หอหมื่นอักษร
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

เข้ามาสิ เข้ามา...มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ตื่นเต้นสยองขวัญไปพร้อมกับเขาได้แล้ว!

ตอนที่ 55 กระเทียมไร้เทียมทาน (9)

ชื่อตอน : ตอนที่ 55 กระเทียมไร้เทียมทาน (9)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 49

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 12:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 55 กระเทียมไร้เทียมทาน (9)
แบบอักษร

            “นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว “ด็อกเตอร์ในภารกิจแท้ที่จริงคือคนร้ายงั้นเหรอ?” สมองของเขาเริ่มสันนิษฐานใหม่อีกครั้ง เขากำลังผนวกเรื่องราวเข้ากับโครงเรื่อง หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ท่าทีของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง “แอชฟอร์ดคงไม่ใช่ฆาตกรที่ปล่อยไวรัสฆ่าคนใช่ไหม ...... โครงเรื่องคงไม่ใช่ว่าเขาหนีออกจากห้องแล็บแล้วปล่อยไวรัสไปทั่วทั้งเมืองให้กลายร่างหรอกมั้ง? ดังนั้นเลยทำให้ไวรัสแพร่กระจายในเมืองออกไป แล้วทำให้ฉันไม่เจอผู้รอดชีวิตเลยแต่คนเดียวเลยตอนนี้?” เขาทนไม่ไหวถึงกับต่อว่าต่อขาน “เป็นด็อกเตอร์กิ้งก่าหรือไงกันห้ะ!”

            ในตอนนี้มีเขาอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น บริเวณใกล้ๆ กับเขาไม่มีกล้องวงจรปิดเลย ดังนั้นระบบเลยไม่ได้ตัดเสียงสบถของเขาออกไป

            “เดี๋ยวก่อนนะ......” เหมือนว่าเฟิงปู้เจวี๋ยจะคิดอะไรออก “สองคนนั้น ...... พานเฟิงกับฮัวสงเป็นเทพมาจากไหนกันน่ะ? ทำไมพอเข้ามาที่ตึกก็พุ่งทำภารกิจหลักเลย เหมือนกับว่าพวกเขารู้อยู่แต่แรกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องลงมายังห้องแล็บไต้ดินเลยก็ผ่านด่านได้แล้ว” เขาคิด “ตามหลักแล้ว เนื้อเรื่องจะต้องทำให้ ...... หลังจากผู้เล่นเข้ามาที่ตึกแล้ว ต้องลงไปยังห้องแล็บก่อนสิ หาวัคซีนชะล้างเลือด กำจัด BOSS แล้วถึงจะพบเงื่อนงำของด็อกเตอร์แอชฟอร์ดว่าเป็นคนทรยศ แล้วถึงจะตามเงื่อนงำที่มีกับคำเตือนไล่กวาดขึ้นชั้นบนไป ...... แต่สองคนนั้นกำลังจะทำอะไรกันแน่? ทำไมถึงมองทะลุ BOSS แบบนั้น แล้วจะใช้อาวุธโจมตีร่างจริงของมันเหรอ?

            เสี่ยวทั่นยังไม่ตายแน่ๆ แล้วก็น่าจะอยู่กับสองคนนนั้น แต่เขาไม่ชอบและไม่มีทางออกคำสั่งกับคนอื่นแน่ๆ และยิ่งไม่มีทางบอกให้ใครขึ้นไปข้างบนแน่นอน อีกอย่างความสามารถของพวกเขาก็เหนือกว่าชัดเจน ไม่มีทางฟังคำสั่งของใคร

            ดังนั้น ...... พวกเขาสองคนจะต้องเป็นต้นคิดเรื่องที่จะขึ้นไปชั้นบนแน่ๆ แล้วมันก็เป็นความคิดที่ถูกต้อง ......”

            เฟิงปู้เจวี๋ยยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าโครงเรื่องนี้มันมีปัญหา เขารวบรวมสมาธิ เขาทบทวนเรื่องเราวและตัดช่วงเวลาที่เขาตื่นเต้นดีใจออกไปให้หมด หยิบปืนวินเชสเตอร์ออกมา ใส่กระสุน พร้อมกับพุ่งออกไปที่ประตู

            ถึงแม้การสำรวจก่อนหน้านี้จะค่อนข้างเร่งรีบ แต่เขาก็ยังคงมีลำดับขั้นตอนอยู่ เขาจดจำการเคลื่อนไหวของเขาได้ทั้งหมด อีกอย่างยังคงมีศพของผีดิบเป็นสัญลักษณ์ตลอดทาง ดังนั้น เฟิงปู้เจวี๋ยจึงสามารถเดินกลับไปยังลิฟต์ได้อย่างรวดเร็ว

            จากประสิทธิภาพของแจ๊สแดนช์ ทำให้เขาแทบไม่สูญเสียความแข็งแกร่งเท่าไรเลย แล้วรีบเร่งใช้ความเร็วเพื่อให้ได้ไปยังเป้าหมายข้างหน้าให้ทันผู้เล่นคนอื่นอย่างรวดเร็ว

            หลังจากนั้นสิบนาที เฟิงปู้เจวี๋ยก็ขึ้นไปยังลิฟต์ทางเชื่อมตรงชั้นหนึ่ง ขณะที่เขาไปจากตรงนี้เขารีบเร่งมาก เขาไม่ได้กำจัดซากศพทั้งหลายแหล่ที่อยู่ตรงปากประตูลิฟต์เลย ดังนั้น ในตอนนี้ประตูลิฟต์จึงเปิดคาไว้ไม่ได้ปิดตัวลง เขาใช้เวลาประมาณสามนาทีในการเคลื่อนย้ายซากศพในลิฟต์ออกมาด้านนอก แล้วค่อยขึ้นลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นหนึ่งของตัวอาคาร ซึ่งประจวบเหมาะกับที่ได้พบกับหวังทั่นจือตรงกลางโถงใหญ่

            “เฮ้ย ! เสี่ยวทั่น !” เฟิงปู้เจวี๋ยตะโกนเรียกเขา

            เสี่ยวทั่นหันหลังกลับมา : “เฮ้? พี่เจวี๋ย ทำไมพี่ถึงมาจากด้านหลังฉันละ......”

            “อย่าเพิ่งพูดอะไรมาก” เฟิงปู้เจวี๋ยพูดแทรก แล้วเดินไปด้านหน้า แล้วหยิบวัคซีนต้านพิษให้เขา “กินซะ”

            “อะไรน่ะ?” เสี่ยวทั่นถามพร้อมกับรับวัคซีนมา แล้วดูคุณสมบัติของมัน “พี่ได้มันมาได้ยังไงกัน?”

            “เมื่อกี้ฉันลงไปที่ห้องแล็บมา” เฟิงปู้เจวี๋ยตอบ

            “หะ? อีกสองคน ......” เสี่ยวทั่นยังไม่ทันพูดจบ เฟิงปู้เจวี๋ยก็รู้ทันทีว่าเขาต้องการจะถามอะไร แล้วตอบกลับในทันที “พวกเขาตายที่อื่น”

            ทั้งสองคุยกันไม่นานนัก ก็พากันขึ้นชั้นบนไป ตลอดทางพวกเขาต่างแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่พบเจอมาเล่าสู่กันฟังทั้งหมดอย่างละเอียด

            เสี่ยวทั่นบอกเล่าข้อสันนิษฐานให้เฟิงปู้เจวี๋ยฟัง ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่า [พานเฟิงแม่ทัพผู้ไร้เทียมทาน] กับ [ฮัวสง บุรุษพันสังหาร] นั้นผิดปกติ สำหรับเฟิงปู้เจวี๋ยแล้ว ความสามารถของสองคนนี้ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่รับได้ แต่ปัญหาคือการกระทำของพวกเขา พวกเขาไม่มีการค้นหาเงื่อนงำอะไรเกี่ยวกับภารกิจเลย แต่กลับพุ่งขึ้นไปหาแอชฟอร์ดที่ชั้นบนเลย มันเป็น “ดวง” ที่น่าตกใจ อาจจะเป็นไปได้ว่าพวกเขาได้รับข้อมูลอะไรมาก่อนที่ผู้เล่นคนอื่นไม่รู้ก็เป็นได้

            เฟิงปู้เจี๋ยและเสี่ยวทั่นเดินตลอดทางมาจนถึงชั้นที่ห้าสิบเอ็ด ก่อนที่จะถึงชั้นสี่สิบเจ็ด พวกเขาเดินตามเส้นทางที่เสี่ยวทั่นกับพานฮัวเดิน แต่หลังจากนั้นอีกสี่ชั้น เสี่ยวทั่นยังไม่เคยได้ขึ้นมา แต่ร่องรอยของศพมอนสเตอร์ ทำให้พวกเขาสามารถดำเนินรอยตามได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

            ขณะที่กำลังจะเข้าใกล้ชั้นสุดท้ายนั้น เฟิงปู้เจวี๋ยก็ถามขึ้นมาว่า : “ครั้งแรกที่นายเดินตามพวกเขาขึ้นมา เจอทางทางย้อนหรือทางตันบ้างไหม?”

            “อืม......” เสี่ยวทั่นนึกทบทวน “เหมือนจะไม่มีแฮะ” เขาตอบกลับ “แต่ว่าทางที่เราเดินอยู่ตอนนี้มันก็เป็นทางที่อ้อมไปอ้อมมาอยู่นะ เปลี่ยนลิฟต์ก็หลายตัว แถยังต้องเดินทะลุ เปลี่ยนบันไดอีกต้องหลายตัว” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง “เอ๋ ? ไม่สิ ...... พวกเขารู้ได้ยังไงว่าจะต้องไปเปลี่ยนลิฟต์หรือบันไดตรงไหนละ ......”

            “รู้แม้กระทั่งเส้นทางเลยเหรอ ......” เฟิงปู้เจวี๋ยกล่าว

            ระหว่างที่พวกเขาทั้งสองพูดคุยกัน ก็ได้มาถึงชั้นที่ห้าสิบสอง

            ตั้งแต่ขึ้นบันไดมา ด้านหน้าเป็นทางเดินขวาง ระว่างทางเดินทุกๆ สิบเมตรจะมีกระถางต้นไม้ใหญ่วางตรงกับกำแพงกระจก บนกระจกมีโลโก้ของบริษัทออล์เลิฟมูอยู่ สามารถมองเห็นห้องสำนักงานที่กินพื้นที่ขนาดใหญ่มาก พื้นที่ทั่วทั้งชั้นสามารถเชื่อมต่อกันได้หมด ในเขตสำนักงานฉากกั้นย่อยเต็มไปหมด การออกแบบเป็นไปอย่างเรียบง่าย  มีโต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องกดน้ำ ชั้นวางของ เป็นต้น ...... ในส่วนท้ายของทั้งสองฝั่งมีห้องทำงานโดดฝั่งละหนึ่งห้อง

            เมื่อดูไปแล้ว ในชั้นนี้ก็เป็นไปตามที่แผนภาพด้านล่างของอาคารระบุไว้ว่า ------ “เขตสำนักงาน”  เท่านั้น

            เมื่อพวกเขาเดินมาได้สักระยะหนึ่ง เดินผ่านบานประตูอัตโนมัติเขามายังเขตภายในพื้นที่สำนักงาน ในชั้นนี้ไม่พบร่องรอยเลือดหรือผีดิบเลยแม้แต่ตัวเดียว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะมันหมายถึงการปรากฎตัวของ BOSS ใหญ่

            เฟิงปู้เจวี๋ยกวาดสายตาไปรอบๆ เขายังไม่ทันได้ทำการตรวจสอบอะไร เท้าของเขาก็รู้สึกถึงการสะเทือนขนาดใหญ่ หูของเขาได้ยินเสียงร้องดังสนั่น กระเบื้องด้านหน้าแตกออก มอนสเตอร์รูปลักษณ์เหมือนคนตัวหนึ่งปรากฏตัวออกมาจากเพดาน บล็อกปูนซีเมนต์แตก พื้นยุบ กระเบื้องเพดานถล่มลงมาจนฝุ่นตลบ

            หลังจากนั้น ก็มีเงาของคนอีกสองคนที่กระโดดออกมาจากโพรง ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา พานเฟิงกับฮัวสงแน่นอนอยู่แล้ว

            ท่ามกลางฝุ่นที่ตลบอบอวล เห็นเพียงเงาสามเงาที่กำลังปะทะกันอย่างดุเดือด เงาขวานและหอกที่สลับตวัดสลับกันอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้ได้ยินแต่เสียงเหล็กกระทบกันเสียงมีดฟาดฟันเข้าเลือดเนื้อ เลือดสาดกระจายเต็มพื้นไปหมด

            หลังจากต่อสู้กันราวหนึ่งนาที กลุ่มฝุ่นก็ค่อยๆ จางหายไป มอนสเตอร์ดูท่าแล้วไม่สามารถจะรับมือได้ มันหันหลังไปทางตัวอาคารแล้วพุ่งตัวออกไปทางกำแพงกระจก พานฮัวรู้กันทันทีว่ามันต้องการจะหนี ซึ่งพวกเขาไม่มีทางให้มันสมหวัง ไม่งั้นแผนที่วางไว้ทั้งหมดก็จะสูญเปล่า

            ฮัวสงหมุนตัวเป็นพายุหมุนพุ่งเข้าโจมตีไปยังด้านข้างของมอนสเตอร์  หัวหอกพุ่งเป้าไปที่ส่วนหัวของมอนสเตอร์ เงาหอกของเขารวดเร็วราวกับพายุ อาวุธของพานเฟิงค่อนข้างจะหนัก ดังนั้นความเร็วก็ลดลงไปบ้าง เขามีเพียงความโหดพุ่งเข้าหาเป้าหมาย ขวานของเขาพุ่งเป้าไปที่ไหล่ทางด้านหลัง

            ทั้งคู่ตามไปติดๆ ค่อยๆ บีบเข้าไปเรื่อยๆ ทำให้แอชฟอร์ดไร้ทางหนีอีก ในตอนนี้ เพื่อที่จะให้หนีพ้นไป แม้กระทั่งพุ่งเข้าใส่หอกมันก็ทำ หัวหอกพุ่งเข้าตาข้างซ้ายของเจ้ามอนสเตอร์ ทะลุออกทางด้านกะโหลกหลัง ของเหลวจากตัวกระฉูดออกมา

แต่บาดแผลแค่นี้ก็ไม่สามารถทำให้มันตายได้ มันงอตัวเพื่อให้รอดจากการจู่โจมรอบนี้ แล้วก็สามารถรอดพ้นจากขวานของพานเฟิงได้ มันออกมาอยู่ริมกำแพง หลังจากนั้นมันก็ใช้เขี้ยวของมันกระแทกกระจกอย่างแรง ทำให้มีรอยร้าวขึ้น มันขดตัวเป็นวงกลมแล้วกระแทกกระจกจนแตก แล้วบินออกไปนอกอาคาร

พานเฟิงฮัวสงพุ่งไปยังริมหน้าต่าง ก้มมองลงดูเงาของมันหนีไปจากรวดเร็ว หลังจากที่มันหนีไประยะหนึ่งเมือกของมันก็ติดไปทั่วกำแพง หลังจากนั้นไม่นานมันก็ลงถึงพื้นดิน สามารถหนีพ้นจากสายตาของพวกเขาทั้งสองไปได้

“โธ่เอ้ย ...... มันหนีไปได้แล้ว” พานเฟิงตอบ

“พี่ทั้งสอง” เสียงของเฟิงปู้เจวี๋ยดังมาจากหลังของพวกเขาทั้งสอง ทำให้พวกเขาตกใจไปชั่วขณะ

พวกเขาหันหลังกลับไป พบสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรของเฟิงปู้เจวี๋ยกับหน้างงๆ ของหวังทั่นจือ

“ช่วยบอกเราหน่อยได้ไหม .....” เฟิงปู้เจวี๋ยถามออกไปตรงๆ “พวกนายเป็นใครกันแน่?”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น