้านของโซฟา “หลังจากสังหารมนุษย์แล้ว มันก็ใช้อีกทางหนึ่งจากไป เดินไปสักระยะหนึ่ง ก็เหยียบถูกรอยเลือดใหม่ ทิ้งร่องรอยไว้อีก”

            “พี่เจวี๋ย” เสี่ยวทั่นถาม “พี่ยังไม่ได้ตอบคำถามของฉันเลยนะ คนที่ใส่รองเท้าส้นสูงจำเป็นต้องเป็นสาวสวยงั้นเหรอ?”

            เฟิงปู้เจวี๋ยตอบกลับว่า : “นายดูรอยเท้าตอนมันมาสิ” เขาเดินไปด้านข้างอีกครั้ง “รอยเท้าพวกนี้มันเป็นรอยการ ‘เดิน’ ไม่ใช่การ ‘วิ่ง’ ยิ่งไม่ใช่การ ‘เขยิบ’ แบบผีดิบ” เขาชี้ไปตรงพื้น “ข้อสันนิษฐานจากรอยเท้าและรอยเลือด มันน่าจะสูงร้อยหกสิบห้า น้ำหนักไม่มาก ท่าทีการเดินน่าจะเป็นแบบสาวสวยอ้อนแอ้น”

            “มันอาจจะเป็นท่าทางการเดินของมอนสเตอร์อะไรสักอย่างก็ได้” เสี่ยวทั่นพูดต่อ

            “ถ้าเป็นแค่มอนสเตอร์ที่ใส่ส้นสูง หรือผู้ชายใส่ส้นสูง ...... กว่ามันจะเดินมาถึงนาย นายคิดว่านายจะยังคงนั่งรออยู่บนโซฟาในระยะสิบก้าวไหม?” เฟิงปู้เจวี๋ยถามกลับ

            “อืม ......” เสี่ยวทั่นคิด เหมือนจะมีเหตุผล

            “หากหน้าตาของผู้พัฒนาเป็นมอนสเตอร์ ชื่อตั้งยากจังคงยิงปืนใส่นานแล้ว” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดต่อไป “ต่อไปก็มีข้อสันนิษฐานสองข้อ อย่างแรก ผู้พัฒนาเริ่มวิ่งแล้วพุ่งเข้าจู่โจม”

            “เมื่อดูจากรอยเท้า ประเด็นนี้ตัดออกไปได้เลย” เสี่ยวทั่นพูด

            เฟิงปู้เจวี๋ยพูด “อย่างที่สอง ...... ผู้พัฒนายังคงคงการเดินของมันไว้ ค่อยๆ เดินเข้ามา แล้วค่อยโจมตี” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ....... ชื่อตั้งยากจังกับคุณชายอาโตเบะก็ไม่น่าจะอยู่บนโซฟาต่อไปแบบนี้ เขาก็มีเวลามากพอที่จะหนีไปสิ หรือไม่ก็ถอยไปตั้งรับ”

            “พวกเขาอาจจะถูกสกิลอะไรควบคุมไว้ก็ได้มั้ง?” เสี่ยวทั่นกล่าว

            “ถ้าเป็นแบบนั้น ยกเรื่อง ‘หน้าตาของมันเป็นมอนสเตอร์ปีศาจ’ ขึ้นมาพูดใหม่จะง่ายกว่านะ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            “ก็จริง ......” เสี่ยวทั่นพูด “งั้น ถ้าหน้าตาของผู้พัฒนาเป็นหญิงสาวจริง แล้วรู้ได้ไงว่าเป็นสาวสวยด้วย?”

            “’สาวสวย’ มันเป็นแค่เซนส์ของฉันเฉยๆ” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “อาจจะหน้าตาธรรมดาหรืออะไรก็เป็นได้”

            “เชอะ ......”

            เฟิงปู้เจวี๋ยยิ้ม แล้วพูดต่อไปว่า : “ดังนั้น ลำดับเรื่องราวก็น่าจะเป็นแบบนี้ ...... พวกเขานั่งอยู่ตรงนี้ มองเห็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนมอนสเตอร์หรือปีศาจ เคลื่อนที่อ่อนช้อย ค่อยๆ เข้ามา” เขาพูดต่อ แล้วก็นั่งลงไปบนโซฟาอีก “เมื่อผู้พัฒนาเข้ามาใกล้ในระยะสิบก้าวแล้ว ทั้งสองสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ คิดว่าในตอนนั้นน่าจะพยายามต้าน แต่ในระยะแบบนั้นมันอันตรายมาก และมันก็สายเกินไปแล้ว ผู้พัฒนาบินพุ่งเข้ามา จัดการพวกเขาจนเรียบร้อย” เขาลูบหนังบนโซฟาที่ฉีกขาด “รอยกรีดยาวตรงนี้เหมือนกับรอยกรงเล็บของวูฟเวอรีนไม่มีผิด แล้วรอยเท้าสุดเท้าก่อนจะเข้าสู่สิบเก้าตรงนั้น มันไม่มีการเพิ่มความเร็วขึ้นเลย”

            “มันหมายความว่าไง?” เสี่ยวทั่นถาม

            “ถ้านายไม่ได้ใช้แรงจากการวิ่งช่วย นายจะหนีไปได้ไกลแค่ไหนกัน?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            “สองเมตรได้มั้ง”

“ผู้พัฒนาโดดได้อย่างน้อยหกเมตร”

“อืม ......”

“หลังจากกระโดดแล้ว มันก็ใช้อาวุธแบบกรงเล็บหรือมือของมัน ฉีกร่างของสองคนนั้นอย่างรวดเร็ว เพราะงั้นแม้แต่โซฟาก็ถูกฉีกขาดไปด้วย” เฟิงปู้เจวี๋ยเดินชิดไปขอบถนน “ก็น่าจะประมาณนี้แหละ”

เสี่ยวทั่นเงยหน้าขึ้นมา เขาตะโกนพูดกับพานเฟิงและฮัวสงที่ซุ่มอยู่ด้านบนตัวอาคารว่า : “พี่ชายทั้งสอง ! จับตาดีๆ หน่อยนะ!”

ทั้งสองคนนั้น พูดคุยกันต่อไปแบบไม่สนใจเขาเลย ……

เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว : “สบายใจได้ พวกเขาก็บอกแล้วนี่ ถ้าผู้พัฒนาอยู่ใกล้ๆ นี้ภายในหนึ่งกิโลเมตร พวกเขาจะได้รับการแจ้งเตือนจากระบบทันที และก็จะมีระบุตำแหน่งในแผนที่ด่านไว้”

“ฉันว่านะระบบก็ซับซ้อนไปไหมอ่ะ ระบุเป้าหมายให้พวกเขาเลยก็จบแล้วไหม?” เสี่ยวทั่นพูด

“เขาถึงได้บอกไงว่าผู้พัฒนาเป็น ‘ข้อมูลที่ควบคุมไม่ได้’ แล้ว มันน่าจะใช้อะไรสักอย่างเพื่อป้องกันตัวเองจากการค้นหาระบบ หากทำได้อย่างที่นายว่า ระบบใช้สายฟ้าฟาดให้ตายทีเดียวก็พอแล้วมั้ง? ให้ GM มาจัดการทำไมให้เสียเวลา?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “เอาจริงๆ ......คำพูดของสองคนนั้น เราก็เชื่อทั้งหมดไม่ได้”

ท่าทีของเสี่ยวทั่นเปลี่ยนไป : “อะไรกัน? พวกเขาโกหกเราตรงไหน?”

“ก็ไม่เหมือนโกหก สิ่งที่พวกเขาพูดน่าจะเป็นเรื่องจริง” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “แต่ว่า ...... พวกเขาก็แค่พนักงานสองคนเท่านั้น นายจะรู้ได้ยังไงว่าผู้บริหารบริษัทเมิ่งจะบอกข้อมูลความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับผู้พัฒนาให้กับพวกเขาล่ะ ......”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น